ศูนย์น้ำมิตร Nammit Centre

ศูนย์น้ำมิตร Nammit Centre ศูนย์กลางความรู้ วิจัย ประสบการณ์ การเผชิญภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วม #การเผชิญภัยพิบัติภาคประชาชน

17/07/2026
10/07/2026
09/06/2026

ท่าบ่งมั่ง ไม่ประมาท

01/03/2026

เปิดใจ ชาวบ้านบางบาล ล่าชื่อถวายฎีกา! หลังทนทุกข์เป็นพื้นที่รับน้ำซ้ำซาก กลายเป็น “ผู้เสียสละที่ถูกลืม”
“น้ำท่วมซ้ำซาก หนี้ท่วมหัว!” ชาวบางบาลถวายฎีกา ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกทิ้งให้เป็นพื้นที่รับน้ำ ยัน ชาวบ้านสู้ลำพัง จนสิ้นเนื้อประดาตัว คำว่า “เสียสละ” เพื่อคนกรุงเทพฯ กลายเป็นโซ่ตรวน ผูกมัดชีวิตมานานนับสิบปี รับสภาพจมอยู่กับน้ำท่วมซ้ำซากถึง 3 รอบในปีเดียว บ้านพัง นาเสียหาย หนี้สินพุ่ง วอนจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม ชดเชย เยียวยาเป็นธรรม ตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก
📌 อ่านเนื้อหาเพิ่มในคอมเมนต์

#น้ำท่วมซ้ำซาก #บางบาล #ลุ่มเจ้าพระยา #พื้นที่รับน้ำ #ถวายฎีกา #ภัยพิบัติ

28/01/2026

การจัดการภัยพิบัติและผลกระทบต่อชุมชนปลายน้ำ: กรณีศึกษาตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในสถานการณ์มหาอุทกภัย พ.ศ. 2568
นำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์จากการสำรวจภาคสนามในพื้นที่ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำขั้นสุดท้ายก่อนระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง ภายหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568
การศึกษาพบว่าสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดรวมมวลน้ำจากคลองระบายน้ำสายหลักและทุ่งรับน้ำ ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่มีความรุนแรงสูงสุดในรอบกว่าเก้าทศวรรษ บทความนี้ยังสะท้อนถึงรูปแบบการปรับตัวและการอพยพของชุมชน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนวิพากษ์นโยบายการจัดการน้ำของรัฐที่เน้นการปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ แต่ขาดการบริหารจัดการระบบระบายน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม
ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ภาคใต้ของประเทศไทยต้องเผชิญกับมหาภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นวาระเร่งด่วนระดับประเทศที่ระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แม้ว่าการถอดบทเรียนของภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนมักมุ่งเน้นที่พื้นที่เศรษฐกิจใจกลางเมือง แต่พื้นที่ "ปลายน้ำ" ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำก่อนระบายออกสู่ทะเลสาบสงขลา กลับเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและยาวนาน
บทความนี้จึงมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึงกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ณ ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงและเสียงจากประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำที่ถูกมองข้ามในกระบวนการวางแผนระดับชาติ
ตำบลคูเต่าตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอหาดใหญ่ ประกอบด้วย 10 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านบางโหนด บ้านบางลึก บ้านแหลมโพธิ์ บ้านเกาะนก บ้านควน บ้านเหนือ บ้านดอน บ้านหัวควาย และบ้านบางโทง มีประชากรอาศัยอยู่กว่าหมื่นคน โดยมีลักษณะทางสังคมพหุวัฒนธรรม ผสมผสานระหว่างชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน ในเชิงอุทกวิทยา ตำบลคูเต่าตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนล่างอยู่ปลายน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาตอนล่าง สภาพภูมิศาสตร์ทำให้ตำบลคูเต่าต้องรองรับมวลน้ำมหาศาลจาก 3 ทางหลัก
1. น้ำจากต้นน้ำและกลางน้ำ มวลน้ำจากพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ไหลผ่านคลองอู่ตะเภา
2. น้ำจากทุ่งน้ำน้อย พื้นที่รับน้ำแก้มลิงธรรมชาติซึ่งพื้นที่เกินกว่าครึ่งอยู่ในตำบลคูเต่า ที่น้ำระบายผ่าน
3. ระบบคลองระบายน้ำขุดใหม่ คลองระบายน้ำที่ 3 (รับน้ำจากทิศตะวันออกของหาดใหญ่ ผ่านคลองระบายน้ำที่ 4, 5 และคลองระบายน้ำที่ 1 (คลอง ร.1) หรือคลองภูมินาถดำริ ซึ่งปลายคลองอยู่ห่างจากบ้านควนเพียง 4 กิโลเมตร
ดังนั้น ตำบลคูเต่าจึงเป็นที่รองรับน้ำเกือบทั้งหมดจากเมืองหาดใหญ่ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาตอนล่างและไหลออกทะเลสาบสงขลาตอนล่างได้ทางเดียวที่บริเวณปากทะเลสาบสงขลา
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์ชาวบ้านและผู้สูงอายุ ในพื้นที่บ้านหัวทุ่งและบ้านเกาะนก พบว่าสถานการณ์น้ำท่วมในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มีความรุนแรงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกินกว่าสถิติภัยพิบัติที่เคยบันทึกไว้ในช่วงชีวิตของคนในพื้นที่
เนื่องจากลักษณะของอุทกภัยมาเร็วและมีปริมาณมาก ประกอบกับขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับเรือในฤดูมรสุม รูปแบบการอพยพจึงเป็นไปอย่างฉุกเฉิน โดยจำแนกได้ 4 ลักษณะ
1) การใช้อาคารสาธารณะ อพยพเข้าพักพิงในอาคารเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนสอนศาสนา (อาคารโรงเรียนแขก)
2) การใช้ศาสนสถาน โดยเฉพาะมัสยิด (เช่น มัสยิดบ้านเหนือ) ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชน
3) การพึ่งพาเครือข่ายเครือญาติ การอพยพไปรวมตัวกันที่บ้านเรือนสองชั้นของญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้านที่โครงสร้างแข็งแรงแต่มีอย่างจำกัดเพราะบ้านสวนใหญ่สร้างชั้นเดียว
4) การปรับตัวในที่พักอาศัย การจอดเรือไว้ใต้ชายคาหรือภายในตัวบ้านเพื่อใช้เป็นที่อพยพ
การบริหารจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่ที่ผ่านมา ดำเนินการภายใต้กระบวนทัศน์ "ปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ" โดยเน้นการเร่งระบายน้ำออกจากตัวเมืองผ่านการขุดลอกและสร้างระบบคลองระบายน้ำ (ร.1 ร.3 ร.4 ร.5 ร.6) เพื่อส่งน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาตอนล่างเพียงอย่างเดียว ไม่มีระบบระบายน้ำจากทะเลสาบสงขลาตอนล่างออกทะเลอ่าวไทยส่งผลให้น้ำท่วมปลายน้ำและรอบทะเลสาบสงขลายาวนานขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขคือ "สมรรถนะการระบายน้ำออกจากทะเลสาบสงขลาสู่ทะเลอ่าวไทย" ปัจจุบันช่องทางระบายน้ำบริเวณปากทะเลสาบสงขลามีสภาพตื้นเขินและแคบลง เนื่องจากการก่อสร้างโครงการของรัฐทั้งท่าเรือน้ำลำ ท่าเรือ ปตท.สงขลา และเขื่อนกันคลื่นของท่าเรือน้ำลึกและเขื่อนกันคลื่นของท่าเรือปตท. ทำให้เกิดสภาวะน้ำอั้นในทะเลสาบ ส่งผลกระทบย้อนกลับมายังพื้นที่ปลายน้ำอย่างตำบลคูเต่ารวมถึงพื้นที่ของหาดใหญ่เช่นเดียวกัน
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไปสู่ "การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวมทั้งระบบลุ่มน้ำ" ดังนี้
1. ยุติการผลักภาระสู่พื้นที่รอบนอก ต้องตระหนักว่าการระบายน้ำออกจากเมืองหาดใหญ่โดยไม่คำนึงถึงขีดความสามารถในการรับน้ำของพื้นที่ปลายน้ำและทะเลสาบ เป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมในการจัดการภัยพิบัติ
2. การจัดการทางออกสู่ทะเล จำเป็นต้องมีการศึกษาและแก้ไขปัญหาการระบายน้ำจากทะเลสาบสงขลาออกสู่ทะเลอ่าวไทยอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สมดุลกับปริมาณน้ำที่ถูกเร่งระบายมาจากตอนบน
3. การมีส่วนร่วมของชุมชน กระบวนการวางแผนและถอดบทเรียนต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลท้องถิ่น และเสียงของประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำและทุกพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ไม่ใช่เพียงข้อมูลจากนักวิชาการ คนในเมือง หรือหน่วยงานส่วนกลางเท่านั้น
มหาอุทกภัยปี 2568 ณ ตำบลคูเต่า สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จในการป้องกันเมืองหาดใหญ่ที่รอดจากน้ำท่วมหลังจากขุดคลองระบายน้ำต่าง ๆ แลกมาด้วยความสูญเสียของชุมชนปลายน้ำและรอบทะเลสาบสงขลาแต่เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการแก้ปัญหาเฉพาะจุดสุดท้ายก็ท่วมเหมือนกันทั้งหมด ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องทบทวนนโยบาย เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาวิกฤตหนึ่ง นำไปสู่การสร้างวิกฤตใหม่อีกพื้นที่หนึ่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถึงเวลาแล้วที่พวกเราประชาชนทั้งคนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และคนรอบทะเลสาบสงขลา ต้องร่วมแรงร่วมใจกันส่งเสียงให้มีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ อย่างเป็นระบบแก้ไขทั้งลุ่มน้ำ
ติดตามได้ในบทความ series โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้นำทักษะวัฒนธรรม "การจัดการภัยพิบัติและผลกระทบต่อชุมชนปลายน้ำ: กรณีศึกษาตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในสถานการณ์มหาอุทกภัย พ.ศ. 2568"
👉 https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/799
สามารถ สาเร็ม: เขียน
โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้นำทักษะวัฒนธรรม รุ่น 3
#ผู้นำทักษะวัฒนธรรม #การจัดการภัยพิบัติ #ผลกระทบ #ชุมชนปลายน้ำ #หาดใหญ่ #สงขลา #มหาอุทกภัย #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

16/01/2026

เพราะ "ภัยพิบัติ" ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือเรื่องของ "การจัดการ"

โลกกำลังเดือด สภาพอากาศกำลังเปลี่ยน และคนที่ต้องรับมือกับผลกระทบนี้ไปอีกนานคือ "พวกเรา"

📌หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปถอดรหัส ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการภัยพิบัติ การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อการจัดการภัยพิบัติ โดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง https://www.nationalhealth.or.th/ebook/30

29/12/2025

2568 เป็นอีกปีที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างทั่วถึง ตั้งแต่เหนือจรดใต้ จากสภาพอากาศแปรปรวน
เนื่องมาจาก “โลกร้อน” อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นทะลุ 1.5 องศา ทำให้ปรากฏการณ์ “ลานีญา” เริ่มรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น นับว่าเป็นสัญญาณเตือนอีกครั้งว่าจะรับมือกันอย่างไร
ปี 68 ถูกระบุว่าเป็นปีที่ ความเสี่ยงภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศสูงขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของฝนและมรสุมในภูมิภาคไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อนที่ได้ทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสไปแล้ว
ภัยพิบัติ เลี่ยงยากนักจากนี้ไป แต่ไทยจะรับมือกันอย่างไร
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-160
#ติดตามนโยบายสาธารณะ #นโยบายรัฐบาล #ภัยพิบัติ #อุทกภัย #โลกร้อน #โลกรวน #อากาศเปลี่ยน

04/12/2025

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 เป็นอีกหนึ่งมหันตภัยเลวร้ายระดับชาติที่ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ทรัพย์สินและชีวิตเท่านั้น แต่สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่นี้ยังเป็นอีกหนึ่งบทเรียนครั้งสำคัญที่มาตอกย้ำว่าภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นนับจากนี้ไป เราไม่สามารถวางเฉยและตอบสนองด้วยวาทกรรมว่า “เอาอยู่” ได้อีกต่อไป ทว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องมีการตระเตรียมวางแผนรับมืออย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพในทุกมิติ เพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่มหาศาลเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด ทีมงาน Jitasa.care จึงได้ร่วมกันถอดบทเรียนจากอภิมหาภัยธรรมชาติครั้งนี้ในทุกมิติ ซึ่งจะทำให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนได้รับรู้ร่วมกันและนำไปปรับใช้เพื่อนำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังต่อไป...................................................................................
:: ช่วงก่อนเกิดเหตุ ::
- ไม่มีการวางแผนเตรียมการ ทั้งที่มีข้อมูลอยู่กับทั้งภาครัฐและเอกชน แต่กลับไม่รู้ว่าข้อมูลส่วนไหนใช้ได้ได้ไม่ได้ หรือถึงรู้ก็ขออะไรไม่ได้ เพราะเป็นสมบัติส่วนตัว หรือของหน่วยงาน ไม่มีอำนาจเผยแพร่ การสื่อสารก็ใช้ภาษาที่ตัวเองเข้าใจ แต่ไม่ได้ทำให้ประชาชนทั่ว ไปเช่นมวลน้ำขนาดใหญ่ หรือฝนตกหนักที่สุดในรอบ 30 ปี
- ไม่บูรณาการข้อมูล จึงไม่รู้ผลกระทบ ความรุนแรง แนวที่น้ำมา ระดับน้ำสูงสุด และ คาดการณ์เวลาของเหตุการณ์ต่างๆ
- สทนช. ไม่มีการประชุมเลย เนื่องจากสูญญากาศ ไม่มีคนดำรงดำแหน่ง และไม่มีใครทำแทน/รักษาการ คนหลายคนในตำแหน่งต่าง ไม่เชี่ยวชาญ ขาดความรู้ความเข้าใจที่จำเป็นต่อการดำรงตำแหน่งนั้นๆ
- การเตือนภัย ใช้ข้อความมาตรฐาน ไม่ระบุความรุนแรงของน้ำท่วมในครั้งนี้ ทำให้คนนิ่งนอนใจ ประเมินความจำเป็นในการอพยพไม่ได้ ทั้งยังไม่มีการบอกระยะเวลาที่สามารถเคลื่อนย้ายหรือเส้นทางอพยพ ไม่บอกสถานที่ศูนย์ลี้ภัยพักพักพิง
- ขาดการประสานงานทุกส่วน โดยเฉพาะส่วนกลางที่มีข้อมูลของท้องถิ่นที่สามารถใช้ในการสื่อสารและบริการประชาชน ทำให้ข้อมูลที่ประชาชนได้รับมีความสับสน ไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่า ประชาชนควรหาข้อมูลจากที่ไหน หรือท้องถิ่นควรชักธงธงสี (เขียว เหลือง แดง) เพื่อบอกถึงสถานการณ์น้ำกับประชาชนด้วย เช่นเพิ่งไปทั่วทินมา คลื่นแรง ลมแรง ก็ขึ้นธงแดง ดังนั้นจึงยากที่ประชาชนจะเข้าใจถึงวิกฤต
- ไม่มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแผนอพยพ ไม่ฝึกช้อม ไม่กำหนดเส้นทางอพยพ ไม่เตรียมศูนย์ลี้ภัย ซึ่งจริงๆ แล้ว ควรกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของ Standard of Procedure ได้ เพราะประเทศไทยน้ำท่วมบ่อยอยู่แล้ว ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถประมาณการถึงระดับความสูงของแต่ละพื้นที่ได้อยู่แล้ว
- ไม่มีการวางแผนทรัพยากร ในการใช้ทั้ง 2 ส่วนคือ ทั้งกลุ่มผู้อพยพลี้ภัย และกลุ่มผู้ไม่สามารถอพยพ (ติดอยู่ที่บ้าน) รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจ ทั้งนี้ยังพบปัญหาการลักลอบเลี้ยง ลักลอบค้า เช่น จระเข้ หรือ ปลาบางชนิด ซึ่งเมื่อหลุดจากกรณีน้ำท่วม ก็เกิดผลกระทบได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
- ขาดการประชาสัมพันธ์แหล่งข่าวที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน เบอร์โทรที่ใช้สำหรับขอข้อมูล ให้ความช่วยเหลือ ก็โทรไม่ติด หรือหากติดต่อได้ก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือหรือแนะนำข้อมูลที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้ เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที
- ช่องทางขอความช่วยเหลือมีหลายเบอร์ ควรมีการกำหนดให้เป็น Call center ของภาครัฐ และ/หรือ Call center ของภาคเอกชน ซึ่งสามารถทำตามโมเดลเดิมที่ในช่วงวิกฤตโควิดมีการใช้งานอยู่แล้วก็ได้...................................................................................
:: ช่วงเกิดเหตุแล้ว ::
- ระหว่างเกิดเหตุการณ์ ขาดศูนย์บัญชาการ ไม่มีการปรับแผนตามข้อมูล ดังจะเห็นได้ว่า ระลอกน้ำใหญ่รอบสอง น้ำจากอำเภอสะเดากว่าจะถึงอำเภอเมืองใช้เวลาเกือบ 10 ชม และความจริงรู้ล่วงหน้าอีกหลายชั่วโมงก่อนฝนตกลงจริงที่สะเดาด้วยซ้ำ ทำให้เกิดโอกาสที่จะปรับแผนจัดการเพื่อรับมือกับมวลน้ำได้ดีกว่านี้
- ด้วยความห่วงภาพลักษณ์ คนที่เป็นผู้นำ มักจะชอบ “ลงพื้นที่” ไปลุยน้ำ แจกของ ให้สัมภาษณ์กลาลางถนน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ควรทำหน้าที่สั่งการ ประสานงาน ที่ศูนย์บัญชาการมากกว่า
- เพราะความตื่นตระหนก ทำให้สารพัดหน่วยงาน และภาคส่วนวิ่งวุ่นวายอย่างไร้ระเบียบ ยิ่งทำให้การจัดการปัญหาลำบากและสูญเสียทรัพยากร โอกาส และเวลาไปอย่างมาก
- ภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐเอกชน/จิตอาสา ต่างเข้าไปในพื้นที่เพื่อพยายามจะทำอะไรสักอย่าง โดยไม่ได้วางแผนว่าจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร ซึ่งการลงไปในพื้นที่นี้จึงเป็นการไร้ประโยชน์
- มีการบริจาคทั้งสิ่งของ เงิน จากทุกภาคส่วนทั่วประเทศ แต่ไม่มีการวางแผนว่าของที่บริจาคนั้นจะให้ใคร พื้นที่ไหนที่มีความต้องการของบริจาค และจะขนส่งสิ่งของบริจาคนั้นไปให้ถึงมือประชาชนผู้เดือดร้อนในพื้นที่อย่างไร
- จากความตั้งใจดีที่อยากเห็นสถานการณ์ดีขึ้น ทำให้มีหลายหน่วยงานนำเสนอช่องทางในการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น ต่างๆ มากมาย แต่จริงๆ แล้ว ระบบการขอความช่วยเหลือต่างๆนั้น กลายเป็นการมาบั่นทอนประสิทธิภาพของการแก้ปัญหา ส่งผลให้ทำการช่วยเหลือได้ล่าช้าสับสนมาก
- ในหลายกรณี การแจ้งขอความช่วยเหลือ เป็นแค่การสร้าง google form / excel หรือ List รายชื่อ ซึ่งข้อมูลไม่ครบถ้วน สับสน ไม่มีข้อมูลติดต่อย้อนกลับ ไม่มีเบอร์ติดต่อ ไม่มีพิกัด หรือบางครั้งการระบุบ้านเลขที่ ถนน ก็ไม่ช่วยระบุตำแหน่งคนที่ขอความช่วยเหลือ เพราะน้ำท่วมครั้งนี้บริหารจัดการได้ยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง เหตุการณ์จริงที่เกิดกับแพลตฟอร์ม Jitasa.care พบว่าเจอปัญหาการแจ้งข้อมูลซ้ำซ้อน เพราะผู้ประสบกัยจะแจ้งซ้ำๆ ไปในทุกช่องทาง ทำให้เกิดการติดต่อกลับไปซ้ำๆ หรือลงพื้นที่ไปซ้ำๆ ทำให้เสียทั้งเวลา และทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
- ในการแก้ปัญหาในแต่ละเคส บางครั้งต้องการกลุ่มอาสาสมัคร/หน่วยงานหลายหน่วยประสานกัน ต้องมีข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์และเปิดให้เกิดการประสานงานระหว่างกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่อยู่หน้างาน กลุ่มประสานงาน กลุ่มที่ติดต่อต่อกับผู้ประสบภัย
- เมื่อภาครัฐขาดความชัดเจน และไม่มีการประกาศให้รวบรวมข้อมูล และแจ้งขอความช่วยเหลือเข้าแพลตฟอร์มหลักที่มีฟีเจอร์แบบ Jitasa.care ก็จะมีผู้ที่เร่งทำแอปพลิเคชั่นขึ้นมามากมายที่อาจไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ระบบการแจ้งเหตุ และการปฏิบัติงานของทีมกู้ภัยเป็นไปด้วยความลำบากและบ่อยครั้งก็ซ้ำซ้อนกันตามที่กล่าวมาข้างต้น
- นอกจากนั้น การรวบรวมข้อมูลเพื่อมาสรุปแนวทางการให้ความช่วยเหลือ หรือ Consolidate Data ก็ไม่สมบูรณ์และไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง และกว่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริง เพื่อวางแผนแนวทางช่วยเหลือประชาชน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ที่วิเคราะห์ รวบรวมข้อมูล ต้องคอยมาอัปเดต ทำซ้ำ อยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นการเสียเวลาอย่างมาก ดังนั้น สรุปว่าการ Consolidate ข้อมูลในการวางแผนช่วยเหลือน้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้ จึงไร้ซึ่งการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
- ภาคการเมือง มักจะสนใจแต่รายงาน Dashboard มากกว่าจะแก้ปัญหาที่กระบวนการทำงาน เพื่อให้กระบวนการทำงานถูกต้อง ดังนั้น การเร่งให้พนักงานภาครัฐหรือข้าราชการส่งข้อมูล ทำ Dashboard ข้อมูลที่ได้จึงคลาดเคลื่อน สรุปไม่ได้ว่ามีคนที่รบการช่วยเหลืออยู่กี่คน และมีคนที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้วกี่คน ขณะที่ภาครัฐหรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ก็รอคำสั่งการจากส่วนกลาง ที่ผู้ทำหน้าที่สั่งการก็ทำหน้าที่แค่เป็นคนสั่ง ไม่มีความเข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง
- เนื่องจากขาดศูนย์กลางในการบริหารภาวะวิกฤต จึงขาดการจัด Priority ของการแก้ปัญหา เช่น ในช่วงแรกต้องรีบจัดการระบบ Telecom ในพื้นที่ เพราะนอกจากจะเป็นช่องทางให้ผู้ประสบภัยขอความช่วยเหลือ ยังเป็นช่องทางที่ทีมกู้ภัยใช้ในการทำงานด้วย
- ในบางจุดต้องการไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงระบบสื่อสาร ตัวระบบ-โครงข่ายระบบไฟฟ้า ให้สามารถหมุนไฟข้ามเขตได้ แต่ครั้งนี้โรงไฟฟ้าเกิดน้ำท่วมพร้อมกันหลายจุดทำให้บรหารจัดการ Operation นี้ไม่ได้ สันนิษฐานว่าผู้จัดการโรงไฟฟ้าย่อย อาจได้รับการฝึกซ้อมเรื่องแผนฉุกเฉินน้อยไป จึงไม่สามารถ Detect ปัญหาและบริหารจัดการได้ตั้งแต่ช่วงแรก
- ระบบ telecom ต้องการไฟฟ้า และในหลายๆกรณีต้องใช้น้ำมันในการปั่นไฟ ต้องการการประสานงานหลายฝ่าย ทั้งบริษัท telecom การไฟฟ้า บริษัทน้ำมัน ทหาร (บก และ เรือ) ต้องมีเรือหรือพาหนะในการส่งน้ำมัน แต่ในสถานการณ์นี้มีแต่ช่างแต่ไม่มีเรือ หรือมีน้ำมันแต่ไม่มีเรือ ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะไม่มีเครือข่ายในการประสานงานอย่างชัดเจนแต่แรก...................................................................................
:: ถอดบทเรียนเพื่อเตรียมการณ์ให้พร้อมรับมือ หากเกิดวิกฤตอีกครั้ง ::
- ควรมีการ Train หรือฝึกอบรมคนให้รู้จักใช้งาน Jitasa.care เมื่อเกิดวิกฤต จะได้มีการใช้แพลตฟอร์มให้เป็นประโยชน์สูงสุดได้ รวมถึง ควรมีการทำสื่อ คู่มือการอบรม การแยกบทบาทของอาสาแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการ
- ในการจัดการศูนย์อพยพ กระจายสิ่งของบรรเทาทุกข์ การใช้รถเรือ/อากาศยาน ควรทราบสภาพหน้างาน และ ข้อจำกัดของรถ เรือ/อากาศยานแต่ละประเภท ตลอดจนการใช้โดรนก็ต้องรู้ข้อกฎหมาย และต้องแน่ใจว่ามีบุคลากรที่สามารถ operate และใช้โดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การจัดการกับวิกฤตระยะยาวในระยะยาว ควรจัดให้มีอุปกรณ์กรองน้ำฉุกเฉิน มีการสำรองอาหารฉุกเฉินพร้อมทานแบบร้อนๆ
- ต้องวางแผนการจัดการศพ คนเสียชีวิต การชั้นสูตรศพ การออกมรณะบัตร แจ้งคนสูญหาย การฌาปนกิจ การรายงานยอด การรับสิทธิชดเชย การตามหาคนหาย/ญาติ ซึ่งต้องคำนึงถึงถึง PDPA และการที่มิจฉาชีพจะเข้ามาใช้ข้อมูลเอาไปทำให้เกิดความเสียหาย เช่น กรรโซกทรัพย์ หรือ ปลอมตัวตน
- เตรียมการฟื้นฟู การล้าง การทำความสะอาด การจัดการกับโคลน การจัดการกับขยะ โดยในกรณีนี้ ภาครัฐอาจต้องเข้ามาช่วยจ้างแรงงาน และระดมอุปกรณ์จากทุกหน่วยงานมาทำงานด้วยกัน โดยต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะทั้งระยะยะสั้นและระยะยาวด้วย...................................................................................
บทความจาก ทีมงาน Jitasa.care
https://www.salika.co/2025/12/03/lesson-learn-from-big-flood-jitasa-care/
Knowledge Sharing Space | www.salika.co
#ถอดบทเรียน #น้ำท่วมหาดใหญ่2568

ที่อยู่

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
Ubon Ratchathani
34190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ศูนย์น้ำมิตร Nammit Centre โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่