13/06/2026
เมาแล้วขับ ในองค์กรต้องเป็นศูนย์
ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องประกาศจุดยืน "เมาแล้วขับในองค์กรต้องเป็นศูนย์"
การยกมือไหว้ขอโทษของข้าราชการระดับสูงหลังจากการสอบปากคำคดีเมาแล้วขับ อาจเป็นภาพที่เห็นจนชินตา แต่น้ำตาและคำขอโทษเหล่านั้นไม่เคยชดเชยชีวิตของผู้สูญเสียได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงวัย 62 ปี หรือคนหาเช้ากินค่ำอย่างพนักงานไรเดอร์ส่งอาหาร
สถิติสะสมจากเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 เผยตัวเลขที่น่าตกใจ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกว่า 1,538 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 253 ราย โดยมีสาเหตุหลักมาจากการดื่มแล้วขับ แต่สิ่งที่สังคมรับไม่ได้ยิ่งกว่า คือการที่บุคคลในภาครัฐซึ่งควรรู้กฎหมายดีที่สุด กลับร่วมเป็นหนึ่งในตัวเลขสถิติอันโหดร้ายนี้ด้วย
การสั่งให้ออกจากราชการหรือการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว เป็นเพียงมาตรการ "ตามเช็ด" ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งที่ประชาชนและสังคมกำลังทวงถามอย่างจริงจังในตอนนี้คือ "มาตรการเชิงรุก" ของแต่ละองค์กรอยู่ที่ไหน? ถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานราชการทุกแห่ง ตั้งแต่สถานีตำรวจ กองทัพ ไปจนถึงองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. จะต้องประกาศจุดยืนร่วมกันอย่างหนักแน่นว่า "เมาแล้วขับ ต้องเป็นศูนย์" (Zero Driving Under the Influence)
ภาครัฐต้องมีระบบคัดกรอง สอดส่อง และลงโทษขั้นเด็ดขาดในเชิงป้องปราม ไม่ปล่อยให้วัฒนธรรมการดื่มฉลองในเวลางานหรือนอกเวลางานลุกลามจนกลายเป็นการทำลายชีวิตประชาชน เพราะ "เมาแล้วขับ" ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นภัยความมั่นคงสาธารณะที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการทั้งระบบ
#เครือข่ายงดเหล้า
#เมาไม่ขับ
#ชีวิตคนเดินถนนก็มีค่า
#หยุดวงจรสูญเสียซ้ำซาก