เรียนรู้รากเหง้าเมืองเก่าเวียงสระ

เรียนรู้รากเหง้าเมืองเก่าเวียงสระ บันทึกเรื่องราวกลุ่มเยาวชนลูกหลาน?

"ศรีวิชัยอยู่ที่ไหน?" คำตอบอยู่ในนี้ 👉 https://www.siamdesa.org/post/srivijaya-at-chaiyaเพราะศรีวิชัยคือ "ระบบมัณฑละ" เค...
16/03/2026

"ศรีวิชัยอยู่ที่ไหน?" คำตอบอยู่ในนี้ 👉 https://www.siamdesa.org/post/srivijaya-at-chaiya
เพราะศรีวิชัยคือ "ระบบมัณฑละ" เครือข่ายเมืองท่าที่ไม่มีศูนย์กลางถาวร แต่เคลื่อนย้ายตาม "บารมี" ของกษัตริย์
#ประวัติศาสตร์ #โบราณคดี #ศรีวิชัย #ศรีศักรวัลลิโภดม

"ศรีวิชัยอยู่ที่ไหน?" คำตอบอยู่ในนี้ 👉 https://www.siamdesa.org/post/srivijaya-at-chaiya

เพราะศรีวิชัยคือ "ระบบมัณฑละ" เครือข่ายเมืองท่าที่ไม่มีศูนย์กลางถาวร แต่เคลื่อนย้ายตาม "บารมี" ของกษัตริย์

#ประวัติศาสตร์ #โบราณคดี #ศรีวิชัย #ศรีศักรวัลลิโภดม

"ตามพรลิงค์" จากนครรัฐฮินดู สู่เมืองนครศรีธรรมราช 🌊🏛️หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "ตามพรลิงค์" ในฐานะอาณาจักรโบราณทางภาคใต้ แต...
02/02/2026

"ตามพรลิงค์" จากนครรัฐฮินดู สู่เมืองนครศรีธรรมราช 🌊🏛️
หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "ตามพรลิงค์" ในฐานะอาณาจักรโบราณทางภาคใต้ แต่รู้ไหมว่า... กว่าจะมาเป็นนครศรีธรรมราชในวันนี้ รัฐนี้มีพัฒนาการที่น่าสนใจผ่านร่องรอยทางภูมิวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งกว่าที่ตำนานบอกไว้
1. 📍 จุดกำเนิด: นครรัฐบนแนวสันทราย การศึกษาของอาจารย์ศรีศักร พบว่าตามพรลิงค์ไม่ใช่แค่ชื่อในตำนาน แต่เป็นรัฐที่มีโครงสร้างชัดเจน:
ทำเลที่ตั้ง: ตั้งอยู่บนแนวสันทรายชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ อ.ขนอม สิชล ท่าศาลา ไปจนถึง อ.เมืองนครศรีธรรมราช.
เมืองท่า: มีลักษณะเป็น "นครรัฐเมืองท่า" (Port City) ที่เรือสินค้าแล่นเข้ามาจอดใน "ลากูน" หรืออ่าวเล็กๆ ได้สะดวก.
2. 🔱 รัฐฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในช่วงแรก (พุทธศตวรรษที่ 11-18) ตามพรลิงค์เป็นชุมชนที่นับถือ "ศาสนาฮินดู" เป็นหลัก:
ศูนย์กลางยุคแรก: อยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองท่าเรือรีและคลองท่าควาย อ.สิชล.
สมบัติล้ำค่า: พบ "ศิวลึงค์ทองคำ" ในถ้ำที่เขาจอมทอง ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับที่พบในวัฒนธรรมฟูนันบริเวณปากแม่น้ำโขง.
เทวสถานบนยอดเขา: ที่ "เขาคา" พบศาสนสถานฮินดูก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ และเทวรูปพระนารายณ์สวมหมวกแขก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12.
3. 🌊 การขยับขยายสู่ "ตามพรลิงค์ระยะที่ 2" เมื่อชายฝั่งทะเลเริ่มงอกและเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ ศูนย์กลางเมืองได้เขยิบลงมาทางใต้:
วัดโมคลาน (อ.ท่าศาลา): กลายเป็นเมืองท่าสำคัญในระยะต่อมา พบหลักฐานศาสนสถานฮินดูที่ซ้อนทับด้วยโบราณสถานสมัยอยุธยา.
รอยต่อวัฒนธรรม: เริ่มพบร่องรอยทั้งศาสนาฮินดูและพุทธศาสนามหายานในบริเวณใกล้เคียงกัน เช่นที่โบราณสถานตุมปัง.
4. ☸️ พุทธศตวรรษที่ 18: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ตามพรลิงค์เปลี่ยนมานับถือ "พุทธศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์":
เมืองพระเวียง: ถูกสร้างขึ้นบนสันทรายใหม่ (หาดทรายแก้ว) เป็นเมืองเก่าที่มาก่อนเมืองนครศรีธรรมราชปัจจุบัน.
พระเจ้าจันทรภาณุ: กษัตริย์ผู้มีบทบาทสำคัญ ทรงปราบปรามข้าศึก (ทมิฬโจฬะ) และสถาปนาอำนาจราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชให้มั่นคง.
5. 🛶 เครือข่ายการค้าข้ามคาบสมุทร ความมั่งคั่งของตามพรลิงค์มาจากเส้นทางข้ามคาบสมุทร (Trans-Peninsula Route):
เส้นทางเชื่อมโลก: เชื่อมจากฝั่งอันดามัน (อ่าวกระบี่-พังงา) ผ่านช่องเขาหลวงและลานสกา มาออกสู่ฝั่งอ่าวไทย.
ความสำคัญ: ทำให้รัฐตามพรลิงค์มีประชากรหนาแน่นและเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ.
สรุปภาพรวม: ตามพรลิงค์คือหนึ่งใน "สหพันธรัฐชายทะเลศรีวิชัย" ที่โดดเด่นด้วยรากฐานฮินดูที่เข้มแข็ง ก่อนจะพัฒนามาเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของภาคใต้ในนาม "นครศรีธรรมราช".
#ประวัติศาสตร์ไทย #ตามพรลิงค์ #นครศรีธรรมราช #อาจารย์ศรีศักร #โบราณคดี #เที่ยวภาคใต้

"ศรีวิชัยที่ไชยา" สร้างความเข้าใจเสียใหม่ จากอาณาจักรสู่... สหพันธรัฐเมืองท่า 🌏🚢เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข้อถกเถียงที่ว่...
08/01/2026

"ศรีวิชัยที่ไชยา" สร้างความเข้าใจเสียใหม่ จากอาณาจักรสู่... สหพันธรัฐเมืองท่า 🌏🚢
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข้อถกเถียงที่ว่า "ศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่ไหนกันแน่?" ระหว่างเมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี หรือเมืองปาเล็มบัง ในอินโดนีเซีย วันนี้เราสรุปแนวคิดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจจากอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม มาให้เข้าใจง่ายขึ้น
📌 1. ศรีวิชัยไม่ใช่ "หนึ่งเดียว" แต่คือ "สหพันธรัฐ" แนวคิดใหม่ชี้ว่า ศรีวิชัยไม่ใช่ราชอาณาจักรที่มีอำนาจรวมศูนย์ที่เมืองหลวงเดียว แต่เป็นกลุ่มเมืองชายทะเลและหมู่เกาะที่รวมตัวกันเป็น "มัณฑละ" (Mandala) หรือสหพันธรัฐ
แต่ละเมืองมีราชาปกครองตนเองอย่างอิสระ
เชื่อมโยงกันด้วยระบบ "เครือญาติ" ผ่านการแต่งงานระหว่างกษัตริย์
ยกย่องกษัตริย์ที่มีบารมีสูงสุดในยุคนั้นให้เป็น "ประมุข" ซึ่งอาจเปลี่ยนเมืองได้ตามบารมีของผู้นำในแต่ละสมัย �
📌 2. ไชยา: นครรัฐสำคัญรอบอ่าวบ้านดอน ในมุมมองนี้ "ไชยา" คือหนึ่งในนครรัฐที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองที่สุดในมัณฑละศรีวิชัย โดยเฉพาะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-14
ทำเลทอง: เป็นเมืองท่าที่เชื่อมต่อเส้นทางการค้าจากอินเดีย ตะวันออกกลาง ไปยังจีน
ร่องรอยความเจริญ: พบโบราณสถานที่วัดแก้ว วัดหลง และวัดพระบรมธาตุไชยา ซึ่งเดิมเป็นปราสาทประดิษฐานรูปเคารพตามความเชื่อพุทธมหายานและฮินดู
หลักฐานสำคัญ: มีการค้นพบซากเรือโบราณ (ใช้เดือยไม้แทนตะปู) และเครื่องปั้นดินเผาสมัยราชวงศ์ถัง ยืนยันถึงการเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่คึกคัก �
📌 3. พัฒนาการของเมืองไชยา: จากทะเลสู่รางรถไฟ เมืองไชยาที่เราเห็นในปัจจุบันมีการย้ายทำเลตามสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
ไชยาเก่า (พุมเรียง): ตั้งอยู่ใกล้ชายทะเล เป็นย่านพ่อค้าและแหล่งขนถ่ายสินค้า พบเศษลูกปัดและเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมาก
ไชยาใหม่: เมื่อมีการตัดทางรถไฟในสมัย ร.5 ตัวเมืองจึงขยายตัวมาอยู่ที่สถานีไชยาในปัจจุบันแทน �
สรุปได้ว่า ไม่ว่าศูนย์กลางการปกครองจะอยู่ที่ใด "ไชยา" ก็มีความสำคัญในฐานะรัฐสมาชิกที่โดดเด่น ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรมและการค้าขายข้ามคาบสมุทรที่เป็นหัวใจหลักของศรีวิชัยนั่นเอง 🌊🏯
#ประวัติศาสตร์ไทย #ศรีวิชัย #ไชยา #โบราณคดี #มัณฑละ #ศรีศักรวัลลิโภดม

ศรีวิชัยที่ไชยา : เมืองเวียงสระบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร  #สยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
17/10/2024

ศรีวิชัยที่ไชยา : เมืองเวียงสระบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร
#สยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

ศรีวิชัยที่ไชยา : เมืองเวียงสระบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร ..เมืองเวียงสระนับเป็นเมืองท่าภายในบนลำน้ำตาปี แต่ที่อยู่ห่างไกลจากชายทะเลนั้น เพราะก้นอ่าวบ้านดอนจากปากแม่น้ำตาปีอยู่ลึกกว่าเมืองไชยาที่อยู่ตอนเหนือของอ่าวบ้านดอน ซึ่งบริเวณชายฝั่งทะเลเป็นสันทรายและเนินทราย มีแต่ลำน้ำสายเล็กๆ ไม่เป็นลำน้ำใหญ่ เช่นลำน้ำพุนพินและลำน้ำตาปี ก้นอ่าวของลำน้ำตาปีกินลึกมาจนถึงตำบลบ้านท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน ที่เริ่มแลเห็นร่องรอยของชุมชนริมฝั่งน้ำไปจนเขตอำเภอบ้านนาสาร เวียงสระ พระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นชุมทางของบรรดาลำน้ำที่เป็นต้นแม่น้ำตาปี
ลำน้ำตาปีจากอำเภอพระแสงที่ไหลลงไปถึงอำเภอฉวาง คนท้องถิ่นเรียกว่า ลำน้ำฉวาง หรือคลองฉวาง เป็นเส้นทางตามลำน้ำที่คนเมืองสุราษฎร์ธานีเดินทางล่องตามลำน้ำไปไหว้พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช นั่นคือเมื่อเดินทางตามแม่น้ำมาถึงอำเภอฉวาง ก็แยกจากแม่น้ำเข้าคลองมินและคลองจันดี ที่มีต้นน้ำอยู่ที่น้ำตกท่าแพของเทือกเขาหลวง แล้วเดินทางจากบ้านคลองจันดีข้ามผ่านช่องเขามาลงลำน้ำที่ไหลมายังอำเภอลานสกา เข้าสู่นครศรีธรรมราช
เส้นทางข้ามช่องเขาหลวงจากคลองจันดีมายังนครศรีธรรมราชนี้ นับเนื่องเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรเก่าแก่และร่วมสมัยกับเส้นทางจากตะกั่วป่าผ่านช่องเขาสกมาลงแม่น้ำพุมดวงหรือแม่น้ำคีรีรัฐมายังชุมชนที่เขาศรีวิชัย เส้นทางข้ามคาบสมุทรเส้นนี้คือสิ่งที่ ดร. ควอริตช์ เวลส์ และท่านพุทธทาสภิกขุเชื่อว่าเป็นเส้นทางการค้าที่สนับสนุนความเป็นศูนย์กลางอาณาจักรของศรีวิชัย
เมืองเวียงสระคือเมืองท่าภายในบนแม่น้ำตาปี ที่อยู่ห่างฝั่งทะเลอ่าวบ้านดอน แต่เป็นเมืองที่อยู่บนเส้นทางคมนาคมที่สัมพันธ์กับเส้นทางข้ามคาบสมุทร เช่นเดียวกันกับเมืองที่อยู่บนลำน้ำพุมดวงหรือแม่น้ำคีรีรัฐที่อยู่ในบริเวณควนสราญรมย์และเขาศรีวิชัย
ตำแหน่งเมืองดังกล่าวล้วนมีลำน้ำที่เรือเดินทะเลขนาดเล็กตามชายฝั่งเข้ามาถึงได้ ดังเห็นได้จากที่เวียงสระ แต่เมืองไชยาไม่ได้อยู่ลึกเข้ามาตามลำแม่น้ำ นอกจากลำคลองเช่นคลองท่าโพธิ์และคลองท่าปูน ซึ่งมีเรือชายฝั่งทะเลเข้าไปถึงได้ เป็นบ้านเมืองที่ตั้งอยู่บนแนวสันทรายเก่าของอ่าวบ้านดอนตอนบนที่อยู่ใกล้กับทะเล และหาได้อยู่บนเส้นทางข้ามคาบสมุทร หากเป็นบริเวณเมืองที่สัมพันธ์กับบรรดาชุมชนชายทะเลบนแนวสันทรายใกล้ทะเลในเขตตำบลคันธุลี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอละแมและอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งบรรดาชุมชนเมืองท่าเหล่านี้มีเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่อยู่เหนืออ่าวบ้านดอนขึ้นไปตามช่องเขา ตั้งแต่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอหลังสวน สวี และท่าแซะในเขตจังหวัดชุมพร เส้นทางข้ามคาบสมุทรเหล่านี้อยู่คนละช่วงสมัยเวลากับสมัยทวารวดี-ศรีวิชัยที่อ่าวบ้านดอนทั้งสิ้น และเป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้ามาก่อนการเดินทางจากฝั่งทะเลอันดามันอ้อมแหลมมะละกามายังอ่าวไทย ซึ่งข้าพเจ้าวิเคราะห์ว่าเป็นเส้นทางแต่สมัยสุวรรณภูมิ ราวพุทธศตวรรษที่ ๓ ลงมา จนถึงสมัยฟูนันในพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐
ในขณะที่เส้นทางข้ามคาบสมุทรของอ่าวบ้านดอนอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมา อันเป็นสมัยทวารวดี-ศรีวิชัย ที่มีการเดินทางอ้อมแหลมมะละกา ทำให้เกิดรัฐที่เป็นพ่อค้าคนกลางที่เรียกว่า สหพันธรัฐศรีวิชัย และที่อ่าวบ้านดอนเมืองไชยาก็คือรัฐหนึ่งในสหพันธรัฐที่เรียกว่ามัณฑละตามที่กล่าวมาแล้ว เป็นรัฐที่มีเมืองใหญ่และเมืองน้อยอยู่ในบริเวณรอบอ่าวบ้านดอน
: ร้านหนังสือสยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
https://siamdesa.org/book.php
#สยามเทศะโดยมูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
Official Web : https://siamdesa.org
https://www.facebook.com/สยามเทศะ-โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ-วิริยะพันธุ์-323215901674254
https://www.youtube.com/user/lekprapai/featured
https://www.instagram.com/siamdesa_lekprapai/?hl=th
https://www.lekprapai.com/
https://www.blockdit.com/pages/60934dc31b39400c4b221773

ศรีวิชัยที่ไชยา:เมืองเวียงสระบนเส้นทางคาบสมุทร  #สยามเทศะโดยมูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์
26/07/2023

ศรีวิชัยที่ไชยา:เมืองเวียงสระบนเส้นทางคาบสมุทร

#สยามเทศะโดยมูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์

ศรีวิชัยที่ไชยา : เมืองเวียงสระบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร ..เมืองเวียงสระนับเป็นเมืองท่าภายในบนลำน้ำตาปี แต่ที่อยู่ห่างไกลจากชายทะเลนั้น เพราะก้นอ่าวบ้านดอนจากปากแม่น้ำตาปีอยู่ลึกกว่าเมืองไชยาที่อยู่ตอนเหนือของอ่าวบ้านดอน ซึ่งบริเวณชายฝั่งทะเลเป็นสันทรายและเนินทราย มีแต่ลำน้ำสายเล็กๆ ไม่เป็นลำน้ำใหญ่ เช่นลำน้ำพุนพินและลำน้ำตาปี ก้นอ่าวของลำน้ำตาปีกินลึกมาจนถึงตำบลบ้านท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน ที่เริ่มแลเห็นร่องรอยของชุมชนริมฝั่งน้ำไปจนเขตอำเภอบ้านนาสาร เวียงสระ พระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นชุมทางของบรรดาลำน้ำที่เป็นต้นแม่น้ำตาปี
ลำน้ำตาปีจากอำเภอพระแสงที่ไหลลงไปถึงอำเภอฉวาง คนท้องถิ่นเรียกว่า ลำน้ำฉวาง หรือคลองฉวาง เป็นเส้นทางตามลำน้ำที่คนเมืองสุราษฎร์ธานีเดินทางล่องตามลำน้ำไปไหว้พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช นั่นคือเมื่อเดินทางตามแม่น้ำมาถึงอำเภอฉวาง ก็แยกจากแม่น้ำเข้าคลองมินและคลองจันดี ที่มีต้นน้ำอยู่ที่น้ำตกท่าแพของเทือกเขาหลวง แล้วเดินทางจากบ้านคลองจันดีข้ามผ่านช่องเขามาลงลำน้ำที่ไหลมายังอำเภอลานสกา เข้าสู่นครศรีธรรมราช
เส้นทางข้ามช่องเขาหลวงจากคลองจันดีมายังนครศรีธรรมราชนี้ นับเนื่องเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรเก่าแก่และร่วมสมัยกับเส้นทางจากตะกั่วป่าผ่านช่องเขาสกมาลงแม่น้ำพุมดวงหรือแม่น้ำคีรีรัฐมายังชุมชนที่เขาศรีวิชัย เส้นทางข้ามคาบสมุทรเส้นนี้คือสิ่งที่ ดร. ควอริตช์ เวลส์ และท่านพุทธทาสภิกขุเชื่อว่าเป็นเส้นทางการค้าที่สนับสนุนความเป็นศูนย์กลางอาณาจักรของศรีวิชัย
เมืองเวียงสระคือเมืองท่าภายในบนแม่น้ำตาปี ที่อยู่ห่างฝั่งทะเลอ่าวบ้านดอน แต่เป็นเมืองที่อยู่บนเส้นทางคมนาคมที่สัมพันธ์กับเส้นทางข้ามคาบสมุทร เช่นเดียวกันกับเมืองที่อยู่บนลำน้ำพุมดวงหรือแม่น้ำคีรีรัฐที่อยู่ในบริเวณควนสราญรมย์และเขาศรีวิชัย
ตำแหน่งเมืองดังกล่าวล้วนมีลำน้ำที่เรือเดินทะเลขนาดเล็กตามชายฝั่งเข้ามาถึงได้ ดังเห็นได้จากที่เวียงสระ แต่เมืองไชยาไม่ได้อยู่ลึกเข้ามาตามลำแม่น้ำ นอกจากลำคลองเช่นคลองท่าโพธิ์และคลองท่าปูน ซึ่งมีเรือชายฝั่งทะเลเข้าไปถึงได้ เป็นบ้านเมืองที่ตั้งอยู่บนแนวสันทรายเก่าของอ่าวบ้านดอนตอนบนที่อยู่ใกล้กับทะเล และหาได้อยู่บนเส้นทางข้ามคาบสมุทร หากเป็นบริเวณเมืองที่สัมพันธ์กับบรรดาชุมชนชายทะเลบนแนวสันทรายใกล้ทะเลในเขตตำบลคันธุลี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอละแมและอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งบรรดาชุมชนเมืองท่าเหล่านี้มีเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่อยู่เหนืออ่าวบ้านดอนขึ้นไปตามช่องเขา ตั้งแต่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอหลังสวน สวี และท่าแซะในเขตจังหวัดชุมพร เส้นทางข้ามคาบสมุทรเหล่านี้อยู่คนละช่วงสมัยเวลากับสมัยทวารวดี-ศรีวิชัยที่อ่าวบ้านดอนทั้งสิ้น และเป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้ามาก่อนการเดินทางจากฝั่งทะเลอันดามันอ้อมแหลมมะละกามายังอ่าวไทย ซึ่งข้าพเจ้าวิเคราะห์ว่าเป็นเส้นทางแต่สมัยสุวรรณภูมิ ราวพุทธศตวรรษที่ ๓ ลงมา จนถึงสมัยฟูนันในพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐
ในขณะที่เส้นทางข้ามคาบสมุทรของอ่าวบ้านดอนอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมา อันเป็นสมัยทวารวดี-ศรีวิชัย ที่มีการเดินทางอ้อมแหลมมะละกา ทำให้เกิดรัฐที่เป็นพ่อค้าคนกลางที่เรียกว่า สหพันธรัฐศรีวิชัย และที่อ่าวบ้านดอนเมืองไชยาก็คือรัฐหนึ่งในสหพันธรัฐที่เรียกว่ามัณฑละตามที่กล่าวมาแล้ว เป็นรัฐที่มีเมืองใหญ่และเมืองน้อยอยู่ในบริเวณรอบอ่าวบ้านดอน
#สยามเทศะโดยมูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
Official Web : https://siamdesa.org
https://www.facebook.com/สยามเทศะ-โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ-วิริยะพันธุ์-323215901674254
https://www.youtube.com/user/lekprapai/featured
https://www.instagram.com/siamdesa_lekprapai/?hl=th
https://lek-prapai.org/home
https://lekprapai.wixsite.com/lekprapai
https://www.blockdit.com/pages/60934dc31b39400c4b221773

เอกมุขลึงค์ศิลา ท่าชนะ สุราษฎร์ธานีขอบคุณความรู้ดี ๆ จาก  #สยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
08/07/2023

เอกมุขลึงค์ศิลา ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี
ขอบคุณความรู้ดี ๆ จาก #สยามเทศะ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

เอกมุขลึงค์ศิลา ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี
ประติมากรรมองค์เดียวที่พบในคาบสมุทรภาคใต้และอายุเก่าแก่ที่สุดในสยามเทศะ.อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เข้าสู่สยามเทศะ โดยเฉพาะคาบสมุทรภาคใต้ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อทางศาสนาและการพาณิชย์ที่สำคัญ ผ่านทางทะเลทั้งการเดินเรือเลียบชายฝั่งและข้ามมหาสมุทรน้ำลึก ซึ่งใช้แรงลมในแต่ละฤดูกาลที่พัดพามาสู่ดินแดนโดยรวมที่เรียกกันว่า สุวรรณภูมิ
ร่องรอยหลักฐานของศาสนาพราหมณ์ในชุมชนโบราณบนคาบสมุทรภาคใต้ มีความเป็นมาและลำดับพัฒนาการของการนับถือศาสนาพราหมณ์ในช่วงเวลาต่างๆ ในชุมชนโบราณบนคาบสมุทรแห่งนี้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างๆ อันเกิดจากการติดต่อสัมพันธ์กันทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ผ่านหลักฐานทั้งโบราณวัตถุและโบราณสถานของศาสนาพราหมณ์
ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอินเดีย มีการนับถือศาสนาพราหมณ์ทั้งลัทธิไศวนิกายและไวษณพนิกายที่เกิดจากการติดต่อสัมพันธ์กับอินเดีย ทั้งอินเดียเหนือสมัยคุปตะ และอินเดียใต้สมัยปัลลวะ และเป็นส่วนหนึ่งของของรัฐพันพัน ที่ปรากฏในเอกสารจีนโดยศูนย์กลางอาจอยู่บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือนครศรีธรรมราช
ต่อมาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๘ สมัยวัฒนธรรมศรีวิชัย ยังมีการนับถือศาสนาพราหมณ์ทั้งลัทธิไศวนิกายและไวษณพนิกาย ซึ่งนอกจากมีความสัมพันธ์กับอินเดียแล้วยังพบความสัมพันธ์กับศิลปะสมัยศรีวิชัย หรือแบบชวาภาคกลาง ประเทศอินโดนีเซีย และเขมร แต่พุทธศาสนานิกายมหายานได้รับการนับถือกันอย่างแพร่หลายกว่า
ท้ายสุดพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ศรีวิชัยเสื่อมอำนาจลง ศาสนาพราหมณ์ถูกลดบทบาทลงมาก จึงไม่พบรูปเคารพของศาสนาพราหมณ์ เพราะได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์อย่างแน่นแฟ้น
เอกมุขลึงค์ ศิลา ซึ่งมีการค้นพบบริเวณหลังสถานีรถไฟหนองหวาย อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงเป็นโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุชิ้นสำคัญชิหนึ่งของคาบสมุทรภาคใต้ ที่แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ไศวนิกายที่เผยแพร่แผ่มาถึงดินแดนแห่งนี้.ข้อมูลจากบทความ 'ศิลปวัตถุที่ปรากฏอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ในคาบสมุทรภาคใต้ประเทศไทย' โดย ผศ. วสันต์ ชีวะสาธน์ โครงการจัดตั้งคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พิมพ์เผยแพร่ในวารสารรูสมิแล ปีที่ ๒๐ฉบับที่ ๒ เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ให้รายละเอียดว่า
' ...บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่จังหวัดชุมพรถึงจังหวัดนราธิวาส เรียกว่า คาบสมุทรภาคใต้ เป็นดินแดนที่เชื่อกันว่าเป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภุมิที่มีชื่อเสียงอันเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยทองคำ เครื่องเทศ และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งปรากฏในเอกสารการบันทึกของชนชาติต่างๆ โดยเฉพาะชาวอินเดียที่ได้อพยพและเดินทางมายังภูมิภาคแห่งนี้อย่างต่อเนื่องโดยทางเรือ และได้ขึ้นบกบริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ตั้งชุมชนที่นั่นหรือเดินทางต่อไป โดยใช้เส้นทางข้ามคาบสมุทรไปสู่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเพื่อตั้งถิ่นฐานถาวรต่อไป ซึ่งปรากฏหลักฐานตามแนวเส้นทางดังกล่าว แสดงถึงการเข้ามาของชาวอินเดีย พร้อมกับการนำศาสนาพราหมณ์เข้ามาสู่คาบสมุทรภาคใต้ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๘
ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี ได้พบศิลปวัตถุที่ปรากฏอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ เช่น ซากศาสนสถาน เทวรูป โยนี และศิลาจารึก เป็นจำนวนมาก
สำหรับศิวลึงค์ สัญลักษณ์ที่เคารพบูชาแทนองค์พระศิวะ พบว่า แบ่งออกเป็นกลุ่มศิวลึงค์แบบมุขลึงค์ กลุ่มศิวลึงค์แบบสลักติดกับโยนี กลุ่มศิวลึงค์แบบเหมือนจริง และกลุ่มศิวลึงค์แบบประเพณีนิยม
วิวัฒนาการอันยาวนานของอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ที่ได้ปรากฏอยู่ในบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๐-๒๒ โดยผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ทำให้พัฒนาการทางอารยธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
ดังปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ปรากฏอยู่ในศิลปะวัตถุต่างๆ ถึงแม้ว่าระยะหลังต่อมาได้มีอิทธิพลแบบโจฬะ ชวา และเขมรเข้ามาปะปนก็ตาม แต่ศิลปวัตถุที่พบในคาบสมุทรภาคใต้ส่วนใหญ่ยังแสดงอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ตามแบบอินเดีย
ศิลปวัตถุที่ปรากฏอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ในคาบสมุทรภาคใต้ มีทั้งไศวนิกาย ซึ่งนับถือพระศิวะและไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระวิษณุ ที่มีอายุอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน บางแห่งอยู่ในศาสนสถานเดียวกัน อาจสันนิษฐานได้ว่า นิกายทั้งสองของศาสนาพราหมณ์ได้ผสมกลมกลืนกันเป็นอย่างดีในบริเวณนี้
แม้ว่าศาสนสถานจะยังกำหนดอายุไม่ได้ เพราะยังไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างละเอียด แต่เมื่อพิจารณารูปแบบของศิลปวัตถุที่พบร่วมกัน พบว่าศิลปวัตถุดังกล่าวส่วนใหญ่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๔ ยกเว้นศาสนสถานโบสถ์พราหมณ์ ที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ได้พบประติมากรรมที่มีอายุในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๒๓
ด้วยเหตุนี้อาจสันนิษฐานได้ว่า ศาสนสถานเหล่านี้อาจมีอายุเก่าแก่เท่ากับศิลปวัตถุที่พบร่วมกัน หรือไม่ก็อาจมีการเคลื่อนย้ายเอาศิลปวัตถุเก่าแก่มาปรดิษฐานในศาสนสถานที่สร้างขึ้นระยะหลังกว่าอายุของศิลปวัตถุ ดังนั้นไม่เป็นการถูกต้องที่จะสรุปว่า ศาสนสถานแต่ละแห่งจะมีอายุเก่าแก่เท่ากับศิลปวัตถุที่พบร่วมกัน
การค้นพบชิ้นส่วนทางสถาปัตยกรรมของศาสนสถานหลายประเภทที่ทำด้วยศิลา กล่าวได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมและประติมากรรมรุ่นแรกๆ ที่มีอายุเก่าแก่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ยังค้นพบศิวลึงค์ประเภทเอกมุขลึงค์ ซึ่งพบชิ้นเดียวในประเทศไทย ที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี… ’.สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลองค์ความรู้ทางวิชาการเรื่อง ‘เอกมุขลึงค์ ศิลา จากอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี’ โดยสรุปไว้ว่า
‘ …เอกมุขลึงค์ เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ เทพผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งใน ๓ องค์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้รับยกย่องเป็นเทพสูงสุดในลัทธิไศวนิกายเป็นเทพเจ้าผู้ทำลายล้าง ในสมัยโบราณพระศิวะได้รับการบูชาทั้งในรูปสัญลักษณ์ (รูปศิวลึงค์) และในรูปมนุษย์
คติการบูชาพระศิวะได้แผ่เข้ามายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งในดินแดนไทย ดังได้พบทั้งสัญลักษณ์รูปศิวลึงค์และพระศิวะในรูปมนุษย์ในปางต่างๆ มากมายในดินแดนดังกล่าว
เอกมุขลึงค์ เริ่มปรากฏในศิลปะกุษาณะ ในประเทศอินเดีย โดยพักตร์พระศิวะที่ประกอบเป็นพระพักตร์รูปไข่ ริมฝีปากหนา นัยน์ตานูน
ส่วนศิลปะสมัยมถุรา มีใบหน้าอ่อนหวาน มีพระเนตรที่สามอยู่ที่พระนลาฏ มีพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวประดับที่มุ่นมวยผม
ในศิลปะสมัยคุปตะ พระพักตร์ของพระศิวะจะถูกสลักอย่างยิ้มแย้มพระเนตรเป็นดอกบัวพระกรรณยาวขึ้นและทำมุ่นมวยผมสูงขึ้น
เอกมุขลึงค์ศิลา ซึ่งมีการค้นพบบริเวณหลังสถานีรถไฟหนองหวาย อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (มีข้อสันนิษฐานจากนักวิชาการว่า เอกมุขลึงค์ศิลาองค์นี้น่าจะพบบริเวณวัดพระพิฆเนศวร (ร้าง) อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตลาดหนองหวาย
ต่อมามีผู้นำไปไว้บริเวณหลังสถานีรถไฟหนองหวาย กระทั่งมีผู้พบและนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปัจจุบัน) ลักษณะศิวลึงค์ มีขนาดสูง ๑๐๙ เซนติเมตร จัดอยู่ในกลุ่มเอกมุขลึงค์ ที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับศิลปะอินเดียแบบคุปตะ
เอกมุขลึงค์องค์นี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ
๑) ส่วนยอดมีลักษณะโค้งมน คือ รุทรภาค หมายถึงพระศิวะ กึ่งกลางส่วนยอดด้านหนึ่งสลักรูปพระเศียรพระศิวะ ทรงรวบพระเกศาขึ้นเป็นชฎามงกุฏ (การเกล้าผมขึ้นเป็นมวยแบบนักบวช) ทัดจันทร์เสี้ยว กึ่งกลางพระนลาฏมีพระเนตรที่สาม พระเนตรเปิดมองตรง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์เรียบ พระกรรณยาว ทรงสวมลูกประคำเป็นเครื่องประดับ
๒) ส่วนกลาง มีรูปทรงแปดเหลี่ยม คือ วิษณุภาค ตัวแทนของพระวิษณุ
และ ๓) ส่วนฐาน สลักเป็นฐานสี่เหลี่ยม คือ พรหมภาค ตัวแทนของพระพรหม
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตยสภา ทรงประทานความเห็นเกี่ยวกับมุขลึงค์ชิ้นนี้ภายหลังจากที่ทอดพระเนตรภาพถ่าย ความตอนหนึ่งว่า
‘ ...ได้ตรวจดูรูปสัณฐานที่ปรากฏในฉายาลักษณ ศิวลึงค์อย่างนี้ต้องตำราเรียกว่า มุขลึงค์ แบบอย่างและฝีมือที่ทำเปนของสมัยศรีวิชัย ประมาณในระวาง พ.ศ. ๑๖๐๐ จน พ.ซศ. ๑๘๐๐ เปนของแปลกดีหายากด้วย สมควรจะเอามารักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร… ‘
พร้อมทั้งพระองค์มีลายพระหัตถ์ถึง ยัง อำมาตย์ตรี พระสุราษฎร์ธานีฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในขณะนั้น เพื่อสอบถามถึงผู้ที่ค้นพบและสถานที่พบ และต่อมาได้รับรายงานว่าผู้ค้นพบคือ หลวงวิชิตภักดี นายอำเภอเขาขาว เป็นผู้ค้นพบและแจ้งเรื่องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๒ (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (๔)ศธ.๒.๑.๑/๔๗ เอกสารกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ขอให้ส่งมุขลึงค์ ซึ่งขุดพบที่แขวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒๑ มีนาคม ๒๔๗๑ - ๑๙ มิ.ย. ๒๔๗๒) โดยความตอนหนึ่งกล่าวว่า
‘ ...ขอเรียนให้ทราบว่า ศิลาศิวะลึงค์องค์นี้ ข้าพเจ้าได้ไปค้นพบที่ปากชาวบ้านเรียกว่า วัดเนะ หรือภิเนก อยู่ในตำบลท่าชนะใกล้สถานีหนองหวาย ในท้องที่อำเภอเมืองไชยา ที่ตรงศิวลึงค์ตั้ง ๆ บนแท่นศิลา ๔ เหลี่ยมกว้างยาวขนาด ๑ เมตร์ เมื่อข้าพเจ้าได้พบแล้วจึงได้จัดการพาไปไว้… ‘
จากรูปแบบศิลปกรรมของเอกมุขลึงค์ศิลา ดังกล่าวมาแล้ว จึงสามารถกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ซึ่งถือเป็นเอกมุขลึงค์เพียงองค์เดียวที่พบในภาคใต้ของประเทศไทย และเป็นเอกมุขลึงค์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดที่พบในประเทศไทย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร.ในหนังสือ ‘ALAYAM: The Hindu Temple; An Epitome of Hindu Culture’ โดย G.Venkataramana Reddy ซึ่งอรรถาธิบายถึงประติมานวิทยาฮินดูว่า มุขลึงค์ (แปลตรงตัวว่า ลึงค์ที่มีใบหน้า, mukhaliṅga) เป็นรูปเคารพลึงค์รูปแบบหนึ่งที่ปรากฏใบหน้ามนุษย์ (คือเทพเจ้า) บนลึงค์อาจมีหน้าเดียวหรือหลายใบหน้าก็ได้ โดยลึงค์นั้นถือเป็นรูปเคารพแบบไม่แสดงรูป (Aniconic) ของพระศิวะ การสร้างมุขลึงค์มีทั้งการสลักลงไปในลึงค์และนำมาครอบลึงค์เดิม
โดยทั่วไปมักพบจำนวนใบหน้าบนมุขลึงค์เท่ากับ ๑ หน้า (เอกมุขลึงค์), ๔ หน้า (จตุรมุขลึงค์) หรือ ๕ หน้า (ปัญจมุขลึงค์) โดยทั่วไป จตุรมุขลึงค์นั้นไม่ได้นับรวมใบหน้าที่ ๕ บนยอดสุดของลึงค์ ลักษณะของจุตรมุกขลึงค์และปัญจมุขลึงค์นั้นมักหมายถึงพระศิวะ ๕ ปาง หรืออาจะหมายถึงธาตุทั้ง ๕ และ ทิศหลักทั้ง ๕ ด้วย
สำหรับเอกมุขลึงค์ทำจากศิลา เป็นศิวลึงค์โบราณวัตถุทางศาสนาที่แสดงถึงการเข้ามาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกายทางภาคใต้ของไทย ในประติมานวิทยาฮินดู มุขลึงค์ แปลตรงตัวว่า ลึงค์ที่มีใบหน้า เป็นรูปเคารพลึงค์รูปแบบหนึ่งที่ปรากฏใบหน้าเทพเจ้าบนลึงค์ อาจมีหน้าเดียวหรือหลายใบหน้าก็ได้ โดยลึงค์นั้นถือเป็นรูปเคารพแบบไม่แสดงรูปของพระศิวะ หากพบจำนวนใบหน้าบนมุขลึงค์มี ๑ หน้า จะเรียกว่าเอกมุขลึงค์ มี ๔ หน้า เรียกจตุรมุขลึงค์ ๕ หน้า เรียกปัญจมุขลึงค์.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ให้ข้อมูลถึงเอกมุขลึงค์สมัยศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ พบที่หลังสถานีหนองหวาย อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำมาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไว้ว่า
‘ …ศิลาสลักรูปศิวลึงค์ แบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนฐานสลักเป็นฐานสี่เหลี่ยม ส่วนกลางสลักเป็นทรงแปดเหลี่ยม ส่วนยอดสลักเป็นทรงโค้งมน กึ่งกลางส่วนยอดด้านหนึ่งสลักรูปพระเศียรพระศิวะ ทรงรวบพระเกศาขึ้นเป็นชฎามงกุฏ (การเกล้าผมขึ้นเป็นมวยแบบนักบวช) ทัดจันทร์เสี้ยว กึ่งกลางพระนลาฏมีพระเนตรที่สาม พระเนตรเปิดมองตรง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์เรียบ พระกรรณยาว มีที่มาจากตำนานว่า พระจันทร์ได้ขอประทับอยู่บนพระเศียรของพระศิวะ หลังจากถูกพระทักษะสาปให้เสื่อมแสง
ศิวลึงค์นี้แสดงสัญลักษณ์ของการรวมเทพเจ้าสามองค์ ได้แก่ ส่วนบนสุดทรงโค้งมนเรียกว่า รุทรภาค หมายถึงพระศิวะส่วนกลางทรงแปดเหลี่ยม เรียกว่า วิษณุภาค หมายถึงพระวิษณุ และส่วนล่างทรงสี่เหลี่ยม เรียกว่า พรหมภาค หมายถึงพระพรหม... ‘
หลักฐานทางโบราณคดีในช่วงแรกเริ่มประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆ ของคาบสมุทรภาคใต้ ล้วนมีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์จากอินเดียแพร่เข้ามา ชุมชนในคาบสมุทรภาคใต้มีการติดต่อค้าขายกับอินเดีย มีความสัมพันธ์กับชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดีย และพัฒนาขึ้นเป็นสูนย์กลางศาสนาของคาบสมุทรภาคใต้ มีการสร้างโบราณวัตถุ โบราณสถานเนื่องในศาสนาเป็นจำนวนมาก และพบร่องรอยการสร้างโบราณสถานขึ้นบนภูมิประเทศศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า ตีรถะ (Tirtha) ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ และมีการติดต่อกับชุมชนอื่นๆ ในวัฒนะรรมศรีวิชัย ทวารวดี อินเดีย จีน และอาหรับ ทั้งยังอาจพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าริมฝั่งแม่น้ำในเส้นทางการพาณิชย์ข้ามคาบสมุทร.หนังสือ ‘รูปเคารพในศาสนาฮินดู’ โดย ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านประติมานวิทยาในพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู รวมถึงโบราณคดีในประเทศอินเดีย โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ในประเทศไทย โดยเฉพาะโบราณคดีสมัยทวารวดี ได้เขียนถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่นำเข้าและสร้างเทวรูปต่างๆบนคาบสมุทรภาคใต้ไว้ว่า
‘ …จากการเข้ามาของพ่อค้าและนักบวชชาวอินเดียในดินแดนสุวรรณภูมิและภาคใต้ของไทยส่งผลให้ลัทธิความเชื่อของชาวอินเดียได้เข้ามาเผยแผ่และปรากฏหลักฐานในหลายพื้นที่ โดยหลักฐานศาสนาพราหมณ์-ฮินดูไวษณพนิกายน่าจะเข้าสู่ภาคใต้ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๐ และรุ่งเรืองอยู่บนคาบสมุทรภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ โดยหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๓ไปแล้วไวษณพนิกายเริ่มเสื่อมลงและหมดความนิยมไปหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๖
สำหรับไศวนิกายน่าจะเข้าสู่คาบสมุทรภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๑ โดยอาจแบ่ง ๒ ระลอก คือ ระลอกแรกจากอินเดียภาคเหนือในสมัยราชวงศ์คุปตะ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ นิยมสร้างประติมากรรมรูปศิวลึงค์แทนองค์พระศิวะ ส่วนระลอกที่ ๒ มาจากอินเดียภาคใต้ในสมัยราชวงศ์โจฬะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ แต่ผ่านมาทางชวาภาคกลาง และนิยมสร้างรูปพระศิวะมากกว่าการสร้างศิวลึงค์
ฝั่งทะเลตะวันออก (อ่าวไทย) พบหลักฐานศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทั้งไวณพนิกายและไศวนิกาย ดังนี้
+ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๑ พบพระวิษณุที่แหล่งโบราณคดีวัดศาลาทึง จังหวัดสุราษฏร์ธานี และพบศิวลึงค์ที่โบสถ์พราหมณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น
+ พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ พบศิวลึงค์ที่แหล่งโบราณคดีท่าศาลา-สิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และที่แหล่งโบราณคดียะรัง จังหวัดปัตตานี พบเอกมุขลึงค์ที่แหล่งโบราณคดีท่าชนะ จังหวัดสุราษฏร์ธานี พบพระวิษณุที่แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย จังหวัดสุราษฏร์ธานี พระวิษณุที่แหล่งโบราณคดีเวียงสระ จังหวัดสุราษฏร์ธานี รวมทั้งพบพระคเณศซึ่งอาจได้รับการบูชาในลัทธิคาณปัตยะควบคู่กันด้วย
+ พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ พบพระศิวมหาเทพ และพระอคัสตยะ ที่แหล่งโบราณคดีใน จังหวัดสงขลา พบพระวฏุกไภรวะ และพระวิษณุ ที่แหล่งโบราณคดีเวียงสระ จังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยประติมากรรมพระวิษณุเริ่มพบเบาบางลงและหมดความนิยมลงไป สำหรับพระคเณศนั้นยังพบต่อเนื่องเรื่อยมา และเป็นที่น่าสังเกตว่าพื้นที่ฝั่งทะเลตะวันออก (อ่าวไทย) มีการพบประติมากรรมพระสุริยะในจังหวัดสุราษฏร์ธานีอีกด้วย
สำหรับฝั่งทะเลตะวันตก (อันดามัน) พบหลักฐานทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ทั้งลัทธิไวษณพนิกาย ไศวนิกาย และอาจรวมถึงลัทธิคาณปัตยะด้วยเช่นกัน หลักฐานเหล่านี้พบกระจายอยู่ในชุมชนโบราณตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่แหล่งโบราณคดีเขาพระเหนอ ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า แหล่งโบราณคดีเหมืองทอง-เกาะคอเขา (ทุ่งตึก) ตำบลเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า และแหล่งโบราณเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) ตำบลเหล อำเภอกะปง หลักฐานที่พบมากที่สุดคือ ประติมากรรมพระวิษณุ รวมทั้งพบหลักฐานอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่น จารึกเขาพระนารายณ์ (จารึกหลักที่ ๒๖) และเหรียญโบราณที่มีจารึกชื่อเทพในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู เป็นต้น
เพราะฉะนั้นเอกมุขลึงค์ซึ่งพบที่ท่าชนะ จึงเป็นหลักฐานโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ไศวนิกาย ที่เข้ามาและมีอิทธิพลต่อชุมชนเมืองโบราณในคาบสมุทรภาคใต้เป็นอย่างดี… ’
พรเทพ เฮง: เรียบเรียง
#สยามเทศะโดยมูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
Official Web : https://siamdesa.org
https://www.facebook.com/สยามเทศะ-โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ-วิริยะพันธุ์-323215901674254
https://www.youtube.com/user/lekprapai/featured
https://www.instagram.com/siamdesa_lekprapai/?hl=th
https://lek-prapai.org/home
https://lekprapai.wixsite.com/lekprapai
https://www.blockdit.com/pages/60934dc31b39400c4b221773

ลูกปัดแก้วโมเสก ท่าชนะ สุราษฎร์ธานีการพลวัตวัฒนธรรมบนคาบสมุทรแห่งสยาม
19/05/2023

ลูกปัดแก้วโมเสก ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี
การพลวัตวัฒนธรรมบนคาบสมุทรแห่งสยาม

ลูกปัดแก้วโมเสก ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี
การพลวัตวัฒนธรรมบนคาบสมุทรแห่งสยาม..จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้มีการขุดพบลูกปัด ซึ่งแหล่งค้นพบลูกปัดโบราณอยู่ที่พื้นที่ชุมชนโบราณท่าชนะ (บ้านท่าม่วง) หมู่ที่ 7 บ้านท่าม่วง ต.วัง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เริ่มจากในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการขุดพบลูกปัด ส่วนใหญ่เป็นลูกปัดหิน แต่ก็มีลูกปัดแก้วโมเสก (Mosaic Glass Beads) อยู่ในจำนวนหนึ่งเช่นกัน
บทความ 'หลากลูกปัดในพื้นที่สุราษฎร์ธานี' โดย ศิวะพัฒน์ สวัสดิ์ว่าย สมาชิกชมรมลูกปัดโบราณสุราษฎร์ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๒๙ ตีพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๒ ให้ข้อมูลว่า สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่หนึ่งที่พบเมืองโบราณหลายยุคสมัย เนื่องจากตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าของโลกมาตั้งแต่สมัยโบราณ
‘ …การค้นพบโบราณวัตถุ โบราณสถาน ตลอดจนลูกปัดนานาชนิดกระจายอยู่หลายพื้นที ซึ่งบ่งบอกให้เห็นความสัมพันธ์กับนครรัฐทั้งในโลกตะวันตก เช่น อินเดีย อาหรับ เปอร์เซีย กรีก โรมัน ฯลฯ ไปจนถึงโลกตะวันออกอย่างจีน ในหลายยุคหลายราชวงศ์
เมืองไชยา เมืองเก่าของสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่บนพื้นที่เมืองโบราณหลายยุคสมัย และยังเป็นเมืองท่าการค้า (Port city) ที่สำคัญของเส้นทางการค้าโบราณ ดังปรากฏว่ามีการค้นพบลูกปัด (Beads) มากมายหลายชนิด
ความโดดเด่นของลูกปัดที่ไชยาคือ เป็นลวดลายของลูกปัดเนื้อแก้วทั้งจากการหลอมและแก้วลาย ที่เรียกว่า แก้วโมเสก มีรูปร่างหลากหลาย ส่วนลูกปัดที่พบในแหล่งอื่นๆ ของสุราษฎร์ธานีก็มีความแตกต่างกันออกไป ที่ท่าชนะจะพบลูกปัดเนื้อหิน ที่พุนพินบริเวณเขาศรีวิชัยพบทั้งเนื้อหินและเนื้อแก้ว และที่บ้านท่าข้ามของพุนพินยังพบลูกปัดที่หลากหลายมากขึ้นคือ มีทั้งเนื้อหิน เนื้อแก้วหลอด และเนื้อทองคำ เป็นต้น… ’.
หนังสือ ‘เทคโนโลยีสมัยโบราณ : เครื่องมือหิน งานโลหะ เครื่องปั้นดินเผา แก้ว และลูกปัดแก้ว’ ของ พัชรี สาริกบุตร อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี ให้ข้อมูลว่า เกือบจะทุกแห่งหนบนโลกล้วนมีลูกปัดและแต่ละแห่งก็มีความโดดเด่นไม่เหมือนกันเลยทีเดียว ที่คล้ายเห็นจะเป็นการเลือกใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งนั่นคือเสน่ห์อันบ่งชี้ถึงภูมิปัญญาและลีลาแห่งศิลปะที่แต่งแต้มผ่านชิ้นงาน ความงามที่พบเห็นในลูกปัดอาจซ่อนปรัชญาทางศาสนา หรือบางครั้งก็แฝงไว้ด้วยอำนาจและบารมี.
สำหรับข้อมูลเรื่อง ‘ลูกปัดโบราณ : ความงามของอารยธรรมมนุษย์’ ของ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายถึงลูกปัดแก้วของโรมันที่สามารถเลียนแบบลวดลายของหินกึ่งรัตนชาติอะเกตและโอนิกส์ได้อย่างลงตัว รวมทั้งการสร้างลูกปัดแก้วโมเสกที่มีความหลากหลายของสีและชั้นของลวดลาย
วิธีโมเสก (Mosaic Technique) คือเอาแก้วสีขาวและสีดำมาเรียงเป็นรูปใบหน้า ตา ปาก จุด และแนวเส้นรัศมีแล้วหลอมด้วยความร้อนจนอ่อนตัว แล้วจึงดึงยืดเป็นเส้นยาวทำให้มีรูปหน้าตัดเป็นใบหน้าคน ตามความยาวตลอดความยาวทั้งเส้น ก่อนจะตัดเป็นแว่นๆ แล้วเจาะรูสำหรับร้อยเชือก
ลูกปัดผลิตด้วยเทคนิคแบบโมเสก นำแก้วสีต่างๆ มาเรียงตามรูปที่ต้องการ หลอมด้วยความร้อนจนอ่อนตัวแล้วดึงยืดเป็นเส้นยาวแล้วตัดขวาง เช่น ใบหน้าคนในวงรัศมี รายงานการศึกษาองค์ประกอบของเนื้อลูกปัดแก้วแบบโมเสคจากแหล่งโบราณคดีภูเขาทอง จังหวัดระนอง ให้ความเห็นว่าเหมือนกับองค์ประกอบแก้วโมเสคแบบโรมันเป็นแก้วแบบผสมตะกั่วมาก (Lead-based glass) และสีต่างๆ ได้จากองค์ประกอบของทองแดงและเหล็กอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ เป็นต้นมา.
สำหรับลูกปัดแก้วโมเสกมีสีจัดจ้าน ส่วนลูกปัดแก้วทรงมะยมพบหลากสีเช่นเดียวกับลูกปัดตา นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้เขียนหนังสือ 'รอยลูกปัด' (Beyond Beads) เชียนบทความในบล๊อกส่วนตัวอธิบายถึงรูปลักษณะลูกปัดที่ทำด้วยแก้วชนิดโมเสก ซึ่งเป็นเทคนิควิธีโบราณแพร่หลายมากในเขตรอบทะเลเมดิเตอเรเนียนไว้ว่า
‘ …มีรายงานจำนวนมากจากเมืองอเล็กซานเดรีย บริเวณปากแม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์ปัจจุบัน จึงนิยมระบุว่าเป็นลูกปัดแก้วโมเสกสมัยอียิปต์โบราณจากเมืองอเล็กซานเดรีย เมืองนี้เป็นฐานการเดินทางค้าขายสำคัญของโลกโบราณโดยเฉพาะในสมัยอาณาจักรกรีก-โรมันรุ่งเรือง
คลอเดียส ปโตเลมี นักภูมิศาสตร์สัมภาษณ์นักเดินทางจนเขียนหนังสือเล่มสำคัญว่าด้วยภูมิศาสตร์ (The Geographia) ระบุดินแดนอินเดียและไกลกว่าอินเดีย รวมทั้งเอเซียอาคเนย์ที่มีแหลมทองและตะโกลา ก็อยู่อยู่ที่เมืองนี้ แต่จากการศึกษาในระยะหลัง รวมทั้งที่ผมเดินทางไปดูเองที่อเล็กซานเดรียและอียิปต์… ’
ลูกปัดโบราณที่ขุดพบที่ชุมชนโบราณท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ลักษณะของลูกปัดส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับลูกปัดที่ขุดพบที่ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว จ.ชุมพร จึง,udkiสันนิษฐานว่า ได้มีการติดต่อค้าขาย-แลกเปลี่ยนสินค้ากันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ โดยลูกปัดแก้วโมเสกแพร่หลายมากในยุคโรมันตอนปลาย ชาวบ้านเรียกว่านกยูงดอกหญ้า ผลิตจากแก้วโมเสก .
นอกจากนี้ ในบทความกึ่งวิชาการต่างๆ ในบล๊อกของนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช บอกว่า ลูกปัดแก้วโมเสd (Mosaic Glass Beads) ปรากฏตัวในวัฒนธรรมของมนุษย์เป็นครั้งแรก เมื่อราว 3,000 – 4,000 ปีที่แล้ว หลังจากการเกิดของเทคโนโลยีการหลอมแก้ว
‘ …กว่าความงดงามจะเดินทางเข้ามาสู่ดินแดนตะวันออกของโลก ก็ต้องผ่านเรื่องราวมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือ เรื่องราวของการค้าทางทะเลที่ต้องอาศัยลมมรสุพัดพาเรือสินค้าวานิช จากตะวันตกสู่ตะวันออก จากอินเดียมายังสุวรรณทวีป ตามหลักฐานวรรณกรรมชาดกพระมหาชนก ที่มีเค้าโครงของเนื้อหาอธิบายการเดินทางของลูกปัดแก้วโมเสกเปอร์เซีย - โรมัน จากแดนไกล ได้เป็นอย่างดี
เราอาจจะกล่าวได้ว่า อุษาคเนย์ หรือแผ่นดิน อินโด – แปซิคฟิค เริ่มรู้จัก นิยมและแสวงหาเครื่องประดับลูกปัดแก้วโมเสก - โรมัน เป็นครั้งแรก ภายหลังจากการรุกรานเข้าสู่อินเดียตะวันตกโดยชาวกรีก - มาซีโดเนีย
ลูกปัดแก้วโมเสกเปอร์เซีย - โรมัน ในเขตประเทศไทย พบหนาแน่นตามชุมชนโบราณชายฝั่งทะเลในภาคใต้ทั้งสองฝั่งทะเล ด้วยมีถนนเชื่อมต่อสองฝั่งคาบสมุทรเข้าด้วยกันแบบเดียวกับในอินเดีย กระจายตัวไปสู่ชุมชนหัวเลี้ยวหัวต่อในยุคก่อนปรากฏวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลาง อีสานและเหนือ
การเสาะหาลูกปัดโบราณ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดแก้วโมเสก เครื่องมือเครื่องใช้จากแก้ว และก้อนแก้ว เริ่มต้นในราวปี 2520 ภายหลังจากขุดหาลูกปัดและวัตถุโบราณในเขตเมืองอู่ทอง บ้านดอนระฆัง ดอนเจดีย์ บ้านสวนแตง ฯลฯ ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ที่พบลูกปัดหินกึ่งรัตนชาติ และลูกปัดนานาชนิด มีอายุตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษ อีกทั้งยังพบลูกปัดแก้วแบบโมเสกเปอร์เซีย - โรมัน ฝังรวมอยู่กับลูกปัดกึ่งรัตนชาติแบบอินเดียเป็นจำนวนมาก
ลูกปัดแก้วโมเสกที่ใช้เทคนิคในการเรียงแก้ว ยืด ประกบ ปะ ม้วน ผังเสนสีแต้มลวดลายและแถบสีพันทบ เป็นลวดลายและมีสีสันที่หลากลาย แต่ก็ยังคงคติความเชื่อเรื่องดวงตาเทพเจ้า - ดวงตาปีศาจ (Magical eye beads) ป้องกันภัยร้าย ทั้งตาเดียวและหลายตา
ลูกปัดแบบนี้ เรียกกันในภาษาชาวบ้าน ว่า ตาตั๊กแตน ลูกหวาย งูเหลือม ธงฝรั่ง ดอกไม้ นกยูง โยโย่ และม้าลาย สีสันเหล่านี้เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนยุคใหม่ ต่างต้องการที่จะเป็นเจ้าของ และครอบครอง จนนำไปสู่การขุดหาและทำลายหลักฐานแหล่งผลิตและชุมชนการค้า ในเขตคาบสมุทรภาคใต้… ’
เช่นเดียวกันข้อมูลจากสูจิบัตร 'ปริศนาแห่งลูกปัด' ที่กล่าวถึง การผสมผสานอิทธิพลตะวันออกและตะวันตกที่เข้ามายังดินแดนคาบสมุทรสยามหรือภาคใต้ในสมัยโบราณ ลูกปัดที่แสดงให้เห็นการติดต่อทางวัฒนธรรมน่าจะเริ่มมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในแหล่งโบราณคดีบางแหล่งของภาคใต้ที่อยู่ห่างไกลทะเล ย่อมแสดงถึงความสามารถทางทะเลและการติดต่อชุมชนที่อยู่ห่างไกลออกไป
ร่องรอยลูกปัดในเมืองท่าสุวรรณภูมิ เขตคาบสมุทรสยาม-มลายู ได้แก่ เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร ภูเขาทอง จังหวัดระนอง ท่าชนะ ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา คลองท่อม จังหวัดกระบี่ รวมทั้งกัวลาเชลินชิง ประเทศมาเลเซีย
เมืองท่าสองฝั่งคาบสมุทรนี้ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลซึ่งมีที่กำบังลมมรสุมเพื่อจอดพักเรือ และอยู่บริเวณปากแม่น้ำทำให้สามารถขนถ่ายสินค้าถึงกันได้โดยใช้เส้นทางน้ำ เช่น แม่น้ำตะกั่วป่า และลำน้ำสาขา
ลูกปัดที่พบส่วนใหญ่ในเมืองท่าสุวรรณภูมิบริเวณคาบสมุทรมลายู ได้แก่ ลูกปัดหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินอะเกต และลูกปัดแก้วหลากหลายรูปทรงและสีสัน รวมทั้งพบหลักฐานการผลิตลูกปัดจำนวนมากในบริเวณนี้ด้วย
ลูกปัดแก้วโมเสก เป็นลูกปัดที่นำชิ้นแก้วเล็กๆ มาปะแล้วหลอมติดกันเป็นก้อนลูกปัด ลวดลายซับซ้อน แสดงถึงฝีมือในการผลิต
ส่วนลูกปัด ๖ สีในลวดลายที่สลับแบบโมเสก เป็นการสร้างสีสันและลวดลายลูกปัดแก้วอย่างอิสระและงดงาม ลูกปัดแก้วโมเสกหลากหลายรูปทรง ลวดลาย และสีสัน มีทั้งลูกปัดแบบมีตา แบบลายแถบ ลายหางนกยูง และลายที่เลียนแบบลายหินธรรมชาติ เป็นเอกลักษณ์ของลูกปัดที่พบที่ไชยาและท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปัญหาทางวัฒนธรรมที่สำคัญประการหนึ่งอันเกี่ยวเนื่องกับลูกปัดทางภาคใต้ คือเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีของชนพื้นเมืองหรือเป็นพัฒนาการในการรับเทคโนโลยีจากชุมชนภายนอก
ขอบพระคุณสุธีรัตนามูลนิธิ ที่เอื้อเฟื้อให้ถ่ายภาพสำหรับโบราณวัตถุต่างๆ
#สยามเทศะโดยมูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
Official Web : https://siamdesa.org
https://www.facebook.com/สยามเทศะ-โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ-วิริยะพันธุ์-323215901674254
https://www.youtube.com/user/lekprapai/featured
https://www.instagram.com/siamdesa_lekprapai/?hl=th
https://lek-prapai.org/home
https://lekprapai.wixsite.com/lekprapai
https://www.blockdit.com/pages/60934dc31b39400c4b221773

ที่อยู่

Surat Thani
84000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรียนรู้รากเหง้าเมืองเก่าเวียงสระผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เรียนรู้รากเหง้าเมืองเก่าเวียงสระ:

แชร์