สมาคมผู้บริโภคสุราษฎร์ธานี

สมาคมผู้บริโภคสุราษฎร์ธานี เป็นองค์กรที่ทำงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค

ถ้า “บัตรทอง” มีการ “ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ”คนป่วยต้องจ่ายเพิ่มแค่ไหน? แล้วใครจะได้รับผลกระทบมากที่สุด?---คำว่า “จ่ายเพิ่ม...
22/09/2026

ถ้า “บัตรทอง” มีการ “ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ”
คนป่วยต้องจ่ายเพิ่มแค่ไหน? แล้วใครจะได้รับผลกระทบมากที่สุด?
---
คำว่า “จ่ายเพิ่มครั้งละไม่มาก”
อาจฟังดูไม่หนัก…แต่สำหรับคนที่ต้องรักษาทุกเดือน หรือหลายครั้งต่อเดือน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจสะสมเป็นเงินก้อนใหญ่
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ แรงงานนอกระบบ คนรายได้น้อย ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือคนที่ต้องเดินทางไปรักษาเป็นประจำ
อย่าลืมว่า ค่ารักษาไม่ใช่ต้นทุนเดียวของการเจ็บป่วย เพราะยังมีทั้ง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทางของผู้ดูแล รายได้ที่ต้องเสียไปจากการหยุดงาน และบางคนต้องเดินทางไกลเพื่อรักษาเป็นประจำ บางครั้งแค่ค่าเดินทางก็เป็นภาระไม่น้อย
ชวนทำความเข้าใจว่า
หากมี “ร่วมจ่าย” จะกระทบประชาชนอย่างไร และมีทางเลือกอื่นในการแก้ปัญหาระบบบัตรทองหรือไม่
🙋✍ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง
ร่วมลงชื่อคัดค้านการแก้ไข เพื่อร่วมปกป้องสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชนกว่า 47 ล้านคน ได้ที่ :: https://forms.gle/JtjagA7Awe4LgCHDA
#สิทธิบัตรทองไม่ต้องจ่ายเงิน #สิทธิสุขภาพห้ามถอยหลัง #หยุดร่างแก้ไขบัตรทอง
#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค #สภาผู้บริโภคที่ไม่ใช่สคบ.

ที่ผ่านมาระบบหลักประกันสุขภาพ(บัตรทอง) ทำให้คนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น ไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วย…วันนี้มีคนพยายามจะท...
18/09/2026

ที่ผ่านมาระบบหลักประกันสุขภาพ(บัตรทอง) ทำให้คนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น ไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วย…วันนี้มีคนพยายามจะทำให้สิทธิด้านสุขภาพของคนไทยถอยหลัง

ปีหน้า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย จะมีอายุครบ 25 ปี นับจากวันที่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคทำให้คนไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครบทั้งประเทศเมื่อปี 2545 ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ภายใต้การผลักดันของเครือข่ายประชาสังคม

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ระบบที่ช่วยชีวิตคนมหาศาล ผ่านแรงเสียดสีทั่วสารทิศ กลายเป็นหนึ่งในผลงานด้านสาธารณสุขของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เป็นตัวอย่างระดับโลกของการใช้ความมุ่งมั่นทางการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน และระบบการเงินการคลังที่ทำให้ UHC (Universal Health Coverage) เกิดผลจริง

แต่ปัจจุบันมีร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2 ฉบับอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อประชาชน ขณะที่ข้อเสนอปฏิรูปจากฝั่งวุฒิสภาก็พูดถึงทั้งการเปลี่ยนโครงสร้างบอร์ด วิธีจ่ายเงิน และการแก้กฎหมายเพื่อให้ระบบ “ยั่งยืน” มากขึ้น

แน่นอนว่าบัตรทองไม่ได้เป็นระบบที่ไม่มีปัญหา โรงพยาบาลมีต้นทุนเพิ่มขึ้น บุคลากรทำงานหนัก ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย และงบประมาณมีข้อจำกัด แต่คำถามคือ ทำไมทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา คำตอบจึงมักย้อนกลับมาที่การเปลี่ยนหลักการของบัตรทอง เปลี่ยนโครงสร้าง สปสช. หรือเพิ่มอำนาจให้ผู้ให้บริการ มากกว่าการถามว่าเงินที่มีอยู่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครรักหรือเกลียดบัตรทอง แต่อยู่ที่ว่า ระบบบัตรทองไปเปลี่ยนเส้นทางของเงินและอำนาจในระบบสุขภาพไทยอย่างไร ใครได้ประโยชน์จากระบบแบบนี้ และใครเสียประโยชน์

หากตามรอยเงินและผลประโยชน์จะเห็นตัวละครอย่างน้อย 4 กลุ่มที่ไม่อยากให้ระบบบัตรทองและอำนาจของ สปสช.แข็งแรงไปมากกว่านี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

+ + +

1.ความสำเร็จของบัตรทองจะกระทบแหล่งรายได้ของโรงพยาบาลใหญ่

ความสำเร็จของบัตรทองไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ประชาชนมีสิทธิรักษา แต่คือการทำให้เงินที่มีจำกัดดูแลคนได้มากที่สุด ผ่าน Strategic Purchasing หรือการจัดซื้อบริการสุขภาพเชิงกลยุทธ์

สปสช.ใช้ทั้งเหมาจ่ายรายหัว DRG ภายใต้งบปลายปิด ตรวจสอบการเบิก และจัดซื้อรวมเพื่อต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ เงินที่ประหยัดได้ก็กลับไปเพิ่มบริการให้ประชาชน

ลองเทียบกับสวัสดิการข้าราชการ ปี 2569 ค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเกิน 1.1 แสนล้านบาท ดูแลคนประมาณ 5 ล้านคน ขณะที่บัตรทองดูแลประมาณ 47.5 ล้านคน ด้วยงบเหมาจ่ายรายหัวราว 1.98 แสนล้านบาท พูดง่าย ๆ คือใช้เงินมากกว่าครึ่งของบัตรทอง แต่ดูแลคนประมาณ 1 ใน 10

ส่วนหนึ่งมาจากวิธีจ่าย ผู้ป่วยนอกข้าราชการยังเป็น Fee-for-Service ให้บริการเท่าไรก็เบิกตามรายการ ขณะที่บัตรทองใช้ระบบปลายปิด

ตรงนี้เองที่เรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสวัสดิการข้าราชการเป็นแหล่งรายได้สำคัญของโรงพยาบาลใหญ่ โดยเฉพาะโรงเรียนแพทย์ หากกรมบัญชีกลางเอาวิธีที่ สปสช.ทำแล้วได้ผลไปใช้ ทั้งการจัดซื้อรวม ต่อรองราคา หรือตรวจสอบการเบิก เงินที่รัฐประหยัดได้ก็หมายถึงรายได้บางส่วนของโรงพยาบาลที่ลดลง

นี่จึงเป็นความกังวลหนึ่งที่มีอยู่ในหมู่ผู้บริหารโรงพยาบาลใหญ่บางแห่งว่า วันหนึ่งกรมบัญชีกลางจะเอาวิธีบริหารเงินแบบ สปสช.ไปใช้กับสิทธิข้าราชการ

และยิ่ง สปสช.พิสูจน์ว่าควบคุมค่าใช้จ่ายได้มากเท่าไร คำถามก็ยิ่งดังขึ้นว่า แล้วทำไมสวัสดิการข้าราชการจึงไม่ใช้วิธีเดียวกัน

ที่สำคัญ เรายังแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งมีรายได้ เงินบำรุง และเงินสะสมอยู่เท่าไร เพราะข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลกลุ่มนี้ยังเป็น “แดนสนธยา” ที่สาธารณชนมองเห็นได้ยาก

เคยมีผู้บริหารโรงเรียนแพทย์ท่านหนึ่งกล่าวในการประชุมหนึ่งว่า หากระบบสวัสดิการข้าราชการบังคับให้จ่ายยาต้นแบบน้อยลง จ่ายยาชื่อสามัญมากขึ้น อาจทำรายได้ของโรงพยาบาลหายไปสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี

+ + +

2.ต้องการอำนาจในการบริหารเงินกองทุน

หัวใจของบัตรทองคือการแยก “ผู้ซื้อบริการ” ออกจาก “ผู้ให้บริการ” สปสช.บริหารเงินและซื้อบริการแทนประชาชน ส่วนโรงพยาบาลเป็นผู้ให้บริการ สองฝ่ายจึงต้องต่อรองกันเป็นเรื่องปกติ

แต่ข้อเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้มีความพยายามเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. โดยให้เหตุผลว่าเสียงผู้ให้บริการน้อยเกินไป และอัตราจ่ายต้องสะท้อนต้นทุนโรงพยาบาลมากขึ้น

ฟังเผินๆ ก็สมเหตุสมผล แต่ปัญหาคือ เมื่อผู้ให้บริการเข้ามามีอำนาจในฝั่งผู้ซื้อมากขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้ให้อาจจะเกินกึ่งหนึ่ง หลักคิดของระบบก็อาจเปลี่ยน

จากเดิมที่ถามว่า
“ประชาชนจำเป็นต้องได้รับบริการอะไร แล้วจะบริหารเงินอย่างไรให้เข้าถึงบริการนั้นได้”

กลายเป็น
“โรงพยาบาลมีต้นทุนเท่าไร มีเงินเท่าไร แล้วรักษาได้แค่ไหน”

ความหมายระหว่างบรรทัดของคำว่า “งบไม่พอ” จึงอาจกลายเป็นว่า มีเงินเท่านี้ก็รักษาได้เท่านี้ ถ้าอยากให้รักษามากกว่านี้ รัฐก็ต้องเพิ่มเงิน

แต่หน้าที่ของผู้บริหารกองทุนต้องมากกว่านั้น ต้องต่อรองราคา ออกแบบวิธีจ่าย ตรวจสอบการเบิก ลดความสูญเปล่า และทำให้เงินภาษีที่มีจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุด

เพราะถ้าทุกครั้งที่ต้นทุนเพิ่ม คำตอบมีเพียงให้รัฐใส่เงินเพิ่ม โดยไม่ถามว่าทรัพยากรเดิมถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือยัง สุดท้ายภาระทั้งหมดก็กลับมาตกที่เงินภาษีของประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่าจะเพิ่มหมอในบอร์ดอีกกี่คน แต่คือ สปสช.จะยังเป็นผู้ซื้อบริการแทนประชาชน หรือจะค่อยๆ กลายเป็นกลไกที่ผู้ให้บริการเข้ามากำหนดว่าตนเองควรได้รับเงินเท่าไร

ตัวอย่างชัดๆ มีให้เห็นแล้วจากนโยบายฟอกไต ปี 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นผู้ผลักดันให้เปลี่ยนนโยบายจาก PD First ที่ให้การล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก มาเป็น “เลือกฟอกไตแบบที่ใช่ ได้ทุกคน” เปิดให้ผู้ป่วยเลือกฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2565

แต่หลังเปลี่ยนนโยบายเพียง 2 ปี ผลกระทบเริ่มชัด ผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือ HD เพิ่มจากประมาณ 25,000 คน เป็น 55,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 124% ขณะที่ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง หรือ PD ลดจาก 26,000 คน เหลือ 17,000 คน ที่สำคัญพบข้อมูลว่าผู้ป่วย HD เสียชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็นสะสมประมาณ 5,500 คนในเวลา 2 ปี โดยเฉพาะการเสียชีวิตภายใน 90 วันหลังเริ่มฟอกเลือด ขณะที่งบบำบัดทดแทนไตเพิ่มจากต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี เป็นประมาณ 16,000 ล้านบาท

ผลกระทบรุนแรงจนปลายปี 2567 บอร์ด สปสช.ต้องมีมติให้นำ PD First กลับมาใช้โดยทันที พร้อมกำหนดระบบตรวจสอบความเหมาะสมก่อนเข้าสู่การบำบัดทดแทนไต และมาตรการควบคุมงบประมาณ เพื่อแก้ทั้งปัญหาการเสียชีวิตและความยั่งยืนของกองทุน

เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพว่า ใครมีอำนาจกำหนดทิศทางในบอร์ด สปสช. สามารถเปลี่ยนทั้งวิธีรักษาคนและทิศทางการใช้เงินกองทุนได้จริง

+ + +

3.บริษัทยาข้ามชาติย่อมไม่ชอบผู้ซื้อที่ต่อรองราคาเก่ง

อีกกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์จากความสำเร็จของบัตรทอง คือบริษัทยาและเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีผู้ขายน้อยรายหรือมีสิทธิบัตร

เพราะ สปสช.ไม่ได้เพียงจ่ายค่ายา แต่รวมอำนาจซื้อของประชาชนหลายสิบล้านคนไปต่อรองกับผู้ขาย

ผลเกิดขึ้นมาแล้วทั้งยา เลนส์แก้วตาเทียม ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจ และน้ำยาล้างไต งานวิชาการช่วงหนึ่งพบว่าการต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ช่วยประหยัดเงินกองทุนรวมกว่า 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,850 ล้านบาทในมูลค่าเงินช่วงปี 2555

ในมุมประชาชน นี่คือประสิทธิภาพ

แต่ในมุมผู้ขาย เงินที่กองทุนต่อรองลงมาได้ก็คือรายได้ที่ผู้ขายไม่ได้รับในระดับเดิม ยิ่งกองทุนใหญ่และต่อรองเก่ง อำนาจกำหนดราคาของบริษัทก็ยิ่งลดลง

สหรัฐเป็นตัวอย่างชัด Medicare เคยไม่มีอำนาจเจรจาราคายากับผู้ผลิตโดยตรง จนกฎหมายปี 2022 เปิดทางให้ต่อรองได้ ยา 10 รายการแรกเพียงอย่างเดียว CMS ประเมินว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ราว 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 22% และอุตสาหกรรมยาก็ออกมาต่อต้านถึงขั้นฟ้องศาล

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ซื้ออยากได้ยาที่มีคุณภาพในราคาที่ต่ำลง เพื่อให้เงินก้อนเดิมดูแลคนได้มากขึ้น ส่วนผู้ขายย่อมต้องการรักษาราคาและรายได้ของตัวเอง

ความสำเร็จอีกด้านของบัตรทองจึงคือ ทำให้รัฐมีอำนาจต่อรองกับตลาดยาเพิ่มขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงอำนาจของผู้ขายที่ลดลงตามไปด้วย

+ + +

4.สิทธิบัตรทองยิ่งครอบคลุม ประกันเอกชนยิ่งขายยาก

ประกันสุขภาพเอกชนเสียประโยชน์ไม่ต่างจากบริษัทยา เพราะถ้ารัฐรักษาได้ครอบคลุม เจ็บป่วยแล้วไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ และแทบไม่มีการร่วมจ่าย คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีเหตุผลต้องซื้อประกันเอกชนมารับผิดชอบค่ารักษาพื้นฐานอีกชั้นหนึ่ง

งานของธนาคารโลกที่ศึกษาประเทศไทยพบว่า หลังเกิด UHC ประกันเอกชนมีบทบาทเป็น “ประกันเสริม” มากกว่าจะเข้ามาแทนระบบของรัฐ

พูดง่ายๆ คือ รัฐดูแลมากเท่าไร สิ่งที่ประกันเอกชนเหลือให้ขายก็น้อยลงเท่านั้น

แต่ตลาดนี้ไม่เล็ก ปี 2568 เบี้ยประกันสุขภาพมีมูลค่าถึง 154,502 ล้านบาท และสมาคมประกันชีวิตไทยเองก็ใช้คำว่า ประกันเอกชนทำหน้าที่ “เติมเต็มสิทธิประโยชน์”

คำว่า “เติมเต็ม” นี่เองที่น่าสนใจ

เพราะตรงไหนที่สิทธิของรัฐไปไม่ถึง ตรงนั้นก็คือตลาดของประกันเอกชน

และข้อเสนอเรื่องสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ที่ถูกกำหนดในร่างกฎหมายที่เสนอมาตรา 5 กับการเปิดให้ผู้มีกำลังจ่ายจ่ายเพิ่ม หรือ Co-payment จึงมีความหมายมากกว่าการบริหารงบประมาณ

ถ้าวันหนึ่งรัฐบอกว่า สิทธิของคุณมีเท่านี้ (สิทธิพื้นฐาน) ส่วนที่เกินจากนี้ต้องจ่ายเอง สิ่งที่รัฐไม่จ่ายก็กลายเป็นตลาดทันที คนมีเงินอาจจ่ายเอง ส่วนคนที่ไม่อยากเสี่ยงก็ซื้อประกันไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่เห็นชัดในตอนนี้คือ ผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง ถ้าสิทธิบัตรทองยังครอบคลุม ประกันเอกชนก็อยู่ในตลาดเสริม แต่ถ้าสิทธิของรัฐแคบลง สิ่งที่หายไปจากสิทธิประชาชนก็มีโอกาสกลายเป็นสินค้าที่บริษัทประกันนำไปขายได้มากขึ้น

เมื่อมองทั้ง 4 ข้อ จะเห็นว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ความเห็นต่างทางวิชาการว่า “บัตรทองควรบริหารอย่างไร” แต่เป็นเรื่องของ เงิน อำนาจ และผลประโยชน์ ที่ระบบบัตรทองเข้าไปเปลี่ยนตั้งแต่วันแรก ยิ่ง สปสช.ต่อรองเก่ง คุมค่าใช้จ่ายได้ และทำให้สิทธิประชาชนครอบคลุมมากขึ้น ก็ยิ่งมีคนบางกลุ่มเสียพื้นที่เดิมของตัวเองไป

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในแต่ละกลุ่มคิดเหมือนกันหรือร่วมมือกันล้มบัตรทอง แต่ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมระบบที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก จึงต้องเผชิญแรงเสียดทานภายในประเทศมาตลอดเกือบ 25 ปี


text : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

#ระบบประกันสุขภาพ #บัตรทอง #สามสิบบาทรักษาทุกโรค

13/09/2026

โรงพยาบาลขาดทุน เพราะ “บัตรทอง” จริงหรือ? 🎫
ชวนฟังมุมมองของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ถึงปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนว่า ต้นเหตุอยู่ที่ “สิทธิบัตรทอง” จริงหรือไม่ และการแก้ปัญหาควรแก้ที่กฏหมายบัตรทองเพียงอย่างเดียว หรือยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องจัดการควบคู่กันไป
หากคุณไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง
✍️ ร่วมลงชื่อคัดค้านได้ที่ : https://forms.gle/JtjagA7Awe4LgCHDA
#สิทธิบัตรทองไม่ต้องจ่ายเงิน #สิทธิสุขภาพห้ามถอยหลัง
#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค #สภาผู้บริโภคที่ไม่ใช่สคบ.

10ข้อแย่ๆ ถ้าแก้กฎหมายบัตรทอง…📍ไม่เห็นด้วยกับการแก้ ช่วยกันลงชื่อไม่เห็นด้วยนะ✍️ ร่วมลงชื่อคัดค้านร่างแก้ พ.ร.บ.หลักประก...
13/09/2026

10ข้อแย่ๆ ถ้าแก้กฎหมายบัตรทอง…
📍ไม่เห็นด้วยกับการแก้ ช่วยกันลงชื่อไม่เห็นด้วยนะ

✍️ ร่วมลงชื่อคัดค้านร่างแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เพราะสิทธิสุขภาพของเรา ไม่ควรถอยหลัง
📲 สแกน QR Code หรือลิงก์ https://forms.gle/JtjagA7Awe4LgCHDA
#สิทธิสุขภาพห้ามถอยหลัง #หลักประกันสุขภาพต้องไม่ถอยหลัง #หยุดแก้ไขพรบบัตรทอง #สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค #สภาผู้บริโภคที่ไม่ใช่สคบ. #เครือข่าย9ด้าน

🚨 10 ข้อแย่แน่ ๆ ถ้าแก้กฎหมายบัตรทอง

กฎหมายบัตรทองไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณของโรงพยาบาล แต่เป็นกฎหมายที่กำหนดว่า ประชาชนจะมีสิทธิรักษาพยาบาลอย่างไร ใครมีอำนาจกำหนดสิทธิ และเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพจะถูกใช้เพื่อใคร
เมื่อดูข้อเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้ ภาคประชาชนมีข้อกังวลสำคัญ ตั้งแต่

💸 เปิดทาง “ร่วมจ่าย” และทำให้การเข้าถึงบริการเสี่ยงขึ้นอยู่กับกำลังจ่าย
🏥 เปลี่ยนจากการรักษา ตามความจำเป็นของผู้ป่วย ไปสู่การกำหนดขอบเขต “สิทธิพื้นฐาน”
💊 ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ที่ต้องรักษาต่อเนื่องอาจต้องรับภาระมากขึ้น
🗣️ ลดบทบาทและเสียงของประชาชนในบอร์ด สปสช.
⚖️ ทำให้กลไกกำหนดนโยบายและควบคุมคุณภาพบริการเสียสมดุล
💰 เปลี่ยนหลักการจัดสรรเงินกองทุนไปผูกกับต้นทุนของโรงพยาบาลมากขึ้น

ที่สำคัญที่สุดคือ
❓ ข้อเสนอเหล่านี้แก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนและบุคลากรทำงานหนักตรงไหน?
ปัญหาโรงพยาบาลต้องแก้ให้ตรงต้นเหตุ
ไม่ใช่แก้กฎหมายบัตรทอง แล้วเปลี่ยนหลักประกันสุขภาพของประชาชน

✊ สำหรับภาคประชาชน เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ “การปรับปรุงกฎหมาย” แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างของระบบที่ต้องจับตาอย่างยิ่ง

🔴 แก้ กม.บัตรทอง = ล้ม 30 บาท
🔴 จากบอร์ดของประชาชน อย่าให้กลายเป็นบอร์ดของผู้ให้บริการ
🔴 หยุดอ้างโรงพยาบาลขาดทุน เพื่อยึดบอร์ด สปสช. และคุมเงินกองทุน

ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน แก้ได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมายบัตรทอง

ร่วมลงชื่อคัดค้านร่างแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เพราะสิทธิสุขภาพของเรา ไม่ควรถอยหลัง
ได้ที่ https://forms.gle/JtjagA7Awe4LgCHDA

#แก้กฎหมายบัตรทองเท่ากับล้ม30บาท
#ไม่แก้กฎหมายบัตรทอง
#หยุดร่วมจ่าย
#หลักประกันสุขภาพของประชาชน
#กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

@ไฮไลท์✅ระบบหลักประกันสุขภาพ สิทธิสุขภาพ…ห้ามถอยหลัง…ชวนทุกคนปกป้องให้สิทธิในการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ เป็นรัฐสวัสดิ...
09/09/2026

@ไฮไลท์
✅ระบบหลักประกันสุขภาพ สิทธิสุขภาพ…ห้ามถอยหลัง…ชวนทุกคนปกป้องให้สิทธิในการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ เป็นรัฐสวัสดิเหมือนเดิม
❌อย่ามาทำให้ค่าใช้จ่ายในการรัษาพยาบาลทำให้คนเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขที่มีความจำเป็น
❌อย่าให้ระบบอนาถากลับมาอีกครั้ง
❌อย่าทำให้ต้องมีการพิสูจน์ความยากจนถึงจะได้รับการรักษาฟรี
❌อย่ากีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน
❌อย่าๆๆๆๆๆๆ
✅หยุดแก้ไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ… ถ้าแก้แล้วแย่ อย่าแก้ดีกว่า???

คำชี้แจง ทำไมเราจึงคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลักประกันสุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของร...

06/09/2026

ติดตามกันระบบหลักประกันกำลังสั่นคลอน

03/09/2026

ถ้าแก้แล้วแย่ อย่าแก้ดีกว่า… สิทธิสุขภาพ ต้องไม่ถอยหลัง

03/09/2026

ติดตามไลฟ์สด กป.อพช.ภาคอีสาน จะร่วมกับ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน เเละภาคี เข้ายื่นหนังสือต่อ “ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนเเก่น” ณ ศาลากลางจังหวัด ถึง นายกรัฐมนตรีไทย ❌ หยุด !! แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่จะเปิดทางให้เกิดการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ไว้ที่มือของกลุ่มนายทุน ทำลายเมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่น ราคาพืชผลการเกษตรถูกกำหนดยึดครองไว้ในกุมมือของบรรษัทใหญ่อย่างสมบูรณ์ เราต้องไม่ยอมให้ใครมาควบคุม “อธิปไตยทางอาหาร” ของพวกเรา ผลผลิตกำไรจากพืชผลควรกลับมาอยู่ในมือของผู้หว่านไถ

จับตาดู
01/09/2026

จับตาดู

ปลายเดือนนี้ รัฐบาลไทยจะเจรจาเอฟทีเอรอบที่ 10 กับสหภาพยุโรป
หนึ่งในประเด็นข้อเรียกร้องของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์คือการผลักดันให้ประเทศไทยแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตาม UPOV1991 ซึ่งจะขยายสิทธิผูกขาดของบริษัทเมล็ดพันธุ์ และจะมีผลทำให้การเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไปปลูกต่อกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ ในคราวการเจรจา CPTPP มีการผลักดันเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาชน คราวนี้ประเด็น UPOV1991 ยังคงถูกผลักดันเช่นเดิม

บอกได้เลยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหารของประเทศ ซึ่งเพจจะได้นำเสนอโดยละเอียดเป็นลำดับ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

31/08/2026

ที่อยู่

ถนน ปทุมพร
Surat Thani
84000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

0805223222

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สมาคมผู้บริโภคสุราษฎร์ธานี โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สมาคมผู้บริโภคสุราษฎร์ธานี:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่