09/02/2026
จดหมายเปิดผนึกถึงเทศบาลเมืองยโสธร
เรียน : นายกเทศมนตรีเมืองยโสธร
เรื่อง : ข้อเสนอให้จัดทำเทศบัญญัติอนุรักษ์ย่านเมืองเก่าบ้านสิงห์ท่า
ในหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ย่านเมืองเก่าบ้านสิงห์ท่าสูญเสียอาคารอันเป็นหมุดหมายทางประวัติศาตร์ไปแล้วอย่างน้อย 4 หลัง หลังแรกคือ อาคารไม้ทรงปั้นหยาหลังที่ว่าการ ที่แสดงถึงระบบราชการที่ขยายตัวออกมานับตั้งแต่ยุคของคณะราษฎร หลังที่สอง คือตึกดินบ้านนิลเจริญ ที่ทรุดตัวจากพายุฝนในปี 2563 อาคารหลังที่สาม คือเรือนฝาไหล บ้านไม้ที่แสดงภูมิปัญญาของช่างอิสานที่ตั้งอยู่ข้างศาลหลักเมือง และหลังที่สี่ คือบ้านดินตรงหัวมุมถนนวิทยะธำรง ตึกแถวที่สะท้อนประวัติศาสตร์การค้าของคนจีนในเมืองสิงห์ท่า เหตุอัคคีภัยที่เกิดขึ้นกับตึกแถวสองชั้นในสไตล์โคโลเนี่ยลที่ปรากฏในภาพถ่ายของ Robert Larimore Pendleton ในปี 2479 จึงนับเป็นหลังที่ห้า และถือความสูญเสียสำคัญที่มิได้จำกัดอยู่เพียงมูลค่า หากหมายถึงการสูญสิ้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วมของเมือง ซึ่งไม่อาจฟื้นคืนหรือทดแทนได้อีก
ด้วยเหตุที่ อาคารเก่าในย่านสิงห์ท่า มิได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง หากแต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของเมือง การสูญเสียอาคารเหล่านี้จึงเท่ากับการสูญเสียประวัติศาสตร์ในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนถึงความเปราะบางของย่านเมืองเก่า และข้อจำกัดของกลไกที่ใช้คุ้มครองอาคารในย่านเมืองเก่าในระดับท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมิได้ปราศจากอำนาจในการดำเนินการดังกล่าว โดยอ้างตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 เทศบาลมีหน้าที่ในการธำรงไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความปลอดภัย และประโยชน์สุขของประชาชนในเขตพื้นที่ ประกอบกับ พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ซึ่งเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน รูปแบบอาคาร และสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ด้วยเหตุดังนั้น เทศบาลเมืองยโสธรจึงมีอำนาจตามกฎหมายเพียงพอในการจัดทำ เทศบัญญัติอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ จึงขอเสนอให้เทศบาลเมืองยโสธร เร่งดำเนินการจัดทำเทศบัญญัติดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญ 5 ข้อ คือ
1. กำหนดขอบเขตย่านเมืองเก่าอย่างเป็นทางการ
2. จัดทำบัญชีอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
3. กำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมการรื้อถอน การดัดแปลง และการก่อสร้างอาคารใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
4. กำหนดมาตรการป้องกันและจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอัคคีภัยในอาคารเก่า
5. เปิดพื้นที่ให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เจ้าของอาคาร และผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสม
ด้วยเหตุที่การอนุรักษ์ย่านเมืองเก่ามิได้เป็นการปฏิเสธการพัฒนา หากแต่เป็นการกำหนดทิศทางของการพัฒนาให้ตั้งอยู่บนความเข้าใจอดีตและความรับผิดชอบต่ออนาคต เมืองที่ไม่สามารถคุ้มครองร่องรอยของตนเองได้ ย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียอัตลักษณ์ และลดทอนศักยภาพในการสื่อสารคุณค่าของตนต่อคนรุ่นหลัง ดังนั้น เหตุอัคคีภัยที่เกิดขึ้นแล้ว ควรถูกจดจำในฐานะบทเรียน มิใช่เพียงข่าวที่เลือนหายไปตามกระแส หากภายหลังจากความสูญเสียดังกล่าว เมืองยังไม่อาจพัฒนากลไกการคุ้มครองที่ชัดเจนได้ ย่อมเป็นคำถามสำคัญถึงความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์ของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ขอแสดงความนับถือ
พลเมืองยโสธร
9/2/2569