เครือข่ายนักวิชาการอิสลามในจังหวัดปทุมธานี

เครือข่ายนักวิชาการอิสลามในจังหวัดปทุมธานี Muslim PathumThani for Reform ( MPR )

จุฬาราชมนตรีให้การต้อนรับและมอบโอวาทแก่คณะกรรมการชมรมศิษย์เก่าปอเนาะดาลอ (ภาคกลาง) วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ...
29/04/2026

จุฬาราชมนตรีให้การต้อนรับและมอบโอวาทแก่คณะกรรมการชมรมศิษย์เก่าปอเนาะดาลอ (ภาคกลาง)

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ สำนักจุฬาราชมนตรี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ได้ให้การต้อนรับคณะกรรมการชมรมศิษย์เก่าปอเนาะดาลอ ภาคกลาง นำโดย นายอำนาจ มะหะหมัด ประธานชมรมฯ ในโอกาสที่ทางคณะเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อรับโอวาท และข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินงานของชมรม

ในโอกาสนี้ ท่านจุฬาราชมนตรีได้มอบโอวาท พร้อมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันปอเนาะ โดยท่านได้กล่าวว่าท่านเองก็เคยเข้ารับการศึกษาจากสถาบันปอเนาะเช่นเดียวกัน ท่านได้ชี้ให้เห็นว่าสถาบันปอเนาะมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อสังคม เนื่องจากมิได้มุ่งเน้นเพียงการสอนวิชาการทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังบ่มเพาะระเบียบวินัยและการพึ่งพาตนเอง อาทิ การประกอบอาหารและภารกิจส่วนตัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของการหล่อหลอมตัวบุคคลที่คนภายนอกอาจยังไม่ได้รับรู้หรือเข้าใจอย่างถ่องแท้

สำหรับ “ปอเนาะดาลอ” (โรงเรียนสมบูรณ์ศาสน์ ดาลอ) ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านดาลอ ตำบลมะนังยง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2476 (ฮ.ศ. 1354) โดย ต่วนฮัจญีอับดุรเราะห์มาน อัลอัรชาดี สถาบันแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการศึกษาทางศาสนาอิสลามที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารและนำโดย บาบออับดุลการีม นาคนาวา (บาบอการีม) ผู้ดำรงตำแหน่งโต๊ะครูและผู้นำในการสานต่อเจตนารมณ์การบริหารสถาบัน

แม้ในปัจจุบันสังคมจะเผชิญกับกระแสวัตถุนิยมท่ามกลางสภาวการณ์ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ปอเนาะดาลอยังคงยืนหยัดรักษาอัตลักษณ์และรูปแบบการเรียนการสอนแบบปอเนาะดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง ปัจจุบันมีนักศึกษาจากทั่วสารทิศเข้าศึกษาและรับการขัดเกลาจริยธรรม ตอกย้ำฐานะความเป็นเสาหลักทางการศึกษา และหลักยึดเหนี่ยวทางคุณธรรมที่สำคัญยิ่งในพื้นที่จังหวัดปัตตานี

16/04/2026

🔑 ปลดล็อกความลับแห่ง "ริซกี" (الرِّزْقُ) ด้วยความศรัทธาและการมอบหมาย

1. ปฐมบทแห่งการใคร่ครวญ: เมื่อหัวใจแบกโลกทั้งใบ (ขยายความข้อคิด)
> *บางครั้ง…หัวใจของเราหนักอึ้ง เพราะแบกความกังวลเรื่องริซกีไว้มากเกินไป จนลืมไปว่า ผู้ที่ทรงสร้างปากของเรา ก็คือผู้ที่จะทรงบรรจุอาหารลงไปในปากนั้น...*
>

นักวิชาการกล่าวว่า **"ความกังวลเรื่องอนาคต คือการแย่งงานของอัลลอฮ์มาทำ"** มนุษย์เรามักจะนำความมั่นคงของชีวิตไปผูกติดกับ "สภาวะของโลก" เช่น ตัวเลขเงินเดือน ค่าเงินดอลลาร์ หรือราคาน้ำมันโลก สิ่งเหล่านี้มีความผันผวนและพร้อมจะพังทลายได้เสมอ แต่ "คลังสมบัติของอัลลอฮ์" นั้นเต็มเปี่ยมและไม่เคยพร่องลงเลยแม้แต่น้อย
ผู้ที่ประทานลมหายใจและจิตวิญญาณแก่เรา ย่อมไม่ทอดทิ้งหัวใจดวงนี้ให้หลงทางอย่างเดียวดาย ลองใคร่ครวญดูเถิด… ปลาวาฬสีน้ำเงินตัวมหึมาในมหาสมุทร ในแต่ละวันต้องการอาหารวันละ 4-6 ตัน ท้องทะเลกว้างใหญ่ที่ไม่มีใครไปหว่านแหหรือทำฟาร์มให้มัน แต่พระองค์ยังทรงเลี้ยงดูมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทุกวันเป็นเวลาหลายสิบปี แล้วมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเรา ซึ่งเป็นสิ่งถูกสร้างที่พระองค์ทรงรักและให้เกียรติที่สุด เหตุใดจึงปล่อยให้หัวใจจมอยู่กับความหวาดหวั่น?
แท้จริงแล้ว ริซกีไม่ได้อยู่ในมือของเจ้านาย ไม่ได้อยู่ในมือของเศรษฐกิจโลก แต่อยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์ (ผู้ทรงพระนามว่า อัร-ร็อซซาก - ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพอย่างล้นเหลือ) การตัสกียะห์ (ขัดเกลา) หัวใจ คือการถอนรากความกังวลที่เกินพอดีออกไป แล้วปลูกต้น **"ตะวักกุล" (การมอบหมาย)** ลงไปแทนที่ เชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่า "สิ่งที่เป็นของเรา จะไม่มีวันหลงทางไปหาผู้อื่น และสิ่งที่เป็นของผู้อื่น จะไม่มีวันหลงทางมาหาเรา"

2. นิยามของคำว่า "ริซกี" (تعريف الرزق)

🔑 คำนิยาม (Definition)

اَلرِّزْقُ لُغَةً: مَا يَنْتَفِعُ بِهِ مِنْ مَالٍ أَوْ زَرْعٍ أَوْ غَيْرِهِمَا.
แปลตามภาษา: “ริสกี คือ สิ่งที่ได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน พืชผล หรือสิ่งอื่นใด”

اَلرِّزْقُ اصْطِلَاحًا: مَا يَسُوقُهُ اللَّهُ إِلَى الْحَيَوَانِ فَيَأْكُلُهُ، فَيَكُونُ مُتَناوِلاً لِلْحَلاَلِ وَالْحَرَامِ.
แปลตามวิชาการ: “ริสกี คือ สิ่งที่อัลลอฮฺทรงนำส่งมายังสิ่งมีชีวิตแล้วมันนำไปบริโภค ครอบคลุมทั้งสิ่งที่ฮาลาลและฮะรอม”

3. ประเภทของริซกี (أنواع الرزق)
คนส่วนใหญ่มักหลงลืมและคิดว่าริซกีคือ "เงินทอง" เท่านั้น แต่อิบนุ อัลก็อยยิม แบ่งริซกีออกเป็น 2 ประเภทหลักที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น:
1. **ริซกีทางวัตถุ (رِزْقٌ ظَاهِرٌ - Rizq Zahir):** คือ อาหาร เครื่องดื่ม ที่อยู่อาศัย สุขภาพร่างกาย ทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้อัลลอฮ์ประทานให้แก่ **"ทุกคน"** ไม่ว่าจะเป็นผู้ศรัทธาหรือผู้ปฏิเสธ คนดีหรือคนบาป (นี่คือริซกีระดับพื้นฐาน)
2. **ริซกีทางจิตวิญญาณ (رِزْقٌ بَاطِنٌ - Rizq Batin):** คือ ทางนำ (ฮิดายะฮ์) ความรู้ศาสนาที่ถูกต้อง (อิลมุ) คู่ครองที่ซอลิฮ์ ลูกหลานที่ดี การได้ละหมาดญะมาอะฮ์ และ **"ความสงบในหัวใจ (สากีนะฮ์)"** สิ่งเหล่านี้คือริซกีระดับสูงที่อัลลอฮ์จะประทานให้แก่ **"ผู้ที่พระองค์ทรงรักเท่านั้น"**

4. ตัวบท
เพื่อให้เห็นภาพการดูแลของอัลลอฮ์อย่างลึกซึ้ง เราจะยกอายะฮ์อัลกุรอานที่ทรงพลังที่สุดในเรื่องนี้ (ซูเราะฮ์ ฮูด อายะฮ์ที่ 6)
**ตัวบทภาษาอาหรับ:**
> **۞ وَمَا مِن دَآبَّةٖ فِي ٱلۡأَرۡضِ إِلَّا عَلَى ٱللَّهِ رِزۡقُهَا**
>

*"และไม่มีสัตว์โลกใดๆ ที่สัญจรไปมาบนหน้าแผ่นดิน เว้นแต่เป็นหน้าที่ของอัลลอฮ์ ในการให้ปัจจัยยังชีพแก่มัน"*

เรื่องราวของ **ท่านนบีสุลัยมาน (อ้าลัยฮิสสลาม)** กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่อัลลอฮ์ทรงประทานอำนาจเหนือมนุษย์ ญิน สัตว์ และสายลม

#1. เรื่องเล่า: เมื่อมนุษย์อยากรับหน้าที่ "ผู้ประทานริซกี"
ตามเรื่องเล่าที่ถูกบันทึกไว้ ท่านนบีสุลัยมาน (อ้าลัยฮิสสลาม) ได้ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ เพื่อขออนุญาตเป็นเจ้าภาพ **"เลี้ยงอาหารสัตว์โลกและสิ่งถูกสร้างทั้งหมดบนหน้าแผ่นดินเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม"**

 #ถาม​__อยากทราบว่าการละ​หมาดฮาดียะฮฺมีที่ไปที่มาอย่างไรและมีวิธีการละหมาดอย่างไร?ตอบ__ความจริงแล้วการละหมาด​ฮาดียะ​ฮ​ฺ​...
25/02/2026

#ถาม​__อยากทราบว่าการละ​หมาดฮาดียะฮฺมีที่ไปที่มาอย่างไรและมีวิธีการละหมาดอย่างไร?

ตอบ__ความจริงแล้วการละหมาด​ฮาดียะ​ฮ​ฺ​ ก็คือการละหมาดสูนัตธร​ร​มดา​ทั่วไป(มุฏลัก)​นั่นเอง ซึ่งการละหมาดสุนัตทั่วไปนั้น ก็ถือว่าเป็นอิบาดะฮฺที่ถูกบัญญัติ​อย่างชัดเจน​100 เปอร์เซ็นต์​ หลังจาก​ที่เราละหมาดเสร็จ ก็ให้เราอุทิศ​ผลบุญ​การ​ละหมาด​ดังกล่าวของ​เรานั้นให้ผู้​ล่วงลับ​ โดยผ่าน​การ​ตั้ง​ใจ​(เหนีย​ต)​และดุอา อาทิ اللهم اوصل ثواب ما صليت إلى روح.............
ความว่า โอ​้.!อัลลอฮฺ​ โปรด​นำผลบุญ​การ​ละหมาด​ของ​ข้าพเจ้า​ถึง​ไปยังวิญญาณ...........

#อุลามะอมีมติเป็นเอกฉันทว่า การ'ดุอา'​ศีลอด' ฮัจยฺ​'​ศอดาเกาะฮ'สามารถอุทิศผลบุลของอามั้ลดังกล่าวได้ แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยผลบุญนั้นจะถึงและเป็นประโยชน์​แก่พวกเขา(ผู้ตาย) ทั้งนี้ เพราะมี​ฮาดิษ
ระบุใว้อย่าง​ชัดเจน

#ส่วนการละหมาด​สุนัต​ อ่านกุรอาน​ ซิกรุลลอฮฺ​ เป็นต้น มีการขัดแย้งระหว่างอุลามะอ เกี่ยวกับประเด็นว่าสามารถอุทิศผลบุลได้หรือไม่ เนื่องจากไม่มีหลักฐานระบุชัด แต่อย่างไรก็ตาม มีอุลามะอ
กลุ่มหนึ่ง​ในสังกัดมัสฮับ​ชาฟีอี อันได้แก่ ท่านอิหมา​ม​นาวาวียฺ​ อิหม่า​ม​ สายูตียฺ​ เป็นต้น และ จากมัสฮับฮัมบาลียฺ​ อิหมามอะฮฺหมัด​เอง​ 'อิบนุ​ กุดามะฮฺ​ อิบนุ​ ตัยมียะฮฺ​ อิบนุก็อยยิม​ อิบนุ​ เญาซียฺ​ และท่าน​อิหมาม อบู ฮานีฟะฮฺ​ ทั้งหมดได้ทำการเปรียบเทียบ(กียาส)​อิบาดะอฺประเภท​ที่สองนี้ กับอิบาดะฮฺประเภทที่1ที่มีหลักฐานรับรอง​ชัดเจนนั่นเอง.จึงได้บทสรุปว่า อิบาดะฮฺไม่ว่าจะเป็นประเภท​ บาดานียะฮฺ(ใช้ร่างกาย)​ เช่น​ ละหมาดสุนัต​ บวช​ ฮัจยฺ​์ หรื​อ​ อิบาดะห์มาลียะฮฺ​(ใช้ทรัพย์สิน)​ เมื่อถูก​ปฏิบัติ​ขึ้นมา แล้ว​ได้ทำการอุทิศผลบุญแด่ผู้ล่วงลับ​ แน่นอนว่าผลบุญ​ดังกล่าว ย่อมถึง​ไปยังพวกเขา(ผู้ตาย)ด้วยความโปรดของอัลลอฮ์ตาอาลา นี่คือมติส่วนมากของอุลามาอฺ__________

ดังนั้น อยากจะให้เข้าใจว่า ทัศนะที่​ไม่​ตรงกัน​ใน​ประเด็น​นี้​ หรือในประเด็นอื่นๆ ถือว่าเป็น​เราะห์มัตและความโปรดปราน​อันยิ่งใหญ่​ของ​อัลลอฮฺ​ที่มีต่อ​ประชาชาติ​นี้​ ทั้ง​คน​เป็น​และ​คนตาย กล่าวคือ คนที่ยังมีชีวิตและมีสุขภาพ​ดี​ มีทรัพย์สิน​ ก็อย่าใด้​ชะล่าใจ​ ทว่าต้องรีบเร่ง​ทำความ​ดี​ เตรียม​เสบียงเพื่อโลกหน้า​ โดยอย่าได้หวังผลบุญ​ฮาดีเยาะฮ์จากเครือญาติ​เพียงอย่างเดียว​เท่านั้น เพราะ​อาจเป็นไปได้ บรรดาผลบุญที่ทางญาติอุทิษให้ไม่ถึงตามทัศนะกลุ่มที่เห็นว่าไม่ถึง และอีกอย่างหนึ่งเสบียง​ที่ดีที่สุด คือ​เสบียง​ที่เรา​เตรียม​ไป​เอง​นั่นเอง ส่วนญาติ​ใกล้ชิด​ ที่เป็นมิตรสหาย​ของผู้ตาย แน่นอน​ว่าพวกเขา​ย่อมรัก​ ห่วงใย​ใน​สวัสดิภาพ​ของ​ญาติและ​พวกพ้อง​ โดยเฉพาะใน​ยามที่พวกเขาอำลาจากโลก​ไปแล้ว จึงจะพอมีสิ่งใด​หรืออามั้ลใดบ้างที่สามารถแสดงความรัก​ความห่วงใย​ต่อพวกเขาได้บ้าง ซึ่งแน่นอน​ว่า การอุทิศ​ผลบุญ​ คือทางออก​หนึ่ง ตามที่มีทัศนะอุลามาอฺส่วนใหญ่​รับรองเอาไว้ จึงเป็น​โอกาสของ​คนเป็น(ที่ยังมีชีวิต)ที่จะสามารถอุทิษผลบุญความดีต่าง​ๆได้ เท่าที่ญาติคนหนึ่ง​สามารถกระทำได้นั่นเอง _______
_____________________________________________
มีกล่าวในตำราฮัมบาลียฺโดย​ อิบนุ​ กุดามะฮฺ

وجاء في كتاب [المبدع في شرح المقنع٢/ ٢٨٢] من كتب الحنابلة: "قال أحمد: الميت يصل إليه كل شيء من الخير للنصوص الواردة فيه، ولأن المسلمين يجتمعون في كل مصر، ويقرءون، ويهدون لموتاهم من غير نكير، فكان إجماعاً، وكالدعاء والاستغفار".

มีกล่าวในตำราชาฟีอียฺโดย​ อิหมา​ม​ นาวาวียฺในอัซการ​ หน้า116 โรงพิมพ์​دار ابن حزم
اختلف العلماء في وصول ثواب قراءة القرآن، فالمشهور من مذهب الشافعي وجماعته أنه لا يصل، وذهب أحمد بن حنبل وجماعة من العلماء وجماعة من أصحاب الشافعي إلى أنه يصل، قال: فالاختيار أن يقول القارئ بعد فراغه: اللهم أوصل ثواب ما قرأته إلى فلان.

ท่านอิบนิตัยมียะฮฺใด้กล่าวใว้
وقال شيخ الإسلام ابن تيمية رحمه الله تعالى: وقد صح عن النبي صلى الله عليه وسلم أنه أمر بالصدقة على الميت، وأمر أن يصام عنه الصوم، فالصدقة عن الموتى من الأعمال الصالحة، وكذلك ما جاءت به السنة في الصوم عنهم، وبهذا وغيره احتج من قال من العلماء: إنه يجوز إهداء ثواب العبادات المالية والبدنية إلى موتى المسلمين، كما هو مذهب أحمد وأبي حنيفة، وطائفة من أصحاب مالك والشافعي، فإذا أهدي لميت ثواب صيام أو صلاة أو قراءة جاز ذلك،___________________ والله اعلم

21/02/2026
🛑 ความเข้าใจเกี่ยวกับฮะดีษทาสหญิง ( حديث الجارية ) : ระหว่างสะลัฟและสะละฟียฺวะฮฺฮาบียฺ 🛑🌿  #ฮะดีษทาสหญิง ( حديث الجارية ...
24/01/2026

🛑 ความเข้าใจเกี่ยวกับฮะดีษทาสหญิง ( حديث الجارية ) : ระหว่างสะลัฟและสะละฟียฺวะฮฺฮาบียฺ 🛑
🌿 #ฮะดีษทาสหญิง ( حديث الجارية ) นั้น เป็นหนึ่งในฮะดีษที่สร้างความสับสนและนำไปสู่ความเข้าใจผิดสำหรับผู้ศึกษาหาความรู้บางท่าน ดังนั้นพวกเขาจึงใช้ฮะดีษนี้ยืนยันว่าอัลลอฮฺมีสถานที่สถิต
📌 ข้าพเจ้าเห็นว่าการถามมุสลิมว่า “ أين الله ؟ : อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน? ” นั้น ไม่มีรากฐานใดๆในซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ และไม่เคยมีรายงานว่าท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ﷺ ได้ถามคำถามนี้กับมุสลิมคนใดเลย แต่คำถามนี้ถูกใช้ถามกับสตรีที่ยังไม่ใช่มุสลิม(ในขณะนั้น) เพื่อตรวจสอบสถานะอีหม่าน(ศรัทธา)ของนาง และเพื่อดูว่านางเคารพสักการะสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น รูปปั้นหรือรูปเคารพ หรือนางเคารพสักการะสิ่งอื่นใดกันแน่ ?
🟢 สิ่งที่สนับสนุนคำกล่าวของข้าพเจ้าคือ คำถามนี้ไม่ได้มีปรากฏอยู่ในทุกสายรายงานฮะดีษด้วยถ้อยคำว่า “ أين الله ؟ : อัลลอฮ์อยู่ที่ไหน? ” หากแต่ปรากฏในรูปแบบถ้อยคำอื่นที่บ่งชี้ถึงความหมายที่ถูกต้องและเจตนาที่แท้จริง
⭕ มีปรากฏการรายงานใน อัลมุวัฏฏออฺ ( الموطأ ) ของอีหม่ามมาลิก , มุสนัด อะฮฺหมัด ( مسند أحمد ) และสุนัน อัดดาริมียฺ ( سنن الدارمي ) จากฮะดีษของท่าน #อุบัยดิลละฮฺ บิน อับดุลลอฮฺ บิน อุตบะฮฺ บิน มัสอูด ว่า :
( أَنَّ رَجُلًا مِنَ الْأَنْصَارِ جَاءَ إِلَى رَسُولِ اللهِ ﷺ بِجَارِيَةٍ لَهُ سَوْدَاءَ، فَقَالَ : يَا رَسُولَ اللهِ إِنَّ عَلَيَّ رَقَبَةٌ مُؤْمِنَةٌ، فَإِنْ كُنْتَ تَرَاهَا مُؤْمِنَةٌ أَعْتَقْتُهَا، فَقَالَ لَهَا رَسُولُ اللهِ : أَتَشْهَدِينَ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ؟ فَقَالَتْ : نَعَمْ، قَالَ: «أَفَتَشْهَدِينَ أَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللهِ؟ قَالَتْ : نَعَمْ، قَالَ: «أَتُوقِنِينَ بِالْبَعْثِ بَعْدَ الْمَوْتِ ؟ قَالَتْ : نَعَمْ، قَالَ رَسُولُ اللهِ ﷺ: «أَعْتِقْهَا )
“ แท้จริงมีชายคนหนึ่งจากชาวอันศอรได้นำทาสหญิงรับใช้ผิวดำของเขามาหาท่านรอซู้ล ﷺ แล้วเขาก็กล่าวว่า : โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ! ผมมีทาสหญิงที่ศรัทธาที่ต้องการจะปลดปล่อย หากท่านเห็นว่านางศรัทธา ผมก็จะปล่อยนางเป็นอิสระ ท่านรอซู้ล ﷺ จึงถามนางว่า : เธอจะปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺหรือไม่? นางตอบว่า : ใช่ ท่านรอซู้ลถามอีกว่า : เธอจะปฏิญาณตนว่ามุฮัมหมัดเป็นร่อซูลของอัลลอฮฺหรือไม่? นางตอบว่า : ใช่ ท่านถามอีกว่า : เจ้าเชื่อมั่นในการฟื้นคืนชีพหลังความตายหรือไม่? นางตอบว่า : ใช่ ท่านร่อซูล ﷺ จึงกล่าวว่า : ท่านจงปลดปล่อยนางไปอิสระเถิด ”
⭕ และในอีกรายงานหนึ่งตามที่ปรากฏในสุนัน อะบูดาวูด ( سنن أبي داود) , มุสนัด อะฮฺหมัด ( مسند أحمد ) และอัลมุอฺญัม อัลกะบีร ( المعجم الكبير ) ระบุว่า :
( أنه قَالَ لَهَا : مَنْ رَبُّكِ ؟ قَالَتْ: اللهُ ، قَالَ: «مَنْ أَنَا ؟ ، فَقَالَتْ : أَنْتَ رَسُولُ اللَّهِ، قَالَ: «أَعْتِقْهَا فَإِنَّهَا مُؤْمِنَةٌ )
“ แท้จริงท่านนบี ﷺ ถามนางว่า : ใครคือพระเจ้าของเธอ ? นางตอบว่า : อัลลอฮฺ ท่านถามต่อว่า : ฉันคือใคร? นางตอบว่า : ท่านคือรอซู้ลของอัลลอฮฺ ท่านจึงกล่าวว่า : ท่านจงปลดปล่อยนางเป็นอิสระเถิด เพราะนางเป็นผู้ศรัทธา ”
📌 ดังนั้นการรายงานนี้ถูกบอกเล่าตามความหมาย และไม่มีคำถามว่า “ ทรงอยู่ที่ไหน ” ดังที่ปรากฏในรายงานอื่น และทั้งสองรายงาน เป็นรายงานที่ศอเฮี๊ยะฮฺ(ถูกต้อง) จึงจำเป็นต้องตีความรายงานหนึ่งให้สอดคล้องกับอีกรายงานหนึ่ง
และแม้สมมติว่ามีการรายงานหลายสาย คำตอบของเราเกี่ยวกับฮะดีษของทาสหญิงที่มีคำว่า أين الله ؟ : อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน ? มีดังนี้ :
🌿 เราขอยืนยันว่าคำถามว่า ( أين : ไหน ? ) ในภาษาอาหรับที่บริสุทธิ์นั้น อาจหมายถึง
• #การถามถึงสถานที่
• #หรือการถามถึงสถานะ/ตำแหน่งทางเกียรติยศ
ซึ่งการใช้งานทั้งสองแบบนี้ มีปรากฏในการใช้ภาษาอาหรับอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น :
เมื่อต้องการสอบถามเกี่ยวกับสถานะของบุคคลใดบุคคลหนึ่งในสายตาผู้คนอื่น พวกเขาจะพูดว่า : أين منزلة فلان منك ؟ ( สถานะของคนนั้นกับท่านเป็นอย่างไร? )
และ أين فلان من الأمير ؟ ( สถานะของคนนั้นระดับไหนเมื่อเทียบกับผู้ปกครอง? )
🟢 และเช่นเดียวกัน พวกเขาใช้คำนี้ในการสอบถามถึงความต่างระหว่างลำดับชั้นหรือสถานะในการเปรียบเทียบกัน(ระหว่างสองบุคคล) โดยกล่าวว่า : أين فلان من فلان ؟ (คนนั้นมีสถานะระดับไหนเมื่อกับคนนี้?) และ أين أنت من فلان ؟ (ท่านมีสถานะระดับไหนเมื่อเทียบกับคนนั้น?) ซึ่งในที่นี้ พวกเขาไม่ได้หมายถึงสถานที่หรือตำแหน่งทางกายภาพแต่อย่างใด ทว่าต้องการสอบถามเกี่ยวกับ ลำดับชั้นและสถานะ ชั้นยศ หรือเกียรติคุณ
และพวกเขายังกล่าวอีกว่า : لفلان عند فلان مكان ومنزلة ( สำหรับคนนั้น มีลำดับขั้นและมีสถานะสำหรับคนโน้นระดับไหน ? ) และ
مكان فلان في قلب فلان حسن ( สถานะของคนนั้นในหัวใจของคนโน้นอยู่ในระดับที่ดี ) ซึ่งพวกเขาหมายถึง ลำดับชั้นและระดับขั้นในความใกล้ชิดหรือความห่างเหิน การให้เกียรติหรือการดูหมิ่น
🛟 เราขอถามคนเหล่านั้น(ที่ยึดในความหมายเดียวว่าหมายถึงการถามถึงสถานที่)ว่า : ทำไมท่านจึงตีความคำนี้ตามความหมายหนึ่ง(ของ أين : ที่หมายถึงสถานที่) และละทิ้งอีกความหมายหนึ่ง(ของ أين : ที่หมายถึงสถานะหรือเกียรติฐานันดร)ไป?
เป็นเพราะความหมายนั้นมีความแข็งแกร่งกว่าในแง่ของความหมายทางภาษาและทางศาสนา หรือเป็นเพราะความหมายที่ปรากฏนั้นสอดคล้องกับหลักอะกีดะฮฺของท่านกันแน่?
เรายืนยันว่าการตีความคำว่า ” อัยนา ” (أين) ที่ปรากฏในฮะดีษให้หมายถึง สถานะและฐานันดรอันสูงส่ง นั้น มีความเหมาะสมและสมบูรณ์ยิ่งใน #การแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ(ตะอาลา)มากกว่าการตีความว่าหมายถึง สถานที่ นั่นเป็นเพราะการยืนยันว่าอัลลอฮฺมีสถานที่ (ตามที่พวกเขากล่าวอ้าง) #ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันถึงการมีศรัทธาของนาง ในขณะที่ความหมายที่สองที่สื่อถึง สถานะอันสูงส่งและความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ(ตะอาลา) นั้น มีความเหมาะสมที่สุดที่จะตีความคำกล่าวของนางว่าเป็นการบ่งชี้ถึงการมีศรัทธา
📌 ดังนั้นผู้ใดที่อ้างว่าท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ﷺ ถามนางด้วยคำว่า : “ أين الله ؟ : อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน? ” เพื่อสอบถามถึงสถานที่ของอัลลอฮฺ(ตะอาลา) นั้น ผู้นั้นเป็นผู้ที่อ่อนหัดและไม่รู้ภาษาอาหรับและวิธีการสื่อสารของภาษาอาหรับ อีกทั้งยังเขาไม่รู้จักพระเจ้าของเขาเอง ผู้ทรงเกรียงไกรและผู้ทรงยิ่งใหญ่ เพราะการมีศรัทธา(ของทาสหญิง)นั้น ถูกยืนยันในตัวนางจากสิ่งที่อยู่ในหัวใจของนางจากการที่นางย่กย่องเชิดชูสถานะของอัลลอฮฺ และเทิดทูนความสูงส่งของสถานะและตำแหน่งของพระองค์ ไม่ใช่ด้วยการที่นางเป็นพยานว่าสถานที่ของพระองค์อยู่ในฟากฟ้า
⭕ จากตรงนี้ จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าความหมายของคำกล่าวที่ท่านรอซู้ลกล่าวกับนางว่า “ أين الله ؟ : อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน? ” หมายถึงการสอบถามถึง #สถานะและฐานันดรของพระองค์ในตัวนางและในหัวใจของนาง และการที่นางชี้ไปยังฟากฟ้าเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า #ฐานะของพระองค์ในฟากฟ้านั้นสูงส่งและยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับคำกล่าวของผู้ที่ต้องการบอกเล่าถึงความสูงส่งและสถานะอันยิ่งใหญ่ของบุคคลหนึ่งว่า : “ في السماء : อยู่บนฟากฟ้า ” ซึ่งหมายถึง : เขามีเกียรติสูงส่ง มีฐานะยิ่งใหญ่
เช่นเดียวกัน คำกล่าวของนางที่ว่า : “ في السماء : อยู่บนฟากฟ้า ” นั้น เกิดขึ้นในลักษณะของการชี้บ่งเพื่อเตือนให้ระลึกถึงตำแหน่งฐานันดรของพระองค์ในหัวใจของนางและความรู้ความเข้าใจของนางที่มีต่อพระองค์
🟢 และทุกคนที่มีความเข้าใจในภาษาอาหรับนั้น เขาย่อมรู้ดีว่าคำว่า (أين : ไหน) ไม่ได้หมายถึงสถานที่เสมอไป และไม่มีใครกล่าวเช่นนี้ได้ นอกจากผู้ที่ไม่รู้ภาษาอาหรับ ดังปรากฏในพระดำรัสของอัลลอฮฺ(ตะอาลา)ที่ว่า:
( وَيَوْمَ يُنَادِيهِمْ فَيَقُولُ أَيْنَ شُرَكَائِيَ الَّذِينَ كُنتُمْ تَزْعُمُونَ )
“ และวันที่พระองค์ทรงเรียกพวกเขา แล้วตรัสว่า : ไหนเล่าบรรดาภาคีของข้าที่พวกเจ้ากล่าวอ้าง? ” [อัล-กอศ็อศ : 74]
ซึ่งแน่นอนว่าในอายะฮฺนี้ คำว่า “ أين ” ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริงๆ แต่หมายถึง การตำหนิ การท้าทาย และการประจานถึงสิ่งที่พวกเขาเคยอ้างอย่างไม่มีมูลความจริง
และในฮะดีษศอเฮี๊ยะฮฺ :
( أين المتألِّي على الله لا يفعل المعروف؟ )
“ ไหนเล่าผู้ที่สาบานต่ออัลลอฮฺว่าเขาจะไม่กระทำความดี ? ”
ซึ่งแน่นอนว่าในฮะดีษนี้ คำว่า “ أين ” ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริงๆ แต่หมายถึง การตำหนิ การขู่สับทับ
และเช่นกัน ได้มีรายงานในหะดีษศอเฮี๊ยะฮฺ :
( إِنَّ اللهَ يقولُ يَومَ القِيامَةِ: أَينَ المُتَحَابُّونَ بِجَلالِي؟ اليَومَ أُظِلُّهُم فِي ظِلِّي يَومَ لا ظِلَّ إِلَّا ظِلّي )
“ แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงดำรัสในวันกิยามะฮฺว่า : ไหนเล่าบรรดาผู้ที่รักกันเพื่อความยิ่งใหญ่ของข้า ? ในวันนี้ข้าจะให้พวกเขาได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของข้า ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีร่มเงาใดๆ ยกเว้นร่มเงาของข้า ”
🛟 เราใช้คำถาม ( أين : ไหน ) ในการพูดของเราโดยไม่ได้หมายถึงสถานที่ แต่ต้องการถามถึงสถานะและตำแหน่ง เช่นคำกล่าวของเราที่ว่า : “ أين علومك الباهرة : ไหนล่ะความรู้อันน่าทึ่งของท่าน ? ” เพราะคำพูดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะถามสถานที่แต่อย่างใด
และเช่นกัน เรากล่าวว่า : “ أين شجاعتك يا فتى ؟ : ไหนล่ะความกล้าหาญของเจ้า โอ้พ่อหนุ่ม? ” ซึ่งเราไม่ได้หมายถึงสถานที่เลยแม้แต่น้อยในคำถามของเรา
📌 นอกจากนี้ยังมีตัวบทและคำกล่าวที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ อีกมากมายที่การใช้คำว่า ( أين : ไหน ) ไม่ได้หมายถึงสถานที่ แต่หมายถึงตำแหน่ง สถานะฐานันดร หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกัน
🌿 สิ่งที่ยืนยันความหมายนี้ คือสิ่งที่มีปรากฏในรายงานอื่นที่เราได้กล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งมาพร้อมกับถ้อยคำที่ชัดเจนและถูกต้อง ซึ่งมันยืนยันสิ่งที่เราได้ชี้แจงไปแล้ว และไม่ได้มีการใช้คำว่า “ อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน? ” แต่ทว่าท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ﷺ ถามนางว่า : “ من ربك : ใครคือพระเจ้าของเจ้า? ” นางตอบว่า : อัลลอฮฺ ท่านรอซู้ลต่อถามว่า : “ من أنا ؟ : ฉันคือใคร? ” นางตอบว่า : “ ท่านคือรอซู้ลของอัลลอฮฺ ท่านจึงกล่าวว่า : ท่านจงปลดปล่อยนางเป็นอิสระเถิด เพราะนางเป็นผู้ศรัทธา
🛟 บรรดานักอรรถาธิบายสุนันทั้งหมดต่างเข้าใจความหมายนี้และได้ยืนยันเอาไว้ในตำราของพวกเขา ไม่มีใครมีความเห็นต่างเลย นอกจาก #อิบนุตัยมิยะฮฺและผู้ที่ติดตามเขาจากกลุ่มสะละฟียฺวะฮฺฮาบียฺ
🛑 และท่านสมควรพิจารณาคำกล่าวบางส่วนของพวกเขาเหล่านั้น :
💡อิหม่ามอะบู อัลวะลีด อัลบาญียฺ ( الإمام أبو الوليد الباجي ) - เสียชีวิตในปีฮ.ศ. 474 - ได้กล่าวว่า :
( وقوله : للجارية أين الله؟ فقالت: في السماء؛ لعلها تريد وصفه بالعلو، وبذلك يوصف كل من شأنه العلو، فيقال: مكان فلان في السماء، بمعنى علو حاله ورفعته وشرفه )
และคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ที่ถามทาสหญิงว่า “ أين الله ؟ : อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน? ” และนางตอบว่า “ في السماء : ในฟากฟ้า ” อาจหมายถึงการบรรยายถึง العلو : ความสูงส่งของพระองค์ และด้วยเหตุนี้ ทุกๆบุคคลที่มีความสูงส่งก็จะถูกบรรยายด้วยคำนี้ เช่นคำกล่าวที่ว่า : “ ตำแหน่งของคนนั้นอยู่ในฟากฟ้า ” หมายถึง “ ความสูงส่งของสถานะและเกียรติยศของเขา ”
💡อิหม่ามอัลมาซะรียฺ ( الإمام المازري ) - เสียชีวิตในปีฮ.ศ. 536 - ได้กล่าวว่า :
( إنّما وَجْهُ السؤال بـ (أين) هاهنا سؤال عما تعتقده من جلال الباري سبحانه وعظمته، وإشارتها إلى السماء إخبار عن جلالته سبحانه في نفسها، والسماء قبلة الداعين، كما أن الكعبة قبلة المصلين، فكما لم يدل استقبال الكعبة على أن الله جلت قدرته فيها، لم يدل التوجه إلى السماء، والإشارة على أن الله تعالى حال فيها )
“ แท้จริงวัตถุประสงค์ของคำถามด้วยคำว่า (أين) ในที่นี้ คือการสอบถามถึงสิ่งที่นางเชื่อเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่และความสูงส่งของพระผู้สร้าง และการที่นางชี้ไปยังฟากฟ้านั้น เป็นการบอกถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในจิตใจของนาง และฟากฟ้านั้น เป็นกิบลัตของบรรดาผู้วิงวอนขอดุอาอฺ เช่นเดียวกับที่กะอฺบะฮฺเป็นกิบลัตของผู้ที่ละหมาด ดังนั้นเช่นเดียวกับการผินหน้าไปยังกะอฺบะฮฺนั้น ไม่ได้บ่งชี้ว่าอัลลอฮฺทรงดำรงอยู่ในนั้น การหันหน้าไปยังฟากฟ้าและการชี้ไปยังฟากฟ้า ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าอัลลอฮฺ(ตะอาลา)ทรงดำรงอยู่ในนั้นเช่นกัน ”
💡อิหม่าม ชะรอฟุดดีน อัฏฏีบียฺ ( الإمام شرف الدين الطيبي ) - เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 743 - ได้กล่าวว่า :
لم يرد السؤال عن مكانه؛ فإنه منزه عنه، والرسول الله أعلى من أن يسأل أمثال ذلك، بل أراد أن يتعرف أنها موحدة أو مشركة؛ لأن كفار العرب كانوا يعبدون الأصنام، فكان لكل قوم منهم صنم مخصوص يكون فيما بينهم يعبدونه ويعظمونه، ولعل سفهاءهم وجهلتهم كانوا لا يعرفون معبودا غيره، فأراد أن يتعرف أنها ما تعبد، فلما قالت: في السماء وفي رواية أشارت إلي السماء فهم منها أنها موحدة تريد بذلك نفي الآلهة الأرضية التي هي الأصنام، لا إثبات السماء مكانا له تعالى عما يقول الظالمون علوا كبيرًا
“ คำถามนั้นไม่ได้เกี่ยวกับสถานที่ของอัลลอฮฺ เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสถานที่ และท่านรอซู้ลุลลอฮฺ ﷺ นั้น สูงส่งเกินกว่าที่จะถามถึงสิ่งเหล่านั้น แต่ทว่าท่านต้องการจะรู้ว่านางเป็นผู้ยึดมั่นในความเป็นพระเจ้าองค์เดียวของอัลลอฮฺหรือนางเป็นผู้ตั้งภาคี เพราะผู้ปฏิเสธศรัทธาชาวอาหรับเคยเคารพสักการะรูปปั้น แต่ละเผ่าก็จะมีรูปปั้นเฉพาะของตนเองที่อยู่ท่ามกลางพวกเขาเพื่อเคารพสักการะและยกย่อง และบางทีคนโง่เขลาของพวกเขาก็อาจจะไม่รู้จักพระเจ้าอื่นใดนอกจากรูปปั้นนั้น ท่านจึงต้องการจะรู้ว่านางเคารพสักการะอะไร เมื่อนางกล่าวว่า : ในฟากฟ้า และในอีกรายงานหนึ่ง นางได้ชี้ไปยังฟากฟ้า ก็เป็นที่เข้าใจว่านางเป็นผู้ยึดมั่นในความเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของอัลลอฮฺ โดยมีเจตนาปฏิเสธพระเจ้าบนโลกซึ่งก็คือรูปปั้นทั้งหลาย ไม่ใช่เพื่อยืนยันว่าฟากฟ้าเป็นสถานที่สำหรับพระองค์ อัลลอฮฺทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกอธรรมกล่าวไว้อย่างมากมายยิ่งนัก ”
💡ชัยคุลอิสลาม อัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญัร ( شيخ الإسلام ابن حجر ) - เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 852 - ได้กล่าวว่า :
فحكم بإيمانها مخافة أن تقع في التعطيل لقصور فهمها عما ينبغي له من تنزيهه مما يقتضي التشبيه؛ تعالى الله عن ذلك علوا كبيرا
“ ดังนั้นท่านรอซู้ลได้ตัดสินว่านางศรัทธาเพราะเกรงว่านางจะตกอยู่ในการปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮฺ เนื่องจากความเข้าใจที่บกพร่องของนางเกี่ยวกับสิ่งที่เหมาะสมสำหรับพระองค์ในการยืนยันความบริสุทธิ์ให้แก่พระองค์จากสิ่งที่นำไปสู่การเปรียบเทียบ อัลลอฮฺทรงบริสุทธิ์จากสิ่งดังกล่าวไว้อย่างมากมายยิ่งนัก ”
และท่านกล่าวเกี่ยวกับฮะดีษการนุซูล(แปลเป็นไทยว่า ลงมา ) ว่า :
( استدل به من أثبت الجهة وقال: هي جهة العلو، وأنكر ذلك الجمهور؛ لأن القول بذلك يُفضي إلى التحيز، تعالى الله عن ذلك )
“ ผู้ที่ยืนยันการมีทิศทางและกล่าวว่ามันคือทิศทางเบื้องสูงได้อ้างฮะดีษนี้มาเป็นหลักฐาน และอุละมาอฺส่วนใหญ่ปฏิเสธสิ่งนั้น เพราะการกล่าวเช่นนั้นจะนำไปสู่การกำหนดการมีสถานที่ให้กับอัลลอฮฺ อัลลอฮฺทรงบริสุทธิ์จากสิ่งดังกล่าว ”
💡อิหม่ามอัลบัดรฺ อัลอัยนียฺ ( الإمام البدر العيني. ) - เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 855 - ได้กล่าวว่า :
( إنما أراد الله أن يتطلب دليلا على أنها موحدة، فخاطبها بما يفهم قصدها؛ إذ من علامات الموحدين: التوجه إلى السماء عند الدعاء وطلب الحوائج؛ لأن العرب التي تعبد الأصنام تطلب حوائجها من الأصنام، والعجم من النيران، فأراد الله الكشف عن معتقدها هل هي من جملة من آمن؟ فأشارت إلى السماء، وهي الجهة المقصودة عند الموحدين )
“ แท้จริงอัลลอฮฺทรงต้องการที่จะหาหลักฐานยืนยันว่านางเป็นผู้ยึดมั่นในความเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงสื่อสารกับนางในสิ่งที่นางเข้าใจเจตนาของพระองค์ เพราะหนึ่งในสัญญาณของผู้ยึดมั่นในความเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของอัลลอฮฺนั้น คือการหันหน้าไปยังฟากฟ้าเมื่อขอดุอาและวิงวอนขอความต้องการต่างๆ เพราะชาวอาหรับที่เคารพสักการะรูปปั้นนั้น พวกเขาจะวิงวอนขอความต้องการของพวกเขาจากรูปปั้น และชาวอะญัมขอจากไฟ อัลลอฮฺจึงต้องการเปิดเผยความเชื่อของนางว่านางเป็นส่วนหนึ่งของบรรดาผู้ศรัทธาหรือไม่ ?นางจึงชี้ไปยังฟากฟ้า ซึ่งเป็นทิศทางที่ผู้ยึดมั่นในความเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของอัลลฮฺมุ่งหมายไป ”
💡 อัลลามะฮฺ อัลมุนาวียฺ ( العلامة المنازي ) - เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 1031 - ได้กล่าวว่า :
( فأشارت إلى السماء معبرة عن الجلال والعظمة لا عن المكان، وإنما ينسب إلى السماء؛ لأنها أعظم وأوسع من الأرض، أو لعلوها وارتفاعها، أو لأنها قبلة الدعاء )
“ ดังนั้นนางจึงชี้ไปยังฟากฟ้าเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่และความสูงส่ง ไม่ใช่เพื่อบ่งบอกถึงสถานที่ และแท้จริงการพาดพิงไปยังฟากฟ้านั้น เพราะมันยิ่งใหญ่และกว้างขวางกว่าแผ่นดิน หรือเพราะความสูงส่งและความสูงศักดิ์ของมัน หรือเพราะมันเป็นกิบลัตของการวิงวอน ”
📌 ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเห็นว่าบรรดาอิหม่ามจากนักวิชาการฮะดีษและปวงปราชญ์ของประชาชาติได้ทำความเข้าใจฮะดีษทาสหญิงอย่างไร ? เพื่อให้ท่านได้เห็นถึงขนาดของการทำให้หลงผิดที่กลุ่มสะละหียฺวะฮฺฮาบียฺกระทำต่อบทบัญญัติทางศาสนา
🌿 และเราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ(ตะอาลา)ให้ทรงนำทางพวกเขา และให้พวกเขากลับคืนสู่แนวทางของอะฮฺลุซซุนนะฮฺและสลัฟ อามีน อามีน
เขียน | ชัยคฺ อิบรอฮีม อัลมุรชิดียฺ
ถอดความ | เพจ Sunnah Hasanah

ที่อยู่

Rangsit
12120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เครือข่ายนักวิชาการอิสลามในจังหวัดปทุมธานีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เครือข่ายนักวิชาการอิสลามในจังหวัดปทุมธานี:

แชร์