06/16/2026
หลังจากถูกรางวัลที่หนึ่งมูลค่าพันล้าน ฉันก็ตัดสินใจปิดร้านอาหารเช้าที่ผูกพันกันมานานกว่ายี่สิบปี จะได้ไม่ต้องมีชีวิตที่ต้องอดหลับอดนอน ตื่นแต่เช้าตรู่ และวิ่งวุ่นอีกต่อไป
ฉันหิ้วของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปที่บ้านลูกสาว ตั้งใจจะบอกพวกเด็กๆ ว่าฉันเกษียณแล้ว
พอเห็นหน้าฉัน แกก็ถามขึ้นมาว่า:
“แม่ ทำไมแม่ถึงปิดร้านล่ะ?”
ฉันหัวเราะ พูดทีเล่นทีจริงว่า:
“ต่อไปแม่คงต้องพึ่งใบบุญของพวกลูกๆ แล้วล่ะ ให้ลูกกับจื้อหมิงเลี้ยงแม่นะ”
พูดไม่ทันขาดคำ สีหน้าของลูกเขยก็มืดครึ้มลงทันที
“แม่ของผมอุตส่าห์ช่วยเราเลี้ยงหลานจนต้องปฏิเสธนัดสังสรรค์กับเพื่อนๆ แม่พูดแบบนี้มันสมควรเหรอครับ?”
ลูกสาวฉันก็ขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ใช่แล้วแม่ แม่ดูแม่สามีหนูสิ ทั้งเลี้ยงหลานทั้งดูแลงานบ้าน ช่วยเหลือพวกเราทุกอย่าง แล้วแม่ล่ะ? เพิ่งจะได้สบายก็คิดจะมาพึ่งพาลูกๆ แล้ว เห็นแก่ตัวเกินไปแล้วนะ”
…
หลังจากได้ยินคำพูดนั้นของสวีหว่าน หัวของฉันก็ดังอื้ออึง เสียงรอบข้างกลายเป็นเรื่องห่างไกลไปหมด
ฉันกำกล่องเลโก้ที่เพิ่งซื้อให้หลานชายแน่น ข้อนิ้วซีดขาวเพราะออกแรงมากเกินไป
“เสี่ยวหว่าน แม่ก็แค่พูดเล่นเองนะ”
“พูดเล่นเหรอ? ผมว่าในใจแม่ก็คิดแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ” เกาจื้อหมิงโยนถุงของขวัญของฉันทิ้งไว้บนตู้รองเท้าตรงโถงทางเดินอย่างไม่ใส่ใจ สายตาเผยให้เห็นถึงความดูถูก “ตัวมีแต่กลิ่นน้ำมันกับควันไฟ ทำไมไม่รู้จักเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนมา เกิดกลิ่นติดตัวเด็กขึ้นมาจะทำยังไง?”
ฉันยกมือขึ้นมาดมแขนเสื้อตัวเองตามสัญชาตญาณ
เพราะอยากจะเซอร์ไพรส์พวกเด็กๆ พอเก็บกวาดร้านเสร็จฉันก็รีบมาทันที บนตัวยังมีกลิ่นแป้งและกลิ่นน้ำมันจางๆ จากตอนตีสามติดอยู่จริงๆ
กลิ่นนั้นแหละที่เลี้ยงดูลูกสาวของฉันจนเติบใหญ่
แต่ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้สองสามีภรรยารังเกียจฉัน
สวีหว่านรับเสื้อสูทจากมือสามี เอาไปแขวนอย่างระมัดระวัง แล้วหันมามองฉันด้วยสีหน้าที่เริ่มหมดความอดทนมากขึ้นเรื่อยๆ
“แม่ไปอาบน้ำก่อนเถอะ ห้องน้ำในห้องนอนเล็กยังใช้ได้ อย่าใช้ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ล่ะ จื้อหมิงเขาเป็นคนรักความสะอาดมาก”
ฉันพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปทางห้องนอนเล็กอย่างเงียบๆ
พอเปิดประตู กลิ่นเหม็นอับที่สะสมมานานก็ลอยมาเตะจมูกทันที
ห้องที่หันไปทางทิศเหนือซึ่งขาดแสงแดดตลอดทั้งปี ตอนนี้กลายเป็นที่เก็บของไปแล้ว
ผ้าห่มของฉัน ผ้าห่มเก่าๆ ที่ซักจนสีซีด ไส้ฝ้ายข้างในจับตัวเป็นก้อน ถูกโยนทิ้งไว้ส่งเดชบนกองกล่องกระดาษตรงมุมห้อง
ในขณะที่ห้องข้างๆ ที่ทั้งสว่างและมีแสงแดดส่องถึง ซึ่งเดิมทีเตรียมไว้ให้ฉัน ตอนนี้กลับกลายเป็นที่อยู่ของแม่สามีลูกสาวไปแล้ว
ฉันปิดประตูลงอย่างเงียบๆ แล้วหันไปเข้าห้องน้ำรวมข้างนอกตรงห้องรับแขก
เพิ่งจะเปิดก๊อกน้ำ สวีหว่านก็เดินตามมา พิงตัวอยู่ที่กรอบประตู
“แม่ ร้านนั่นจะไม่ทำแล้วจริงๆ เหรอ?”
“อืม แม่เหนื่อยแล้ว กว่ายี่สิบปีมานี้ไม่เคยหยุดพักเลยสักวัน ถึงเวลาต้องพักผ่อนบ้างแล้วล่ะ”
“พักผ่อน?” แกหัวเราะออกมาเหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก “แม่สามีหนูอายุมากกว่าแม่ตั้งเยอะยังช่วยเราดูแลเสี่ยวเฉินเฉินเลย แม่มีสิทธิ์อะไรมาบ่นว่าเหนื่อย? หน้าที่การงานของจื้อหมิงกำลังก้าวหน้า ตรงไหนก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น แม่เลิกทำงานแล้วภาระพวกเราจะหนักขึ้นมาก แม่รู้ไหม?”
มองดูผู้หญิงซูบผอมที่สะท้อนอยู่ในกระจก สันจมูกของฉันก็พลันร้อนผ่าว
อพาร์ตเมนต์ขนาดร้อยสามสิบตารางเมตรนี้ เงินดาวน์ทั้งหมดก็มาจากเงินเก็บทั้งชีวิตของฉันถึงจะรวบรวมมาได้
จนถึงตอนนี้ ค่างวดที่ต้องผ่อนทุกเดือนฉันก็ยังต้องประหยัดอดออมทุกบาททุกสตางค์ถึงจะรับผิดชอบไหว
แต่ในสายตาของเด็กคนนี้ ฉันกลับกลายเป็นคนที่รู้จักแต่จะหาความสุขใส่ตัว
“เสี่ยวหว่าน ค่างวดบ้านหลังนี้…”
“พอเถอะ แม่เลิกพูดเรื่องค่าบ้านสักทีได้ไหม!” แกพูดแทรกขึ้นมาอย่างหมดความอดทน “มันจะสักกี่บาทเชียว? แม่สามีหนูเพราะอยากช่วยจื้อหมิงยังยอมเอาเงินบำนาญออกมาตั้งสามแสนหยวน แม่ทำได้ไหมล่ะ?”
ฉันพูดไม่ออก
วันแต่งงาน เพื่อไม่ให้แกถูกบ้านสามีดูถูก ฉันเตรียมเงินสองแสนหยวนไว้เป็นสินสอดให้
หลังแต่งงาน เพราะกลัวว่าชีวิตของพวกแกสองคนจะลำบาก ทุกเดือนฉันยังแอบช่วยเหลือเรื่องเงินเพิ่มอยู่เสมอ
ฉันคิดมาตลอดว่าลูกสาวจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไป
ไม่คิดเลยว่า ในใจของแก ฉันจะเทียบไม่ได้เลยกับแม่สามีที่ยอมควักเงินบำนาญสามแสนหยวนนั้น
“แม่รีบอาบน้ำเถอะ เสร็จแล้วออกมาทำกับข้าวด้วย เสี่ยวเฉินเฉินหิวแล้ว”
พูดจบ สวีหว่านก็หันหลังเดินจากไป
ฉันมองดูสายน้ำที่ไหลผ่านสองมือที่เต็มไปด้วยรอยด้าน
มือคู่นี้ใช้นวดแป้งมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง ทอดขนมมาไม่รู้ตั้งกี่ชิ้น
แต่ดูเหมือนว่ามันยังคงไม่สามารถมอบความอบอุ่นให้กับหัวใจของลูกสาวตัวเองได้เลย
มื้อค่ำน่าอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
แม่สามีของสวีหว่านนั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะ คอยคีบอาหารให้เสี่ยวเฉินเฉินอยู่ตลอด ปากก็พูดจาเหน็บแนมไม่หยุด
“เสี่ยวเฉินเฉินของพวกเราต้องกินเยอะๆ นะ หลานดูยายของหลานสิ ไม่ยอมทำกับข้าว แถมยังมานั่งรอให้คนอื่นคอยบริการอีก ใช้ได้ที่ไหนกัน”
เด็กอายุห้าขวบเลียนแบบผู้ใหญ่ เพิ่งคีบผักใส่ชามได้นิดหน่อยก็สะบัดกลับลงจาน
“ยายตัวเหม็นมาก ผมไม่กินของที่ยายทำหรอก ผมจะกินแต่ของที่ย่าทำเท่านั้น”
สวีหว่านไม่เพียงแต่ไม่ห้ามปราบ กลับยังพยักหน้าเห็นด้วย
“เสี่ยวเฉินเฉินพูดถูกแล้ว วันหลังก็อยู่ห่างๆ ยายไว้หน่อย อย่าไปเลียนแบบนิสัยขี้เหนียวคิดเล็กคิดน้อยของยายเขาล่ะ”
เกาจื้อหมิงยิ่งพูดตรงไปตรงมากว่านั้น
เขาผลักบัตรธนาคารใบหนึ่งมาตรงหน้าฉัน
“ในบัตรมีเงินห้าพันหยวน พรุ่งนี้แม่กลับบ้านนอกไปเถอะ”
“บ้านผมไม่เลี้ยงคนที่เอาแต่นั่งกินนอนกินหรอกนะ”
มองดูบัตรใบนั้น ในใจฉันเหลือเพียงความขมขื่น
เมื่อก่อน ตอนที่พวกแกตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ฉันไม่ลังเลเลยที่จะเอาเงินเก็บไว้ใช้บั้นปลายชีวิตมาช่วยพวกแกใช้หนี้
แต่ตอนนี้ เพียงเพราะฉันอยากพักผ่อน พวกเขากลับใช้เงินห้าพันหยวนมาไล่ฉันไป
ฉันหยิบบัตรขึ้นมา ปลายนิ้วเย็นเฉียบ
“เสี่ยวหว่าน ลูกก็คิดแบบนั้นเหมือนกันใช่ไหม?”
สวีหว่านหันหน้าไปทางอื่น
“แม่ จื้อหมิงเขาก็หวังดีกับทุกคนนั่นแหละ แม่อยู่ที่นี่มันไม่สะดวกจริงๆ มีแม่สามีหนูอยู่ ชีวิตของพวกเราก็จะสงบสุขกว่านี้”
ไม่สะดวก
สงบสุขกว่านี้
ฉันทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับครอบครัวนี้ สุดท้ายกลับกลายเป็นส่วนเกิน
ตอนที่ลูกสาวฉันอายุหกขวบ สามีฉันก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
ฝ่ายที่ก่ออุบัติเหตุต้องรับผิดชอบทั้งหมด ชดเชยเงินมาห้าแสน
ฉันไม่แตะต้องเงินสักแดงเดียว เก็บไว้ทั้งหมดเพื่อเป็นค่าเทอมและเตรียมไว้เป็นสินสอดให้ลูกสาว
ฉันพึ่งพาแผงขายอาหารเช้าเล็กๆ นั่นเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ด้วยตัวคนเดียว ส่งเสียให้แกได้เรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดัง
แกบ่นว่าฉันขายของหาบเร่ทำให้ขายหน้า ดังนั้นในวันประชุมผู้ปกครอง ฉันจึงไม่เคยกล้าโผล่หน้าไปเลย
แกบอกว่าแม่ของเพื่อนร่วมชั้นล้วนใช้เครื่องสำอางราคาแพง ฉันจึงเอาเงินที่หามาด้วยความยากลำบากไปแลกเป็นเครื่องสำอาง เงอะๆ งะๆ หัดดูแลผิวหน้า เพียงเพื่อไม่ให้แกต้องรู้สึกมีปมด้อยต่อหน้าเพื่อนๆ
แกบอกว่าแม่ของคนอื่นทั้งร้องเพลงเป็น เต้นรำเป็น
ฉันก็ถือโทรศัพท์เรียนรู้ด้วยตัวเองทีละจังหวะ ทีละท่อน
พอถึงงานฉลองบรรลุนิติภาวะของแก ฉันก็ร้องเพลงที่แกชอบที่สุด
แต่ทว่าต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น แกกลับติว่าฉันร้องเพลงห่วยแตกไม่ต่างอะไรกับลำโพงกระจายเสียงท้ายหมู่บ้าน
ตอนนี้ฉันถูกรางวัลแล้ว
เดิมที ฉันยังอยากจะให้ลูกสาวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ไม่คิดเลยว่า แม้แต่ที่ซุกหัวนอน แกก็ไม่อยากจะแบ่งปันให้ฉัน
ฉันกำบัตรธนาคารในมือแน่น
ความอบอุ่นสายสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ครึ่งชีวิตที่ผ่านมา ฉันอยู่เพื่อลูกสาว
ส่วนครึ่งชีวิตที่เหลือ ฉันอยากจะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้าง
ตลอดทั้งคืนนั้น ฉันข่มตาหลับไม่ลงเลย
ฟ้าเพิ่งจะสาง ฉันก็เก็บกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว
มีแค่กระเป๋าผ้าเก่าๆ ใบหนึ่ง ข้างในใส่เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนสองสามชุด