Cerita Patani

Cerita Patani Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from Cerita Patani, Nonprofit Organization, Los Angeles, CA.

พหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) ตามความหมายและบริบทของความจริง คือ ภาวะที่ผู้คนจากกลุ่มวัฒนธรรม เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือ...
05/22/2026

พหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) ตามความหมายและบริบทของความจริง คือ ภาวะที่ผู้คนจากกลุ่มวัฒนธรรม เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน สามารถมาอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน โดยที่แต่ละกลุ่มยังคงรักษาอัตลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตนไว้ได้ #บนพื้นฐานของการเคารพและยอมรับซึ่งกันและกัน

พหุวัฒนธรรม ตามนิยามความมั่นคง คือ การพยายามผสานกลมกลืนชาติพันธุ์ให้มีเพียงชาติพันธุ์เดียว อีกทั้งยังเอาเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์นั้นๆอ้างสิทธิว่าเป็นของตน พยายามนำเอาศาสนาในอดีตมาเป็นข้ออ้างในการกระทำดังกล่าว

ปัจจุบัน ความมั่นคงสยามไทยมีการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือ ผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และสามารถโน้มน้าวใจหรือสร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายได้ เช่น ที่เคยกล่าวถึง 3 ท่านที่ผ่านมา ปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์ ที่รับเงินค่าจ้างและยังคงโลดแล่นในหน้าเวบหรือสื่อโซเซี่ยลยังคงมีเป็นจำนวนมาก

มีทั้งพระ นักฟุตบอล นักบรรยายศาสนา นักกิจกรรม นักสังคมสงเคราะห์ ครู อาจารย์ อุสตะอ์ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ลามไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่มีการศึกษาแต่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก

โดยผู้คนกลุ่มนี้พยายามที่จะดำเนินการโดยอ้างศาสนามาสลายความเป็นชาติพันธุ์ ซึงง่ายต่อการชักจูง เช่น #นักสังคมสงเคราะห์มีการจัดกิจกรรมฟุตบอลตามที่ต่างๆและรับเลี้ยงเด็กเพื่อเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับตนเอง หรือ พระที่ปกติชาวมลายูมุสลิมให้ความเคารพอยู่แล้ว #เนื่องจากพระรูปนี้เป็นชาวมลายูพุทธมาแต่กำเนิด แค่เพิ่มการไลฟ์หรือทำวีดีโอเป็นการประชาสัมพันธ์

ปัจจุบันความมั่นคงยิ่งมุ่งเน้น คำว่า พหุวัฒนธรรมมากขึ้น พยายามให้โครงสร้างทางอำนาจรัฐจัดกิจกรรมที่เน้าพหุวัฒนธรรม และให้มีกิจกรรมเหล่านี้ภายในกิจกรรม #อีหม่ามหรือผู้นำศาสนาจัดที่นั่งให้นั่งใกล้กับพระ #สตรีให้พยายามจัดที่นั่งให้ปนกับบุรุษ #การเอาการบรรยายศาสนามาร่วมกับการแสดงคอนเสริตในงานอบต.เป็นต้น

#โดยจะมีกล้องของความมั่นคงต่างหากคอยถ่ายอิรยาบทของบุคคลเหล่านั้น

อิสลามเคารพในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่มิใช่การนิ่งเงียบเมื่อความสันตินั้นคือการทำลายโครงสร้างทางศาสนา

พอ.บุญสิน แม่ทัพสยามกล่าวในงานๆหนึ่งดูเหมือนว่าทางฝ่ายความมั่นคงยังคงยึดติดกับภาพเดิมๆ  #หรือเพราะมันคือสันดานตัวเอง  #ก...
05/21/2026

พอ.บุญสิน แม่ทัพสยามกล่าวในงานๆหนึ่ง
ดูเหมือนว่าทางฝ่ายความมั่นคงยังคงยึดติดกับภาพเดิมๆ #หรือเพราะมันคือสันดานตัวเอง #การร้องเพลงปลุกใจ สุโขทัย อยุธยา ธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

เพลงเหล่านี้เด็กๆเราอาจจะชอบ #แต่พอเริ่มเป็นผู้ใหญ่จึงถึงบางอ้อ เออ!นี่กอ.รมน.ร่วมกับกระทรวงศึกษากำลังปลูกฝังชาตินิยมให้กับเยาวชนนี่หว่า!

สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนเข้าไปในชุดความคิดของเดก คือ #ผมอยากเป็นทหารและตำรวจ(สำหรับเด็กที่ไม่ค่อยจะสมองในการหาเหตุผล) #และแม่ทัพเองก็เติบโตในยุคนั้น

และแน่นอนว่า #กอรมน.ไม่เคยปรับปรุงระเบียบชุดความคิดมาตั้งแต่บรรพกาล

ความพยายามในการสลายชนชาติที่ร่วมก่อตั้งและต่อสู้กับพม่าจนอยุธยาที่แตกไปกลายมาเป็น ธนบุรี ที่ #พระเจ้าตากสินมหาราชมีเชื้อชาติจีนอยู่ในสายเลือด #จนถูกสังหารด้วยท่อนจันทร์ในข้อหาวิกลจริต และถือกำเนิดชนชาติสยามขึ้น

ในตำราประวัติศาสตร์ของอาเซียนหรือนานาชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขาย #สยามเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนเหมือนชนเผ่ายิปซี #แต่มีไหวพริบในการตกลงผลประโยชน์

#จนชาวดัตน์ขนามนามว่าสยามท้องเขียว ซึ่งหมายถึงเมื่อเปิดออกมามีเพียงแค่คำพูดหลอกลวงปลิ้นปล้อน

ถ้าอยากเปิดใจอ่านประวัติศาสตร์เหล่านี้ ท่านต้องออกไปเปิดโลกกว้าง อย่าทำตนเหมือนนักประวัติศาสตร์ยุคใหม่อย่าง #ท่านจิราวุฒ บุญรักษมี

#มิใช่จมจ่อมกับขลุกอยู่แต่ตำราและตำแหน่งที่มอบหมายโดยกอรมน.

Moo Sar (พาอีซะห์ เจ๊ะแว)พยานปากสำคัญของคดีมลายูรายอ เธอกำลังสับสนว่าสามัญสำนึกกับคำสั่งผู้บังคับบัญชา อันใหนเป็นสิทธิท...
05/19/2026

Moo Sar (พาอีซะห์ เจ๊ะแว)
พยานปากสำคัญของคดีมลายูรายอ
เธอกำลังสับสนว่าสามัญสำนึกกับคำสั่งผู้บังคับบัญชา อันใหนเป็นสิทธิที่เธอพึงกระทำ

ขอให้อัลเลาะห์ทรงเปืดใจให้เธอและมอบหมายสิ่งที่ดีที่สุดแก่เธอ เพื่อการเดินทางสู่อาคีรัตที่ซือลามัต

#ขออย่าให้เธอเป็นหนึ่งในหมู่ชนผู้กลับกลอก

เริ่มเผยตัวตนมาเรื่อยๆสำหรับทีมงานฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยามวลชน( #ผู้ถูกชักจูง) ปัจจุบันที่มีการเผยตัวตนอย่างโจ๋งครึ่ม คือ...
05/18/2026

เริ่มเผยตัวตนมาเรื่อยๆสำหรับทีมงานฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยามวลชน( #ผู้ถูกชักจูง) ปัจจุบันที่มีการเผยตัวตนอย่างโจ๋งครึ่ม คือ นักกิจกรรมเหมารวม,อูลามาอ์และนักประวัติศาสตร์

วัตถุประสงค์คือการทำลายความชอบธรรมของข้อมูลข้อเท็จจริงของหลักฐานประวัติศาสตร์และพยายามนำเสนอชุดข้อมูลใหม่ให้เหมาะสมในงานความมั่นคงและด้อยค่าอูลามาอ์ที่กล้าพูดความจริง

ท่านแรกเป็นนักประวัติศาสตร์กอ.รมน.ทีม ออกมาในชุด #ปัตตานีไม่มีอยู่จริง ในขณะที่นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ของสยามเองมีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มลายูว่าอยู่มาก่อนสยามไทย ย้อนไปถึงอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนรัตนโกสินทร์(ที่เริ่มมีสยามจิงจัง)

การสร้างชุดประวัติศาสตร์แบบอิงเทพยาดาฟ้าดินอย่างสมเด็จพระนเรศวร ที่เป็นเหมือนเรื่องเล่าอิงประวัติศาสตร์ จนปัญญาชนยุคปัจจุบันเริ่มงงว่าเรื่องจริงหรือหนังจักรๆวงศ์ๆ

ดูเหมือนยิ่งเล่ากลับกลายเป็นดาบสองคมสนองกลับผู้ถือดาบเสียมากกว่า เนื่องจากยิ่งเล่ายิ่งทำให้ราชอาณาจักรชาติพันธ์ุมลายูในอดีตยิ่งขยายอาณาเขตอิทธิพลขึ้นเหนือปาตานีไปถึงกำปงจาม

ท่านที่สองท่านนักกิจกรรมเหมารวมหรือ #นักกิจกรรมธุรการ รับงานเค้าไปทั่วร่วมกับงานการเมิดสิทธิส่วนบุคคลจากการแสดงความเห็นของผู้ติดตามตน การเอาศาสนามาอิงเพื่อเป็นเกราะป้องกันและคอยรับแรงสนับสนุนว่าตนก็ทำดี

เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการจนอดีตเมียขอหย่า เคยถูกฟ้องหมิ่นประมาทจนเสียอาการไประยะหนึ่ง #จนขอรับการคุ้มครองจากความมั่นคงแลกกับเงินจ่ายหนี้ที่เบิ้ยวค่าหุ้น แต่เมื่ิอได้นเงินกลับนำเงินไปแต่งเมียใหม่ #จนถูกเจ้าของเงินตามทวง

#จึงต้องมารับงานใหม่และมีการเปิดสื่อเพื่อฟอกขาวตนเองตามงานถนัด

ท่านสุดท้ายเป็นนักบรรยายชาวมุสลิมสยามไทย ที่พยายามยกข้อบัญญัตในอัลกุรอ่าน #โดยยึดหลักที่ตนเป็นชาวสยามที่นับถือศาสนาอิสลามมาตั้งแต่กำเนิด

#ในขณะที่ปาตานีเป็นผืนแผ่นดินชาติพันธุ์มลายูที่ถูกยึดครองจากสยามตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบัญญัติอัลกุรอ่านมาสนับสนุน #ตามสิทธิเจ้าของดินแดนก็ต้องทวงคืนอยู่แล้ว

05/14/2026

ไม่ผิดจะกลัวทำไม
#กอรมน
ว่าแต่สุนัขที่เห่าๆหายหมด

เมกกะโปรเจคปาตานี การแบ่งเค้กส่วนต่างระหว่างการเมืองกับความมั่นคงรัฐบาลบอกปาตานีมีศักยภาพของการลงทุน ความมั่นคงบอกเหตุกา...
05/13/2026

เมกกะโปรเจคปาตานี การแบ่งเค้กส่วนต่างระหว่างการเมืองกับความมั่นคง

รัฐบาลบอกปาตานีมีศักยภาพของการลงทุน
ความมั่นคงบอกเหตุการความไม่สงบฉุดรั้งการพัฒนาพื้นที่ #เสียงเหล่านี้กำลังชี้ว่าปาตานีมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ให้กลุ่มคนเหล่านี้อีกมาก

#โดยอ้างการพัฒนา

ในขณะที่ประชาชนและปัญญาชนนอกระบบราชการพยายามคัดค้านโครงการใหญ่ๆไม่ให้เกิดขึ้น #เนื่องจากมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเนื่องจากจะทำลายระบบนิเวศและเป็นทำลายห่วงโซ่ของการดำรงชีวิต

ฝ่ายการเมืองก็ยังคงพยายามที่จะให้มันเกิดขึ้น ทั้งการลากเอาพวกขุนนางกังฉิน( #ผู้มีอิธิพลเครือข่ายยาเสพติดฯลฯ)เข้าสู่ระบบการบริหารประเทศ เพื่อใช่ในการข่มขู่ประชาชนในพื้นที่ #หากมีการต่อต้านจากประชาชนเมื่อโครงการเหล่านั้นเกิดขึ้น

ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงก็ยังคงมีสูตรตายตัวเดิมๆ คือ อ้างการปราบปรามขบวนการแนวร่วมปฏิวัตแห่งชาติมลายูปาตานีหรือบีอาร์เอ็น ที่ยังคงมีศักยภาพคุมพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ #แม้รัฐไทยพยายามบอกว่าสามารถคุมพื้นที่และจำกัดการก่อเหตุได้ก็ตาม

ความพยายามเหล่านี้ทำให้ประชาชนมองถึงสูตรตายตัวของ #อุตสาหกรรมความมั่นคง

รัฐบาลสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลในการเลือกตั้งที่ผ่านมา #การถอนทุนคืนจึงเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรก

ฝ่ายความมั่นคงคือ #เครื่องมือของสี่เสาหลักที่ความคุมทิศทางการขับเคลื่อนรัฐไทย เนื่องด้วยการใช้จ่ายที่ไม่เคยพอของหัวหน้า ความหวาดกลัวการสูญเสียอำนาจ ความพยายามควบคุมทิศทางต้นน้ำยันปลายน้ำทางเศรษฐกิจ

#เมื่อการเจรจาสมประโยชน์กันดีลนี้จึงเกิดขึ้น

05/13/2026

#จากประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มลายูที่เผ่าสยามพยามสร้างประวัติศาสตร์มากดทับ
#พยายามทำสงครามไอโอเพื่อหวังทำลายความชอบธรรม
#วันนี้ชาติพันธุ์มลายูกลายเป็นชาติพันธุ์ที่ผู้คนทั่วโลกอยากเรียนรู้ภาษา #และวิถีชีวิตมากขึ้นเป็นลำดับ
#ยิ่งปิดยิ่งเปิด

05/13/2026

ปรากฏการณ์คนยะลาแห่ทำใบขับขี่
#เมื่อการเจรจาผลประโยชน์ลงตัว
#ดีลการแบ่งเปอเซนต์ค่าใบเสร็จจับกุมและค่าธรรมเนียมทำใบขับขี่จึงเกิดขึ้น

05/12/2026

#บทสวดแด่สายันตระ

คำโกหก…และคดีลอบฆ่ากษัตริย์ปาตานีองค์สุดท้ายโดย นิรันดร โลกหน้าคดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะมันไม่ได้เริ่มจาก “กระส...
05/06/2026

คำโกหก…
และคดีลอบฆ่ากษัตริย์ปาตานีองค์สุดท้าย

โดย นิรันดร โลกหน้า

คดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
มันไม่ได้เริ่มจาก “กระสุน”
แต่มันเริ่มจาก “คำโกหก”

โกหกว่า สส.กมลศักดิ์เป็นพวกแบ่งแยกดินแดน ต้องยิงทิ้ง
โกหกว่า ทนายสมชายเป็นทนายโจรใต้ ต้องอุ้มหาย
โกหกว่า หะยีสุหลงเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องตาย
โกหกว่า อาแวสะดอเป็นโจรเสือร้าย ต้องฆ่า

หากลองมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ 100 กว่าปีที่แล้ว เราจะไม่แปลกใจเลย เพราะวิธีการโกหกหน้าด้านๆแบบเดียวกันนี้ ผู้มีอำนาจสยามไทยเคยเอาไปใช้กับมวลมหารายอมลายูมาแล้ว

จนทำให้รายอมลายูบางองค์โดยเฉพาะที่กลันตันและตรังกานูโกรธเคืองมากจนปรารภกับนาย Arthur C. Adams ที่ปรึกษาการคลังอังกฤษประจำไทรบุรีว่า “ประเทศของฉัน ประชาชนของฉัน ถูกขายไปเหมือนกับการขายลูกวัว ฉันให้อภัยคนซื้อซึ่งไม่มีพันธะกับฉันได้ แต่ฉันให้อภัยคนขายไม่ได้”

พ.ศ.2440
รัฐบาลสยามปลดรายอมลายูไปจากอำนาจที่มีมาแต่อดีตกาล โดยเริ่มจากห้ามมิให้รายอมลายูเข้าเกี่ยวข้องกับการเก็บภาษี

กรุงเทพฯ ส่งพระยาสุขุมนัยวินิตมาเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลที่ปัตตานี สิ่งแรกที่พระยาสุขุมฯ ดำเนินการคือ จัดเก็บภาษี ซึ่งมีการเรียกเก็บมากกว่าเดิม และมีการเบียดบังเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัว

ทำให้ราษฎรเดือดร้อนและเข้าใจว่า รายอของตนนั่นเองรวมหัวกับข้าราชการเก็บภาษีเอาไว้ประโยชน์ส่วนตัว โดยแบ่งให้ฝ่ายรายอมลายูเพียงร้อยละ 12.5 เท่านั้น

รายอมลายูทั้งหลายคัดค้านระบบภาษีเช่นนี้มาแต่ต้น เพราะเห็นว่าสิทธิในการจัดเก็บภาษีเป็นของรายอมลายูไม่ใช่รัฐบาลสยาม

พ.ศ.2441 เมื่อรายอเต็งกูสุไลมาน สิ้นชีวิต เต็งกูอับดุลกาเดร์ กามารุดดินก็ขึ้นเป็นรายอปัตตานีคนใหม่

กรุงเทพฯ ก็ตัดเงิน 12.5 ไม่ให้รายได้ส่วนนี้แก่รายอปัตตานีคนใหม่ อีกทั้งรัฐบาลสยามยังได้เลื่อนการแต่งตั้งท่านเป็น “รายอปัตตานี” อย่างเป็นทางการออกไปอีก 2 ปี

ระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งรายอ พระยาสุขุมนัยวินิตเกณฑ์กำลังทหารกว่า 600 คนมาบีบบังคับการเสียภาษีของประชาชน ยิ่งกว่านั้นข้าหลวงใหญ่ผู้นี้ยังห้ามไม่ให้รายอลงโทษประชาชนที่ขาดละหมาดวันศุกร์ และห้ามประชาชนบริจาคทานซะกาตให้มัสยิดอีกด้วย

พ.ศ.2444
เต็งกูอับดุลกอเดร์ รายอปัตตานี
เต็งกูอับดุลมุตตอเล็บ รายอสายบุรี
และเต็งกูเงาะห์ ซัมซูดิน รายอระแงะ ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังนาย Frank Swettenham ข้าหลวงใหญ่อังกฤษที่สิงคโปร์เมื่อเดือนพฤษภาคม
ในจดหมายร้องเรียนนั้นระบุว่า การกดดัน ก่อกวนของรัฐบาลสยามที่กระทำต่อปัตตานี “กำลังนำไปสู่ความพินาศของบ้านเมืองของข้าพเจ้า” แต่เพราะอังกฤษประสงค์จะสร้างสัมพันธ์อันดีกับสยาม จึงไม่ได้ให้ความช่วยเหลือดังที่รายอปัตตานีประสงค์

รายอเต็งกูอับดุลกาเดร์ กามารุดดิน จึงเรียกประชุมรายอต่างๆ ที่ “วังจาบัง ตีกอ” ในปัตตานี เพื่อหารือถึงแนวทางดำเนินการต่อไป ที่ประชุมเห็นชอบที่จะประกาศอิสรภาพ

โดยวางแผนไว้ในปลายเดือนตุลาคม หลังจากได้อาวุธจากสิงคโปร์ โดยหวังว่าเมื่อหัวเมืองทางใต้ลุกฮือขึ้น ฝรั่งเศสจะเข้าตีสยามจากอินโดจีนทางเหนือ สยามคงต้องยอมปล่อยหัวเมืองมลายูให้เป็นอิสระ

แต่ในเดือนกันยายน Swettenham ได้พบกับรายอเต็งกูอับดุลกาเดร์ที่สิงคโปร์ เขาได้แนะนำรายอปัตตานีให้อดทน ให้หาทางออกที่ไม่ใช้ความรุนแรง และให้คำมั่นว่าหากฝ่ายปัตตานีทำตาม เขาจะปรึกษากับรัฐบาลอังกฤษให้หาทางคืนอำนาจให้รายอปัตตานี เต็งกูอับดุลกาเดร์ คล้อยตามความเห็นของข้าหลวงอังกฤษผู้นี้ จึงยกเลิกแผน

ขณะเดียวกัน Swettenham ก็ได้ห้ามส่งอาวุธจากสิงคโปร์มายังเมืองต่างๆ ในปัตตานี กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้ส่งข่าวดังกล่าวให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์จึงทรงส่งพระยาศรีสหเทพ มายังปัตตานีเพื่อสืบความ

วันที่ 23 ตุลาคม
พระยาศรีสหเทพและคณะเดินทางมาถึงปัตตานี ได้เข้าพบเต็งกูอับดุลกาเดร์ทันที รายอปัตตานีได้อธิบายให้พระยาศรีสหเทพทราบถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เจ้าเมืองมลายูทั้งหลายไม่พอใจข้าหลวงเทศาภิบาล ปัญหาที่ประชาชนต้องประสบเพราะการกดขี่ของข้าราชการสยาม ตลอดจนผลกระทบต่อสถานภาพของเจ้าเมือง

รายอปัตตานีเสนอทางออกว่า “สยามควรให้ปัตตานีปกครองตนเองเช่นเดียวกับรัฐเคดาห์ ใช้กฎหมายท้องถิ่นเป็นหลักในการปกครอง และใช้ภาษามลายูเป็นภาษาทางราชการ”

วันที่ 24 ตุลาคม
พระยาศรีสหเทพได้เข้าพบเต็งกูอับดุลกาเดร์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ได้ขอให้รายอปัตตานีลงชื่อในหนังสือฉบับหนึ่งซึ่งเขียนด้วยภาษาไทย โดย “โกหก” กับรายอปัตตานีว่า เนื้อหาในหนังสือฉบับนี้เป็นข้อร้องเรียนต่างๆ และแนวทางแก้ไขปัญหาของเต็งกูอับดุลกาเดร์ เพื่อจะนำเสนอต่อองค์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

รายอปัตตานีปฏิเสธไม่ยอมลงชื่อในหนังสือนั้นเพราะเขียนเป็นภาษาไทย พระยาศรีสหเทพให้คำมั่นว่า หนังสือนี้มิใช่หนังสือสัญญาและรายอจะไม่ถูกผูกมัดจากเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว เต็งกูอับดุลกาเดร์ยังคงปฏิเสธไม่ยอมลงนาม จนกระทั่งพระยาศรีสหเทพ ได้หาล่ามมาแปลหนังสือดังกล่าวเป็นภาษามลายู จนเต็งกูอับดุลกอเดร์หลงเชื่อ จึงได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว

จากนั้นพระยาศรีสหเทพ ก็เดินทางไปยังสิงคโปร์ แสดงหนังสือที่เต็งกูอับดุลกอเดร์ลงนามไว้แล้วนั้นให้สวิทเท่นแฮมได้ดูเป็นหลักฐานว่า

“เจ้าเมืองปัตตานีได้ยินยอมสละอำนาจให้สยามแล้ว”

แต่ที่ปัตตานี หลังจากพระยาศรีสหเทพจากไป เต็งกูอับดุลกาเดร์ ได้ให้คนของตนแปลหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นภาษามลายู ท่านตกใจเป็นล้นพ้นเมื่อพบว่าเนื้อหาของหนังสือดังกล่าว แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากที่พระยาศรีสิงหเทพได้อ่านให้ฟัง

แม้ว่าหนังสือนั้นจะเป็นหนังสือที่จะส่งถึง สมเด็จฯ กรมหลวงดำรงราชานุภาพจริง แต่เนื้อหากลับเป็นว่า รายอปัตตานีเห็นชอบและยอมรับพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 เพื่อความมั่นคงของปัตตานี และเห็นชอบให้แต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของสยามที่มีอำนาจเด็ดขาดทุกเรื่องในปัตตานี (ต้นกำเนิด แม่ทัพภาคสี่/ กอ.รมน./ ทีมฆ่ามืออาชีพ)

เมื่อรู้ว่าตนถูกหลอก รายอปัตตานีก็ให้คนของตัวเดินทางไปพบพระยาศรีสหเทพที่สิงคโปร์ เพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ

พระยาศรีสหเทพเตรียมกลับมาพบกับเต็งกูอับดุลกาเดร์อีกครั้งหนึ่ง ในที่ประชุมหารือระหว่างรายอมลายูต่างๆ ที่หนองจิกเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444

ในการประชุมนี้พระยาศรีสหเทพได้ขอ “ไม่ให้รายอปัตตานีแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้รายออื่นๆ ในที่ประชุมได้ทราบ” แต่รายอปัตตานีไม่ได้เข้าร่วมประชุมที่หนองจิกในครั้งนั้นเพราะป่วย ในที่ประชุมพระยาศรีสหเทพได้ขอให้รายอต่างๆ ที่มา ยอมรับพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 รายอทั้งหลาย "ปฏิเสธ"

เว้นแต่รายอยะหริ่งที่สนับสนุนรัฐบาลสยาม

ก่อนกลับกรุงเทพฯ พระยาศรีสหเทพได้เดินทางมาพบรายอปัตตานี และขอให้ท่านรับรองพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 รายอปฏิเสธอีก และได้ส่งหนังสือคัดค้านไปยังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่รัฐบาลสยามก็ไม่ได้ใส่ใจ

ครั้นวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2444 รายอปัตตานีก็ได้รับหนังสือแจ้งจากสมเด็จฯ กรมหลวงดำรงราชานุภาพว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองใหม่ที่เรียกว่า ข้อบังคับสำหรับปกครองเจ็ดหัวเมือง ร.ศ. 120

เต็งกูอับดุลกาเดร์ได้พยายามต่อรองกับรัฐบาลสยาม เพื่อยอมให้ปัตตานีปกครองตนเองได้เช่นที่เคยเป็นมา

แต่การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว และอดีตไม่หวนคืนมา

พ.ศ.2445
ต้นเดือนมกราคม รายอปัตตานีได้ร้องเรียนไปยังข้าหลวงอังกฤษประจำสิงคโปร์อีกครั้งหนึ่ง เรียกร้องให้อังกฤษขอให้สยามปลดปล่อยปัตตานีให้เป็นอิสระ ทั้งยังแจ้งกับเซอร์เสวทเทนแฮมด้วยว่า หากอังกฤษไม่ให้ความร่วมมือ ชาวปัตตานีก็ไม่มีทางเลือก นอกจากจะต่อสู้เพื่อกอบกู้อิสรภาพ หรือขอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจยุโรปอื่นๆ

ข้าหลวงอังกฤษประจำสิงคโปร์เห็นว่าปัญหาในปัตตานีจะกระทบกระเทือนผลประโยชน์ของอังกฤษ จึงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงร่วมมือกับอังกฤษคลี่คลายปัญหา

พระพุทธเจ้าหลวงปฏิเสธข้ออ้างที่ว่าไม่ใส่ใจกับปัญหาในปัตตานี อีกทั้งไม่พอใจการปฏิเสธข้อบังคับปกครองเจ็ดหัวเมืองของเจ้าเมืองมลายูที่นำโดยรายอปัตตานี และไม่พอใจการที่รายอปัตตานีขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ

ดังนั้นเช้าวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์
พระยาศรีสหเทพในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งให้รายอปัตตานีทราบว่าท่านจะมาถึงปัตตานีในตอนบ่ายสามโมง และขอให้รายอปัตตานีเข้าพบ

หลังทำพิธีละหมาดบ่าย (อัสริ) รายอเต็งกูอับดุลกาเดร์พร้อมด้วยคณะ 20 คน ได้เดินทางมาพบพระยาศรีสหเทพยังที่พักซึ่งมีตำรวจสยามคุ้มกันอยู่ถึง 100 คน

พระยาศรีสหเทพขอให้รายอปัตตานีเข้าไปในห้อง แล้วได้อ่านข้อบังคับสำหรับปกครองเจ็ดหัวเมือง พ.ศ. 2444 ให้ท่านฟัง และขอให้ท่านลงนาม เต็งกูอับดุลกาเดร์ไม่ยอมลงนามอีกและขอเจรจากับเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ

รายอปัตตานีไม่ประสงค์จะทำการผิดพลาดเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว พระยาศรีสหเทพยืนยันขอให้ท่านลงนาม ให้เวลาท่าน 5 นาที ไม่เช่นนั้นจะถูกถอดถอนออกจากการเป็น “รายอ”

เต็งกูอับดุลกาเดร์ปฏิเสธไม่ยอมลงนามตามคำของพระยาศรีสหเทพ ท่านจึงถูกจับในที่นั้น

ในเวลานั้นผู้ติดตามรายอปัตตานีแสดงท่าทีไม่ยอมให้ท่านถูกจับ จะชิงตัวเสียจากการควบคุมของพระยาศรีสหเทพ แต่รายอปัตตานีเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะให้ประชาชนต้องเสียเลือดเนื้อ เพราะตระหนักดีว่ามีกำลังน้อยกว่ามาก

ท่านจึงถูกจับนำตัวมายังสงขลาทันที่โดยมี หะยีอับดุลลาตีฟ โต๊ะอีหม่ามมัสยิดรายอจะบังติกอติดตามไปด้วย

ไม่กี่วันหลังจากนั้น รายอระแงะและรายอสายบุรีก็ถูกจับด้วย และนำตัวมายังพิษณุโลก ถูกพิพากษาจำคุก 3 ปีในข้อหา "ขัดคำสั่ง" พระมหากษัตริย์สยาม ผู้เฒ่าผู้แก่ปัตตานีที่ยังอยู่เล่ากันว่า รายอปัตตานีถูกขังไว้ในบ่อร้างที่วัดแห่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก

ต่อเมื่ออดีตรายอปัตตานี "สารภาพความผิดและสัญญาว่า จะไปอยู่ทำมาหากินอย่างไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวง จะไม่เกี่ยวข้องแก่การบ้านเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นอันขาด" พระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงอนุญาตให้กลับไปปัตตานีได้

เต็งกูเงาะห์ ซัมซูดิน และเต็งกูอับดุลมุตตอลิบ ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระเมื่อ เดือนเมษายน 2446

ส่วนเต็งกูอับดุลกอเดร์ ได้การปล่อยตัวเมื่อ 21 มีนาคม พ.ศ.2447

อดีตรายอปัตตานีองค์สุดท้าย เมื่อเดินทางกลับไปถึงปัตตานี มีราษฎรประมาณ 500 คน นั่งเรือ 80 ลำ ไปรับที่ปากน้ำ อีกประมาณ 2,000 คน ยืนต้อนรับอยู่บนตลิ่งสองข้างแม่น้ำตานี มีฝ่ายศาสนาอีกกว่าร้อยคนรอรับอยู่ที่บ้าน

และหลังจากนั้นก็มีราษฎร กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นร้อยๆ คนไปเยี่ยมอดีตรายอปัตตานีผู้นี้ไม่เว้นแต่ละวัน สภาพการณ์นี้ทำให้รัฐบาลสยามกังวลถึงกับต้องส่งเรือรบลำหนึ่งไปทอดสมอที่ปากน้ำเมืองปัตตานี

ในเวลาต่อมา มีข่าวการ"ลอบสังหาร" ทำให้เต็งกูอับดุลกาเดร์ กามารุดดินอพยพไปพำนักอยู่ในรัฐกลันตัน และสิ้นชีวิตอย่างสงบที่นั่นเมื่อปี พ.ศ. 2477

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2452
ข้อตกลงสยาม-อังกฤษ (Anglo-Siam treaty) ในการแบ่งเขตแดนระหว่างอังกฤษ-สยาม ก็มีการลงนามกันขึ้น ทำให้สตูลและปัตตานีมาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยาม

ในขณะที่กลันตัน ตรังกานู เคดะห์ และ เปอร์ลิส ขึ้นกับอาณานิคมอังกฤษ เป็นการแบ่งสรรกันโดยเจ้าของแผ่นดินไม่มีสิทธิได้รับรู้

เมื่อเดือน 31 สิงหาคม 2506
อังกฤษได้ปลดปล่อยรัฐมลายูทั้งปวงได้เป็นอิสระ เขาเหล่านั้นได้พัฒนาบ้านเมืองของตนไปตามกรอบที่อังกฤษได้วางไว้ เจริญล้ำหน้ากว่าในหลายๆประเทศ

ในขณะที่ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส ก็ยังคงเป็นเมืองที่มีฐานะยากจน,ล้าหลัง ด้อยการศึกษา และถูกทหารลอบฆ่าอยู่อีกต่อไป

อนิจจา จากคำโกหกหลอกลวง เจ้าเล่ห์เพทุบายของผู้นำสยาม ทำให้รัฐปาตานี ที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต ได้กลายเป็นอาณาจักรที่ถูกลืมเลือน 100 กว่าปีมาแล้ว !!
อามีน ยาร้อบ

Address

Los Angeles, CA

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Cerita Patani posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Share