Atammayatarama Buddhist Monastery

Atammayatarama Buddhist Monastery The Atammayatarama Buddhist Monastery (ABM or Wat Atam) was launched January 18, 1998 by the Thai and American Buddhist community of Washington state.
(203)

The word Atammayata is from the ancient Pali language in which the Buddhist scriptures are preserved, and means "to cut off or reject the source of suffering."Wat Atam or Wat Atamma as local people called this Buddhist temple. The ABM was certified as a "not-for-profit" corporation of the State of Washington on 22 April 1998. ABM is established with the goal of promoting authentic, classic Buddhis

t teaching in an open and friendly spirit. This place opens to everyone regardless of their belief, socioeconomic status or background. The general philosophy that keeps this place running is “Generosity is not just about material, but also about time, service and giving themselves.” The act of giving would result in building self-confidence at giving and receiving ends. The quality much needed to bring a higher degree of self-acceptance and self-contented.

Among the ten fundamental observances that Buddhist monks should study and practice, going on alms round (piṇḍapāta) is ...
08/31/2026

Among the ten fundamental observances that Buddhist monks should study and practice, going on alms round (piṇḍapāta) is distinctive in that it is an observance performed outside the monastery.

It is an ancient Buddhist tradition practiced by all Fully Enlightened Buddhas, as recorded in the Buddhavaṃsa.

The alms round is far more than simply receiving food. It is one of the foundations of dāna—generosity—and kataññū-kataveditā—gratitude and the recognition and repayment of kindness.

Through this practice, monastics and laypeople meet one another not merely as giver and receiver, but as participants in a relationship of mutual support: laypeople sustain the monastic community with material necessities, while the monastic community preserves, practices, and shares the Dhamma for the welfare of society.

Thus, piṇḍapāta is neither begging nor giving in the ordinary worldly sense. It is a Buddhist tradition that quietly cultivates generosity, humility, gratitude, and interdependence.

In this way, the simple act of walking for alms becomes something much deeper—

a living expression of the bond between human beings, sustained by generosity on one side and gratitude on the other.

08/30/2026

กิจกรรมวันอาทิตย์ : ทำวัตรเช้า สวดมนต์แปล บาลี-ไทย, เจริญจิตภาวนา, และฟังพระธรรมเทศนา. Sunday Service: Morning Pali Chanting with Thai Translation, Meditation, and Dhamma Talk.

08/28/2026
08/27/2026

ความหมายโดยสรุป

“การทำวัตรสวดมนต์เช้า–เย็น” คือ การกำหนดเวลาไว้เป็นประจำเพื่อ

* แสดงความเคารพพระรัตนตรัย
* ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ
* ทบทวนพระธรรมคำสอน
* สำรวมกาย วาจา ใจ
* เจริญสติ สมาธิ เมตตา และปัญญา
* เตือนตนให้นำธรรมไปปฏิบัติในชีวิตจริง

จึงมิใช่เพียง “การเปล่งเสียงขอพร” แต่เป็นการฝึกจิตให้ตั้งอยู่ในกุศล และน้อมชีวิตเข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญา

๑. ความหมายของคำว่า “ทำวัตร” และ “สวดมนต์”

คำว่า “วัตร” มาจากบาลีว่า “วตฺต—vatta” หมายถึง กิจที่ควรทำ หน้าที่ ธรรมเนียม หรือข้อปฏิบัติอันเหมาะสม ในพระวินัยมี “วัตตขันธกะ” กล่าวถึงวัตรต่าง ๆ เช่น อาคันตุกวัตร อาวาสิกวัตร อุปัชฌายวัตร เป็นต้น แสดงว่าเดิมคำว่า “วัตร” มีความหมายกว้างกว่าการสวดมนต์ คือหมายถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยเอื้อเฟื้อและสม่ำเสมอ พระวินัยปิฎก วัตตขันธกะ⁠

ส่วน “สวดมนต์” ในความหมายทางพระพุทธศาสนา ตรงกับการสาธยายหรือท่องพระธรรม เรียกว่า “สชฺฌาย—sajjhāya” มีจุดมุ่งหมายเพื่อทรงจำ พิจารณาความหมาย และน้อมนำไปปฏิบัติ มิใช่เวทมนตร์เพื่อบังคับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้น “ทำวัตรสวดมนต์” จึงประกอบด้วยกุศลกรรม ๓ ทาง คือ

* กายกรรม — กราบ ไหว้ สำรวมกิริยา
* วจีกรรม — เปล่งวาจาสาธยายพระธรรม
* มโนกรรม — ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยและพิจารณาความหมาย

๒. ข้อควรเข้าใจเรื่องรูปแบบเช้า–เย็น

ในพระไตรปิฎกบาลีมิได้บัญญัติ “ชุดบททำวัตรเช้า–เย็น” ทั้งชุดและลำดับอย่างที่ปรากฏในหนังสือสวดมนต์ไทยปัจจุบันโดยตรง รูปแบบปัจจุบันเป็นการรวบรวมและจัดระเบียบในสมัยหลัง

แต่แก่นของบททำวัตรส่วนใหญ่มีรากฐานจากพระไตรปิฎก เช่น

* บทพระพุทธคุณ “อิติปิ โส ภควา…”
* บทพระธรรมคุณ “สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม…”
* บทพระสังฆคุณ “สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ…”
* ไตรสรณคมน์ ศีลห้า
* หลักอริยสัจ ขันธ์ห้า ปฏิจจสมุปบาท
* เมตตสูตร มงคลสูตร รตนสูตร
* การพิจารณาปัจจัยสี่สำหรับบรรพชิต

เพราะฉะนั้น ต้องแยกให้ชัดว่า “รูปแบบและลำดับบท” อาจเกิดภายหลัง แต่ “เนื้อหาหลักและจุดมุ่งหมาย” ตั้งอยู่บนหลักพระพุทธพจน์

๓. หลักฐานจากพระไตรปิฎก

๓.๑ การทำวัตรคือการเจริญอนุสสติ

ในมหานามสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศีล การบริจาค และเทวดา เมื่ออริยสาวกระลึกถึงพระพุทธคุณ จิตในขณะนั้นย่อมไม่ถูกราคะ โทสะ และโมหะครอบงำ จิตดำเนินตรง เกิดความซาบซึ้งในอรรถและธรรม แล้วเกิดผลตามลำดับ คือ

ปราโมทย์ → ปีติ → กายสงบ → สุข → จิตตั้งมั่น

นี่คือหลักฐานสำคัญว่า การสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณอย่างมีสติ เป็น “กรรมฐาน” ประเภทอนุสสติ มิใช่เพียงพิธีกรรม มหานามสูตร องฺ.ฉกฺก. พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ ข้อ ๒๘๑⁠

คำว่า “จิตไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะครอบงำ” หมายถึง ในขณะที่จิตตั้งมั่นอยู่ในกุศล กิเลสเหล่านั้นถูกระงับชั่วคราว มิได้หมายความว่ากิเลสถูกถอนรากสิ้นเชิงเพราะสวดเพียงอย่างเดียว

๓.๒ การระลึกถึงพระรัตนตรัยควรมีทั้งกลางวันและกลางคืน

ธรรมบทคาถา ๒๙๖–๒๙๘ กล่าวว่า สาวกของพระโคดมผู้มีสติระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชื่อว่า “ตื่นดีแล้วอยู่เสมอ”

หลักนี้แสดงว่า “เช้า–เย็น” เป็นการกำหนดเวลาฝึกให้มั่นคง เพื่อให้สติสืบต่อไปตลอดวันและคืน มิใช่ให้มีสติเฉพาะขณะนั่งสวดเท่านั้น ธรรมบท ปกิณณกวรรค คาถา ๒๙๖–๓๐๑⁠

๓.๓ การสาธยายธรรมเป็น “วิมุตตายตนะ”

สังคีติสูตรแสดงว่า เมื่อบุคคลสาธยายธรรมที่ได้ฟังและศึกษาแล้วโดยพิสดาร ย่อมรู้ทั่วถึงอรรถและธรรม จากนั้นย่อมเกิดปราโมทย์ ปีติ ความสงบ สุข และสมาธิ การสาธยายจึงเป็นหนึ่งใน “วิมุตตายตนะ” คือเหตุหรือช่องทางที่เอื้อต่อความหลุดพ้น เมื่อประกอบด้วยความเข้าใจและการปฏิบัติ สังคีติสูตร ที.ปา. เล่ม ๑๑ ข้อ ๔๑๙⁠

จุดสำคัญจึงมิใช่ “สวดได้กี่จบ” แต่คือ สวดแล้วเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม เกิดกุศลจิต และนำไปปฏิบัติหรือไม่

๓.๔ การระลึกถึงพระรัตนตรัยช่วยระงับความหวาดกลัว

ในธชัคคสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อภิกษุอยู่ในป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างแล้วเกิดความกลัว พึงระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ เมื่อระลึกโดยถูกต้อง ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง และขนพองสยองเกล้าย่อมสงบลง ธชัคคสูตร สํ.ส. พระไตรปิฎกเล่ม ๑๕⁠

เหตุผลมิใช่เพราะเสียงบาลีมีอำนาจบังคับสิ่งภายนอก แต่เพราะจิตเปลี่ยนจากอารมณ์หวาดกลัวมาสู่อารมณ์แห่งศรัทธา สติ และพระคุณของพระรัตนตรัย

๓.๕ ทำวัตรเย็นควรมีการตรวจสอบกาย วาจา ใจ

ในอัมพลัฏฐิกราหุโลวาทสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนพระราหุลให้พิจารณากรรมทางกาย วาจา และใจ

* ก่อนทำ
* ขณะกำลังทำ
* หลังจากทำแล้ว

หากกรรมใดเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนหรือผู้อื่น พึงละ เปิดเผยความผิด และสำรวมต่อไป หากเป็นกุศล พึงมีปีติและศึกษาในกุศลนั้นต่อไป จูฬราหุโลวาทสูตร ม.ม. เล่ม ๑๓ ข้อ ๑๒๕–๑๓๒⁠

หลักนี้เหมาะอย่างยิ่งกับวัตรเย็น คือทบทวนว่า วันนี้เราได้ทำ พูด และคิดสิ่งใด หากผิดให้ยอมรับ แก้ไข และตั้งใจไม่ทำซ้ำ

๔. คำอธิบายในชั้นอรรถกถา

มโนรถปูรณี อรรถกถามหานามสูตร อธิบายว่า

* “จิตดำเนินตรง” หมายถึง จิตดำเนินตรงในพุทธานุสสติกรรมฐาน
* “ความซาบซึ้งในอรรถ” คือปีติปราโมทย์ที่เกิดจากการเข้าใจคำอธิบาย
* “ความซาบซึ้งในธรรม” คือปีติปราโมทย์ที่เกิดจากพระบาลี
* “กายสงบ” ครอบคลุมทั้งนามกายและกายเนื้อที่คลายความกระวนกระวาย
* “จิตตั้งมั่น” คือจิตตั้งไว้ในอารมณ์กรรมฐานอย่างถูกต้อง
* “เจริญพุทธานุสสติ” หมายถึงทำกรรมฐานนี้ให้มากขึ้นและกว้างขวางขึ้น

จึงเห็นได้ว่าอรรถกถาให้ความสำคัญทั้ง “พระบาลี” และ “ความหมาย” การสวดโดยไม่พิจารณาความหมายจึงยังไม่สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของอนุสสติ มโนรถปูรณี อรรถกถามหานามสูตร⁠

๕. คำอธิบายในชั้นฎีกา

ปรมัตถมัญชูสา หรือวิสุทธิมรรคมหาฎีกา อธิบายพุทธานุสสติโดยละเอียดว่า เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาพระพุทธคุณซ้ำ ๆ มิใช่เพียงเปล่งเสียง จิตย่อมน้อมไปในพระพุทธคุณ แล้วเกิดผลเป็นลำดับ คือ

* นิวรณ์ถูกข่มไว้
* กิเลสที่ทำให้กายใจเร่าร้อนสงบลง
* ศรัทธา สติ และปัญญาผ่องใส
* เกิดปีติอันมีกำลัง
* จากปีติเกิดปัสสัทธิหรือความสงบ
* จากความสงบเกิดสุข
* จิตตั้งมั่นในกรรมฐาน

ฎีกายังอธิบายว่า ผู้เจริญพุทธานุสสติย่อมมีความเคารพในพระศาสดา มีศรัทธา สติ ปัญญา และบุญเพิ่มพูน อดทนต่อความกลัวและความทุกข์ได้ เมื่อจะทำความผิด หิริโอตตัปปะย่อมเกิดขึ้นเสมือนพระศาสดาประทับอยู่เฉพาะหน้า วิสุทธิมรรคมหาฎีกา พุทธานุสสติกถาวัณณนา หน้า๑๒๓, ๑๔๕⁠

๖. ความหมายเฉพาะของวัตรเช้าและวัตรเย็น เวลา ธรรมกิจสำคัญ จุดมุ่งหมาย

เช้า

ระลึกถึงพระรัตนตรัย สมาทานศีล เจริญสติและเมตตา ตั้งทิศทางชีวิตก่อนเริ่มงาน ให้คิด พูด ทำโดยไม่เบียดเบียน

ระหว่างวัน

รักษาสติ นำข้อธรรมไปใช้ เปลี่ยนบทสวดให้เป็นการปฏิบัติจริง

เย็น

ระลึกพระรัตนตรัย ตรวจสอบกาย วาจา ใจ เจริญเมตตาและสมาธิ ชำระใจจากอารมณ์ค้าง ยอมรับความผิด ตั้งใจแก้ไข และพักด้วยจิตสงบ กล่าวอย่างสั้นที่สุดว่า

วัตรเช้า คือ “ตั้งใจว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร”
วัตรเย็น คือ “ตรวจสอบว่าได้ดำเนินชีวิตอย่างนั้นหรือไม่”

๗. อานิสงส์และสาระสำคัญ

เมื่อทำวัตรอย่างถูกต้อง ย่อมมีประโยชน์ดังนี้

1. เพิ่มพูนศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา
2. ทำให้สติตื่นตัวและลดความฟุ้งซ่าน
3. ระงับราคะ โทสะ โมหะ และนิวรณ์ได้ชั่วคราว
4. ทำให้เกิดปราโมทย์ ปีติ ความสงบ สุข และสมาธิ
5. ช่วยทรงจำและสืบทอดพระธรรมคำสอน
6. ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ ไม่กล้าทำผิดแม้ในที่ลับ
7. ช่วยตรวจสอบและปรับปรุงกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
8. ส่งเสริมเมตตา ความสามัคคี และบรรยากาศอันสงบในครอบครัวและหมู่คณะ
9. ทำให้มีกำลังใจ อดทนต่อความกลัว ความทุกข์ และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
10. เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิและปัญญา จนก้าวไปสู่การเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

๘. การสวดที่สมบูรณ์ต้องถึง “การปฏิบัติ”

พระพุทธเจ้าตรัสในมหาปรินิพพานสูตรว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกา ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบและดำเนินตามธรรม ชื่อว่าบูชาพระตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอดเยี่ยม มหาปรินิพพานสูตร ที.ม. เล่ม ๑๐ ข้อ ๑๒๙⁠

ธรรมบทคาถา ๑๙–๒๐ ก็เตือนว่า ผู้กล่าวพระพุทธพจน์ได้มากแต่ประมาท ไม่ปฏิบัติตาม ย่อมเหมือนคนเลี้ยงโคที่ได้แต่นับโคของผู้อื่น ส่วนผู้กล่าวได้น้อยแต่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมมีส่วนแห่งผลของความเป็นสมณะ ธรรมบทคาถา ๑๙–๒๐⁠

ดังนั้น หลักปฏิบัติที่ครบถ้วนคือ

สวดให้เสียงถึงหู
แปลให้ความหมายถึงใจ
พิจารณาให้เกิดสติปัญญา
และปฏิบัติให้พระธรรมปรากฏในชีวิต

บทสรุป

การทำวัตรสวดมนต์เช้า–เย็น เป็นอุบายแห่งความไม่ประมาท เป็นการนำพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณมาตั้งไว้ในใจ วันละอย่างน้อยสองเวลา เพื่อให้ศรัทธาเป็นกำลัง สติเป็นเครื่องรักษา ศีลเป็นพื้นฐาน สมาธิเป็นความมั่นคง และปัญญาเป็นเครื่องนำชีวิต

การสวดจึงมิใช่จุดจบ แต่เป็น “ประตูเข้าสู่การปฏิบัติ” เมื่อบทสวดออกจากปากแล้วเข้าสู่ใจ และออกจากใจมาเป็นกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เมื่อนั้นจึงชื่อว่าได้ทำวัตรบูชาพระรัตนตรัยอย่างสมบูรณ์ครับ สาธุ ๆ ๆ ได้เรียบเรียงทั้งสามฉันทลักษณ์ ชุดละ ๙ บท โดยดำเนินสาระตั้งแต่ความหมายของการทำวัตร วัตรเช้า–เย็น การระลึกถึงพระรัตนตรัย หลักมหานามสูตร ธชัคคสูตร ตลอดถึงคำอธิบายในอรรถกถา ฎีกา และลงท้ายด้วยการปฏิบัติบูชาครับ

กลอนแปด ๙ บท

บทที่ ๑

ทำวัตรคือกิจควรหมั่นทำ
น้อมใจนำกายวาจามารักษ์ศีล
สวดพระธรรมพร้อมเข้าใจมิใช่ยิน
มิหลงยินเพียงเสียง ต้องเพียรดี

บทที่ ๒

ยามรุ่งเช้าตั้งใจไม่ประมาท
คอยพิฆาตโลภโกรธหลงด้วยวิถี
ยึดไตรรัตน์สรณะประจำชีวี
ก่อนเริ่มงานมีสติจิตงดงาม

บทที่ ๓

ยามเย็นย้อนมองตนผ่านพ้นวัน
กายกรรมนั้นวาจาใจได้ไต่ถาม
สิ่งใดผิดเปิดเผยแก้มิปล่อยตาม
สิ่งใดงามยินดีไว้ใฝ่เพิ่มพูน

บทที่ ๔

พุทธคุณนำจิตให้รู้ตื่น
พระธรรมชื่นชี้ทางสร้างเกื้อกูล
พระสงฆ์ตรงดำรงธรรมค้ำเพิ่มพูน
สามรัตน์หนุนศรัทธากล้าทำดี

บทที่ ๕

มหานามสูตรชี้วิถีจิต
คราจิตคิดพุทธคุณหนุนศักดิ์ศรี
โลภโกรธหลงไม่ครอบงำ ณ นาที
กายสุขีใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ

บทที่ ๖

กลางวันคืนตื่นดีมีสติ
พระไตรรัตน์ดำริไว้ให้สุขศรี
ยามหวาดกลัวน้อมระลึกตรึกทันที
ธชัคคสูตรชี้หนทางสร้างใจเย็น

บทที่ ๗

อรรถกถาชี้แจกแจงแสดงความ
ขยายตามพระบาลีชี้ให้เห็น
เกิดซาบซึ้งรสพระธรรมฉ่ำชื่นเย็น
กายใจเป็นสุขสงบจบฟุ้งซ่าน

บทที่ ๘

มหาฎีกาขยายความตามเหตุ
เมื่อสังเกตพุทธคุณหยุดฟุ้งซ่าน
ศรัทธาสติปัญญาพาจิตชาญ
ครั้นคิดการผิดชั่ว กลัวละอาย

บทที่ ๙

เสียงสวดมนต์เป็นทางสร้างสติ
มิใช่พิธีขอพรหวังดังหมาย
ธรรมบูชาคือปฏิบัติทั้งใจกาย
ละชั่วร้าย ทำความดี ชำระใจ



โคลงสี่สุภาพ ๙ บท

บทที่ ๑

วัตรคือกิจน้อมจิต ประจำ
กายวาจาใจนำ สู่พร้อม
สวดธรรมเพื่อจดจำ แจ้งอรรถ
เสียงจักงามเมื่อพร้อม ปฏิบัติครองธรรม

บทที่ ๒

ยามเช้าปลุกจิตตั้ง ทางดี
น้อมรัตนตรัยมี ที่พึ่ง
ศีลสติส่องชีวี ก่อนกิจ
ทุกกิจคิดยึดพึ่ง ธรรมคุ้มครองตน

บทที่ ๓

ยามเย็นย้อนตรวจถ้อย การตน
กายวาจาใจดล บอกไว้
ผิดใดเปิดเผยผล เพียรแก้
ดีใดชื่นชมให้ เพิ่มขึ้นกลางคืน

บทที่ ๔

พุทธคุณปลุกผู้ รู้ตื่น
ธรรมส่องใจชุ่มชื่น ผ่องแผ้ว
สงฆ์ตรงแบบยั่งยืน ทางชอบ
สามรัตน์ประทีปแก้ว ส่องหล้าภายใน

บทที่ ๕

มหานามสูตรชี้ ทางจิต
คราระลึกคุณพิชิต โทษร้าย
ใจตรงพ้นมืดมิด เกิดปีติ
สุขสงบระงับร้าย จิตตั้งสมาธิ

บทที่ ๖

กลางวันและค่ำตั้ง สติ
พุทธธรรมสงฆ์ดำริ มั่นไว้
คราวกลัวระลึกทันที คลายหวาด
ธชัคคสูตรสอนไซร้ จิตพ้นภัยพาล

บทที่ ๗

อรรถกถาแจกแจ้ง ความนัย
บาลีพร้อมอรรถใจ ซาบซึ้ง
ปีติก่อสงบใน กายจิต
ธรรมรสตรึงใจซึ้ง สู่ห้วงสมาธิ

บทที่ ๘

ฎีกาขยายข้อ ภาวนา
เพ่งพุทธคุณนำพา ผ่องไซร้
ศรัทธาสติปัญญา พูนเพิ่ม
หิริยั้งบาปไว้ ดุจเฝ้าพุทธองค์

บทที่ ๙

เสียงสวดเป็นสื่อให้ ดำเนิน
หากกล่าวไร้การเจริญ เปล่าแท้
ทำจริงจึงจำเริญ ผลยิ่ง
ครองศีลฝึกจิตแท้ ปัญญาผ่องใจ



กาพย์ยานี ๑๑ จำนวน ๙ บท

บทที่ ๑

วัตรคือกิจที่ควร หมั่นทำเป็นประจำไว้
น้อมจิตไว้ด้วยใจ ระลึกธรรมด้วยศรัทธา
มิใช่เพียงวาจา ต้องส่องอรรถด้วยปัญญา
เกิดปัญญานำพา ให้กายใจใฝ่ความดี

บทที่ ๒

ยามเช้าตื่นกายใจ น้อมไตรรัตน์เป็นที่พึ่ง
สำรวมซึ่งศีลห้า ตั้งสติวิถีดี
ก่อนงานทุกหน้าที่ ตั้งใจทำแต่ความดี
จิตดีมีสติ ไม่ประมาททุกเส้นทาง

บทที่ ๓

ยามเย็นมองย้อนตน ผ่านสุขทุกข์มาทั้งวัน
ตรวจกรรมนั้นกายใจ พร้อมวาจาทุกแนวทาง
ผิดใดอย่าอำพราง เปิดเผยแก้ให้ถูกทาง
ทางดีพึงเพิ่มพูน ปราโมทย์บุญที่ทำมา

บทที่ ๔

พุทธคุณปลุกใจตื่น ให้หยัดยืนเหนือความหลง
พ้นหลงด้วยพระธรรม ซึ่งชี้ทางสร้างปัญญา
สงฆ์ตรงดำรงธรรม เป็นเนื้อนาบุญนำพา
ศรัทธาน้อมสามแก้ว ส่องใจผ่องแคล้วภัยพาล

บทที่ ๕

มหานามสูตรสอน เมื่อใจน้อมพุทธคุณ
จิตหนุนพ้นราคะ โทสะหลงใจเบิกบาน
ปราโมทย์ก่อปีติ ทำดวงจิตให้ชื่นบาน
เบิกบานกายเป็นสุข จิตมั่นเป็นสมาธิ

บทที่ ๖

กลางวันทั้งกลางคืน ฝึกใจตื่นไม่เผลอไผล
ยามภัยไหวหวาดกลัว น้อมพระแก้วด้วยสติ
ธชัคคสูตรชี้ ให้ระลึกตั้งสติ
สติเกิดใจกล้า ความหวาดกลัวพลันมลาย

บทที่ ๗

อรรถกถาแจ้งชัด เนื้อความแห่งพระบาลี
รู้ดีทั้งอรรถธรรม ปราโมทย์ล้ำชื่นใจกาย
ปีติเกิดภายใน ทั้งนามกายและรูปกาย
กายใจคลายเร่าร้อน จิตแน่วแน่ในพระธรรม

บทที่ ๘

ฎีกาขยายความ การระลึกพุทธคุณ
จิตหนุนพ้นนิวรณ์ ศรัทธาสติชี้นำ
ปัญญาเจริญยิ่ง บุญเพิ่มพูนคอยหนุนนำ
น้อมนำหิริไว้ ดุจพระใกล้ไม่ทำชั่ว

บทที่ ๙

เสียงสวดเป็นทางธรรม มิใช่คำขอพรใด
น้อมใจให้รู้ธรรม แล้วละกรรมอันเป็นชั่ว
ธรรมบูชาค่าล้ำ คือปฏิบัติละชั่ว
ละชั่วทำความดี ภาวนาให้ใจใส ฯ

บทประพันธ์ทั้งสามชุดอาศัยหลักสำคัญจากมหานามสูตร ธชัคคสูตร สังคีติสูตร จูฬราหุโลวาทสูตร ธรรมบทคาถา ๑๙–๒๐ และ ๒๙๖–๓๐๑ มหาปรินิพพานสูตร ตลอดถึงมโนรถปูรณีอรรถกถา และวิสุทธิมรรคมหาฎีกา สรุปเป็นหัวใจว่า

“ทำวัตรเพื่อระลึก สวดมนต์เพื่อเรียนรู้
เจริญสติเพื่อเฝ้าดู และปฏิบัติเพื่อละกิเลส”

สาธุ สาธุ สาธุครับ…คุณาลงฺกาโร ภิกฺขุ ๒๗/สิงหาคม/๒๕๖๙…

08/27/2026

*** Wednesday Group Meditation : Evening Pali-English Chanting with Brief Meditation and Dhamma Talk ***

08/25/2026

Lynnwood is the most clean and safe city of Washington

Vibes of August’s intensive meditation retreat 🧘
08/25/2026

Vibes of August’s intensive meditation retreat 🧘

Address

19301 176th Avenue NE
Woodinville, WA
98072

Opening Hours

Monday 6am - 7pm
Tuesday 6am - 7pm
Wednesday 6am - 9:30pm
Friday 6am - 7pm
Saturday 6am - 7pm
Sunday 6am - 7pm

Telephone

+14254816640

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Atammayatarama Buddhist Monastery posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Organization

Send a message to Atammayatarama Buddhist Monastery:

Shortcuts

Share