ข้ามเพศมีสุข

ข้ามเพศมีสุข "ข้ามเพศมีสุข" เป็นเพจสร้างสุขของคนข้ามเพศ

"ข้ามเพศมีสุข" เป็นเพจสร้างสุขของคนข้ามเพศ โดยจะนำเสนอมุมมองของความสุขผ่านอัตลักษณ์ที่หลากหลายของคนข้ามเพศ และนอนไบนารี่ ที่รวมถึงเรื่องราวความสุข สุขภาพ การเยียวยา วิถีชีวิต ชุมชน LGBTIQN+ และการต่อสู้ โดยแอดมินทุกคนเชื่อว่า "มนุษย์ทุกคนควรเข้าถึงความสุขอย่างเท่าเทียม" ฉะนั้น "ข้ามเพศมีสุข" ขอเป็นพื้นที่ให้กับคนข้ามเพศ และนอนไบนารี่ ที่มีอัตลักษณ์ที่หลายหลากได้แบ่งปันเรื่องราวของความสุข เพราะความ

สุขจะอุดมสมบูรณ์เมื่อมนุษย์เข้าใจ และเคารพความหลากหลายของกันและกัน

เพจ "ข้ามเพศมีสุข" เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมสุขภาวะและลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนข้ามเพศในประเทศไทย (Trans Health Access Thailand – T-HAT) โดยการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และทำงานร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (The Foundation of Transgender Alliance for Human Rights - TGA) และภาคีเครือข่ายคนทำงานด้านสุขภาพกับคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

11/06/2026

ประเด็นสิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ในระบบบัตรทอง หรือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ล่าสุดเป็นการเพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวในระบบกับกลุ่มคนข้ามเพศ หรือทรานส์เจนเดอร์ ที่มีสภาพร่างกาย จิตใจ ไม่ตรงกับเพศสภาพตามธรรมชาติ ให้ได้รับการเข้าถึงยาฮอร์โมนนี้ในแง่การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนข้ามเพศนี้ เป็นการเสริมเข้าไปกับกลุ่มเดิมที่เป็นประชาชนสิทธิบัตรทอง ที่ได้รับบริการยาฮอร์โมนในสิทธิประโยชน์นี้ ทั้งเพื่อการป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูในระบบัตรทองอยู่แล้ว อย่างที่หลายคนได้เข้าใจ

กระนั้น เรื่องนี้กำลังถูกพูดถึง และเกิดการถกเถียง แสดงความคิดเห็นต่างๆ ในสังคม ทั้งเรื่องของงบประมาณในระบบ ไปจนถึงการเปรียบเทียบ “ความสำคัญ” ในระบบสุขภาพ ที่ระดับบริหาร และฝ่ายนโยบายควรจะจัดเรียงความสำคัญอย่างเหมาะสมกว่านี้ รวมถึงว่า ฮอร์โมนไม่ใช่เพื่อสุขภาพ แต่ให้เพื่อความงาม

อีกเสียงที่สนับสนุน ก็สะท้อนว่าสิ่งนี้คือความก้าวหน้าของการพัฒนา ยกระดับสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม และมาถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างกลุ่มคนข้ามเพศ ได้เข้าถึงบริการสุขภาพ และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับพวกเขา และฮอร์โมนที่ได้รับก็ไม่ใช่เพื่อความงาม แต่ใช้เพื่อยืนยันเพศสภาพ และใช้อย่างถูกต้องเพื่อป้องกันผลเสียทางสุขภาพในอนาคตที่จะตามมากับกลุ่มคนข้ามเพศ

The Coverage อยากชวนสังคมพักข้อถกเถียงต่างๆ ต่อประเด็นยาฮอร์โมนนี้กันไว้ก่อน ทั้งเรื่องเงินงบประมาณ ข้อเปรียบเทียบความสำคัญ แล้วหันมาดูกันแบบ “ชัดๆ” และอย่างละเอียดว่า ฮอร์โมน ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ในระบบสุขภาพ และในสิทธิประโยชน์ขณะนี้มันคืออะไร เขาใช้กับใครมาก่อน และกลุ่มเป้าหมายใหม่คือกลุ่มคนข้ามเพศ ที่จะได้สิทธินี้ ฮอร์โมนมีความสำคัญ จำเป็น หรือเป็นความงาม กันแน่

ในรายละเอียดของฮอร์โมน และเชื่อมโยงมายังคำถามในบรรทัดด้านบน คนที่จะมาให้คำตอบและอธิบายได้ดีคือ “ภาควิชาการ” และเราไปพบกับ ผศ. นพ.ธนภพ บำเพ็ญเกียรติกุล ที่เป็นหนึ่งในแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคนข้ามเพศและความหลากหลายทางเพศของประเทศไทย จากสมาคมเพื่อพัฒนาบริการสุขภาพคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย (ประเทศไทย) หรือ ThaiPATH รวมทั้งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพคนข้ามเพศ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คลินิกสุขภาพเพศ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และยังทำงานร่วมกับ สมาคมเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ (ประเทศไทย)
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

11/06/2026

ชี้ปมสิทธิ์ ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ สะท้อนปัญหากระบวนการพิจารณา สิทธิประโยชน์ สปสช.
รมว.สธ. ย้ำ ยังไม่มีแนวคิดทบทวนสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนข้ามเพศ หลังผ่านความเห็นชอบแล้ว พร้อมเน้นทุกสิทธิประโยชน์ ต้องอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณสมดุล และผ่านการประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน เผย มอบนโยบาย บัตรทอง ปี 2570 ทำงบฯ สมดุล ไม่ของบฯ เพิ่มจากรัฐบาล
📌 อ่านเนื้อหาเพิ่มในคอมเมนต์

#ฮอร์โมนข้ามเพศ #สปสช #บัตรทอง #สิทธิประโยชน์

ตอนที่ 3 จากเสียงชุมชนสู่โต๊ะหารือเชิงนโยบายโครงการข้ามเพศมีสุขเฟสที่ 2 ดำเนินการระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ถึง 9 สิง...
11/06/2026

ตอนที่ 3 จากเสียงชุมชนสู่โต๊ะหารือเชิงนโยบาย
โครงการข้ามเพศมีสุขเฟสที่ 2 ดำเนินการระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ถึง 9 สิงหาคม 2568
โครงการในเฟสที่ 2 นี้ สำหรับเรา เสมือนว่าเรากำลังช่วยกันสร้าง “ถนน” สายหนึ่ง ถนนที่ทำให้คนทำงานเรื่องสุขภาวะคนข้ามเพศ แกนนำชุมชน และตัวแทนคนข้ามเพศจากพื้นที่ต่าง ๆ สามารถเดินทางจากวงพูดคุยของชุมชน ไปถึงประตูของผู้กำหนดนโยบาย และไม่ใช่เพียงไปยืนรออยู่หน้าประตู แต่ได้เข้าไปนั่งบนโต๊ะหารือ ได้พูด ได้แลกเปลี่ยน ได้ตั้งคำถาม ได้เสนอทิศทาง และได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของคนข้ามเพศ
ถ้าเฟสแรกของโครงการคือการฟังเสียงของชุมชน เก็บประสบการณ์ชีวิต และยืนยันว่า “สุขภาพที่เกี่ยวกับการข้ามเพศเป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญต่อคนข้ามเพศ” เฟสที่ 2 ก็คือช่วงเวลาที่เราพยายามพาเสียงเหล่านั้นเดินทางเข้าสู่ระบบนโยบายจริง ๆ เพราะเราเรียนรู้แล้วว่า เสียงของชุมชนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เมื่อมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรายงานหรือเวทีชุมชน แต่ต้องมีช่องทางเดินทางไปถึงหน่วยงานที่มีอำนาจกำหนดนโยบาย งบประมาณ มาตรฐานบริการ และระบบการติดตามผล
โครงการจึงทำงานอย่างต่อเนื่องร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อให้เกิดกลไกการประสานงาน และสร้างการมีส่วนร่วมของแกนนำคนข้ามเพศในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาบริการสุขภาพที่เกี่ยวกับการข้ามเพศ รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ว่า บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นบริการที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับคนข้ามเพศ และต้องได้รับการคุ้มครองในฐานะส่วนหนึ่งของสิทธิด้านสุขภาวะ
ในช่วงเวลานี้ โครงการได้ขยายการทำงานอย่างเข้มข้นกับหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร การทำงานกับหน่วยงานเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายไม่สามารถเกิดจากชุมชนเพียงฝ่ายเดียว และก็ไม่สามารถเกิดจากรัฐเพียงฝ่ายเดียวเช่นกัน แต่ต้องเกิดจากพื้นที่ตรงกลางที่ชุมชน ผู้จัดบริการ นักวิชาการ และผู้กำหนดนโยบายได้มาเจอกัน เห็นปัญหาร่วมกัน และยอมรับว่าคนข้ามเพศต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการออกแบบระบบบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง
โครงการได้ประสานงานอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านบริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศ และเพื่อพัฒนาบริการสุขภาพที่มีมาตรฐาน เป็นมิตร และไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ กระบวนการนี้ยังช่วยสนับสนุนการสร้างศักยภาพของภาคีภาคประชาสังคมและผู้ให้บริการ ให้ตระหนักถึงปัญหา ความต้องการ และข้อจำกัดด้านสุขภาวะของคนข้ามเพศและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
ในเชิงประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว เราอยากบันทึกไว้ว่า การที่คนข้ามเพศได้เข้าไปอยู่ในโต๊ะหารือเชิงนโยบายไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเป็นเวลานานมากที่คนข้ามเพศมักถูกเชิญไปเล่า “ประสบการณ์” แต่ไม่ได้ถูกเชิญไปออกแบบ “ระบบ” ถูกถามถึงความเจ็บปวด แต่ไม่ได้ถูกถามถึงข้อเสนอ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มเป้าหมาย แต่ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบาย เฟสที่ 2 ของโครงการจึงเป็นช่วงเวลาที่เราพยายามขยับสถานะของคนข้ามเพศ จากผู้ถูกพูดถึง ไปสู่ผู้ร่วมตัดสินใจ
หนึ่งในภาคีสำคัญของโครงการคือ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และต่อมารวมถึงสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานครด้วย ในช่วงเฟสที่ 2 โครงการได้จัดงานรณรงค์สาธารณะเพื่อเพิ่มการตระหนักรู้เรื่องสิทธิสุขภาพและการมีส่วนร่วมของคนข้ามเพศ เช่น เวทีรณรงค์เรื่อง ICD-11 ในช่วงวันสากลเพื่อยุติความเกลียดชังต่อคนข้ามเพศและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ IDAHOTBiT และกิจกรรม Trans Pride Thailand ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยจัดร่วมกับสำนักอนามัย สำนักการแพทย์ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และภาคธุรกิจ
การรณรงค์เรื่อง ICD-11 สำคัญมากในเชิงความรู้และประวัติศาสตร์ เพราะการเปลี่ยนแปลงของระบบจำแนกโรคระหว่างประเทศมีผลต่อวิธีที่ระบบสุขภาพมองคนข้ามเพศ ในอดีต คนข้ามเพศมักถูกทำให้เป็น “ความผิดปกติ” ผ่านภาษาและระบบวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่การเปลี่ยนกรอบคิดในระดับสากลช่วยเปิดพื้นที่ให้การพูดเรื่องสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศเคลื่อนออกจากการตีตรา ไปสู่การจัดบริการที่เคารพศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์มากขึ้น
สำหรับกรุงเทพมหานคร เป็นทั้งพื้นที่ที่มีประชากรหลากหลาย มีหน่วยบริการสุขภาพจำนวนมาก มีภาคธุรกิจ และสื่อสาธารณะเข้มแข็ง และเป็นพื้นที่ที่นโยบายระดับเมืองสามารถกลายเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นได้ แต่กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนข้ามเพศจำนวนมากอาศัย ทำงาน เรียน และใช้บริการสุขภาพในเมืองนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเข้าถึงบริการที่เป็นมิตรได้จริง
กิจกรรม Trans Pride Thailand ในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียงงานเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจ แต่เป็นพื้นที่ทางการเมืองและสาธารณะ ที่บอกว่า คนข้ามเพศไม่ได้ต้องการแค่การมองเห็นในฐานะสีสันของเมือง แต่ต้องการสิทธิ บริการสุขภาพ ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมในนโยบายของเมืองด้วย
อีกหนึ่งภาคีที่สำคัญที่สุดของการทำงานเฟสที่ 2 คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โครงการได้ร่วมผลักดันสิทธิประโยชน์ด้านฮอร์โมนและการให้คำปรึกษาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยทำงานร่วมกับสำนักการสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชน จัดเวทีพัฒนานโยบายและรับฟังความเห็นของภาคีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในระดับเขตทั้งหมด 3 ครั้ง ที่กรุงเทพมหานคร ชัยภูมิ และสุรินทร์ รวมถึงกิจกรรม “1 เดือน 1 ความรู้” เพื่อให้ความรู้แก่ภาคีเครือข่าย
การทำงานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนี่คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถ้าประเด็นสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศยังอยู่ข้างนอกระบบนี้ คนข้ามเพศก็ยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง ต้องซื้อฮอร์โมนเอง ต้องเสี่ยงเอง และต้องพึ่งพาความรู้จากเพื่อนหรือแหล่งข้อมูลที่ไม่ปลอดภัยในหลายกรณี
ในเชิงประวัติศาสตร์ของระบบสุขภาพไทย การที่ประเด็นฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศเดินทางเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มรายการบริการหนึ่งรายการ แต่เป็นการท้าทายคำถามว่า “ระบบสุขภาพถ้วนหน้า” จะถ้วนหน้าจริงได้อย่างไร ถ้าความต้องการทางสุขภาพของคนข้ามเพศยังถูกมองว่าเป็นเรื่องนอกระบบ
ในช่วงเฟสที่ 2 โครงการได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมให้ความเห็นต่อคู่มือ “สุขภาพดีไม่มีเพศ” ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และเชิญรองอธิบดีกรมอนามัยร่วมเป็นวิทยากรในการประชุมวิชาการข้ามเพศมีสุข ครั้งที่ 2
การทำงานกับกรมอนามัยสำคัญในอีกมิติหนึ่ง เพราะกรมอนามัยเป็นหน่วยงานด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยการเจริญพันธุ์ที่มีบทบาทต่อการวางกรอบความเข้าใจเรื่องสุขภาพทางเพศของประชาชน การที่ประเด็นคนข้ามเพศเข้าไปเชื่อมกับงานของกรมอนามัย หมายความว่า ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงงานบริการเฉพาะทาง หรือคลินิกเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่เริ่มเดินทางเข้าสู่กรอบสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ของประเทศ
ในสังคมไทย คำว่า “สุขภาพทางเพศ” มักถูกเข้าใจผ่านกรอบการป้องกันโรค การตั้งครรภ์ หรือสุขภาพของผู้หญิงตามเพศกำเนิดเป็นหลัก แต่สำหรับคนข้ามเพศ สุขภาพทางเพศมีความหมายกว้างกว่านั้นมาก มันรวมถึงร่างกายที่สอดคล้องกับเพศสภาพ ความปลอดภัยทางจิตใจ การเข้าถึงข้อมูล การไม่ถูกตีตรา การมีผู้ให้บริการที่เข้าใจ และการได้รับบริการที่เคารพตัวตนของเรา
ดังนั้น การได้เข้าไปให้ความเห็นต่อคู่มือหรือแนวทางของหน่วยงานรัฐ จึงไม่ใช่เพียงการตรวจคำหรือเพิ่มคำว่า “คนข้ามเพศ” ลงไปในเอกสาร แต่เป็นการพยายามเปลี่ยนฐานคิดของระบบสุขภาพ ให้เห็นว่าความหลากหลายทางเพศไม่ใช่ภาคผนวก แต่เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพประชาชน
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเป็นอีกหนึ่งภาคีสำคัญของโครงการ เพราะเป็นหน่วยงานที่มีเครื่องมือด้านนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม และมีประสบการณ์ในการเชื่อมโยงภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคีต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการนโยบาย
ในเฟสที่ 2 โครงการได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติในการพัฒนายุทธศาสตร์และข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และจัดเวทีพัฒนานโยบายระหว่างผู้จัดบริการ ชุมชนคนข้ามเพศ และภาคีเครือข่ายภาคใต้
การทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติทำให้เราเห็นว่า ถ้าเราต้องการให้เสียงของคนข้ามเพศเข้าไปอยู่ในนโยบายสาธารณะ เราต้องมีทั้งเนื้อหาและกระบวนการ เนื้อหาคือข้อเสนอที่ชัดเจนว่าคนข้ามเพศต้องการอะไร ระบบบริการควรเปลี่ยนอย่างไร และหน่วยงานใดต้องรับผิดชอบ ส่วนกระบวนการคือการสร้างพื้นที่ที่ทุกฝ่ายได้มาคุยกันอย่างมีความหมาย ไม่ใช่เพียงรับฟังแบบเป็นพิธี
นอกจากการทำงานอย่างเข้มข้นกับหน่วยงานภาครัฐ โครงการยังได้ร่วมทำงานกับคลินิกเพศหลากหลาย หรือ Gen V. Clinic โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่เฟสที่ 1 และได้ต่อยอดการทำงานกับผู้จัดบริการสุขภาพที่เป็นเครือข่ายของโครงการสนับสนุนวิชาการและพัฒนาเครือข่ายการให้บริการคลินิกกับบุคคลข้ามเพศ จนพัฒนาต่อยอดเป็นการก่อตั้งสมาคมเพื่อพัฒนาบริการสุขภาพคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย หรือ ThaiPATH
กรรมการสมาคมฯ ประกอบด้วยสัดส่วนของผู้จัดบริการทางการแพทย์และชุมชนคนข้ามเพศซึ่งเป็นภาคีของโครงการฯ ที่ผ่านมาโครงการได้เชิญคณะกรรมการ Thailand Transgender Taskforce มาร่วมแสดงความเห็นในเวทีประชุมพัฒนาแนวทางการบริบาลเพื่อการยืนยันเพศสำหรับบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลาย หรือ CPG ซึ่งแนวทางดังกล่าวถูกยื่นเสนอต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้นแบบของการพัฒนาแนวทางการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศ
กระบวนการนี้สำคัญมาก เพราะการมีสิทธิประโยชน์โดยไม่มีแนวทางบริการที่ดี อาจทำให้สิทธินั้นไม่สามารถถูกใช้ได้จริง และการมีแนวทางบริการโดยไม่มีเสียงของชุมชน ก็อาจทำให้ระบบบริการออกแบบจากมุมมองของผู้ให้บริการฝ่ายเดียว การที่ชุมชนคนข้ามเพศได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นต่อ CPG จึงเป็นการยืนยันว่า มาตรฐานบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศต้องสร้างจากความรู้สองชุด คือความรู้ทางการแพทย์ และความรู้จากประสบการณ์ชีวิตของคนข้ามเพศ
นี่เป็นอีกช่วงเวลาที่เราเห็นชัดว่า “โต๊ะนโยบาย” ไม่ได้มีแค่โต๊ะของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่รวมถึงโต๊ะของผู้จัดบริการ โต๊ะของนักวิชาการ โต๊ะของสมาคมวิชาชีพ และโต๊ะของชุมชน การเปลี่ยนระบบสุขภาพต้องทำงานกับทุกโต๊ะเหล่านี้ และต้องทำให้เสียงของคนข้ามเพศเดินทางไปถึงทุกโต๊ะ
กิจกรรมหนึ่งที่โครงการทำต่อเนื่องมาตั้งแต่เฟสแรก คือการจัดการประชุมข้ามเพศมีสุข ซึ่งในเฟสที่ 2 นี้เป็นการจัดประชุมครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึงวันที่ 1 เมษายน 2568
สิ่งที่ทำให้งานประชุมครั้งนี้อยู่ในความทรงจำของเรามาก คือการจัดประชุมเกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพมหานคร และทำให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่กำลังก่อสร้างถล่ม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 และกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ทั้งประเทศจับตา รายงานข่าวของไทยพีบีเอสระบุว่า วันที่ 30 มีนาคม 2568 ศูนย์เอราวัณรายงานผู้เสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บ 18 คนจากเหตุอาคารถล่มดังกล่าว
ในบรรยากาศแบบนั้น การจัดประชุมใหญ่ระดับชาติไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีทั้งความกังวลเรื่องความปลอดภัย การเดินทาง สภาพจิตใจของผู้เข้าร่วม และความรู้สึกของผู้คนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจระดับประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่ผู้คนยังเดินทางมารวมตัวกันได้ ก็ทำให้งานประชุมครั้งนี้มีความหมายมากขึ้นไปอีก มันเหมือนเป็นการบอกว่า แม้โลกจะสั่น แม้เมืองจะไม่มั่นคง แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การต่อสู้เพื่อสุขภาวะของคนข้ามเพศยังต้องเดินต่อ
การประชุมข้ามเพศมีสุข ครั้งที่ 2 มีการจัด Pre-conference ให้กับชุมชนคนข้ามเพศและนอนไบนารี่มากกว่า 120 คน ในวันที่ 30 มีนาคม 2568 เพื่อสร้างเครือข่ายและพูดคุยถึงช่องว่างของการทำงานด้านสุขภาวะคนข้ามเพศ ก่อนเข้าสู่การประชุมใหญ่ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 1 เมษายน 2568 มีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศกว่า 30 จังหวัด และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 450 คน โดยมีสัดส่วนของผู้เข้าร่วมที่เป็นกลุ่มคนข้ามเพศประมาณ 1 ใน 3 ของผู้เข้าร่วมทั้งหมด ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคม 29 องค์กร องค์กรภาครัฐ 12 องค์กร องค์กรภาคธุรกิจ 3 องค์กร สถาบันการศึกษา 6 สถาบัน และหน่วยงานบริการสุขภาพอีก 6 หน่วยงาน โดยมีองค์กรร่วมจัด 29 องค์กร จากเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคประชาสังคมของคนข้ามเพศ สถาบันทางวิชาการ และหน่วยงานผู้จัดบริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย
สำหรับเรา ตัวเลขเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในตัวมันเอง เพราะมันบอกว่า ประเด็นสุขภาวะคนข้ามเพศไม่ได้เป็นเรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชน ผู้จัดบริการ หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม งานประชุมครั้งนี้เป็นเหมือนภาพถ่ายหมู่ของขบวนการ ที่แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เดินมาถึงตรงนี้ลำพัง
งานประชุมนี้สร้างผลลัพธ์หลายประการ ได้แก่ หนึ่ง เกิดพื้นที่การทำงานร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนคนข้ามเพศและหน่วยจัดบริการทางการแพทย์ต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศและคนข้ามเพศ สอง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักขับเคลื่อนเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศกับชุดความรู้ด้านสุขภาพจากกระบวนการทางการแพทย์ สาม เกิดการเชื่อมโยงทิศทางการทำงานระหว่างผู้ใช้บริการ ผู้จัดบริการ และผู้เกี่ยวข้องเชิงนโยบาย สี่ เกิดความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์ ช่องว่าง และทิศทางการขับเคลื่อนนโยบาย และห้า เกิดเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างภาคประชาสังคม หน่วยบริการทางการแพทย์ และภาคนโยบาย
บรรยากาศในงานประกอบด้วยการนำเสนอความก้าวหน้าขององค์ความรู้จากผู้จัดบริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศ การนำเสนอประสบการณ์ของกลุ่มชุมชนคนข้ามเพศที่สะท้อนความต้องการในมิติสุขภาพกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงการเสนอทิศทางเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับสุขภาวะของคนข้ามเพศ
สิ่งที่เราจำได้ไม่ใช่แค่กำหนดการ แต่คือความรู้สึกในห้องประชุม ความรู้สึกที่คนจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้เห็นกัน ได้รู้ว่าเราไม่ได้ต่อสู้คนเดียว ได้ฟังผู้จัดบริการพูดด้วยภาษาที่พยายามเข้าใจชุมชน ได้เห็นหน่วยงานรัฐเข้ามานั่งฟัง และได้เห็นคนข้ามเพศจำนวนมากอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างมีศักดิ์ศรี
ความตื่นเต้นที่สุดที่มาพร้อมกับการจัดประชุมข้ามเพศมีสุข ครั้งที่ 2 คือข่าวการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ หรือ คขพ. โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และมีคนข้ามเพศเป็นประธานคณะกรรมการฯ
สำหรับเรา ข่าวนี้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดของการทำงานเฟสที่ 2 เพราะไม่เคยมาก่อนที่คนข้ามเพศจะได้นั่งเป็นประธานในคณะกรรมการที่รัฐแต่งตั้ง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับสุขภาวะของคนข้ามเพศโดยตรง นี่ไม่ใช่เพียงตำแหน่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ถูกพูดถึง” ไปสู่ “ผู้นำกระบวนการนโยบาย”
การมี คขพ. ทำให้ถนนที่เราพยายามสร้างในเฟสที่ 2 มีปลายทางที่ชัดขึ้น เพราะเสียงของชุมชนไม่ได้เดินทางไปถึงเพียงโต๊ะหารือเฉพาะกิจ แต่เริ่มมีโต๊ะที่เป็นทางการ มีคำสั่งแต่งตั้ง มีองค์ประกอบ มีบทบาท และมีเป้าหมายในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ
แน่นอนว่า การมีคณะกรรมการไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนทันที แต่การมีคณะกรรมการหมายความว่า รัฐเริ่มยอมรับว่า ประเด็นสุขภาวะคนข้ามเพศต้องมีกลไกเฉพาะ ต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง และต้องมีคนข้ามเพศอยู่ในตำแหน่งของการนำ ไม่ใช่เพียงตำแหน่งของการให้ข้อมูล
สำหรับเรา นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญเหตุการณ์หนึ่ง เพราะมันทำให้เห็นว่า เสียงของคนข้ามเพศไม่ได้เป็นเพียงเสียงที่ร้องขออยู่ข้างนอกระบบอีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็นเสียงที่เข้าไปอยู่ในกลไกของรัฐ เข้าไปอยู่ในห้องประชุมที่มีผลต่อการตัดสินใจ และเข้าไปอยู่ในประวัติศาสตร์ของนโยบายสุขภาพไทย
ในตอนหน้า จะมาเล่าเรื่องจุดเปลี่ยนของนโยบายเพื่อสุขภาพของคนข้ามเพศ โดยเฉพาะเส้นทางของการได้มาซึ่งชุดสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศ และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเสียงของชุมชนเดินทางถึงโต๊ะนโยบายแล้ว

11/06/2026

จริง ๆ แล้วแอดมินชอบชื่อหมวดที่สิทธิประโยชน์ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสังกัดอยู่นะคะ ว่าเป็น "หมวดบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค"

ที่มุ่งหวังป้องกันความเสี่ยงทางสุขภาพที่จะก่อให้เกิดโรค และลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบบริการสุขภาพในระยะยาว คือ ยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อสุขภาพของคน โดยไม่ต้องรอให้เกิดโรคก่อนแล้วค่อยรักษา

วัคซีนพื้นฐานของเด็กก็อยู่ในงบหมวดนี้เช่นกันค่ะ เราร่วมกันผลักดันให้มีการอนุมัติงบที่ครอบคลุมสุขภาพเด็กไปด้วยกันได้ โดยไม่ต้องคัดค้านงบฮอร์โมนฯได้นะคะ เพราะทางนี้ก็ใช้เวลาทำงานขับเคลื่อนและติดตามอย่างต่อเนื่องไปร่วม 10 ปีเหมือนกันค่ะ

กรมอนามัยเริ่มแล้วนะ เค้าออกแบบและวางแผนร่วมกับนักกิจกรรมชุมชนมาสักระยะแล้ว เริ่ดมาก ขอบคุณมากค่ะ
11/06/2026

กรมอนามัยเริ่มแล้วนะ เค้าออกแบบและวางแผนร่วมกับนักกิจกรรมชุมชนมาสักระยะแล้ว เริ่ดมาก ขอบคุณมากค่ะ

“กรมอนามัย” เดินหน้า Workshop พัฒนาหลักสูตรบริการส่งเสริมสุขภาพให้ “LGBTQIA+” ใช้กลไก Lifestyle Medicine ผ่านแนวคิด “10 เสาหลักสุขภาพดี ทุกเพศวิถีเข้าถึงได้” เปิดทางกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเข้าถึงบริการสุขภาพ – สาธารณสุขอย่างเหมาะสม ครอบคลุมสุขภาวะกาย-ใจ เชื่อจะช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพทั้งงาน PP การรักษาโรคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
------------------------------
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยตอนหนึ่งภายหลังเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาหลักสูตรการให้บริการส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 12 มิ.ย. 2569 ที่เลคไซด์ รีสอร์ท จังหวัดนนทบุรี เพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) ผ่านแนวคิด “10 เสาหลักสุขภาพดี ทุกเพศเข้าถึงได้” ตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมและปลอดภัยอย่างเท่าเทียม ว่า สุขภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรค แต่รวมถึงสุขภาวะทางกาย จิตใจ และสังคม

ทั้งนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมและบริการสุขภาพที่เข้าใจความแตกต่าง ของแต่ละบุคคล จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการดูแลรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยประยุกต์ใช้หลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตผ่าน 10 เสาหลักสุขภาพดี ประกอบด้วย 1. การรับประทานอาหารที่เหมาะสม 2. การมีกิจกรรมทางกาย 3. การนอนหลับเพียงพอ 4. การจัดการความเครียด 5. การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

11/06/2026

“ฮอร์โมนฟรี สิ้นเปลือง ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย“

ประโยคนี้ฟังดูแรง… แต่สิ่งที่แรงกว่าคืออคติที่มองว่า คนบางกลุ่ม “สมควรเข้าถึงสุขภาพน้อยกว่า”

ระบบสาธารณสุขไม่ได้มีไว้แค่ “ยื้อชีวิต”
แต่มันมีไว้เพื่อทำให้คนมีชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียม

ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย
แต่มันคือการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และลดความเสี่ยงจากการใช้ฮอร์โมนเถื่อนที่อันตรายกว่าเดิม

คนชอบถามว่า
“เอาเงินไปช่วยผู้ป่วยวิกฤตดีกว่าไหม?”

คำถามคือ…
ทำไมสังคมต้องเลือกว่าจะช่วย

- ทำไมสิทธิในการมีคุณภาพชีวิตของคนบางกลุ่ม ต้องถูกมองว่าสำคัญน้อยกว่า?
- สุขภาพที่ดี ไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องแย่งกัน”
- การดูแลคนข้ามเพศ ไม่ได้แปลว่าต้องทอดทิ้งผู้ป่วยกลุ่มอื่น
- สิทธิในการเข้าถึงสุขภาพ ไม่ควรถูกตั้งคำถามว่า ใครสมควรได้มากกว่าใคร

ทั้งที่งบสาธารณสุขมีไว้เพื่อดูแลประชาชนทุกคน

เพราะสุขภาพที่ดี ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนบางกลุ่ม
แต่มันคือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของมนุษย์ทุกคน 🌈

#ฮอร์โมนฟรีเพื่อการข้ามเพศ
#สุขภาพคือสิทธิมนุษยชน
#คุณภาพชีวิตไม่ใช่แค่การรอดตาย
#สมรสเท่าเทียม

11/06/2026
ขอให้กมธ.รับฟังข้อมูลด้วยความเป็นธรรม ไม่ใช้อคตินำเหมือนในโลกโซเชียลนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
11/06/2026

ขอให้กมธ.รับฟังข้อมูลด้วยความเป็นธรรม ไม่ใช้อคตินำเหมือนในโลกโซเชียลนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

กมธ.การสาธารณสุข สส. เรียกสปสช.แจงปม “สิทธิ์ฮอร์โมนยืนยันเพศ” พรุ่งนี้!!

-------------------

กมธ.การสาธารณสุข สส. เตรียมเรียก สปสช. ชี้แจงปม “สิทธิ์ฮอร์โมนยืนยันเพศ” พรุ่งนี้ หลังถูกตั้งคำถามการจัดลำดับงบประมาณบัตรทอง ท่ามกลางข้อเสนอให้มองเป็นการลงทุนด้านสุขภาพและความเป็นธรรม มากกว่าภาระของระบบ


เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว เอกภพ สิทธิวรรณธนะ - Ekkapop Sittiwantana ระบุว่า สิทธิ์ฮอร์โมนยืนยันเพศ ไม่ใช่คู่ตรงข้ามกับความย้่งยืนของกองทุนบัตรทอง งบประมาณที่จำกัดของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ทำให้สังคมตั้งคำถามกับกระบวนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์สิทธิ์บัตรทองว่า ถูกจัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสมหรือไม่

ผมเห็นว่าประเทศไทยควรจัดงบประมาณอย่างเพียงพอ ทั้งสำหรับสถานพยาบาลบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ลงทุนเพิ่มในบริการสุขภาพปฐมภูมิสำหรับประชากรทุกคน และจัดบริการเฉพาะสำหรับประชากรที่มีความต้องการเฉพาะ เหล่านี้คือตาข่ายรองรับความเปราะบางที่ทุกคนคู่ควร

งบประมาณที่กระทรวงการคลังต้องจัดสรรเพิ่มไม่ได้มากเกินไป เมื่อเทียบกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการบรรลุมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD สิทธิ์ฮอร์โมนยืนยันเพศ ไม่ใช่คู่ตรงข้ามกับความย้่งยืนของกองทุน

หาก สปสช. ยืนยันได้ว่า การได้รับบริการฮอร์โมนยืนยันเพศวันนี้ จะช่วยลดภาระการรักษาในอนาคต นอกจากนี้ ผมเห็นว่าประชาชนจะสบายใจมากขึ้นหากได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจของคณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการ (UCBP) ว่าสิทธิ์ฮอร์โมนมีข้อมูลต่อไปนี้อย่างไร

- จำนวนประชากร ผู้ได้รับผลกระทบ
- ความรุนแรงของปัญหาสุขภาพ
- ประสิทธิผลของบริการหรือเทคโนโลยี
- ความแตกต่างระหว่างชุดสิทธิประโยชน์ สิทธิ์บัตรทอง สปส. และ สวัสดิการข้าราชการ
- ผลกระทบทางเศรษฐกิจของครัวเรือน
- ความเป็นธรรมและจริยธรรม

รวมทั้งรู้ว่าคู่แข่งขันของชุดสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนยืนยันเพศมีอะไรบ้าง และเพราะเหตุใดชุดสิทธิประโยชน์นี้จึงชนะชุดสิทธิประโยชน์อื่นๆ

พรุ่งนี้ สปสช. จะเข้ามาให้ข้อมูลกับ กมธ.สาธารณสุข ผมจะร่วมซักถามเพื่อขอรายละเอียดการพิจารณาจัดสรรสิทธิ์ฮอร์โมนยืนยันเพศโดยคณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการ (UCBP) เพื่อให้สังคมมีข้อมูลมากขึ้นที่จะตัดสินใจตัด ลด หรือเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างมีส่วนร่วม

ผมยังเห็นด้วยที่กองทุน สปสช. และกองทุนอื่นๆ รวมทั้งประชาชนเจ้าของกองทุน สปสช. ควรมีมุมมองว่า “สุขภาพ” ไม่ใช่เรื่องของการรักษาในโรงพยาบาลด้วยหมอและพยาบาลเท่านั้น แต่คือความอยู่ดีมีสุขของทุกคน รวมทั้งระบบสังคมที่เป็นธรรม เรามาร่วมผลักดันสุขภาพในมิตินี้กันต่อไปครับ

ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ค "เอกภพ สิทธิวรรณธนะ - Ekkapop Sittiwantana"

อ่านข่าวในคอมเมนต์
#ยาฮอร์โมนข้ามเพศ #ฮอร์โมนข้ามเพศ #สิทธิประโยชน์ #สปสช #พรรคประชาชน #ข่าวสาธารณสุข

ตอนที่ 2 โครงการข้ามเพศมีสุขเฟสที่ 2: รากฐานการทำงานจากเสียงของชุมชนดำเนินการระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ถึง 9 สิงหาคม...
10/06/2026

ตอนที่ 2 โครงการข้ามเพศมีสุขเฟสที่ 2: รากฐานการทำงานจากเสียงของชุมชน
ดำเนินการระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ถึง 9 สิงหาคม 2568
พวกเราได้ทำงานต่อจากความสำเร็จในโครงการเฟสแรก มาสู่การทำงานในช่วงที่ 2 กับโครงการเฟสต่อไป แม้ว่าโครงการระยะที่สองจะเริ่มช้าไปกว่าที่ตั้งใจไว้เกือบ 4 เดือน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ความล่าช้านั้นไม่ได้ทำให้ไฟของพวกเราลดลงเลย ตรงกันข้าม มันเหมือนทำให้เรามีเวลานั่งมองกลับไปว่า เฟสแรกได้ทิ้งอะไรไว้บ้าง อะไรคือบทเรียน อะไรคือบาดแผล อะไรคือพลัง และอะไรคือสิ่งที่เราต้องพาไปต่อให้ถึงระดับนโยบายจริง ๆ
โครงการในเฟสแรกได้สร้างฐานการทำงานสำคัญจากชุดประสบการณ์ของคนข้ามเพศที่ทีมของโครงการได้เดินทางไปฟังเสียงของคนข้ามเพศในพื้นที่ต่าง ๆ เสียงเหล่านั้นไม่ใช่เพียง “ข้อมูล” แต่เป็นชีวิต เป็นความทรงจำ เป็นความเจ็บปวด และเป็นความหวังของคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับระบบบริการสุขภาพที่ยังไม่เข้าใจคนข้ามเพศอย่างแท้จริง เฟสแรกยังได้สร้างกลไกสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนคนข้ามเพศ โดยทำงานร่วมกับ 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ชุมชนคนข้ามเพศ ผู้จัดบริการสุขภาพ และผู้กำหนดนโยบาย
ถ้าเฟสแรกคือการปักหมุดว่า “สุขภาพที่เกี่ยวกับการข้ามเพศเป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญต่อคนข้ามเพศ” เฟสที่สองก็คือการถามต่อว่า แล้วเราจะทำให้ประโยคนี้เดินทางเข้าไปอยู่ในระบบนโยบายได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้ประสบการณ์ชีวิตของคนข้ามเพศไม่ถูกฟังแล้วจบ ไม่ถูกเก็บไว้ในรายงานแล้ววางบนชั้น แต่กลายเป็นข้อเสนอ กลายเป็นกลไก กลายเป็นแผนงาน กลายเป็นสิทธิประโยชน์ และกลายเป็นแนวปฏิบัติที่หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบ
ช่วงเวลาของเฟสที่สองยังเป็นช่วงที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างน่าสนใจมาก ในด้านหนึ่ง ประเด็นความหลากหลายทางเพศมีพื้นที่ในสังคมมากขึ้น การถกเถียงเรื่องสมรสเท่าเทียมเดินหน้าอย่างจริงจัง
โครงการในระยะที่สองจึงสามารถยกระดับการทำงานจากการเสริมพลังและเชื่อมโยงเครือข่าย ไปสู่การพัฒนากลไกเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โครงการได้สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับประเทศ จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ และเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักอนามัย สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพแกนนำ การจัดเวทีนโยบาย และการสื่อสารสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่ความสำเร็จของการได้มาซึ่งชุดสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศ
เมื่อเล่าถึงเฟสที่สอง เราจึงไม่ได้เล่าเพียงว่าโครงการทำกิจกรรมอะไรบ้าง แต่กำลังเล่าถึงช่วงเวลาที่เสียงของคนข้ามเพศเริ่มเดินทางจากวงพูดคุยเล็ก ๆ ไปสู่ห้องประชุมของหน่วยงานรัฐ จากเรื่องเล่าชีวิตไปสู่รายงาน จากรายงานไปสู่ข้อเสนอ และจากข้อเสนอไปสู่กลไกนโยบายที่มีชื่อ มีคนรับผิดชอบ และมีพลังต่อรองมากขึ้น
การทำงานกับชุมชน: ยกระดับประสบการณ์เป็นกลไกที่เข้มแข็ง
โครงการได้จัดทำรายงาน “เสียงที่ต้องถูกได้ยิน” จากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากโครงการในเฟสที่หนึ่ง เพื่อถ่ายทอด “ชุดประสบการณ์ชีวิตจริง” ที่คนข้ามเพศเผชิญในระบบบริการสุขภาพไทย รายงานฉบับนี้จึงไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของการเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ แต่ยังเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่พัฒนาขึ้นจากเสียงของชุมชน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง แหล่งข้อมูลที่เผยแพร่รายงานระบุว่า รายงานนี้จัดทำโดย นุ๊ก เรา และพี่จ๊อด และกำลังจัดทำรูปเล่มเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่ข้อมูลไปสู่วงคนทำงานในต่างประเทศ
รายงาน “เสียงที่ต้องถูกได้ยิน” สำคัญกับเรามาก เพราะมันยืนยันหลักการที่โครงการเชื่อมาตั้งแต่ต้นว่า ประสบการณ์ชีวิตของคนข้ามเพศคือหลักฐานเชิงนโยบายอย่างหนึ่ง ในระบบราชการ เรามักคุ้นกับตัวเลข ตาราง งบประมาณ และแบบประเมิน แต่ชีวิตคนข้ามเพศจำนวนมากไม่เคยถูกนับ ไม่เคยถูกถาม หรือถ้าถูกถาม ก็ถูกถามจากกรอบคำถามที่ไม่ได้เข้าใจชีวิตพวกเขา รายงานฉบับนี้จึงเป็นการบอกว่า ถ้ารัฐจะออกแบบบริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศ รัฐต้องเริ่มจากการฟังเสียงของคนข้ามเพศจริง ๆ
เราอยากให้ทุกคนได้อ่านหลักฐานชีวิตของคนข้ามเพศในรายงานนี้ เพราะรายงานไม่ได้พูดถึง “สุขภาพ” ในความหมายแคบ ๆ ว่าเป็นเพียงการเจ็บป่วยหรือการรักษา แต่พูดถึงสุขภาวะในฐานะชีวิตทั้งชีวิต ทั้งร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ ความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และการมีตัวตนในระบบบริการสุขภาพ
ในเฟสที่สอง เราได้เริ่มทำงานกับกลุ่มของคนข้ามเพศในต่างจังหวัดอย่างเป็นระบบมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มเพียงพอดีของพี่หนานหล้าในจังหวัดเชียงใหม่ พี่หนานหล้าเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านทอมแหนบทองคำ และอยากทำงานจัดตั้งกลุ่มความหลากหลายทางเพศในหมู่บ้าน ความทรงจำเกี่ยวกับพี่หนานหล้าเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเราว่า “การเมืองเรื่องเพศ” ไม่ได้อยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่เฉพาะในเวทีวิชาการหรือวงประชุมขององค์กร แต่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ในวัด ในงานชุมชน ในสนามกีฬา และในครอบครัว
การมีผู้นำชุมชนที่เป็นทอม หรือเป็นคนที่มีประสบการณ์ชีวิตนอกกรอบเพศแบบเดิม ๆ อยู่ในพื้นที่ท้องถิ่น เป็นเรื่องที่มีพลังมาก เพราะเขาไม่ได้พูดเรื่องสิทธิจากภาษานโยบายเท่านั้น แต่พูดจากความสัมพันธ์ พูดจากการอยู่ร่วมกับคนในพื้นที่ พูดจากการเป็นคนที่ชุมชนรู้จัก และพูดจากการพิสูจน์ด้วยชีวิตว่า คนที่มีความหลากหลายทางเพศก็เป็นผู้นำ เป็นคนทำงาน เป็นคนดูแลชุมชน และเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีไม่ต่างจากใคร
โครงการยังสนับสนุนคนทำงานและภาคีของกลุ่มเวียงสาวอลเลย์บอลคลับ จังหวัดน่าน ซึ่งต่อมาทำงานร่วมกับมูลนิธิซิสเตอร์ศูนย์น่านในงานด้านการป้องกันเอชไอวี สร้างแกนนำให้กับกลุ่มน้ำกว๊านสีรุ้ง จังหวัดพะเยา เพื่อทำงานเรื่องสิทธิสุขภาพ และกลุ่มนี้ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิน้ำกว๊านสีรุ้งในเวลาต่อมา นอกจากนี้ เรายังทำงานกับกลุ่มพะยูนศรีตรัง จังหวัดตรัง เพื่อสนับสนุนคนทำงานเรื่องสิทธิสุขภาพ และหนุนเสริมคนข้ามเพศสูงอายุในจังหวัดตรัง
เมื่อมองย้อนกลับไป ชื่อกลุ่มเหล่านี้ไม่ใช่เพียงรายชื่อภาคีในรายงาน แต่เป็นภูมิศาสตร์ของการเคลื่อนไหว เป็นแผนที่ของคนข้ามเพศที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และแต่ละพื้นที่มีบุคลิก มีจังหวะ มีวัฒนธรรม มีข้อจำกัด และมีความหวังของตัวเอง เชียงใหม่มีประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวชุมชนและความหลากหลายทางเพศที่เข้มแข็ง น่านมีความสัมพันธ์แบบชุมชนที่แน่นแฟ้น พะเยามีการเติบโตของกลุ่มท้องถิ่นที่ค่อย ๆ กลายเป็นองค์กร ตรังมีเรื่องเล่าของคนข้ามเพศสูงอายุที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดเรื่องสุขภาวะตลอดช่วงชีวิต ส่วนชลบุรีและพัทยาก็เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของผู้หญิงข้ามเพศและการทำงานเอชไอวีในประเทศไทย
นอกจากพื้นที่หลักเหล่านี้ เรายังได้ทำความรู้จักภาคีคนข้ามเพศกลุ่มอื่น ๆ ผ่านการประสานงานภาคีเครือข่ายในจังหวัดสุรินทร์ ชัยภูมิ แพร่ และภูเก็ต จะเห็นว่าโครงการพยายามสร้างเครือข่ายคนทำงานในต่างจังหวัด เพราะหลายครั้งในงานนโยบาย เสียงจากประสบการณ์ของพี่น้องต่างจังหวัดถูกทำให้มองไม่เห็น หรือถูกกลบด้วยเสียงของคนเมืองหลวงที่ดังกว่า
หากคนทำนโยบายไม่เคยได้ยินเสียงของคนต่างจังหวัด นโยบายที่ออกมาจะตอบความต้องการของพวกเขาได้อย่างไร หากคนออกแบบบริการไม่เคยรู้ว่าคนข้ามเพศในอำเภอเล็ก ๆ ต้องเดินทางไกลแค่ไหนเพื่อไปพบแพทย์ จะเข้าใจเรื่องการเข้าถึงบริการได้อย่างไร หากไม่เคยรู้ว่าการถูกเรียกคำนำหน้าชื่อหน้าห้องตรวจในโรงพยาบาลต่างจังหวัดหมายถึงอะไร จะเข้าใจเรื่องการถูกละเมิด และไม่ได้รับการเคารพได้อย่างไร
ดังนั้น การสร้างการมีส่วนร่วมจึงไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็นหัวใจของการทำงานนโยบาย ภาคีเครือข่ายของเราต้องไม่เป็นเพียง “ผู้เข้าร่วมกิจกรรม” แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นน้ำ ต้องเห็นเป้าหมายร่วมกัน เข้าใจว่าทำไมเราต้องพูดเรื่องสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศ เข้าใจว่าทำไมสิทธิสุขภาพไม่ใช่สิทธิพิเศษ และเข้าใจว่าความสำเร็จของนโยบายต้องวัดจากชีวิตจริงของคนในพื้นที่ด้วย
นอกจากการทำงานกับภาคีต่างจังหวัด เราพบว่าการสร้างพื้นที่การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนคนข้ามเพศและผู้จัดบริการสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการทำนโยบายนั้นต้องทำงานกับคนในหลายภาคส่วน เราเริ่มทำงานกับโครงการของคลินิกเพศหลากหลายในโครงการเฟสแรก ทำให้เรารู้ว่าผู้จัดบริการสุขภาพที่มีความรู้และความเข้าใจในการให้บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศนั้นยังเป็นคนกลุ่มน้อยในระบบบริการสุขภาพของไทย
ความจริงข้อนี้เป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องพูดตรง ๆ ระบบบริการสุขภาพไทยมีบุคลากรที่ทุ่มเทจำนวนมาก แต่หลักสูตร การอบรม แนวทางบริการ และโครงสร้างระบบยังไม่ได้เตรียมบุคลากรจำนวนมากให้เข้าใจสุขภาพคนข้ามเพศอย่างรอบด้าน หลายครั้งผู้ให้บริการไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย แต่ระบบที่ไม่มีความรู้ ไม่มีแนวทาง และไม่มีพื้นที่เรียนรู้ ก็ทำให้ผู้รับบริการคนข้ามเพศต้องเจ็บซ้ำ ๆ จากคำถามที่ไม่จำเป็น จากการใช้คำนำหน้าที่ไม่ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ และจากการถูกเลือกปฏิบัติ
การทำงานร่วมกับผู้จัดบริการจึงไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ระบบบริการสุขภาพครอบคลุมกลุ่มคนข้ามเพศเท่านั้น แต่การหนุนเสริมการทำงานและเป้าหมายของกันและกันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นการเสริมพลังกันให้เดินทางร่วมกันไปได้ตามบทบาทของภาคีแต่ละกลุ่ม ชุมชนมีความรู้จากประสบการณ์ชีวิต ผู้จัดบริการมีความรู้ทางคลินิก นักวิชาการมีเครื่องมือในการจัดระบบความรู้ และหน่วยงานนโยบายมีอำนาจในการทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นระบบ ถ้าแต่ละส่วนเดินคนเดียว งานจะไปได้ช้า แต่ถ้าเชื่อมกันได้ มันจะกลายเป็นพลังที่เปลี่ยนโครงสร้างได้
พวกเราได้พบกับหมอแอ้มและหมอบูมจากคลินิก PSU Pride โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และด้วยความร่วมมือกับสำนักนโยบายสาธารณะเขตเมือง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เราได้เชื่อมงานระหว่างผู้จัดบริการกับชุมชนคนข้ามเพศในภาคใต้ จนเกิดยุทธศาสตร์การทำงานนโยบายสาธารณะเรื่องสุขภาวะคนข้ามเพศในพื้นที่ภาคใต้ และสร้างพื้นที่ของการดูแลกันและกันระหว่างผู้จัดบริการกับคนในชุมชนคนข้ามเพศในภูมิภาคใต้
ความร่วมมือในภาคใต้มีความหมายมาก เพราะภาคใต้มีบริบทเฉพาะ ทั้งเรื่องศาสนา วัฒนธรรม ครอบครัว ความสัมพันธ์ของชุมชน และความเข้าใจเรื่องเพศ การพูดเรื่องสุขภาวะคนข้ามเพศในภาคใต้จึงไม่ใช่เพียงการนำโมเดลจากกรุงเทพฯ ไปวาง แต่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ต้องมีผู้จัดบริการที่เข้าใจพื้นที่ ต้องมีชุมชนที่รู้จังหวะของตัวเอง และต้องมีพื้นที่กลางที่ผู้คนรู้สึกปลอดภัยพอจะคุยกัน
การสร้างกลไกประสานงานนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราไม่มีผู้จัดบริการที่เข้าใจและพร้อมจะเดินทางไปกับคนข้ามเพศในการยกระดับมาตรฐานบริการสุขภาพแก่คนข้ามเพศและเพศหลากหลายของประเทศไทย สำหรับเรา ผู้จัดบริการแบบนี้คือภาคียุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเขามีตำแหน่งหรืออยู่ในโรงพยาบาลใหญ่เท่านั้น แต่เพราะเขายอมรับว่าความรู้ทางการแพทย์ต้องเดินไปพร้อมกับความรู้จากชีวิตของชุมชน
นอกจากนี้ โครงการได้สนับสนุนมูลนิธิซิสเตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานกับผู้หญิงข้ามเพศแห่งแรกของประเทศไทย ในการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ หรือ Thailand’s Transgender Taskforce แต่เดิมเครือข่ายนี้คือเครือข่ายคนทำงานคนข้ามเพศที่รวมตัวกันเพื่อติดตามนโยบายระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงข้ามเพศ และโครงการที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี
มูลนิธิซิสเตอร์มีความสำคัญในประวัติศาสตร์การทำงานของคนข้ามเพศในประเทศไทยอย่างมาก เพราะเป็นองค์กรที่เกิดจากการทำงานกับผู้หญิงข้ามเพศในพื้นที่พัทยาและชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ของงานเอชไอวี งานบริการทางเพศ การท่องเที่ยว และการเคลื่อนไหวของผู้หญิงข้ามเพศ การที่โครงการข้ามเพศมีสุขทำงานกับมูลนิธิซิสเตอร์จึงไม่ใช่เพียงการทำงานกับองค์กรหนึ่ง แต่เป็นการเชื่อมกับประวัติศาสตร์การจัดตั้งของผู้หญิงข้ามเพศในประเทศไทย
แต่จากการทำงานร่วมกันกับแกนนำของเครือข่าย เราได้ข้อตกลงว่า เครือข่ายนี้จะต้องมีสัดส่วนคนทำงานที่เป็นผู้ชายข้ามเพศ และมีสัดส่วนของคนในต่างจังหวัดในการทำงานร่วมกัน นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะถ้าเราพูดคำว่า “คนข้ามเพศ” แต่โครงสร้างการทำงานยังสะท้อนเสียงเพียงบางกลุ่ม เราก็อาจสร้างความไม่เท่าเทียมซ้ำภายในขบวนการเองโดยไม่ตั้งใจ
การจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ จึงเป็นทั้งงานเชิงโครงสร้างและงานเชิงความสัมพันธ์ คณะกรรมการนี้ประกอบไปด้วยคนข้ามเพศจาก 4 ภูมิภาค และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 25 คน มีบทบาทร่วมวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนคณะกรรมการ จัดทำแผนที่สุขภาวะคนข้ามเพศเพื่อใช้ในการหนุนเสริมองค์กรและกลุ่มที่นำโดยคนข้ามเพศใน 4 ภูมิภาค และติดตามนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะของคนข้ามเพศ
ในทางประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว การมี “คณะกรรมการ” อาจฟังดูเป็นเรื่องทางการมาก แต่สำหรับขบวนการคนข้ามเพศ มันคือการบอกว่า เราไม่ต้องการเป็นเพียงเสียงร้องขอแบบกระจัดกระจายอีกต่อไป เราต้องการกลไกที่รวมเสียง ร้อยเรียงข้อเสนอ และทำให้หน่วยงานนโยบายเห็นว่า ชุมชนคนข้ามเพศมีโครงสร้าง มีความคิด มีข้อมูล และมีความพร้อมในการร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง
งานสำคัญของคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติที่ผ่านมา คือการทำรายงาน “คนข้ามเพศในกระบวนการเคลื่อนไหวเรื่องสุขภาวะ: ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานด้านสุขภาวะของคนข้ามเพศในประเทศไทย” รายงานนี้สรุปภาพรวมของการทำงานด้านสุขภาวะคนข้ามเพศในประเทศไทย โดยทำแผนที่สำรวจองค์กรที่ทำงานด้านสุขภาวะของคนข้ามเพศจำนวน 23 องค์กร และรวบรวมข้อเสนอแนะเรื่องการพัฒนาศักยภาพของแกนนำและองค์กรที่ทำงานด้านสุขภาวะของคนข้ามเพศ
รายงานฉบับนี้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนานโยบาย การจัดสรรทรัพยากร และการเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลจากหน้ารายงานออนไลน์ระบุชื่อรายงานว่าเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานด้านสุขภาวะของคนข้ามเพศในประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนจากคณะกรรมการกลไกขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ
สำหรับเรา รายงานนี้มีความสำคัญในอีกระดับหนึ่ง เพราะมันไม่ได้ถามเพียงว่า “คนข้ามเพศเจอปัญหาอะไร” แต่ถามว่า “องค์กรคนข้ามเพศและคนทำงานด้านสุขภาวะมีศักยภาพอะไร ต้องการการสนับสนุนอะไร และระบบนิเวศของการเคลื่อนไหวควรเป็นอย่างไร” นี่คือการขยับจากการมองชุมชนในฐานะผู้ประสบปัญหา ไปสู่การมองชุมชนในฐานะผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง
การได้ทำงานกับคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ ทำให้เห็นว่าการทำงานแบบกัลยาณมิตรร่วมกันในรูปแบบเครือข่ายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของคนข้ามเพศที่เข้มแข็งในอนาคต คำว่า “กัลยาณมิตร” สำหรับเราไม่ได้แปลว่าไม่วิจารณ์กัน ไม่เห็นต่างกัน หรือไม่ท้าทายกัน แต่แปลว่าเรายังเห็นกันเป็นเพื่อนร่วมทาง แม้ในวันที่เหนื่อย แม้ในวันที่ไม่เข้าใจกันทั้งหมด และแม้ในวันที่การทำงานเชิงนโยบายพาเราไปอยู่ในพื้นที่ที่เป็นทางการมากขึ้น
ในตอนหน้าจะมาเล่าว่าโครงการข้ามเพศมีสุขทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบาย ภาครัฐ และผู้จัดบริการสุขภาพอย่างไร

ที่อยู่

Yan Nawa

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ข้ามเพศมีสุขผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์