08/10/2026
#แบ่งแยกศาสนาเพื่อเลี่ยงสัจธรรมไม่ได้
(ตอนที่ 2)
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ในบทเรียนที่ผ่านมาคือตอนที่ 1.นั้น
เราได้สื่อพระโอวาทมาประกาศเอาไว้ว่า
ถ้าท่านรังเกียจเกลียดกลัวว่าจะต้องตกนรก
เพราะศาสนาพุทธเขามี “กฎแห่งกรรม” แล้ว
ท่านจะหนีไปเลือกนับถือศาสนาอื่นนั้นไม่ได้
เพราะว่าเรื่องของกฎแห่งกรรมนั้นเป็นสากล
คำว่า “เป็นสากล” เพราะถ้าท่านเป็นมนุษย์
ไม่ว่าจะเลือกยอมรับนับถือศาสนาใดก็ตาม
ท่านต้องปฏิบัติตามสิ่งที่เป็น “สัจธรรม” เสมอ
ไม่ว่าข้อสัจธรรมนั้นพระศาสดาพระองค์ใด
จะทรงเป็นผู้ประกาศเอาไว้ต่อโลกเสรีนี้ก็ตาม
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า
พระศาสดาของโลกแต่ละพระองค์นั้น
มิได้เสด็จมาจุติเพื่อทำหน้าที่พร้อมกันยุคเดียว
พระองค์ล้วนเสด็จมาจุติในต่างยุคต่างสมัยกัน
โดยทรงเน้นในการสั่งสอนมนุษย์ในยุคนั้นๆ
เฉพาะข้อสัจธรรมที่สำคัญและจำเป็นแท้จริง
ซึ่งคนในยุคนั้นๆยังขาดตกบกพร่องกันอยู่
ศาสดาแต่ละพระองค์จึงอาจสอนได้ไม่ครบถ้วน
เนื่องจากทรงมีอายุขัยในการทำหน้าที่อันจำกัด
อีกทั้งศาสดาแต่ละพระองค์
ทรงทราบความจริงกันดีอยู่แล้วว่า
จิตวิญญาณมนุษย์โลกทุกคนที่อาสามาเกิดนั้น
มาจากที่เดียวกันคือบ้านเกิดอยู่นอกเอกภพ
ทุกรูปธรรมต่างอาสาเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกัน
ในการใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกนี้เอาไว้
เมื่อมนุษย์ทุกคนต่างเริ่มต้นมาจากที่เดียวกัน
ทั้งมีเป้าประสงค์ของการเกิดแบบเดียวกันด้วย
เมื่อสิ้นยุคหรือทำหน้าที่ทางจิตวิญญาณสำเร็จ
จิตวิญญาณของพวกท่านก็จักต้องกลับบ้านเดิม
โดยความจริงทั้งหมดมันเป็นอย่างที่เรากล่าวนี้
สัจธรรมคำสอนของแต่ละพระศาสดาแห่งโลก
พวกท่านจะยกจะแยกจะหลีกเลี่ยงละเว้นไม่ได้
เพราะว่าสัจธรรมต้องเป็นสัจธรรมอยู่วันยังค่ำ
นอกจากสัจธรรมคำสอนพระศาสดาบางศาสนา
ถูกจิตวิญญาณผีโสโครกทำการบิดเบือนเอาไว้
ซึ่งมิใช่สัจจะความจริงที่มนุษย์ต้องปฏิบัติตาม
เช่นที่ย้ำว่าพระศาสดาช่วยไถ่บาปให้มนุษย์ได้
แค่ใครรับเชื่อในพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว
พระองค์จะทรงรับบาปทั้งหมดนั้นแทนพวกท่าน
คนที่ไม่อยากตกนรกไม่อยากรับกรรมที่ตนก่อ
จึงเลือกที่จะหันไปยอมรับนับถือศาสนานั้นกัน
เพราะว่ามีผู้ช่วยรับบาปรับกรรมของตนแทนให้
การเป็นคนชอบธรรมแต่มีวิธีเลือกศาสนาเยี่ยงนี้
จึงมิใช่วิสัยที่ถูกต้องเหมาะสมของคนชอบธรรม
เพราะเป็นการเลือกที่ไม่ประกอบด้วยสติปัญญา
แต่เป็นการเลือกศาสนาด้วยจิตไม่สะอาดบริสุทธิ์
เนื่องจากมีกิเลสตัณหาเคลือบแฝงอยู่ด้วย
จากคำจูงใจที่ว่าพระศาสดาผู้เสด็จมาเกิด
เพื่อเข้ามาช่วยแบกบาปไถ่บาปของมนุษย์นั้น
เราย้ำหลายครั้งแล้วว่าคำกล่าวนี้ไม่เป็นสัจจะ
จะหยิบเอาไม้กางแขนมาเป็นหมายสำคัญมิได้
เพราะทรงยินยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางแขน
เพื่อแสดงหมายสำคัญให้มนุษย์โลกได้ตื่นรู้ว่า
#เสียชีพได้แต่อย่าเสียสัจจะที่ให้ไว้ต่อพระเจ้า
เป็น “พันธะสัญญา 6 ข้อ” เมื่อแรกมาเกิดแล้ว
หมายสำคัญที่พระองค์ทรงยอมสละชีพนี้
มิได้เน้นเฉพาะผู้ที่รับเชื่อในพระองค์เท่านั้น
แต่ทรงแสดงก็เพื่อให้คนทั้งโลกตื่นรู้ร่วมกันว่า
เมื่อถึงกาลสิ้นยุคคือครบ 6 หมื่นปีโลกแล้ว
จิตวิญญาณของท่านต้องกลับไปกราบพระเจ้า
ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่แท้จริงของตนเอง
สอดคล้องต้องกันกับที่พระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า
จิตวิญญาณหลุดพ้นนิพพานไม่มาเกิดกันอีกแล้ว
ศาสนาคริสต์มีแต่สอนเรื่อง #สวรรค์นิรันดร
ที่พระเยซูทรงหมายถึง “บ้านเกิดเมืองนอน”
ของจิตวิญญาณที่เป็นตัวตนแก่นแท้ของมนุษย์
เป็นบ้านเกิดที่พวกท่านเคยดำรงอยู่แล้วจากมา
ขณะที่บ้านเกิดของจิตวิญญาณแห่งนี้นั้น
ยังเป็นพระนิเวศน์ที่ประทับของพระเจ้าด้วย
จิตวิญญาณมนุษย์มาจากไหนต้องกลับไปที่นั่น
จะไปติดอยู่ที่สวรรค์มายาเป็นเทพเทวดาไม่ได้
พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า #อย่าหลงทางนิพพาน
ด้วยการก้าวผ่านไปตามเส้นทางสายนั้นเลย
เพราะนั่นเป็นการ “นิพพานแบบตาลยอดด้วน”
ซึ่งไม่ใช่สัจธรรมแต่อย่างใด
ดังนั้น
ไม่ว่าท่านจะเลือกรับเชื่อพุทธหรือคริสต์
ต้องเลือกด้วยการใช้สติปัญญาประกอบเสมอ
อย่าเลือกรับเชื่อตามกิเลสตัณหามันพาไป
ถ้าให้ง่ายขึ้นและเข้าใจสัจธรรมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
จงยอมรับเชื่อในทุกศาสนาจะเหมาะกว่า
เพราะทุกศาสนาล้วนเป็นสากลของโลก
ทุกพระศาสดาล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว
ทุกสัจธรรมคำสอนล้วนมาจากต้นธารเดียวกัน
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#พระบุตรเอก
8/10/2569
#เปิดค่าการมองเห็น
#อนุญาตให้แชร์ได้ #จิตจักรวาล #พระเจ้า
#ผีโสโครก #พระเยซู #พระพุทธเจ้า