ข้ามเส้น - Kamsen

Directions

ข้ามเส้น - Kamsen ไม่เอาเส้นเล็ก เส้นใหญ่ ขอเพียงเส้นใจจากคุลก็พอล เราอยากชวนคุณมาข้ามเส้นแบ่งอคติ ชนชั้น ชนชาติ สังคม เขา และเราไปด้วยกัน เพราะเราแตกต่างเหมือนกัน

ชาวเมียนมาไม่ใช่แค่ผู้ป่วย แต่เป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญของโรงพยาบาลไทยเวลาพูดถึงแรงงานข้ามชาติ เรามักได้ยินเรื่องภาระที่คนเหล...
10/10/2026

ชาวเมียนมาไม่ใช่แค่ผู้ป่วย แต่เป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญของโรงพยาบาลไทย

เวลาพูดถึงแรงงานข้ามชาติ เรามักได้ยินเรื่องภาระที่คนเหล่านี้สร้างให้กับระบบสาธารณสุข แต่ตัวเลขค่ารักษาพยาบาลของชาวเมียนมาปี 2569 จากภาพที่เผยแพร่โดยคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข สะท้อนอีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม

จากยอดค่าบริการรวมกว่า 964.25 ล้านบาท มีการชำระเต็มจำนวนกว่า 863.07 ล้านบาท หรือราว 90% ขณะที่ชำระบางส่วนประมาณ 11.52 ล้านบาท และเป็นยอดที่เรียกเก็บไม่ได้ประมาณ 72.32 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า เงินส่วนใหญ่ถูกชำระกลับเข้าสู่ระบบแล้ว ชาวเมียนมาจึงไม่ได้มีแต่สถานะผู้รับบริการที่ก่อภาระให้โรงพยาบาลอย่างที่บางคนพยายามสร้างภาพจำ

โรงพยาบาลไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ให้บริการผู้ป่วยที่ข้ามมารักษาจากเมียนมา เพราะพื้นที่ต้นทางมีข้อจำกัดด้านสถานพยาบาล ขณะเดียวกัน แรงงานจำนวนหนึ่งก็ทำงานและสร้างรายได้ในประเทศไทย หากพวกเขาเจ็บป่วย การเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมย่อมเป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อชีวิตของคนไข้และต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม

แน่นอนว่ายอดค่ารักษาที่เรียกเก็บไม่ได้ยังเป็นปัญหาจริง และโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีงบประมาณรองรับ แต่การพูดถึงปัญหานี้ควรมองให้ครบทั้งระบบ ไม่ใช่หยิบเฉพาะหนี้ค้างชำระมาเหมารวมว่าแรงงานเมียนมาทุกคนเป็นภาระ เพราะในอีกด้านหนึ่ง มีผู้ป่วยและแรงงานจำนวนมากที่ชำระค่าบริการ และมีส่วนทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไป

ก่อนจะตั้งข้อสังเกตว่าแรงงานเมียนมาทำให้โรงพยาบาลไทยเสียเงินไปเท่าไร พวกคลั่งชาติแบบไม่สนข้อมูลควรถามด้วยว่าเขาจ่ายเงินเข้าระบบไปเท่าไร และระบบควรจัดการค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้อย่างไรให้เป็นธรรมกับทั้งโรงพยาบาล ผู้ป่วย และคนทำงาน

การมองเห็นแต่หนี้ที่ยังเก็บไม่ได้ โดยไม่เห็นเงินที่ชำระแล้วและคุณูปการของแรงงาน คือการมองเรื่องนี้เพียงครึ่งเดียว

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

#พรุ่งนี้ 11 ต.ค. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เชิญชวนผู้ประกันตนทุกท่านไปใช้สิทธิกันครับ

#ข้ามเส้น #แรงงานข้ามชาติ #แรงงานเมียนมา #สิทธิสุขภาพ #สาธารณสุขไทย #สิทธิมนุษยชน #ประกันสังคม

วันที่ 11 ตุลาคมที่กำลังจะถึงนี้ เป็นวันเลือกตั้งตัวแทนผู้ประกันตนเข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคม เพื่อมีส่วนตัดสินใจเรื่อง...
10/09/2026

วันที่ 11 ตุลาคมที่กำลังจะถึงนี้ เป็นวันเลือกตั้งตัวแทนผู้ประกันตนเข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคม เพื่อมีส่วนตัดสินใจเรื่องกองทุนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทำงานโดยตรง ตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล เงินว่างงาน เงินชราภาพ ไปจนถึงการบริหารเงินกองทุนหลายล้านล้านบาท
แต่มีผู้ประกันตนกลุ่มหนึ่งจะไม่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้เลย นั่นคือแรงงานข้ามชาติ
ปี 2568 มีการจัดเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนแรงงานข้ามชาติรวม 2,116,338,878 บาท หรือประมาณ 2.116 พันล้านบาท ในปีเดียวกัน กองทุนประกันสังคมจ่ายสิทธิประโยชน์ 7 กรณีให้แรงงานข้ามชาติรวม 1,387,127,189 บาท หรือประมาณ 1.387 พันล้านบาท
ในปีนั้นเงินสมทบจากแรงงานข้ามชาติที่เข้าสู่ระบบอยู่ที่ประมาณ 2.1 พันล้านบาท ขณะที่เงินที่กองทุนจ่ายกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์อยู่ที่ประมาณ 1.4 พันล้านบาท คิดเป็นประมาณ 65.5% ของเงินสมทบที่จัดเก็บจากกลุ่มนี้ และมีส่วนต่างประมาณ 729 ล้านบาท

ส่วนต่าง 729 ล้านบาทจะเข้าสู่เงินสมทบทั้งหมดถูกนำมารวมกันเพื่อเฉลี่ยความเสี่ยงระหว่างผู้ประกันตน และสิทธิหลายอย่างยังเกิดขึ้นในอนาคต แต่ตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่าแรงงานข้ามชาติไม่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากกองทุนโดยไม่ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย พวกเขาเป็นหนึ่งในคนที่จ่ายเงินเลี้ยงระบบนี้อยู่จริง

และเงินที่จ่ายก็ไม่ได้เป็นเงินบริจาคหรือเงินที่เลือกจะไม่จ่ายก็ได้ สำหรับแรงงานที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เงินส่วนหนึ่งถูกหักจากค่าจ้างทุกเดือนตามกฎหมาย เช่นเดียวกับแรงงานไทย นายจ้างต้องสมทบอีกส่วนหนึ่ง และรัฐร่วมสมทบอีกส่วนหนึ่ง ประกันสังคมจึงไม่ใช่สวัสดิการที่รัฐหยิบเงินมาแจกให้แรงงาน แต่เป็นระบบที่แรงงานเองเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจ่ายเพื่อประกันความเสี่ยงในชีวิตของตัวเอง เมื่อเจ็บป่วย ตกงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือเข้าสู่วัยชรา แรงงานข้ามชาติก็ใช้สิทธิจากกองทุนเดียวกัน และในทางกฎหมายพวกเขามีสถานะเป็น “ผู้ประกันตน” เช่นเดียวกับคนไทย

แต่สิ่งที่มันเป็นปัญหาคือการเลือกตั้งตัวแทนผู้ประกันตนมันดันเอาสิทธิไปผูกไว้กับความเป็นพลเมือง ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้นถึงจะเลือกได้ ทั้งที่กองทุนนี้ไม่ได้เก็บเงินเฉพาะคนที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น นี่คือการเลือกปฎิบัติและสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมอย่างชัดเจน แรงงานข้ามชาติถูกมองว่าเป็นผู้ประกันตนเมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน แต่พอถึงเวลามีเสียงว่าจะให้ใครเข้าไปดูแลเงินที่ตัวเองร่วมจ่าย กลับถูกแบ่งออกด้วยสัญชาติ

การเลือกบอร์ดประกันสังคมเกี่ยวข้องกับฐานะ “ผู้ประกันตน” โดยตรง คนที่ได้รับผลจากการบริหารกองทุนและถูกบังคับให้ส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน ย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะมีสิทธิเลือกตัวแทนของตัวเองเข้าไปตรวจสอบและกำหนดทิศทางของกองทุน

การเอาสัญชาติมาเป็นเงื่อนไขจึงทำให้สิทธิในระบบประกันสังคมถูกผูกเข้ากับความเป็นพลเมือง ทั้งที่สองเรื่องนี้ควรถูกแยกออกจากกัน การเลือกตั้งรัฐบาลเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองของรัฐ แต่การเลือกบอร์ดประกันสังคมเกี่ยวข้องกับเงินที่คนทำงานถูกหักจากค่าจ้างเพื่อประกันชีวิตและความเป็นอยู่ของตัวเอง
ในประเทศเยอรมนีไม่ได้ผูกสิทธินี้ไว้กับความเป็นพลเมือง เพราะในการเลือกตัวแทนเข้าสู่องค์กรบริหารระบบประกันสังคม สิทธิเลือกตั้งยึดกับสถานะของผู้ประกันตน ไม่ได้กำหนดว่าต้องถือสัญชาติเยอรมัน เพราะหลักคิดของระบบคือ คนที่อยู่ในกองทุนและร่วมจ่ายเงินควรมีสิทธิร่วมกำหนดว่าใครจะเข้าไปบริหารกองทุนนั้น

ประเทศไทยเองก็เคยถูกตั้งคำถามเรื่องนี้ จาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคยเห็นว่าเงื่อนไขสัญชาติไทยในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเป็นการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติ และเสนอให้แก้ไข เพราะแรงงานเหล่านี้เป็นผู้ประกันตนและมีส่วนได้เสียกับกองทุนโดยตรง
ในเมื่อรัฐบังคับให้เขาจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือนเหมือนแรงงานสัญชาติไทย เขาควรมีสิทธิแค่ไหนในการเลือกว่าใครจะเป็นคนดูแลเงินก้อนนั้น

ถ้าระบบยอมรับว่าเขาเป็น “ผู้ประกันตน” ตอนเก็บเงิน ก็ควรยอมรับสถานะเดียวกันตอนให้สิทธิมีส่วนร่วมด้วย การให้คนคนหนึ่งมีหน้าที่เต็มรูปแบบ แต่มีสิทธิไม่เต็มรูปแบบ เพียงเพราะสัญชาติ คือความไม่เท่าเทียมที่ถูกสร้างไว้ในกติกาเอง

ไทยกำลังจัดการแรงงานเมียนมา หรือกำลังรับต้นทุนและปฏิบัติตามนโยบายของเผด็จการทหารเมียนมากันแน่?สถานการณ์ล่าสุดกำลังทำให้ค...
10/08/2026

ไทยกำลังจัดการแรงงานเมียนมา หรือกำลังรับต้นทุนและปฏิบัติตามนโยบายของเผด็จการทหารเมียนมากันแน่?

สถานการณ์ล่าสุดกำลังทำให้คำถามเรื่องแรงงานเมียนมาในไทยซับซ้อนกว่าการบอกว่าใครอยู่ถูกหรือผิดกฎหมาย เพราะหนังสือเดินทางของคนคนหนึ่งกำลังกลายเป็นตัวกำหนดว่าเขาจะมีสิทธิทำงาน อยู่ต่อ หรือถูกผลักให้ต้องเดินทางกลับไปยังประเทศที่ตัวเองอาจไม่สามารถกลับไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

SHAN News รายงานว่า สถานทูตและสถานกงสุลเมียนมาในประเทศไทยกำลังไม่ต่ออายุหนังสือเดินทางที่ออกจาก 8 เมือง ได้แก่ มิตจีนา ตองจี ล่าเสี้ยว มงหย่า มะกเว พะโค ผาอัน และเมียวดี ขณะที่มีรายงานว่าหนังสือเดินทางที่ออกจากย่างกุ้ง เนปิดอว์ และมัณฑะเลย์ยังสามารถต่ออายุได้ สำหรับแรงงานที่หนังสือเดินทางหมดอายุ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าใบอนุญาตทำงาน วีซ่า และสถานะการพำนักในไทยอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ไทยกับเมียนมากำลังหารือเรื่องการบริหารแรงงานเมียนมาร่วมกัน ทั้งการเพิ่มศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล หรือ CI (เล่มเขียว) การทำ U-turn สำหรับแรงงาน MOU ที่ทำงานครบวาระ และการตั้งศูนย์จัดเก็บข้อมูลชั่วคราว หรือ TDCC เพื่อเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารของแรงงานเมียนมา

ความร่วมมือเหล่านี้อาจช่วยแก้ปัญหาแรงงานที่เอกสารติดขัดได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องถามว่า ไทยกำลังออกแบบระบบนี้เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศไทยและคนทำงาน หรือกำลังช่วยแบกรับต้นทุนจากระบบควบคุมเอกสารของเผด็จการทหารเมียนมา

แรงงานเมียนมาในไทยมีจำนวนมหาศาล IOM ประเมินว่ามีชาวเมียนมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 4.1 ล้านคน และในจำนวนนี้ประมาณ 2.27 ล้านคนเป็นแรงงานที่ขึ้นทะเบียน ขณะที่อย่างน้อย 1.7 ล้านคนอยู่ในสถานะไม่มีเอกสารตามข้อมูลปี 2024–2025 คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในระบบทะเบียน แต่เป็นคนที่ทำงานในโรงงาน ก่อสร้าง เกษตรกรรม ร้านอาหาร ภาคบริการ และกิจการอีกจำนวนมากที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น เผด็จการทหารเมียนมายังมีมาตรการที่ทำให้แรงงานเมียนมาในต่างประเทศต้องพึ่งพาระบบของตนมากขึ้น ทั้งการกำหนดให้แรงงานบางกลุ่มต้องส่งเงินอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้กลับครอบครัวผ่านช่องทางที่กำหนด และการจัดเก็บภาษีเงินได้ 2 เปอร์เซ็นต์ โดยมีหลักฐานจากสื่อของทางการเมียนมาเองว่ามาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้กับแรงงานในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่ารัฐบาลทหารขู่ว่าจะใช้มาตรการกับครอบครัวของแรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามระบบส่งเงินดังกล่าว

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานต่างชาติในไทยทั่วไป แต่เป็นเรื่องของอำนาจของรัฐต้นทางที่ยังตามไปควบคุมพลเมืองของตัวเองแม้อยู่ต่างประเทศอย่างแข็งขัน และดูเหมือนว่ารัฐไทยจะโอนอ่อนผ่อนตามรัฐต้นทางค่อนข้างมาก เหมือนเป็นการปูพรมแดงอีกครั้งให้กับเผด็จการทหารที่โลกไม่ยอมรับ

เมื่อรัฐไทยนำเอกสารจากรัฐต้นทางมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้คนเหล่านี้ทำงานและพำนักอยู่ในประเทศไทย ไทยก็ต้องระวังไม่ให้ระบบดังกล่าวกลายเป็นช่องทางที่ทำให้คนตกหล่นจากระบบโดยไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเอง

คนที่หนังสือเดินทางหมดอายุเพราะสถานทูตไม่ต่อให้ ไม่ควรถูกมองเหมือนคนที่จงใจหลบหนีระบบ คนที่ไม่สามารถกลับไปทำเอกสารในพื้นที่ต้นทางได้เพราะสงครามหรือความไม่ปลอดภัย ก็ไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่างการกลับไปเสี่ยงอันตราย กลับไปถูกบังคับเกณฑ์ทหาร กับการกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในไทย

นี่เป็นเหตุผลที่หลักไม่ส่งกลับ (non-refoulement) มีความสำคัญ มาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ห้ามเจ้าหน้าที่ส่งบุคคลออกไปยังประเทศที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นอาจเผชิญความเสี่ยงต่อการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หรือการทำให้สูญหาย ดังนั้นการจัดการแรงงานที่เอกสารมีปัญหาจึงต้องมีระบบคัดกรองความเสี่ยงด้านการคุ้มครอง ไม่ใช่ใช้วันหมดอายุของเอกสารเป็นคำตอบสุดท้าย

โดยเฉพาะในประเทศที่ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่และการโจมตีพลเรือนยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สหประชาชาติรายงานว่ามีการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือนในเมียนมา 1,140 ครั้งในปี 2025 เพียงปีเดียว และความรุนแรงยังดำเนินต่อในปี 2026
ประเทศไทยจึงมีโจทย์ที่ใหญ่กว่าการทำให้เอกสารครบ

โจทย์คือจะทำอย่างไรให้คนที่ทำงานอยู่ในไทยยังอยู่ในระบบกฎหมายไทย จ่ายภาษี เข้าถึงประกันสังคม และทำงานในระบบเศรษฐกิจได้ โดยไม่ถูกผลักลงสู่ตลาดแรงงานใต้ดินเพียงเพราะระบบเอกสารของประเทศต้นทางมีปัญหา

ถ้าหนังสือเดินทางต่อไม่ได้ ใบอนุญาตทำงานต่อไม่ได้ คนก็อาจหลุดจากระบบ นายจ้างอาจหันไปจ้างแรงงานนอกระบบ แรงงานอาจต้องหลบซ่อน และช่องทางลักลอบข้ามแดนอาจเติบโตขึ้น ปัญหาที่รัฐต้องการแก้ก็อาจกลับกลายเป็นปัญหาความมั่นคงที่ใหญ่กว่าเดิม
และนี่คือสิ่งที่ไทยต้องคิดให้หนัก

การรักษาความมั่นคงไม่ได้หมายถึงการทำให้คนจำนวนมากหายไปจากระบบ ความมั่นคงที่แท้จริงคือการทำให้แรงงานยังคงอยู่ในระบบที่รัฐสามารถตรวจสอบ คุ้มครอง และจัดการได้

ไทยต้องมีสิทธิ์กำหนดนโยบายแรงงานของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้การจัดการแรงงานของไทยกลายเป็นส่วนต่อขยายของนโยบายควบคุมพลเมืองของเผด็จการทหารเมียนมา เพราะคนที่ต้องจ่ายต้นทุนอาจไม่ใช่แค่แรงงานเมียนมา
แต่อาจเป็นประเทศไทยเอง

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

#ข้ามเส้น #แรงงานข้ามชาติ #แรงงานเมียนมา #เมียนมา #ประเทศไทย #สิทธิแรงงาน #สิทธิมนุษยชน #การย้ายถิ่น

"50 ปี 6 ตุลา เมื่อคนไทยด้วยกันถูกทำให้กลายเป็นคนอื่น"50 ปีผ่านไป 6 ตุลาคม 2519 ยังไม่ใช่เพียงวันที่เราควรจดจำว่ามีคนถูก...
10/06/2026

"50 ปี 6 ตุลา เมื่อคนไทยด้วยกันถูกทำให้กลายเป็นคนอื่น"

50 ปีผ่านไป 6 ตุลาคม 2519 ยังไม่ใช่เพียงวันที่เราควรจดจำว่ามีคนถูกฆ่าตายที่ธรรมศาสตร์ แต่เป็นวันที่สังคมไทยควรถามตัวเองอีกครั้งว่า อะไรทำให้คนไทยสามารถมองคนไทยด้วยกันเองเป็นศัตรู จนความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ ก่อนเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สังคมไทยกำลังแตกออกเป็นสองขั้วอย่างรุนแรง ความขัดแย้งทางการเมืองหลัง 14 ตุลาคม 2516 ขยายตัวขึ้นท่ามกลางความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ทั้งในประเทศและภูมิภาคอินโดจีน ฝ่ายนักศึกษาและประชาชนจำนวนมากเรียกร้องประชาธิปไตย สิทธิ และความเสมอภาค ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมและกลุ่มฝ่ายขวาระดมกำลังต่อต้านขบวนการเหล่านี้อย่างเข้มข้น ความแตกต่างทางความคิดจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่าประเทศไทยควรเดินไปทางไหน แต่ค่อยๆ กลายเป็นคำถามว่าใครคือคนไทย

เมื่อความเป็นไทยถูกกำหนดให้ต้องคิดเหมือนกัน เชื่อเหมือนกัน และยืนอยู่ข้างเดียวกัน คนที่คิดต่างก็เริ่มถูกผลักออกจากความเป็นพวกเรา นักศึกษาถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นผู้ทำลายชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันยังมีการเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่าผู้นำนักศึกษาเป็นญวน รับเงินจากต่างประเทศ หรือไปฝึกอาวุธที่ฮานอย ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีหลักฐานรองรับ แต่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างภาพว่าขบวนการนักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงคนไทยที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่าง หากเป็นภัยจากภายนอกที่แทรกซึมเข้ามาทำลายประเทศ คำว่าญวนจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงระบุเชื้อชาติหรือชาติที่แตกต่างอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งกลายเป็นคนอื่น เป็นคนที่ไม่ใช่พวกเรา เป็นภัยที่ต้องกำจัด และเมื่ออีกฝ่ายถูกทำให้ไม่ใช่พวกเรา ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพวกเขาก็สามารถถูกทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องชอบธรรมและจำเป็นต่อการปกป้องชาติ

นี่คือหนึ่งในบทเรียนที่น่ากลัวที่สุดของ 6 ตุลา การฆ่าคนจำนวนมากอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการลงมือทำร้ายกันในทันที แต่อาจเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีที่สังคมเรียกคนที่คิดต่าง จากคนเห็นต่างกลายเป็นคอมมิวนิสต์ จากนักศึกษากลายเป็นศัตรูของชาติ จากคนไทยกลายเป็นญวน และจากเพื่อนร่วมสังคมกลายเป็นภัยที่ไม่ควรมีที่ยืน เมื่อกระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้น ความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายก็ถูกลดทอนลงทีละน้อย และเส้นแบ่งระหว่างการถกเถียงทางการเมืองกับการใช้ความรุนแรงก็เริ่มเลือนหาย

วันที่ 5 ตุลาคม กระแสกล่าวหานักศึกษาว่าหมิ่นสถาบันถูกปลุกขึ้นอย่างรุนแรง หลังภาพจากการแสดงละครของนักศึกษาถูกนำไปบิดเบือน ก่อนที่ในเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม ตำรวจ กำลังติดอาวุธ และกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาจะเข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเกิดการยิงและปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง ผู้คนถูกยิง ถูกจับ ถูกทำร้าย และบางรายถูกแขวนคอหรือเผา ตัวเลขผู้เสียชีวิตแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูลและวิธีการนับ แต่สิ่งที่ไม่ควรมีข้อถกเถียงคือ มีประชาชนและนักศึกษาจำนวนมากถูกสังหาร และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คน

คนที่อยู่ในธรรมศาสตร์วันนั้นไม่ได้เกิดมาเป็นศัตรูของรัฐ พวกเขาถูกทำให้กลายเป็นศัตรูผ่านเรื่องเล่า ข่าวลือ การโฆษณาชวนเชื่อ และการแบ่งโลกออกเป็นคนไทยกับคนอื่น ความรุนแรงทางการเมืองจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะผู้คนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่จะอันตรายถึงที่สุดเมื่อสังคมเริ่มเชื่อว่าคนเห็นต่างไม่สมควรมีพื้นที่อยู่ร่วมกัน เมื่อความเป็นชาติถูกนิยามว่าคือการคิดเหมือนกัน คนที่ตั้งคำถามก็ถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ เมื่อความรักชาติถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง คนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐก็สามารถถูกทำให้กลายเป็นภัย และเมื่อภัยนั้นถูกทำให้เป็นคนอื่น การใช้ความรุนแรงต่อพวกเขาก็สามารถถูกอธิบายว่าเป็นการปกป้องประเทศ

50 ปีผ่านไป เราอาจไม่ได้เห็นการใช้คำว่าญวนในความหมายทางการเมืองแบบเดียวกับปี 2519 อีกแล้ว แต่กลไกของการทำให้คนอื่นกลายเป็นศัตรูยังเป็นสิ่งที่สังคมต้องระมัดระวังอยู่เสมอ วันนี้เราใช้คำอะไรเรียกคนที่คิดต่าง เราเคยเรียกใครว่าเป็นคนของต่างชาติ ชังชาติ เป็นพวกนั้น หรือไม่ใช่คนไทย เพื่อปฏิเสธความชอบธรรมของพวกเขาหรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้น เรากำลังสร้างเส้นแบ่งระหว่างพวกเรากับพวกเขาด้วยเหตุผลแบบเดียวกับที่สังคมไทยเคยทำมาแล้วหรือไม่

การรำลึก 6 ตุลาจึงไม่ควรเป็นเพียงการนำพวงมาลาไปวางหน้าสถานที่เกิดเหตุ หรือเปิดภาพเก่าให้คนรุ่นหลังดู แต่คือการยอมรับว่าคนที่ถูกฆ่าในวันนั้นก็เป็นคนไทยเหมือนกับคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของรั้วธรรมศาสตร์ พวกเขาอาจคิดต่างกัน เชื่อในอนาคตของประเทศไม่เหมือนกัน และมีอุดมการณ์ทางการเมืองคนละขั้ว แต่ความแตกต่างเหล่านั้นไม่เคยทำให้ใครหมดความเป็นมนุษย์ และไม่มีอุดมการณ์ใดควรมีราคาสูงถึงชีวิตของคนอื่น

50 ปีของ 6 ตุลาจึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการถามว่าใครเป็นคนฆ่า แต่ต้องถามด้วยว่าเราทำให้คนไทยด้วยกันกลายเป็นคนอื่นได้อย่างไร เพราะตราบใดที่สังคมยังสามารถทำให้เพื่อนร่วมชาติกลายเป็นศัตรูเพียงเพราะเขาคิดต่าง ประวัติศาสตร์ 6 ตลาก็ยังไม่ได้จบลงอย่างแท้จริง การไม่ให้ 6 ตุลาซ้ำรอยไม่ได้หมายความว่าเราต้องคิดเหมือนกัน ตรงกันข้าม เราอาจต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้แม้จะคิดไม่เหมือนกัน เพราะประชาธิปไตยไม่ได้พิสูจน์ตัวเองในวันที่ทุกคนเห็นตรงกัน แต่พิสูจน์ตัวเองในวันที่เราเห็นต่างกันอย่างรุนแรง แล้วก็ยังเลือกที่จะไม่ฆ่ากัน

50 ปี 6 ตุลา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่เป็นคำถามถึงสังคมไทยในวันนี้ว่า เราจะยอมให้ความแตกต่างทางความคิดกลายเป็นเหตุผลในการพรากความเป็นมนุษย์ของใครอีกหรือไม่

ขอแสดงความเสียใจและขอรำลึกถึงผู้วายชนม์ !

ขอบคุณภาพ : ปกหนังสือรวมบทความ 50 ปี 6 ตุลาฯ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

#ข้ามเส้น #6ตุลา2519 #50ปี6ตุลา #6ตุลา #ประวัติศาสตร์การเมืองไทย #สิทธิมนุษยชน #ประชาธิปไตย #เสรีภาพ #ความรุนแรงทางการเมือง #ความเกลียดชัง #ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

กลับบ้าน (ที่ซิมบับเว) ไม่ได้แปลว่ากลับไปมีชีวิตที่ดีขึ้น หากรัฐขาดระบบรองรับชาวซิมบับเวมากกว่า 116,000 คน เดินทางกลับจา...
10/05/2026

กลับบ้าน (ที่ซิมบับเว) ไม่ได้แปลว่ากลับไปมีชีวิตที่ดีขึ้น หากรัฐขาดระบบรองรับ

ชาวซิมบับเวมากกว่า 116,000 คน เดินทางกลับจากแอฟริกาใต้ หลังบรรยากาศการต่อต้านคนต่างชาติรุนแรงขึ้น (Xenophobia) ทั้งการข่มขู่ การบุกตรวจค้น และความหวาดกลัวต่อความปลอดภัย

สำหรับคนจำนวนมาก การข้ามพรมแดนกลับซิมบับเวไม่ได้หมายถึงการได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบ
มันหมายถึงการต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

หลายคนเดินทางออกจากซิมบับเวเมื่อหลายปีก่อน เพราะที่บ้านไม่มีงาน ไม่มีรายได้ที่เพียงพอ และมองหาโอกาสที่ดีกว่าในแอฟริกาใต้ พวกเขาสร้างชีวิต ทำงาน เลี้ยงลูก และส่งเงินกลับไปช่วยครอบครัว
จนกระทั่งวันหนึ่ง ความรู้สึกว่าที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับเราอีกแล้วทำให้ต้องเก็บข้าวของแล้วกลับบ้าน
ปัญหาคือ บ้านที่กลับไป อาจไม่ใช่บ้านหลังเดิมอีกต่อไป

รายงานล่าสุดจาก Al Jazeera พบว่า ผู้เดินทางกลับจำนวนมากกำลังเผชิญกับการว่างงาน เงินเก็บที่ร่อยหรอ และระบบช่วยเหลือทางสังคมที่มีข้อจำกัด บางคนต้องพึ่งพาญาติและเพื่อน ขณะที่ภาคประชาสังคมและคริสตจักรเข้ามาช่วยเรื่องอาหาร ที่พัก การฝึกอาชีพ และการเดินทาง

รัฐบาลซิมบับเวพยายามรับมือด้วยการจัดทำฐานข้อมูลทักษะของผู้เดินทางกลับ เพื่อจับคู่คนกับงาน รวมถึงเตรียมศูนย์ช่วยเหลือ การฝึกอาชีพ และมาตรการสนับสนุนการประกอบธุรกิจ ซึ่งนี่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากกว่าคำถามว่า “คนเหล่านี้เป็นผู้อพยพถูกกฎหมายหรือไม่?” เพราะต่อให้เราตัดสินเรื่องสถานะทางกฎหมายได้ สิ่งที่ยังต้องตอบคือคนคนหนึ่งควรต้องหนีออกจากบ้านเกิดเพื่อความอยู่รอด แล้วเมื่อไปถึงอีกประเทศหนึ่งกลับถูกทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้อนรับ และสุดท้ายเมื่อกลับบ้านก็ไม่มีหลักประกันว่าจะมีงานหรือชีวิตที่มั่นคงหรือไม่?

การต่อต้านคนต่างชาติไม่ได้ทำให้ปัญหาการว่างงาน ความเหลื่อมล้ำ หรือความล้มเหลวของบริการสาธารณะหายไป ในทางกลับกัน มันทำให้คนต่างชาติกลายเป็นแพะรับบาปของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับชาวซิมบับเวในแอฟริกาใต้ก็ชี้ให้เห็นว่า ความเกลียดชังคนต่างชาติไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับความไม่มั่นคงเรื่องงาน ที่อยู่อาศัย การบังคับใช้กฎหมาย และสถานะที่ไม่มั่นคงของแรงงานข้ามชาติ

ในอีกด้านหนึ่งการกลับบ้านก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุดของปัญหา เพราะถ้ารัฐพาคนข้ามพรมแดนกลับมาได้ แต่ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีทุนตั้งต้น และขาดระบบรองรับระยะยาว การส่งคนกลับก็เป็นเพียงการเคลื่อนย้ายผู้คนจากวิกฤตหนึ่งไปสู่อีกวิกฤตหนึ่ง

บางคนอาจนำทักษะที่ได้จากแอฟริกาใต้กลับมาใช้สร้างชีวิตใหม่ที่บ้านได้ เช่น มีผู้เดินทางกลับบางรายนำเครื่องมือช่างและเงินเก็บกลับมาเปิดกิจการของตัวเอง แต่คนจำนวนมากไม่ได้มีทุนหรือทักษะในลักษณะเดียวกัน

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

#ข้ามเส้น #แรงงานข้ามชาติ #ผู้อพยพ #ซิมบับเว #แอฟริกาใต้ #การย้ายถิ่น #สิทธิแรงงาน #สิทธิมนุษยชน

🇩🇪 Die Linke: เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายกลับมาทวงพื้นที่ในเบอร์ลินในวันที่การเมืองยุโรปกำลังขยับไปทางขวา ชื่อที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเ...
10/04/2026

🇩🇪 Die Linke: เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายกลับมาทวงพื้นที่ในเบอร์ลิน

ในวันที่การเมืองยุโรปกำลังขยับไปทางขวา ชื่อที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ AfD พรรคขวาจัด นีโอนาซี ที่ชูเรื่องชาตินิยม การจำกัดการย้ายถิ่น และการเปลี่ยนทิศทางของเยอรมนีอย่างชัดเจน แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งของการเมืองเยอรมัน จะเห็นการเติบโตของอีกขั้วที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ Die Linke หรือ “พรรคฝ่ายซ้าย” ซึ่งกำลังกลับมาได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในกรุงเบอร์ลิน

Die Linke ไม่ได้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของนักการเมืองรุ่นใหม่เพียงไม่กี่คน แต่มีรากทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการเมืองฝ่ายซ้ายของเยอรมนีตะวันออก หลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและการรวมประเทศเยอรมนี พรรคสังคมนิยมที่เคยปกครองเยอรมนีตะวันออกอย่าง SED ได้เปลี่ยนชื่อและปรับตัวเป็น PDS ก่อนจะพัฒนาเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของฝ่ายซ้ายเยอรมันหลังสงครามเย็น

ต่อมาในปี 2007 PDS รวมเข้ากับ WASG ซึ่งเป็นขบวนการฝ่ายซ้ายที่มีอดีตนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านแรงงานเข้าร่วม รวมถึงอดีตรัฐมนตรีคลัง Oskar Lafontaine จนเกิดเป็น Die Linke อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน

ดังนั้น Die Linke จึงมีทั้งมรดกของฝ่ายซ้ายจากเยอรมนีตะวันออก และประสบการณ์ของขบวนการแรงงานและฝ่ายซ้ายจากเยอรมนีตะวันตกอยู่ในพรรคเดียวกัน

อุดมการณ์ของพรรคมีแกนสำคัญอยู่ที่คำถามง่าย ๆ ว่า เศรษฐกิจและรัฐควรทำงานเพื่อใคร?

Die Linke วิพากษ์ระบบเศรษฐกิจที่ปล่อยให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ และมองว่าตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันความเป็นธรรมทางสังคมได้ พรรคจึงให้ความสำคัญกับการกระจายความมั่งคั่ง สิทธิแรงงาน รัฐสวัสดิการ การเข้าถึงที่อยู่อาศัย การศึกษาและบริการสาธารณะ รวมถึงการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับคนทำงาน

ในทางการเมือง พรรคจึงอยู่ทางซ้ายของ SPD อย่างชัดเจน และมีแนวคิดที่ใกล้กับประชาธิปไตยสังคมนิยมและสังคมนิยมประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับสิทธิพลเมือง ความเท่าเทียมทางเพศ การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ สิทธิของ LGBTQ+ และสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ

พูดง่าย ๆ คือ Die Linke ไม่ได้มองคำว่า “ความเท่าเทียม” แค่เรื่องเงินเดือนหรือภาษี แต่ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมว่า ใครมีสิทธิ ใครมีเสียง และใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

🏠 เมื่อปัญหาของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่ “ขยันไม่พอ” แต่คือ “อยู่ไม่ไหว”

หนึ่งในเหตุผลที่ Die Linke กลับมาได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในเบอร์ลิน คือพรรคพูดเรื่องที่คนเมืองกำลังเจอทุกวัน นั่นคือ ที่อยู่อาศัย

Die Linke สนับสนุนการควบคุมค่าเช่าในระดับประเทศ หรือ Mietendeckel ต้องการจำกัดการขึ้นค่าเช่าเป็นเวลาหลายปี และเปิดทางให้จัดการกับค่าเช่าที่สูงเกินสมควรในพื้นที่ที่มีวิกฤตที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการนำที่อยู่อาศัยของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เข้าสู่กรรมสิทธิ์สาธารณะหรือส่วนรวม

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กในเบอร์ลิน เพราะเมืองนี้ผ่านการถกเถียงเรื่องสิทธิของผู้เช่าและการควบคุมบริษัทอสังหาริมทรัพย์มาหลายปีแล้ว

การเมืองแบบ Die Linke จึงพูดกับคนเช่าโดยตรงว่า ถ้าคุณทำงานเต็มเวลา แต่เงินเดือนส่วนใหญ่ต้องหมดไปกับค่าเช่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คุณบริหารเงินไม่ดี แต่อาจอยู่ที่โครงสร้างของตลาดที่อยู่อาศัยเอง

🚆 ค่าเดินทางก็เป็นเรื่องของความเป็นธรรม

พรรคยังเสนอให้ลดราคา Deutschlandticket เหลือ 9 ยูโรต่อเดือน และสนับสนุนการเดินทางฟรีสำหรับเด็ก นักเรียน นักศึกษา ผู้ฝึกงาน และผู้สูงอายุบางกลุ่ม

แนวคิดเบื้องหลังคือระบบขนส่งสาธารณะไม่ควรถูกมองเป็นเพียงบริการสำหรับคนที่ไม่มีรถ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ เพราะสำหรับคนทำงาน ค่าเดินทางก็คือส่วนหนึ่งของค่าครองชีพ

💶 ค่าแรงต้องพอให้คนมีชีวิต

Die Linke เสนอค่าแรงขั้นต่ำ 16 ยูโรต่อชั่วโมง และต้องการให้ค่าแรงปรับขึ้นตามค่าครองชีพและระดับรายได้ของประเทศ พร้อมกับลดภาษีสำหรับคนรายได้ต่ำและปานกลาง ขณะที่ต้องการเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงและผู้มีทรัพย์สินจำนวนมากมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการนำ Vermögensteuer หรือภาษีความมั่งคั่งกลับมาใช้

แนวคิดสำคัญคือ คนที่ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจมากที่สุดควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ขณะที่คนที่อยู่ล่างสุดของระบบควรได้รับการคุ้มครองมากกว่าเดิม

🧒 รัฐสวัสดิการต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก

พรรคยังสนับสนุน Kindergrundsicherung หรือหลักประกันพื้นฐานสำหรับเด็ก โดยเสนอให้มีเงินสนับสนุนเด็กในระดับที่สูงขึ้น และมีความช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับครอบครัวรายได้น้อย

นี่สะท้อนความคิดแบบฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจนว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผลจากความพยายามของแต่ละคน เพราะเด็กไม่ได้เป็นคนเลือกว่าตัวเองจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน

🌍 ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ

Die Linke ยืนยันสิทธิในการขอลี้ภัย สนับสนุนช่องทางการเดินทางเข้าสู่เยอรมนีที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย สนับสนุนการถือหลายสัญชาติ และต้องการให้การรับรองวุฒิการศึกษาและทักษะของคนต่างชาติทำได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้คนที่เข้ามาอยู่ในเยอรมนีสามารถใช้ความรู้และแรงงานของตัวเองได้อย่างเต็มที่

พรรคยังคัดค้านการเนรเทศไปยังพื้นที่ที่มีสงคราม การประหัตประหาร หรือสถานการณ์ที่บุคคลอาจตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง

ตรงนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของฝ่ายซ้ายร่วมสมัย นั่นคือ คนไม่ได้สูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพียงเพราะเกิดคนละประเทศ

ในขณะที่การเมืองฝ่ายขวาจัดจำนวนมากพยายามทำให้คนต่างชาติกลายเป็นคำอธิบายของปัญหาหลายอย่าง Die Linke กลับตั้งคำถามอีกแบบว่า ถ้าคนเหล่านี้เข้ามาทำงาน เรียนหนังสือ สร้างครอบครัว และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกันแล้ว เราจะสร้างระบบที่ทำให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างไร

นี่จึงอธิบายได้บางส่วนว่าทำไมแนวคิดของ Die Linke จึงมีพื้นที่ในเมืองอย่างเบอร์ลิน ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหลากหลาย ทั้งนักเรียนต่างชาติ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย และคนรุ่นใหม่จากหลายพื้นเพ

🏳️‍🌈 จากเศรษฐกิจถึงสิทธิในชีวิตประจำวัน

ความเป็นฝ่ายซ้ายของ Die Linke จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องภาษีหรือรัฐสวัสดิการ พรรคยังมีจุดยืนก้าวหน้าในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิ LGBTQ+ การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติ รวมถึงการขยายสิทธิของคนที่ถูกทำให้เป็นชายขอบในสังคม

ขณะเดียวกัน พรรคก็มีจุดยืนด้านต่างประเทศที่แตกต่างจากพรรคกระแสหลัก โดยเน้นการทูต การลดอาวุธ และคัดค้านการเพิ่มงบประมาณทางทหารและการส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศในหลายกรณี

ทั้งหมดนี้ทำให้ Die Linke เป็นพรรคที่ไม่ได้พูดเพียงว่า เราต้องการเศรษฐกิจที่เป็นธรรมกว่าเดิม แต่พยายามตอบคำถามตั้งแต่ บ้านที่เราอยู่ ค่าแรงที่เราได้รับ การเดินทางที่เราจ่าย สิทธิของคนต่างชาติ ไปจนถึงสิทธิในการใช้ชีวิตโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

👩‍🎓 ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงหันมาสนใจ?

อาจเพราะการเมืองแบบเดิมจำนวนมากบอกคนรุ่นใหม่ว่า ต้องทำงานหนัก ต้องแข่งขัน ต้องพัฒนาตัวเอง และต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง

แต่ในชีวิตจริง คนจำนวนมากกลับพบว่า ต่อให้ทำทุกอย่างตามคำแนะนำเหล่านั้น ก็ยังต้องเผชิญกับค่าเช่าที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่แพงขึ้น งานที่ไม่มั่นคง และความเป็นไปได้ในการมีบ้านเป็นของตัวเองที่ลดลง

Die Linke จึงเสนอคำอธิบายอีกแบบว่า บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่พยายามไม่พอ แต่อาจอยู่ที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมกำลังทำให้ชีวิตที่มั่นคงเข้าถึงได้ยากขึ้น

สำหรับคนรุ่นใหม่ บ้านไม่ใช่แค่สถานที่พักอาศัย แต่เป็นเรื่องของสิทธิในการมีอนาคตในเมืองที่ตัวเองเรียน ทำงาน และเติบโตมา

🟥 เมื่อฝ่ายซ้ายไม่ได้พยายามเป็น AfD เวอร์ชันซ้าย

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Die Linke ในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการที่พรรคได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่คือการที่พรรคพยายามเสนอคำตอบต่อความไม่พอใจของประชาชนจากคนละทิศกับ AfD

AfD พยายามชี้ไปที่พรมแดน ผู้อพยพ อัตลักษณ์ของชาติ และความมั่นคง

Die Linke พยายามชี้ไปที่ค่าเช่า ค่าแรง ความเหลื่อมล้ำ อำนาจของบริษัทขนาดใหญ่ รัฐสวัสดิการ และสิทธิของคนที่ถูกกีดกันออกจากสังคม

สองพรรคอาจกำลังดึงดูดคนที่ไม่พอใจกับระบบการเมืองเดิมเหมือนกัน แต่เสนอคำตอบที่ตรงกันข้ามกันอย่างมาก

และนี่ทำให้การเมืองเยอรมันน่าสนใจขึ้นกว่าเดิม

เพราะเราอาจไม่ได้กำลังเห็นเพียงการเมืองเยอรมันขยับไปทางขวาแต่กำลังเห็นการต่อสู้กันของคำตอบสองแบบต่อความไม่มั่นคงในชีวิตของผู้คน

AfD บอกว่า ปัญหามาจากคนนอกและเราต้องปิดประตูให้แน่นขึ้น อีกคำตอบจาก Die Linke บอกว่า ปัญหามาจากความเหลื่อมล้ำและโครงสร้างเศรษฐกิจ เราจึงต้องเปลี่ยนกติกาให้รัฐและเศรษฐกิจทำงานเพื่อคนธรรมดามากขึ้น

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

#ข้ามเส้น #เยอรมนี #การเมืองเยอรมัน #ฝ่ายซ้าย #ผู้ลี้ภัย #สิทธิมนุษยชน #คนรุ่นใหม่

เซปักตะกร้อ มรดกกีฬาร่วมอุษาคเณย์ กีฬาที่ไม่มีพรมแดนวันนี้ 3 ต.ค.เอเชียนเกมส์ Aichi-Nagoya 2026 เดินทางมาถึงวันสุดท้ายแล...
10/03/2026

เซปักตะกร้อ มรดกกีฬาร่วมอุษาคเณย์ กีฬาที่ไม่มีพรมแดน

วันนี้ 3 ต.ค.เอเชียนเกมส์ Aichi-Nagoya 2026 เดินทางมาถึงวันสุดท้ายแล้ว

ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นธงชาติจาก 45 ประเทศและภูมิภาคโบกสะบัดอยู่ในสนามเดียวกัน เห็นนักกีฬาจากคนละภาษา คนละวัฒนธรรม และคนละประวัติศาสตร์แข่งขันกันเพื่อเหรียญรางวัล

แต่มีอยู่กีฬาหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะก่อนจะมาอยู่ในสนามเอเชียนเกมส์ มันแทบไม่เคยรู้จักคำว่าพรมแดนมาก่อน

เซปักตะกร้อ คือ กีฬาที่มีลูกหวายที่ลอยอยู่เหนือเน็ต เป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุด ซึ่งมันไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว เกมกีผฬาที่ใช้เท้า เข่า ศีรษะ และลำตัวเตะลูกหวายมีประวัติยาวนานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเล่นในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือมาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เมียนมา อินโดนีเซีย ลาว และฟิลิปปินส์มาหลายร้อยปี นักประวัติศาสตร์กีฬาพบหลักฐานว่าการเล่นลักษณะนี้มีมาตั้งแต่อย่างน้อยหลายศตวรรษ และต่อมาจึงค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การแข่งขันที่มีกติกาและระบบทีมอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

ในหลายพื้นที่ เกมนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกัน โดยในภาษามลายูมีคำว่า “เซปัก” (sepak) หมายถึง “เตะ” ขณะที่คำว่า “ตะกร้อ” (takraw) มาจากภาษาไทย ใช้เรียกลูกบอลที่สานจากหวาย

ชื่อ “เซปักตะกร้อ” จึงน่าสนใจตรงที่มันไม่ได้เกิดจากการประกาศว่านี่คือกีฬาของประเทศใดประเทศหนึ่งแต่เกิดขึ้นจากการที่ประเทศในภูมิภาคต้อง พูดคุยกันเพื่อสร้างกติกากลางและชื่อร่วมกัน

ในปี 1960 ผู้แทนจากมลายา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ลาว และไทยประชุมกันที่กัวลาลัมเปอร์ และตกลงที่จะทำให้ชื่อ “เซปักตะกร้อ” เป็นชื่อมาตรฐานของกีฬานี้ พร้อมพัฒนากติกาสำหรับการแข่งขันร่วมกัน

เซปักตะกร้อจึงเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมของชาติอาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเดินทางข้ามชาติของผู้คนมานานก่อนที่เส้นเขตแดนสมัยใหม่จะถูกขีดขึ้นเสียอีก

จากการละเล่นพื้นบ้าน เซปักตะกร้อค่อย ๆ กลายเป็นกีฬาที่มีระบบการแข่งขันมากขึ้น

ต่อมาในปี 1965 กีฬานี้ถูกบรรจุในการแข่งขันกีฬาซีแปก ซึ่งเป็นต้นทางของการแข่งขันซีเกมส์ในเวลาต่อมา และในปีเดียวกันก็มีการก่อตั้งสหพันธ์เซปักตะกร้อแห่งเอเชียขึ้นมา

จากนั้นจึงมีการจัดการแข่งขันระดับภูมิภาคและระดับเอเชียอย่างเป็นระบบมากขึ้น ก่อนที่ สภาโอลิมปิกแห่งเอเชียจะบรรจุเซปักตะกร้อเข้าสู่เอเชียนเกมส์ในปี 1990 ที่กรุงปักกิ่ง โดยมันเดินทางจากสนามของชุมชน
สู่สนามซีเกมส์ จากการแข่งขันระดับภูมิภาค สู่สนามเอเชียนเกมส์ การเดินทางของกีฬาพื้นบ้านนี้ค่อย ๆ ได้รับการยอมรับในฐานะกีฬาระดับทวีป

เมื่อเซปักตะกร้อเข้าสู่เอเชียนเกมส์ ความน่าสนใจก็ไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าใครจะได้เหรียญทอง เพราะสนามแห่งนี้ทำให้เราเห็นภูมิศาสตร์ทางวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านกีฬา

ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เมียนมา ลาว กัมพูชา สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่น ๆ ต่างมีประวัติความผูกพันกับการเล่นลูกหวายในรูปแบบต่าง ๆ แม้กติกา รูปแบบการเล่น และชื่อเรียกจะพัฒนาแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

การแข่งขันจึงกลายเป็นทั้งการประชันฝีมือ และการพบกันของวัฒนธรรมที่มีรากร่วมกัน

ในเอเชียนเกมส์ 2026 มาเลเซียคว้าเหรียญทองประเภททีมชาย หลังเอาชนะไทยในรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 25 กันยายน เป็นการคว้าเหรียญทองรายการนี้อีกครั้งหลังรอคอยมานาน 36 ปี

ส่วนไทยเองก็คว้าเหรียญทองประเภททีมชายทีมเดียวอีกครั้งในวันที่ 29 กันยายน หลังเอาชนะมาเลเซีย 2–0 ในรอบชิงชนะเลิศ

ผลการแข่งขันอาจบอกว่าใครเป็นผู้ชนะ แต่ประวัติศาสตร์ของเซปักตะกร้อกำลังบอกเราว่า กีฬานี้เดินทางมาไกลกว่าพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งนี่อาจเป็นเสน่ห์ของเอเชียนเกมส์ที่เราไม่ค่อยได้พูดถึง

มหกรรมกีฬาไม่ได้มีเพียงการนำประเทศต่าง ๆ มาแข่งขันกันแต่มันยังทำให้เราได้เห็นว่า ก่อนที่เราจะเป็น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือ เมียนมา ผู้คนในภูมิภาคนี้เคย เล่น กิน เดินทาง แลกเปลี่ยน และสร้างวัฒนธรรมร่วมกัน มาก่อนแล้ว

ลูกตะกร้อจึงไม่ได้ลอยข้ามแค่เน็ต แต่มันลอยข้ามภาษา ชาติพันธุ์ พรมแดน และประวัติศาสตร์
จากการละเล่นของผู้คนในภูมิภาค วันนี้มันกลายเป็นกีฬาที่มีพื้นที่อยู่บนเวทีระดับเอเชีย

#ข้ามเส้น #เซปักตะกร้อ #ตะกร้อ #เอเชียนเกมส์ #กีฬา #วัฒนธรรม #เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ #วัฒนธรรมร่วม #กีฬากับวัฒนธรรม

แรงงานข้ามชาติไม่ได้แค่ใช้ประกันสังคม แต่จ่ายเข้าระบบด้วยถ้าพูดถึงแรงงานข้ามชาติเรามักได้ยินคำถามว่า“เข้ามาแล้วใช้สวัสดิ...
10/01/2026

แรงงานข้ามชาติไม่ได้แค่ใช้ประกันสังคม แต่จ่ายเข้าระบบด้วย

ถ้าพูดถึงแรงงานข้ามชาติเรามักได้ยินคำถามว่า
“เข้ามาแล้วใช้สวัสดิการของไทยไปเท่าไหร่?”

แต่ถ้าลองกลับด้านคำถามดูบ้างว่าแล้วพวกเขาจ่ายอะไรกลับเข้ามาในระบบประกันสังคมเท่าไหร่?

ตัวเลขอาจทำให้ภาพที่เราคุ้นเคยเปลี่ยนไปไม่น้อย
ข้อมูล ณ เดือนธันวาคมพบว่า จำนวนแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปี 2564 มีผู้ประกันตน 964,123 คน
ปี 2565 เพิ่มเป็น 1,253,522 คน
ปี 2566 เป็น 1,420,688 คน
ปี 2567 เป็น 1,521,270 คน
ปี 2568 อยู่ที่ 1,543,802 คน

พูดง่าย ๆ คือ ในช่วง 5 ปี จำนวนแรงงานข้ามชาติในระบบเพิ่มขึ้นกว่า 60% และเมื่อจำนวนคนเพิ่มขึ้น เงินสมทบที่ไหลเข้าสู่ระบบก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ปี 2564 เก็บเงินสมทบได้ประมาณ 344 ล้านบาท
ปี 2565 ประมาณ 591 ล้านบาท
ปี 2566 พุ่งขึ้นเป็น 1,324 ล้านบาท
ปี 2567 เป็น 1,556 ล้านบาท
และปี 2568 สูงถึง 2,116 ล้านบาท

หากพิจารณาเฉพาะปี 2568 มีผู้ประกันตนที่นำส่งเงินสมทบ 466,109 คน และมีเงินสมทบเข้าสู่ระบบกว่า 2.1 พันล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในปีเดียวกันนั้น ระบบจ่ายประโยชน์ทดแทนให้ผู้ประกันตนแรงงานข้ามชาติทั้ง 7 กรณี รวมทุกสัญชาติ เป็นเงินประมาณ 1,387 ล้านบาท

ลองเอาสองตัวเลขมาวางข้างกัน เงินสมทบ 2,116 ล้านบาท ประโยชน์ทดแทนที่จ่าย 1,387 ล้านบาท ส่วนต่างอยู่ที่ประมาณ 729 ล้านบาท ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถเอาเงินสมทบมาหักกับเงินที่จ่ายคืนแบบบัญชีง่าย ๆ แล้วสรุปทันทีว่า “แรงงานข้ามชาติกำไรให้ประกันสังคม” เพราะระบบประกันสังคมเป็นระบบกองทุนที่มีหลักเกณฑ์ การสะสมเงิน และภาระผูกพันหลายด้าน รวมถึงเงินสมทบไม่ได้มาจากแรงงานเพียงฝ่ายเดียว

ตัวเลขนี้กำลังบอกอะไรบางอย่างที่สำคัญ นั่นคือ แรงงานข้ามชาติไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงคนที่เข้ามาใช้ทรัพยากรของรัฐไทย

พวกเขาเป็นแรงงานที่ทำงานอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย และส่วนหนึ่งก็จ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ตัวเลขทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ภาพของแรงงานข้ามชาติทั้งหมด
เพราะยังมีแรงงานอีกจำนวนมากที่ เข้าข่ายต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคม แต่ยังไม่ได้อยู่ในระบบ

ถ้าคนเหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างครบถ้วน เงินสมทบที่เข้าสู่กองทุนก็ย่อมมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกมาก ขณะที่แรงงานเองก็จะได้รับหลักประกันจากระบบมากขึ้นเช่นกัน

ลองคิดจากตัวเลขปี 2568 แบบหยาบ ๆ ผู้ประกันตนที่นำส่งเงินสมทบ 466,109 คน นำส่งเงินสมทบรวม 2,116 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วเท่ากับประมาณ 4,540 บาทต่อคนต่อปี

จากข้อมูลชุดนี้ถ้ามีแรงงานที่ควรอยู่ในระบบเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านคน และมีรูปแบบการนำส่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยดังกล่าว เงินสมทบที่เข้าสู่ระบบก็อาจเพิ่มขึ้นในระดับประมาณ 4,500 ล้านบาทต่อปี

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคำนวณเพื่อให้เห็นขนาดของเรื่อง ไม่ใช่การคาดการณ์รายได้จริง เพราะจำนวนค่าจ้าง อัตราเงินสมทบ ระยะเวลาการทำงาน และสถานะของแรงงานแต่ละคนแตกต่างกัน แต่คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่แรงงานข้ามชาติใช้เงินประกันสังคมเท่าไหร่? แต่อาจต้องถามพร้อมกันว่าแรงงานข้ามชาติจ่ายเข้าสู่ระบบเท่าไหร่ และมีแรงงานอีกกี่คนที่กำลังทำงานอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงหลักประกันที่ตัวเองควรได้รับ?

ถ้าแรงงานคือส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ หลักประกันทางสังคมก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานของพวกเขาด้วย ทำงานในไทย จ่ายเข้าระบบไทย ก็ควรได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

ขอบคุณข้อมูล: บัส เทวฤทธิ์, ภาพจากช่อง 8

#ข้ามเส้น #แรงงานข้ามชาติ #ประกันสังคม #สิทธิแรงงานข้ามชาติ #หลักประกันทางสังคม #แรงงานในประเทศไทย #ความเป็นธรรมทางสังคม #แรงงานคือคน #ทำงานในไทยจ่ายเข้าระบบไทย #ข้ามเส้น #ก้าวด้วยกันไปได้ไกล

Address

ทุกที่บนโลกใบนี้ที่พอจะมีสัญญาณ
Los Angeles, CA

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ข้ามเส้น - Kamsen posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share