คือ สโลแกนที่แสดงวิธีการทำงานและเป้าหมายของมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ ...เพราะด้วยเหตุของการเสียสมดุลในระบบธรรมชาติเกิดขึ้นจาก “ความไม่รู้เท่าทัน” ของมนุษย์ ดังนั้น การทำให้เกิดความรู้ และนำพาให้เห็นความงามตามความเป็นจริง ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และคนไทยได้ทำความเข้าใจธรรมชาติ ผ่านการรับรู้ และเรียนรู้ธรรมชาติ ในรูปแบบต่างๆ นำไปสู่ “การคิด” และ “การลงมือปฏิบัติ” ต่อธรรมชาติได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน โดยมีปลายทางคือ การ “อยู่รอด อยู่ร่วม อยู่รวม” กันได้อย่างยั่งยืน
ย้อนเวลากลับไปในอดีต 29 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2534) ภาพแสงแดดยามเช้าที่ส่องลงเหนือต้นกล้าเล็กๆ ของต้นไม้ใหญ่จำนวนมากมายที่กำลังงอกขึ้นตลอดเส้นทางชักลากซุง หลังจากที่ฝนตกไปได้ไม่กี่วัน ได้เข้าไปสะกดความรู้สึกของชายคนหนึ่ง และคิดแน่แก่ใจได้ว่าความงดงามของต้นกล้าเล็กๆ เหล่านี้จะต้องหายไปเมื่อหมดฤดูฝนและเข้าสู่ฤดูแล้ง ซึ่งนั่นหมายความว่าจะได้เวลาซ่อมแซมไถกลบเส้นทางเพื่อการชักลากซุงอีกครั้ง
ชายคนนั้นกับครอบครัวชาวเขาอีกครอบครัวหนึ่ง จึงช่วยกันย้ายต้นกล้าเล็กๆ เหล่านี้ให้พ้นทาง และเริ่มต้นปลูกต้นกล้าเหล่านั้นในผืนป่าที่หายไป เพื่อให้พวกมันได้มีโอกาสเติบโตไปเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของ “ป่าต้นน้ำเขากระโจม” อีกครั้ง ...แต่เมื่อความงดงามและอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าเริ่มมีอาการป่วยมากขึ้น เพราะพิษจากไฟป่า ...จากจุดเริ่มต้นของการดูแลต้นกล้าเล็กๆ ในวันนั้น ได้บ่มเพาะความรู้สึกภายในจนเป็นความตั้งใจอันแรงกล้าว่า จะดูแลฟื้นฟูผืนป่าผืนนี้ ชายคนนั้นกับกลุ่มเพื่อน โดยทุนส่วนตัว กับการลงแรงแบบคนละไม้ละมือจึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง ...และร่วมกันก่อตั้ง “มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์”
พ.ศ.2543 มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ ได้จดทะเบียนและจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีปรัชญาองค์กร ดังนี้
ปรัชญาความเชื่อ : ทุกสิ่งเป็นชีวิตเดียวกัน ย่อมมีส่วนได้ส่วนร่วมกัน
ปณิธาน : ถ้าเราทำให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้นแม้อีกเพียงนิดเดียว ก็เป็นงานที่มีค่าและควรทำอย่างยิ่ง
พันธกิจ : อำนวยความสะดวกในการฟื้นคืนมาของป่าไม้ธรรมชาติ โดยการสนับสนุนให้คนได้รับความรู้ที่สำคัญและจำเป็นต่อการได้และเอื้อประโยชน์ของป่าไม้
วิสัยทัศน์ : คน ต้นไม้ ป่าไม้ อยู่ร่วมกัน เกื้อกูลกัน อย่างยั่งยืน (Symbiosis)
การเติบโต
...20 ปีแล้ว กับการทำงานออกแบบและสร้างสรรค์กระบวนการ "ศึกษาธรรมชาติโดยศิลปวิธี" (Nature Study Through Aesthetic Consciousness) ให้กับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และบุคคลทั่วไปที่สนใจ
กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว คือ
รู้จัก – เข้าใจ (กายภาพ)
รู้สึก – พอใจ (สุนทรียภาพ)
2 รู้ นี้ คือ 2 รู้ พื้นฐาน จากการเรียนรู้ธรรมชาติรวมไปถึงสิ่งต่างๆ กินความในด้านศาสตร์ และ ศิลป์
กระบวนการที่สำคัญของการเรียนรู้ธรรมชาติ ที่มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ ใช้เป็นหลัก คือ การเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ "ฝึก" ให้ "ประตูรับรู้โลก” (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ของตนเกิดประสิทธิภาพ ปลูกฝัง ความละเอียด ละเมียด โดยผ่าน "ความตั้งใจ" หรือการลงมือทำกิจกรรม เพื่อขยายความสิ่งที่รู้นั้นให้ชัดขึ้น หรือเรียกรวมๆ ว่า "ประสบการณ์ตรง"
เหตุเพราะ ประสบการณ์ตรง จะกำหนดค่าและความหมายในตนเอง ที่นำไปสู่การกระทำหรือพฤติกรรมต่อไปได้
โดย สร้างความ "ใฝ่" (ฉันทะ) เรียนรู้ ไปจนถึง "ใฝ่" ทำ และ "ใฝ่" ที่จะสำเร็จ จากการทำกระบวนการเรียนรู้นั้นให้ "สนุก"
และผลสุดท้ายในกระบวนการเรียนรู้ธรรมชาติในแนวนี้ จึงพาไปสู่ การสร้างสรรค์ผลงานจาก "จินตนาการ" การเรียนรู้ของตนเอง อย่างเป็นรูปธรรม
สนุก สัมผัสจริง และเกิดจินตนาการ
จึงเป็น 3 คำสั้นๆ ที่ทีมงานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ ใช้เป็นหลักในการออกแบบและทำกระบวนการเรียนรู้ธรรมชาติ
โดยมีหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผู้เรียน คือ การให้เวลา และมีความต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการเรียนรู้ไปสู่ขั้นต่อๆไป
ท้ายที่สุดของกระบวนการ "ศึกษาธรรมชาติโดยศิลปวิธี" มีเป้าหมายที่จะเห็นเด็กและเยาวชนไทย ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้แนวนี้ มีความสามารถในการเข้าถึงความสุข(แท้)ได้ – หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเกิด “ปัญญา” โดยดูได้จาก ความศรัทธาตนเองในการทำประโยชน์ (Self Esteem), ความตื่นตัว-อยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ (Sense of Wonder) และสุดท้ายคือ การตั้งเป้าหมาย(ท้ังระยะสั้นและยาว)และลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้นด้วยตนเอง(Self Achievement)
ยุทธศาสตร์ของการสร้างความรู้
มูลนิธิฯ ได้กำหนด ยุทธศาสตร์ของการสร้าง ความรู้ หรือ สิ่งที่พึงทำให้เกิดในบุคคล ไว้ด้วยกัน 5 ระดับ
1. ทำความรู้จักกันและกัน รู้ ฐานะ ของกันและกัน (คนกับธรรมชาติ)
2. มี และ เห็น ประโยชน์ ของกันและกัน (คนกับธรรมชาติ)
3. รู้ พอเหมาะ พอดี ในการพึ่งพาอาศัยกัน - รู้ใช้ (คนกับธรรมชาติ)
4. รู้ บำรุงรักษา (คนกับธรรมชาติ)
5. สามารถถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นต่อไป (คนกับคน)
หากมองกลับไปที่จุดเริ่มต้น เพียงเมื่อบุคคล เปิดที่จะเรียนรู้ รับรู้ความงามและเรียนรู้ตามความเป็นจริงของธรรมชาติ ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงแล้ว ก็คือ ความสามารถที่จะรู้สึกได้อย่างประณีต (Sensible) ความตื่นตัวต่อการรับรู้และเรียนรู้ (Awakening) และมีความสุขเบิกบาน (Liveliness) ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและชีวิตอื่น เมื่อประกอบกับคุณธรรมที่สำคัญ คือ ความเมตตา สามารถเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นเพื่อนได้ ก็จะทำให้การอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล (Symbiosis) เข้าถึงความเป็นจริงได้ในที่สุดเช่นกัน