รู้รักสามัคคี สกลนคร วิสาหกิจเพื่อสังคม

รู้รักสามัคคี สกลนคร วิสาหกิจเพื่อสังคม เกษตร แปรรูป ท่องเที่ยวชุมชน
http://sepsakonnakhon.snru.ac.th/

03/12/2025

คือ อจ ไม่ค่อยชมคนมากนัก มีหลายคนเก่งคิด เป็นมันสมอง บางคนเก่งทำ เน้น execute บางคนเก่งประสานงาน collaboration บางคนเก่ง marketing (พวกนักการเมือง ชอบเอาหน้า ผลาญเงิน ไม่ได้เรียกเก่งนะ เรียกขี้โกงหน้าด้าน)

แต่ .... คุณแต๋ม นี่เก่ง ทุกอย่าง ผมยังหาจุดอ่อนไม่ค่อยเจอนะ (อืม หรือ แกอาจจะเถียงไม่ทันหรือเปล่า พูดเนิบ ๆ แต่นั่นอาจเป็นจุดแข็งก็ได้)

เอาว่า มาเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านวิธีคิด ดันข้าวไทยในจุด ที่ดิ่งต่ำ คู่แข่งรอบด้าน กันนะครับ

ความเก่งที่ชัดที่สุดของคุณศุภจี

1) มองเกมเป็น “ระบบใหญ่” ไม่ได้แก้ปัญหาแบบจุดเดียว (Systems Thinker ระดับสูง)

สิ่งที่ชัดมากคือเธอมองอุตสาหกรรมข้าว ตั้งแต่ชั้นพันธุกรรม → ฟาร์ม → มาตรฐานการผลิต → Branding → ตลาดโลก → ผู้บริโภค
ไม่ใช่แค่พูดว่า “ต้องเพิ่มผลผลิต” หรือ “ต้องทำตลาด” แบบผิวเผิน

แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ (จึงเรียก system thinking)
ทำให้ไทยไม่ต้องไปแข่ง quantity กับอินเดีย เวียดนามอีกต่อไป

นี่คือโทนความคิดของ “รัฐมนตรีที่ทำงานแบบ CEO”
ซึ่งหาได้ยากในระบบราชการไทย

ลอง หาเรียนรู้เรื่อง system thinking อจ ว่าสำคัญ เป็นการมองภาพใหญ่ คนเป็น ceo จะมองภาพนี้ เหมือนมอง เครื่องยนต์ ทั้งคัน ไม่ใช่ แค่แต่ละส่วน

2) เปลี่ยนโจทย์ตั้งต้นจาก “ปลูกอะไรดี?” เป็น “ตลาดโลกต้องการอะไร?”

อจ เรียก Need driven strategy ตามหลัก Biodesign ของ standford

นี่คือ mindset แบบ market-back (เหมือน Apple, Nestle, หรือ Toyota)
– ศึกษา global demand
– เชื่อมกับสายพันธุ์ที่มีศักยภาพ
– แล้วค่อยสร้างสินค้าให้ตรงความต้องการจริง (market need)

นี่คือการเปลี่ยนไทยจาก supply-driven agriculture → demand-driven agriculture

ถือเป็น การยกระดับวิธีคิดของประเทศในเชิงแข่งขัน

โคตร innovation mindset (product market fit)

3) สร้าง Positioning ใหม่ระดับประเทศได้อย่างเฉียบคม (“ข้าวประณีต”)

ข้าวประณีต คือ ชื่อเรียก Branding ข้าวใหม่ทเน้นคุณภาพข้าว ไม่เน้นปริมาณมากที่คุณภาพห่วย

นี่คือ movement ที่คมมาก:
ไม่แข่งมวลรวม
ไม่แข่งราคาถูก
ไม่แข่งปริมาณ

แต่ไปสร้าง หมวดสินค้า (category) ใหม่เลย
เหมือนที่ญี่ปุ่นสร้างคำว่า “Wagyu” / “Matcha” / “Sake Grade”

คำว่า ข้าวประณีต
= Category Creation
= Branding ระดับชาติ

อจ คิดว่า นี่คือการตลาดเชิงกลยุทธ์ที่ฉลาดมาก เพราะ
ราคาถีบขึ้นทันที
ไม่ต้องไปแข่ง commodity
บอกเล่า story ได้
สร้าง premium segment เหมือน Speciality Coffee

เป็น “มุมคมที่ทำให้ไทยกลับมาเป็นผู้นำ โดยไม่ต้องชนะด้วยปริมาณ” หลายประเทศ เช่น แฟชั่น ของ ฝรั่งเศษก็ทำ สาเกญี่ปุ่นก็ทำ ไวน์ ก็ทำ

อยู่ ๆ ข้าว ไทย cool hi grad เฉยเลย
ประณีต brand อื้อ หือ (ที่สำคัญ แทบไม่ได้ลงทุนอะไร แบบ mega project เหมือน solft power project แต่ออกมาเป็น แป้งเด็กอ่อน soft powder

4) คุณแต๋ม มองเห็น “คุณค่าที่จับต้องได้” มากกว่า “ปริมาณที่ไร้คุณค่า”

คุณศุภจีพูดชัด:

ไทยมีพันธุ์ข้าว 5,000 สายพันธุ์ แต่ผลิตจริงแค่ไม่กี่ชนิด

นี่คือการชี้ให้เห็นว่า ทรัพย์สินที่แท้จริงของประเทศยังไม่ได้ถูกใช้เลย

และเสนอวิธี unlock value ผ่าน:
flavor profile
unique terroir
ความหลากหลายพันธุ์
รสชาติที่แตกต่าง
การเล่าเรื่อง
การจับคู่กับ food culture
ข้าวเฉพาะบุคคล (Personalized food)

คือมองข้าวไม่ใช่ “grain”
แต่เป็น สินค้าวัฒนธรรม
แบบเดียวกับไวน์หรือกาแฟ

ข้าว กลายเป็นไวน์ ขั้นดี ในแคว้น ที่ชื่อ ประเทศไทย น้ำ ดิน นี่คือ asset กินข้าวที่อื่น ไม่เหมือนดินแดนสุวรรณภูมิ

5) นำหลัก “Inclusive Growth” มาผูกกับเกษตรกร

ไม่ใช่การยกระดับอุตสาหกรรมแบบ top-down
แต่ทำ 3 อย่างควบคู่:
1. สร้างชุมชนต้นแบบ 200 ชุมชน
2. แบ่งเกษตรกรเป็น Tier เพื่อให้การสนับสนุนเหมาะสม
3. เริ่มให้ทดลองในพื้นที่เล็ก ๆ ก่อน scale

นี่เป็นการทำงานแบบ evidence-driven และ behavioral-based
ทำให้เกษตรกร “เชื่อเพราะเห็นผลจริง”

นี่คือจุดที่สะท้อนภาวะผู้นำแบบ human-centric

นี่เรียก sustainability ความยั่งยืน ท่านทราบว่า มา 4 เดือนทำไง ให้สร้างระบบ ได้ เป็น การ run แบบ automation

6) สื่อสารชัด กระชับ แต่ลึก และมี storytelling เชิงกลยุทธ์

บทสัมภาษณ์ของเธอมีโครงสร้างแบบผู้นำเชิงกลยุทธ์:
ปัญหา (Global landscape)
ช่องว่าง (Gap ของไทย)
ความจริงที่ไม่อยากยอมรับ (productivity ต่ำกว่าเวียดนามเท่าตัว)
ข้อเท็จจริงที่เอาไปต่อได้ (5000 สายพันธุ์ที่ยังไม่ได้ใช้)
ทางออก (ข้าวประณีต)
Ex*****on plan (Tier, community prototype)
Outcome (ชาวนามีชีวิตดีขึ้น)

คือครบทั้ง narrative–logic–impact

และให้ภาพอนาคตที่ชัดมาก
= New Rice Economy

ใครฟังแกไม่รู้เรื่อง รบกวนไปตรวจหู ไม่ก็ตรวจสมอง

7) เป็น “bridge” ระหว่างภาครัฐ–เอกชน–เกษตรกร

เธอพูดชัดว่า:
ข้าวไทยต้องเล่าเรื่อง ต้องจับคู่ธุรกิจกับเชฟ โรงแรม modern trade ต้องสร้างช่องทางพิเศษในร้านค้า
และ ต้องขับเคลื่อนร่วมกับ RiceHub และ TDeD

เธอไม่ได้ทำงานแบบกระทรวงเดียว
แต่ทำงานแบบ ecosystem builder

นี่คือผู้นำเชิง collaborative ไม่ใช่ราชการแบบ silo

อจ ทึ่ง
ไม่ค่อยทึ่งใคร ที่ครบเครื่อง

ขอ สรุป “ความเก่ง” ของคุณศุภจีในประโยคเดียว

เธอคือผู้นำที่คิดแบบระบบใหญ่ มองตลาดโลกเป็นตัวตั้ง ใช้ Branding เป็นอาวุธ สร้างหมวดสินค้าใหม่ให้ประเทศ และผูกทุกอย่างเข้ากับคุณภาพชีวิตของคนตัวเล็กที่สุดใน ecosystem

นี่ไม่ใช่การพูดนโยบาย
แต่เป็น การออกแบบเศรษฐกิจใหม่ของข้าวไทยทั้งระบบ

นิยามแบบสั้นที่สุด 5 คำ

Strategic
Systemic
Market-Back
Brand-Driven
Human-Centered

อ้อ อีกเรื่อง ท่านทำจริง ทำโคตรเร็ว มีสติ ไม่สนใจ เล่นตุกติกการเมือง มาเพื่อ พัฒนาจริงๆ

อันนี้ เรียนจากคนเก่ง จะได้ เก่งตามนะครับ

- อจ สุรัตน์

30/04/2025
สกลนคร ..... นครแห่งอารยธรรมพันปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ชมรมอารยธรรมสกลนคร ได้ดำเนินการค้นคว้า วิจัย เรื่องราวข...
29/12/2024

สกลนคร ..... นครแห่งอารยธรรมพันปี
ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ชมรมอารยธรรมสกลนคร ได้ดำเนินการค้นคว้า วิจัย เรื่องราวของโบราณสถานต่างๆในจังหวัดสกลนคร และประมวลผลอย่างเชื่อมโยงระหว่างเรื่องเล่า ตำนาน ประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ และศาสตร์แห่งความเชื่อ นำไปสู่การค้นพบข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บรรพชนได้มอบเป็นมรดกอันล้ำค่าให้แก่ลูกหลานไทสกล
บัดนี้ ถึงเวลาอันสมควรที่ชมรมอารยธรรมสกลนครจะมอบผลงานและหลักฐานที่ค้นพบให้ภาคส่วนและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการต่อเนื่อง ดังนี้
1.สำรวจพื้นที่เป้าหมายด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น Drone with LiDAR Camera และขุดค้นตามหลักวิชาการเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก
2.บูรณะ สร้างจุดขาย และดูแลรักษาสถานที่เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเรียนรู้ของสาธารณชนอย่างยั่งยืน
ชมรมฯจึงยื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 เพื่อขอรับการสนับสนุนตามที่เห็นสมควรต่อไป

13/12/2024

https://www.salika.co/2024/12/12/salika-news-vol-348-5/
พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินต่างๆ อาทิ กิจการ เครื่องจักร สินค้าคงคลัง รวมถึงไม้ยืนต้นที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ เพื่อนำมาเป็นเงินทุนต่อยอดธุรกิจ ให้เกิดความคล่องตัวและเติบโตขึ้น
ตลอดระยะเวลาที่มีการใช้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดำเนินการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่างๆ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567) มีการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันจากทั่วประเทศจำนวน 167,302 ต้น วงเงินรวม 185,826,768 บาท
โดยต้นไม้ที่นิยมใช้เป็นหลักประกัน ได้แก่ ไม้สัก ยางพารา ประดู่ป่า มะฮอกกานี เป็นต้น ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ
Knowledge Sharing Space | www.salika.co

Green Army ...... กองทัพสีเขียวภาคประชาชนจับมือกันสู้ภาวะโลกร้อน ด้วยการปลูกป่าในที่ดินส่วนตัว สวนดงไร่ อ.วาริชภูมิ สกลน...
19/10/2024

Green Army ...... กองทัพสีเขียวภาคประชาชนจับมือกันสู้ภาวะโลกร้อน ด้วยการปลูกป่าในที่ดินส่วนตัว สวนดงไร่ อ.วาริชภูมิ สกลนคร เริ่มต้นด้วยเนื้อที่ 4 ไร่ ปี 2561 (July 2018)

17/09/2024

ที่อยู่

1710 Thanon Saisawang
Sakon Nakhon
47000

เบอร์โทรศัพท์

042712334

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รู้รักสามัคคี สกลนคร วิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์