Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม

Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม, องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGO), Phra Nakhon.

Just'Fund – กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม
ดำเนินการโดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมกว่า 25 องค์กร

เราระดมทุนจากประชาชนเพื่อสนับสนุนองค์กรและนักกิจกรรมที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนาสังคม Just Fun[D] – กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม

ดำเนินการโดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมไทย ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมกว่า 30 องค์กร
เราระดมทุนจากประชาชนเพื่อสนับสนุนอง

ค์กรและนักกิจกรรมที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนาสังคม

Just Fun[D] เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง

เรามุ่งสร้างระบบการให้ทุนที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อเสริมพลังองค์กรภาคประชาสังคมทั้งเล็กและใหญ่ให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

ร่วมบริจาค ร่วมเปลี่ยนสังคมไปด้วยกัน

ภายหลังผลการออกเสียงประชามติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าป...
12/06/2026

ภายหลังผลการออกเสียงประชามติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รัฐสภาภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2 จึงรับหน้าที่สานต่อกระบวนการจัดทำข้อเสนอเพื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากหลายพรรคการเมืองยังคงอยู่ภายใต้กรอบของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจเปิดทางให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ด้วยเหตุนี้ ภาคประชาชนจึงริเริ่มผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 256 ฉบับประชาชน เพื่อยืนยันหลักการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยว่า ผู้จัดทำรัฐธรรมนูญต้องได้รับอำนาจจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งโดยตรง
#เลือกตั้งสสร
#รัฐธรรมนูญใหม่ของประชาชน
#สสรต้องมาจากการเลือกตั้ง
#ประชาชนกำหนดอนาคต
#แก้รัฐธรรมนูญ2560

รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่คือกติกาที่กำหนดว่าประชาชนจะมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเองได้มากแค่ไหนหนึ่งใ...
10/06/2026

รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่คือกติกาที่กำหนดว่าประชาชนจะมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเองได้มากแค่ไหน
หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือคำถามว่า “ใครควรเป็นคนร่าง”
ข้อเสนอของภาคประชาชนคือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่การแต่งตั้ง เพราะหากรัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดของประเทศ ผู้เขียนกติกานั้นก็ควรได้รับความยินยอมจากเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างประชาชนเช่นกัน
ข้อเสนอนี้ไม่ได้พูดถึงแค่การเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ยังพูดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การเลือกตัวแทน การรับฟังความเห็นจากสังคม ไปจนถึงการลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การหย่อนบัตรเลือกตั้งทุก ๆ สี่ปี แต่คือการที่ประชาชนมีสิทธิออกแบบกติกาที่จะกำหนดชีวิตของตนเอง
ที่ Just'Fund เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นได้เมื่อภาคประชาชนมีทรัพยากรในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นองค์กร นักกิจกรรม หรือเครือข่ายที่ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการปฏิรูปกฎหมาย
ทุกการบริจาคคือการร่วมสนับสนุนให้เสียงของประชาชนดังขึ้น และช่วยให้การทำงานเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและมีส่วนร่วมมากขึ้นเดินหน้าต่อไปได้
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ดีกว่ากับ Just'Fund ได้ที่
ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี: กองทุนมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
โดย มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
เลขที่บัญชี: 075-214-2483
#รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน #ประชาธิปไตย #ภาคประชาสังคม

🗳️ ประชาชนต้องได้เลือกตั้ง สสร.วันที่ 9 มิถุนายน 2569 กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) เตรียมยื่นรายชื่อผู้เชิญชวน...
08/06/2026

🗳️ ประชาชนต้องได้เลือกตั้ง สสร.
วันที่ 9 มิถุนายน 2569 กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) เตรียมยื่นรายชื่อผู้เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย “สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”
ข้อเสนอสำคัญคือ
✅ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
✅ ประชาชนมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ
✅ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก สสร. และประชามติของประชาชน
ภาคประชาชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยจากที่มาและเนื้อหา ขณะที่ผลประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เป้าหมายคือการสร้างรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชน มีส่วนร่วม โปร่งใส และเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
#รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน #เลือกตั้งสสร #ประชาธิปไตย #รัฐธรรมนูญใหม่

🗳️ ประชาชนต้องได้เลือกตั้ง สสร.!
❌ ไม่เอา สสร. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก
วันอังคารนี้ (9 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30 น. เครือข่ายภาคประชาชนในนาม ‘กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ’ หรือ ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของนักกิจกรรม ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ที่ต้องการเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน จะเข้ายื่นรายชื่อผู้ประสงค์เป็นเป็นผู้เชิญชวนประชาชนลงรายมือชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ... หรือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ต่อ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ณ อาคารรัฐสภา (เกียกกาย)
โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีหลักการคือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ภายใต้หลักความเป็นประชาธิปไตย ความหลากหลายและครอบคลุม การมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ และ ความมีประสิทธิภาพ
การเสนอร่างดังกล่าว สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกจัดทำขึ้นภายหลังรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยทั้งในเชิงที่มาและเนื้อหา
โดยจะเห็นได้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้วนมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร คสช. แทบทั้งสิ้น และนั่นส่งผลให้เนื้อหาของร่างขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทั้งในแง่ของการลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ถดถอยและอ่อนแอ รวมถึงการทำให้อำนาจของประชาชนอ่อนแอผ่านการลดทอนอำนาจของสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน และเพิ่มอำนาจให้กับสถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาชน เช่น วุฒิสภา องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ในการกำกับ ยั้งยั้ง หรือขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตย
ประกอบกับเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติถึง 36.8 ล้านเสียง และมีผู้ลงมติเห็นชอบ 21.6 ล้านเสียงให้กับคำถามว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เป็นที่ยุติแล้วว่า ประชาชนเสียางข้างมากต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง ทางภาคประชาชนจึงเสนอให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงที่สุด โดยมีข้อเสนอบรรจุอยู่ในร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ดังนี้
📌 ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ช่วง ‘ต้นน้ำ’ หรือ การเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงกำหนดให้ สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งแบ่งสมาชิกออกเป็นสองรูปแบบ ได้แก่ สสร.แบบแบ่งเขต โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง (คล้ายกับการเลือก สส.แบบแบ่งเขต) และ สสร.แบบบัญชีรายชื่อที่ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน (คล้ายกับการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ) เพื่อให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย และยังคำนึงถึงหลักความหลากหลายและครอบคลุม เนื่องจาก วิธีการได้มาทั้งสองแบบจะทำให้ประชาชนมีตัวแทนทั้งในเชิงพื้นที่และตัวแทนในเชิงประเด็น นโยบาย อุดมการณ์ หรือเป็นตัวแทนกลุม่ประชากรจากทั้งประเทศ
📌 ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตลอดช่วง ‘กลางน้ำ’ หรือ ตลอดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย สสร. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับสารและแปลงสารความ ต้องการของประชาชนมาเป็นกรอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อใช้กำกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีอำนาจตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อกำกับ สอบถาม ปรึกษาหารือ และขอคำชี้แจง จากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ ทั้งนี้ การตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องคำนึงถึง ความหลากหลายและครอบคลุมเพื่อเป็นหลักประกันว่าบุคคลทุกกลุ่มจะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
📌 ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ช่วง ‘ปลายน้ำ’ ดังนั้น จึงต้องกำหนดให้ สสร. เป็นผู้ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ซึ่งเป็นการใช้เสียงข้างมากแบบพิเศษที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย และเมื่อ สสร. ได้เห็นชอบแล้ว จึงนำมาดำเนินการจัดออกเสียงประชามติเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในด่านสุดท้าย เพื่อยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนให้การยอมรับ และมีอำนาจในการตัดสินใจต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด
ีน้ำเงิน ีน้ำเงิน ีน้ำเงิน

ในวันที่ประเทศไทยมี ‘สมรสเท่าเทียม’ อย่างเป็นทางการ หลายคนร้องไห้ด้วยความดีใจบางคู่รอวันนี้มานานเป็นสิบปีบางคนเคยคิดว่าค...
02/06/2026

ในวันที่ประเทศไทยมี ‘สมรสเท่าเทียม’ อย่างเป็นทางการ หลายคนร้องไห้ด้วยความดีใจ
บางคู่รอวันนี้มานานเป็นสิบปี
บางคนเคยคิดว่าคงไม่มีวันได้ใช้คำว่า “คู่สมรส” ในเอกสารของรัฐ
และบางคนเติบโตมาโดยไม่เคยคิดว่าประเทศไทยจะเดินมาถึงจุดนี้ได้จริง
การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในปี 2025 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของสังคมไทย และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
แต่น่าสนใจว่า ในขณะที่หลายคนเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งนี้ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากกลับพูดตรงกันว่า
“สมรสเท่าเทียมไม่ใช่เส้นชัย”
เพราะแม้ความรักจะได้รับการรับรองมากขึ้นแล้ว แต่ตัวตน ชีวิตประจำวัน และศักดิ์ศรีของผู้มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมาก ยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมในระบบกฎหมายไทย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราเดินมาไกลแค่ไหน
แต่คือเรายังเหลือระยะทางอีกมากเพียงใด
# # เมื่อกฎหมายยอมรับความรัก แต่ยังไม่ยอมรับตัวตน # #
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเรื่อง “การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ”
ปัจจุบัน คนข้ามเพศในประเทศไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อหรือเพศในเอกสารราชการให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้ แม้จะผ่านกระบวนการทางการแพทย์หรือใช้ชีวิตในเพศนั้นมานานหลายปีแล้วก็ตาม
ผลกระทบของเรื่องนี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ บนกระดาษ
แต่ในความเป็นจริง มันเกี่ยวข้องกับการสมัครงาน การเปิดบัญชีธนาคาร การเดินทาง การเข้ารับบริการทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งการแสดงบัตรประชาชนในชีวิตประจำวัน
ลองจินตนาการถึงการต้องอธิบายตัวตนของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับทุกระบบที่คุณต้องเผชิญ
เพียงเพราะรัฐยังไม่ยอมรับว่าคุณคือคุณ
ในหลายประเทศ เช่น Argentina, Malta, Ireland หรือ New Zealand มีกฎหมายรับรองการเปลี่ยนข้อมูลเพศในเอกสารราชการโดยยึดหลักการเคารพอัตลักษณ์ของบุคคล และลดเงื่อนไขทางการแพทย์ที่เคยเป็นอุปสรรค
ในขณะที่ประเทศไทย ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อ LGBTQ+ กลับยังไม่มีระบบรับรองทางกฎหมายในเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์
# # ความเท่าเทียมในกฎหมาย กับความเท่าเทียมในชีวิตจริง อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน # #
แม้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะเปิดประตูสำคัญให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิด้านมรดก สวัสดิการ การรักษาพยาบาล และการจัดการทรัพย์สินร่วมกันมากขึ้น
แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากยังชี้ให้เห็นว่า ยังมีกฎหมายอีกหลายส่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกัน
ตัวอย่างเช่น นิยามเรื่อง “บิดา” และ “มารดา” ในกฎหมายบางฉบับยังไม่สอดคล้องกับความหลากหลายของครอบครัวในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรม การอุ้มบุญ และสิทธิของผู้ปกครองในครอบครัว LGBTQ+
นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติจากเหตุแห่งเพศสภาพตั้งแต่ปี 2015 แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงเรื่องช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงข้อยกเว้นบางประการที่อาจเปิดทางให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้ในทางปฏิบัติ
เพราะในท้ายที่สุด สิทธิไม่ได้จบลงที่ตัวบทกฎหมาย
แต่จบลงที่ว่าผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียมจริงหรือไม่
# # หลายประเทศกำลังเดินไปไกลกว่าการยอมรับ # #
หากมองไปยังหลายประเทศในยุโรป อเมริกาเหนือ และบางส่วนของลาตินอเมริกา จะพบว่าการผลักดันสิทธิ LGBTQ+ ในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่ที่การสมรสเท่าเทียม
แต่รวมถึงสิทธิด้านสุขภาพ สิทธิแรงงาน สิทธิการศึกษา การคุ้มครองจากอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (hate crime) และการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศในระดับกฎหมาย
หลายประเทศเริ่มปรับระบบราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ทำงานให้รองรับความหลากหลายมากขึ้น
เพราะพวกเขาตระหนักว่า ความเท่าเทียมไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมายหนึ่งฉบับ
แต่คือการออกแบบสังคมใหม่ให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องซ่อนตัวตน
คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่ว่า “เราก้าวหน้ากว่าประเทศไหน”
แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้คนทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันจริง ๆ”
# # แล้วสังคมจะช่วยผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร # #
หลายครั้งเมื่อพูดถึงสิทธิมนุษยชน ผู้คนมักคิดว่าเป็นหน้าที่ของนักการเมือง นักกฎหมาย หรือองค์กร NGO
แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแทบทุกเรื่องล้วนเริ่มจากคนธรรมดา
กฎหมายสมรสเท่าเทียมเองก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐตื่นขึ้นมาแล้วเปลี่ยนใจ
แต่มาจากการทำงานต่อเนื่องของนักกิจกรรม องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน ศิลปิน และประชาชนที่ร่วมกันผลักดันประเด็นนี้มานานหลายสิบปี
การสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเป็นนักเคลื่อนไหว
แต่อาจเริ่มจากการตั้งคำถามกับอคติที่เราคุ้นชิน
การรับฟังประสบการณ์ของผู้คนที่แตกต่างจากเรา
การสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
การผลักดันนโยบายที่คุ้มครองความหลากหลาย
หรือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน ที่ทำงาน และครอบครัวของตนเอง
เพราะสังคมที่เท่าเทียมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในรัฐสภาเพียงอย่างเดียว
แต่มันถูกสร้างขึ้นในบทสนทนาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน
# # อนาคตที่ทุกคนมีสิทธิออกแบบ # #
บางครั้งผู้คนมักเข้าใจว่าการเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ+ เป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อย
แต่ในความเป็นจริง นี่คือคำถามเดียวกับที่สังคมประชาธิปไตยต้องเผชิญมาตลอด
เราจะสร้างประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริงหรือไม่
เราจะยอมรับหรือไม่ว่าความแตกต่างไม่ใช่ภัยคุกคาม
และเราจะกล้ายอมรับหรือไม่ว่า คนรุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้ต้องการเพียงการยอมรับจากสังคม
แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอนาคตประเทศนี้ด้วย
เพราะในท้ายที่สุด สิทธิ LGBTQ+ ไม่ได้เป็นเรื่องของคนบางกลุ่ม
แต่มันคือเครื่องวัดว่าสังคมประชาธิปไตยของเรายอมรับความเป็นมนุษย์ได้กว้างเพียงใด
และบางที ความเท่าเทียมที่แท้จริง อาจไม่ใช่วันที่ทุกคนเหมือนกัน
แต่คือวันที่ทุกคนแตกต่างกันได้ โดยไม่สูญเสียสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง


#สิทธิมนุษยชน
#ความเท่าเทียมทางเพศ
#ประชาธิปไตยเพื่อทุกคน

ทุกเดือนมิถุนายน ธงสีรุ้งจะปรากฏขึ้นตามท้องถนน อาคารสำนักงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และพื้นที่สาธารณะในหลายประเทศทั่วโลกบา...
01/06/2026

ทุกเดือนมิถุนายน ธงสีรุ้งจะปรากฏขึ้นตามท้องถนน อาคารสำนักงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และพื้นที่สาธารณะในหลายประเทศทั่วโลก
บางคนมองว่านี่คือเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง บางคนมองว่าเป็นพื้นที่ของการแสดงตัวตน และบางคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมสังคมจึงต้องให้ความสำคัญกับผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นพิเศษ
แต่หากมองลึกลงไปกว่าสีสันและขบวนพาเหรด Pride Month อาจเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดของประชาธิปไตย เพราะแก่นแท้ของเดือนแห่งความภาคภูมิใจนี้ไม่ใช่เรื่องเพศ หากเป็นเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในสังคม
เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ Pride Month จึงไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน
+++ จากการลุกขึ้นสู้ในบาร์เล็ก ๆ สู่ขบวนการสิทธิมนุษยชนระดับโลก +++
ประวัติศาสตร์ของ Pride Month ย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายน ปี 1969 เมื่อผู้มีความหลากหลายทางเพศในนครนิวยอร์กออกมาต่อต้านการจับกุมและการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในยุคนั้น การเป็น LGBTQ+ ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ หลายคนถูกไล่ออกจากงาน ถูกปฏิเสธบริการ ถูกเลือกปฏิบัติ หรือแม้กระทั่งถูกดำเนินคดีเพียงเพราะตัวตนของตนเอง
เหตุการณ์ที่เรียกว่า Stonewall Riots จึงไม่ใช่เพียงการประท้วงครั้งหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการประกาศว่า "เราเป็นมนุษย์ และเราควรได้รับสิทธิเช่นเดียวกับทุกคน"
นับจากวันนั้น การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ขยายตัวไปทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในขบวนการสิทธิมนุษยชนที่ทรงพลังที่สุดของศตวรรษที่ 20 และ 21
Pride Month จึงเป็นทั้งการเฉลิมฉลองและการรำลึกถึงผู้คนจำนวนมากที่เคยถูกทำให้มองไม่เห็นในสังคม
+++ สิทธิของ LGBTQ+ ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐาน +++
ทุกครั้งที่มีการพูดถึงสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ มักมีคำถามว่าเหตุใดคนกลุ่มนี้จึงต้องได้รับ "สิทธิพิเศษ"
คำถามนี้อาจสะท้อนความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อหลักสิทธิมนุษยชน
เพราะในความเป็นจริง สิ่งที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศเรียกร้องมาโดยตลอดไม่ใช่สิทธิที่มากกว่าคนอื่น แต่เป็นสิทธิเดียวกับที่คนอื่นมีอยู่แล้ว
สิทธิในการสร้างครอบครัว
สิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ
สิทธิในการมีงานทำโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
สิทธิในการแสดงออกถึงตัวตน
สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
และสิทธิในการมีชีวิตอย่างปลอดภัย
ประชาธิปไตยไม่อาจสมบูรณ์ได้ หากยังมีคนบางกลุ่มถูกกันออกจากสิทธิพื้นฐานเหล่านี้
เพราะหัวใจของประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการเลือกตั้ง แต่คือการยอมรับว่าทุกคนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน และเสียงของทุกคนควรถูกนับอย่างเสมอภาค
+++ ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีพื้นที่สำหรับความแตกต่าง +++
สังคมประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงสังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกัน
ตรงกันข้าม ประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้เพราะผู้คนมีความแตกต่าง และสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาที่เคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน
ความหลากหลายทางเพศจึงไม่ใช่ความท้าทายต่อประชาธิปไตย แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าประชาธิปไตยทำงานได้จริงหรือไม่
หากสังคมสามารถยอมรับผู้คนที่แตกต่างจากบรรทัดฐานเดิมได้
หากรัฐสามารถคุ้มครองสิทธิของคนส่วนน้อยได้
หากพื้นที่สาธารณะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกคุกคาม
นั่นหมายความว่าประชาธิปไตยกำลังเติบโต
แต่หากผู้คนยังถูกปิดปาก ถูกล้อเลียน ถูกกีดกัน หรือถูกทำให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองเพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ นั่นย่อมสะท้อนว่าการเดินทางสู่ประชาธิปไตยยังไม่เสร็จสมบูรณ์
+++ ทำไม NGO ต้องร่วมผลักดันสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ +++
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรภาคประชาสังคมทั่วโลกมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิแรงงาน สิทธิเด็ก สิทธิผู้หญิง สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิผู้พิการ หรือสิทธิของผู้ลี้ภัย
สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศก็เช่นเดียวกัน
เพราะสิทธิเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน
คนคนหนึ่งอาจเป็นทั้งผู้หญิง คนพิการ แรงงานข้ามชาติ หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศในเวลาเดียวกัน
การละเมิดสิทธิในมิติหนึ่งมักเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิในอีกหลายมิติ
ด้วยเหตุนี้ การทำงานด้าน LGBTQ+ จึงไม่ใช่ภารกิจเฉพาะขององค์กรที่ทำงานเรื่องเพศสภาพเท่านั้น แต่ควรเป็นหลักการร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมทั้งหมด
เพราะเมื่อใดก็ตามที่สังคมยอมให้คนกลุ่มหนึ่งถูกเลือกปฏิบัติ เมื่อนั้นสิทธิของทุกคนก็อาจถูกสั่นคลอนได้เช่นกัน
การปกป้องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องคนกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการปกป้องคุณค่าพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยทั้งหมด
+++ คนรุ่นใหม่ที่หลากหลาย คือผู้ออกแบบอนาคตของประเทศไทย +++
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ LGBTQ+ ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้เรียกร้องสิทธิของตนเอง
พวกเขากำลังเป็นนักกิจกรรม นักวิชาการ นักกฎหมาย ศิลปิน ผู้ประกอบการ นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลากหลายพื้นที่
พวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงการยอมรับ
แต่ต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะ "ยอมรับ" คนรุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายทางเพศหรือไม่
แต่คือเราจะเปิดพื้นที่ให้พวกเขามีบทบาทในการออกแบบนโยบายสาธารณะ ระบบการศึกษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทยได้มากเพียงใด
เพราะสังคมที่ดีไม่ใช่สังคมที่อนุญาตให้คนบางกลุ่มมีที่ยืน
แต่เป็นสังคมที่ทุกคนสามารถร่วมกันออกแบบพื้นที่แห่งนั้นได้
+++ สีรุ้งที่มากกว่าการเฉลิมฉลอง +++
Pride Month ไม่ได้เป็นเพียงเดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
แต่เป็นเดือนที่ชวนให้สังคมทบทวนว่าเรากำลังสร้างประเทศแบบใด
ประเทศที่บางคนต้องซ่อนตัวตนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
หรือประเทศที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ
ประเทศที่ความแตกต่างถูกมองเป็นภัยคุกคาม
หรือประเทศที่มองเห็นความหลากหลายเป็นพลังสร้างสรรค์
ในท้ายที่สุด สีรุ้งไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชุมชน LGBTQ+
แต่มันอาจเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยในความหมายที่งดงามที่สุด
ประชาธิปไตยที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนแตกต่างกันได้
ประชาธิปไตยที่เคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน
และประชาธิปไตยที่เชื่อว่าอนาคตควรถูกออกแบบโดยทุกคน ไม่ใช่เพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น
#สิทธิมนุษยชน #ประชาธิปไตย

ในโลกที่ข่าวสารไหลผ่านหน้าจอทุกวินาที เรามักเข้าใจว่าปัญหาหลักของยุคดิจิทัลคือ “ข่าวปลอม” แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่อันตราย...
31/05/2026

ในโลกที่ข่าวสารไหลผ่านหน้าจอทุกวินาที เรามักเข้าใจว่าปัญหาหลักของยุคดิจิทัลคือ “ข่าวปลอม” แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่อันตรายกว่านั้นอาจไม่ใช่การทำให้คนเชื่อเรื่องเท็จ หากเป็นการทำให้คนเลิกเชื่อว่าความจริงมีอยู่จริง
นี่คือหัวใจของสิ่งที่นักวิชาการด้านความมั่นคงและสื่อเรียกว่า Information Operation (IO) หรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร
ในอดีต การโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) มักดำเนินผ่านสื่อของรัฐ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ แต่ในศตวรรษที่ 21 เครื่องมือเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยอัลกอริทึม บอต เครือข่ายบัญชีปลอม บริษัทข้อมูลขนาดใหญ่ และซอฟต์แวร์สอดแนมระดับทหาร
เป้าหมายของ IO ยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการ “โน้มน้าว” ผู้คน แต่คือการจัดการสภาพแวดล้อมทางข้อมูล (information environment) ทั้งหมด เพื่อทำให้สังคมรับรู้โลกในแบบที่ผู้ดำเนินการต้องการ
และในหลายประเทศ เป้าหมายสำคัญที่สุดกลับไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่คือ “นักข่าว” และ “นักสิทธิมนุษยชน”
+++ จากสงครามข่าวสารสู่สงครามกับผู้ผลิตความจริง +++
นักข่าวและนักสิทธิมนุษยชนมีบทบาทร่วมกันอย่างหนึ่ง คือการผลิตข้อมูลที่อาจท้าทายอำนาจรัฐหรือผลประโยชน์ของกลุ่มทุน
เมื่อบุคคลเหล่านี้เปิดโปงการทุจริต การละเมิดสิทธิ หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ พวกเขาจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของปฏิบัติการข้อมูล
งานศึกษาจำนวนมากพบว่า IO สมัยใหม่ไม่ได้มุ่งโจมตีเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำลาย “ความน่าเชื่อถือของผู้ส่งสาร” ควบคู่ไปด้วย
งานวิจัยด้านเครือข่ายอิทธิพลออนไลน์ชี้ว่า กลยุทธ์สำคัญของปฏิบัติการข้อมูลคือการสร้างเครือข่ายบัญชีที่ช่วยกันขยายหรือโจมตีเนื้อหาอย่างเป็นระบบ จนทำให้สาธารณะเข้าใจผิดว่ามี “ความคิดเห็นส่วนใหญ่” สนับสนุนหรือคัดค้านประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ทั้งที่แท้จริงอาจเป็นการปั่นกระแสโดยผู้เล่นเพียงไม่กี่กลุ่ม
นักวิชาการรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งจึงเสนอว่า เราควรเลิกมองปัญหานี้ในฐานะ “ข่าวปลอม” อย่างเดียว เพราะหลายครั้งเนื้อหาอาจไม่ได้เป็นเท็จเลย แต่สิ่งที่ถูกบิดเบือนคือกระบวนการเผยแพร่ ตัวตนของผู้เผยแพร่ และการทำให้ข้อมูลบางชุดดูได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากกว่าความเป็นจริง
+++ อาวุธที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่ข้อมูล แต่คือจิตวิทยา +++
ปฏิบัติการข้อมูลที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องโกหกเก่ง
พวกมันเพียงต้องเข้าใจสมองมนุษย์
นักจิตวิทยาการเมืองพบว่า มนุษย์ไม่ได้ประเมินข้อมูลด้วยเหตุผลล้วนๆ แต่ใช้ทางลัดทางความคิด (cognitive shortcuts) จำนวนมาก
IO จึงมักอาศัยกลไกสำคัญ เช่น
1. การสร้างศัตรูร่วม (Enemy Construction)
แทนที่จะถกเถียงเนื้อหา ผู้ดำเนินการจะพยายามทำให้สังคมมองนักข่าวหรือนักสิทธิฯ เป็น “ฝ่ายตรงข้าม”
เช่น
เป็นสายต่างชาติ
เป็นผู้รับทุนต่างประเทศ
เป็นภัยต่อชาติ
เป็นพวกต่อต้านศาสนา
เป็นผู้ทำลายความมั่นคง
เมื่อภาพลักษณ์ดังกล่าวถูกสร้างซ้ำอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่บุคคลเหล่านั้นนำเสนอจะถูกปฏิเสธโดยอัตโนมัติ
2. การสร้างความเหนื่อยล้าทางข้อมูล (Information Fatigue)
แทนที่จะพิสูจน์ว่าข่าวหนึ่งเป็นเท็จ ผู้ดำเนินการอาจปล่อยข้อมูลหลายชุดที่ขัดแย้งกันเอง
ผลลัพธ์คือประชาชนไม่รู้ว่าควรเชื่ออะไร
แนวคิดนี้ถูกอธิบายโดย RAND Corporation ในโมเดลที่เรียกว่า “Firehose of Falsehood” หรือ “สายฉีดน้ำแห่งความเท็จ” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของปฏิบัติการข้อมูลรัสเซียสมัยใหม่
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้คนเชื่อข้อมูลชุดใดชุดหนึ่ง
แต่ทำให้คนหมดแรงจะค้นหาความจริง
3. การสร้างภาพว่าคนส่วนใหญ่คิดเหมือนกัน (Manufactured Consensus)
เมื่อผู้ใช้งานเห็นคอมเมนต์นับพันในทิศทางเดียวกัน พวกเขามักเชื่อว่านั่นคือความเห็นของสังคม
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Social Proof
IO จึงนิยมใช้
บอต
เครือข่ายบัญชีปลอม
อินฟลูเอนเซอร์รับงาน
กลุ่มคอมเมนต์ประสานงาน
เพื่อทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าตนเองเป็น “เสียงส่วนน้อย”
ทั้งที่ความจริงอาจไม่ใช่เช่นนั้นเลย
+++ เมื่อรัฐซื้อเครื่องมือจากเอกชนเพื่อสอดแนมนักข่าว +++
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดของโลกคือกรณี Pegasus
Pegasus เป็นสปายแวร์ที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชนอิสราเอลชื่อ NSO Group
บริษัทอ้างว่าพัฒนาเครื่องมือนี้เพื่อช่วยรัฐบาลปราบปรามอาชญากรรมและการก่อการร้าย แต่การสืบสวนข้ามพรมแดนของโครงการ Pegasus Project ซึ่งมีองค์กรอย่าง Amnesty International และ Forbidden Stories ร่วมกับสื่อกว่า 17 แห่งทั่วโลก กลับพบว่ารายชื่อเป้าหมายจำนวนมากเป็นนักข่าว นักสิทธิมนุษยชน นักการเมืองฝ่ายค้าน และนักกฎหมาย
Pegasus สามารถ
อ่านข้อความ
ดึงรูปภาพ
ติดตามตำแหน่ง
เปิดไมโครโฟน
เปิดกล้อง
ได้โดยเจ้าของเครื่องอาจไม่รู้ตัว และในหลายกรณีใช้เทคนิค “zero-click” ซึ่งไม่ต้องให้เหยื่อกดลิงก์ใดๆ เลย
กรณีนี้เผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกยุคใหม่ กล่าวคือ การสอดแนมประชาชนไม่ได้เป็นกิจกรรมที่รัฐต้องพัฒนาขึ้นเองอีกต่อไป รัฐสามารถ “ซื้อ” เทคโนโลยีดังกล่าวจากบริษัทเอกชนได้ทันที
ดังที่นักวิจัยจาก Citizen Lab อธิบายว่า ในอดีตรัฐต้องมีขีดความสามารถทางเทคนิคระดับสูง แต่ปัจจุบัน “สิ่งที่ต้องมีอาจเป็นเพียงเช็คสั่งจ่าย” เท่านั้น
+++ Team Jorge: เมื่อการบิดเบือนข้อมูลกลายเป็นธุรกิจ +++
หาก Pegasus เป็นตัวอย่างของการสอดแนม กรณี Team Jorge คือภาพสะท้อนของ “อุตสาหกรรมปั่นกระแส”
Team Jorge เป็นเครือข่ายเอกชนจากอิสราเอลที่ถูกเปิดโปงโดยการสืบสวนของสื่อหลายประเทศในปี 2023 รายงานระบุว่ากลุ่มนี้รับจ้างดำเนินปฏิบัติการอิทธิพลทางข้อมูลในหลายสิบประเทศทั่วโลก ทั้งการเลือกตั้ง การโจมตีคู่แข่งทางธุรกิจ และการสร้างกระแสสังคมเทียม
เครื่องมือสำคัญคือระบบที่สามารถควบคุมบัญชีปลอมจำนวนมหาศาลบนแพลตฟอร์มต่างๆ พร้อมสร้างภาพว่ามีกระแสสาธารณะสนับสนุนประเด็นหนึ่งอย่างกว้างขวาง
กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า IO ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐอีกต่อไป แต่กลายเป็น “บริการเชิงพาณิชย์” ผู้ที่มีเงินทุนมากพอสามารถซื้ออิทธิพลทางข้อมูลได้เช่นเดียวกับการซื้อโฆษณา
+++ รัสเซียกับโมเดล “ทำลายความจริง” +++
กรณีของรัสเซียมักถูกอ้างถึงในฐานะตัวอย่างคลาสสิกของปฏิบัติการข้อมูลยุคใหม่
งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า เป้าหมายของปฏิบัติการเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนเชื่อรัสเซีย แต่คือการทำให้คนไม่เชื่อใครเลย
เครือข่ายสื่อและเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงกับรัฐรัสเซีย เช่น InfoRos ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนในหลายประเทศ ทั้งประเด็นการเมือง การเลือกตั้ง และการระบาดของโควิด-19
วิธีการสำคัญคือ
ปล่อยข้อมูลจำนวนมาก
ใช้แหล่งข่าวหลายชั้น
อ้างผู้เชี่ยวชาญเทียม
ผลิตเนื้อหาที่ดูคล้ายสื่อจริง
จนประชาชนแยกแยะได้ยากว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือ
+++ แล้ว IO ไทยต่างจากต่างประเทศอย่างไร +++
หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ IO ไทยมีลักษณะเฉพาะหลายประการ
ประการแรก ไทยมักใช้การโจมตีเชิงศีลธรรมและอัตลักษณ์มากกว่าการโต้แย้งเชิงข้อเท็จจริง นักกิจกรรม นักข่าว หรือ NGO มักถูกกล่าวหาว่า
รับเงินต่างชาติ
มีวาระซ่อนเร้น
เป็นภัยต่อชาติ
เป็นศัตรูของสถาบันหลัก
ประการที่สอง การโจมตีจำนวนมากเกิดในพื้นที่กึ่งทางการ กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยงานรัฐโดยตรง แต่อาจเป็นเครือข่ายเพจ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด หรือกลุ่มบัญชีออนไลน์ที่ทำงานสอดรับกัน
ประการที่สาม เป้าหมายสำคัญมักไม่ใช่การทำให้ประชาชนเชื่อข้อมูลชุดใหม่ แต่เป็นการลดความน่าเชื่อถือของผู้วิพากษ์วิจารณ์ กล่าวอีกอย่างคือ แทนที่จะโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิ กลับโจมตีคนที่เปิดเผยการละเมิดสิทธินั้น
รูปแบบนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่นักวิชาการทั่วโลกพบในปฏิบัติการข้อมูลยุคใหม่ คือการมุ่งโจมตี “ตัวผู้ส่งสาร” มากกว่าตัวสารเอง
+++ เราจะป้องกันตัวเองอย่างไร +++
การรับมือ IO ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมประชาธิปไตย
สำหรับนักข่าวและนักสิทธิมนุษยชน การป้องกันควรประกอบด้วยหลายระดับ
ระดับบุคคล
ใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น
อัปเดตอุปกรณ์สม่ำเสมอ
แยกอุปกรณ์งานและชีวิตส่วนตัว
ตรวจสอบความปลอดภัยดิจิทัลเป็นระยะ
เรียนรู้การตรวจจับฟิชชิงและสปายแวร์
กรณี Pegasus แสดงให้เห็นว่าการสอดแนมสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีความรู้ด้านดิจิทัลสูงเช่นกัน จึงไม่ควรมองว่าเป็นปัญหาของ “คนไม่ระวังตัว” เท่านั้น
ระดับองค์กร
สร้างระบบรับมือการคุกคามออนไลน์
จัดทีมตรวจสอบข้อมูลเท็จ
พัฒนากลไกช่วยเหลือด้านกฎหมาย
สนับสนุนสุขภาวะทางจิตของผู้ถูกโจมตี
เพราะหลายปฏิบัติการไม่ได้มุ่งทำลายข้อมูล แต่มุ่งทำลายสภาพจิตใจของผู้ทำงาน
ระดับสังคม
สนับสนุนสื่ออิสระ
ผลักดันความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม
เรียกร้องการกำกับดูแลอุตสาหกรรมสปายแวร์
ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร
+++ สงครามข้อมูลคือสงครามกับความไว้วางใจ +++
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดของ Information Operation ไม่ใช่ข่าวปลอมหนึ่งชิ้น หรือบัญชีปลอมหนึ่งบัญชี แต่คือการกัดกร่อน “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย
เมื่อผู้คนไม่เชื่อสื่อ ไม่เชื่อนักวิชาการ ไม่เชื่อนักสิทธิมนุษยชน ไม่เชื่อองค์กรอิสระ และไม่เชื่อแม้กระทั่งข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ สังคมจะเข้าสู่ภาวะที่ทุกอย่างกลายเป็นเพียงความเห็น
ในสภาพเช่นนั้น ผู้ที่ได้เปรียบที่สุดไม่ใช่ผู้ที่มีเหตุผลมากกว่า แต่คือผู้ที่มีอำนาจมากกว่า
ดังนั้น การต่อสู้กับ IO จึงไม่ใช่เพียงการลบโพสต์ปลอม ปิดบัญชีบอต หรือจับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จเท่านั้น หากเป็นการปกป้องเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้สังคมยังสามารถแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “การจัดฉากทางข้อมูล” ได้
และในโลกที่สงครามจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นในสนามรบ แต่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ การปกป้องความจริงอาจกลายเป็นหนึ่งในภารกิจด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21
แหล่งอ้างอิงสำคัญ: Amnesty International และ Pegasus Project, Forbidden Stories, Citizen Lab, RAND Corporation, Freedom House, Access Now, งานวิจัยด้าน disinformation networks และ state-sponsored influence campaigns

#ข่าวปลอม
#สงครามข้อมูล
#สิทธิมนุษยชน
#ประชาธิปไตย

ทุกครั้งที่เราเปิด Facebook, TikTok, YouTube หรือ X สิ่งที่เห็นไม่ได้ถูกเรียงตามเวลา แต่ถูกคัดเลือกโดย algorithm ที่พยาย...
30/05/2026

ทุกครั้งที่เราเปิด Facebook, TikTok, YouTube หรือ X สิ่งที่เห็นไม่ได้ถูกเรียงตามเวลา แต่ถูกคัดเลือกโดย algorithm ที่พยายามทำนายว่าเราจะสนใจอะไร
ปัญหาคือ algorithm มักให้รางวัลกับเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความกลัว หรือความตกใจ ทำให้ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และทฤษฎีสมคบคิดสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเนื้อหาที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว
ในโลกที่ข้อมูลจำนวนมหาศาลแข่งขันกันแย่งความสนใจ การรู้เท่าทันข่าวสารจึงไม่ใช่แค่การถามว่า "จริงหรือไม่" แต่ต้องถามด้วยว่า "ใครได้ประโยชน์จากการที่เราเชื่อเรื่องนี้" และ "ทำไมเราถึงเห็นเนื้อหานี้ในฟีด"
เมื่อ algorithm กลายเป็นประตูสู่ข้อมูล การรู้เท่าทันวิธีทำงานของมันจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องตัวเองจากข่าวปลอมและการชักจูงทางความคิด

รู้หมือไร???แค่ 155 บาท ก็สามารถช่วยเปลี่ยนสังคมนี้ได้ ราคาเท่ากับกาแฟ Starbucks แก้วเดียวเมื่อบริจาคให้ Just’Fund เงินจ...
29/05/2026

รู้หมือไร???
แค่ 155 บาท ก็สามารถช่วยเปลี่ยนสังคมนี้ได้ ราคาเท่ากับกาแฟ Starbucks แก้วเดียว
เมื่อบริจาคให้ Just’Fund เงินจำนวนนี้สามารถต่อยอดไปเพื่อขับเคลื่อนโครงการเปลี่ยนแปลงสังคม:
+ค่าเดินทางลงไปลงพื้นที่พัฒนาในหมู่บ้านห่างไกล
+ค่าจัดเวทีเสวนา-อบรม
+ค่าใช้จ่ายเพื่อสู้คดีของคนที่ถูกฟ้องปิดปาก
+ค่าผลิตสื่อการเรียนรู้สำหรับน้องๆ ชนเผ่า
+ค่าตอบแทนวิทยากรที่มาให้ความรู้กับชาวบ้าน
+สนับสนุนโครงการเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย
และอื่นๆ
ร่วมบริจาคให้ Just’Fund ได้ที่
ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี: กองทุนมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
โดย มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
เลขที่บัญชี: 075-214-2483
งดกาแฟหนึ่งแก้ว แล้วมาเปลี่ยนสังคมไปด้วยกัน!!!
#เปลี่ยนสังคม #ประชาธิปไตย #ภาคประชาสังคม #เพื่อสังคมเป็นธรรม

+++ เมื่อความจริงถูกโจมตีด้วยข่าวปลอม บอต และ AI +++ในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าการตรวจสอบ ข่าวปลอมไม่ได้เป็นแค่ “ข้อความผิ...
28/05/2026

+++ เมื่อความจริงถูกโจมตีด้วยข่าวปลอม บอต และ AI +++
ในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าการตรวจสอบ ข่าวปลอมไม่ได้เป็นแค่ “ข้อความผิด” อีกต่อไป แต่กลายเป็นปฏิบัติการเชิงอิทธิพลที่ออกแบบมาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อ ทำให้สังคมสับสน และกดคนที่ตรวจสอบอำนาจให้เงียบลง งานวิจัยร่วมสมัยมองว่า disinformation คือข้อมูลที่ถูกสร้าง นำเสนอ หรือโปรโมตอย่างตั้งใจเพื่อก่ออันตราย สร้างความปั่นป่วน หรือแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองและการเงิน ขณะที่ UNESCO ระบุชัดว่า นักข่าวต้องเผชิญทั้งแคมเปญบิดเบือนข้อมูลและการคุกคามออนไลน์ โดยเฉพาะผู้หญิงนักข่าวที่ตกเป็นเป้าหมายมากเป็นพิเศษ และ RSF ก็อธิบายกลไกโจมตีไว้เป็นสามชั้นคือ การท่วมพื้นที่ด้วยข้อมูลลวง การปั๊มการมองเห็นด้วยคนจ้างหรือบอต และการข่มขู่เพื่อทำให้เหยื่อเงียบลง
แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “มีข่าวปลอมหรือไม่” อย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใครกำลังได้ประโยชน์จากความสับสน และใครกำลังเสียอำนาจในการกำหนดเรื่องเล่า งานวิชาการด้าน disinformation ชี้ว่า ปฏิบัติการลักษณะนี้มักพึ่งพาทั้งข้อเท็จจริงบางส่วน การดึงเรื่องออกจากบริบท และการทำให้ narrative เท็จดูสมจริงพอจะฝังตัวในสังคมได้ เมื่อเรื่องเล่าที่บิดเบือนแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม มันจึงไม่ได้แค่หลอกคนอ่าน แต่ยังบิดเบือนโครงสร้างการสนทนาสาธารณะทั้งระบบ
กลยุทธ์ที่ใช้โจมตีสื่อและนักสิทธิมนุษยชนมักเริ่มจาก “การทำให้พื้นที่ข้อมูลล้น” ข่าวจริงของสื่อถูกกลบด้วยโพสต์ซ้ำ คลิปตัดต่อ ภาพรีไซเคิลจากเหตุการณ์เก่า หรือข้อความที่จริงเพียงบางส่วนแต่ถูกโยงผิดบริบท Bellingcat ชี้ว่าภาพหรือวิดีโอที่ดูเหมือนมาจากเหตุการณ์หนึ่ง อาจถูกหยิบจากเหตุการณ์อื่นมาใส่เรื่องเล่าใหม่ และวิธีพื้นฐานอย่างการค้นหาภาพย้อนกลับหรือหาต้นฉบับของคลิปมักเปิดโปงการยักย้ายนี้ได้เร็วมาก
ชั้นถัดมาคือบอตและการประสานงานแบบไม่เป็นธรรมชาติ งานวิจัยพบว่า บอตสามารถขยายการกระจายของเนื้อหาเสื่อมคุณภาพหรือข้อมูลเท็จได้โดยการทำให้มนุษย์เห็นบ่อยขึ้นและชวนให้แชร์ต่อ บอตมักทำงานเป็นจังหวะ หยิบประเด็นร้อนขึ้นมารุมพร้อมกัน ใช้แฮชแท็กเดียวกัน โยนคำด่า หรือสร้างภาพว่ามี “กระแส” ทั้งที่จริงเป็นการปั่นเครือข่าย RSF เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการเพิ่มอิทธิพลแบบเทียม ขณะที่งานวิจัยอื่นชี้ว่า บอตมักใช้แนวทาง astroturfing เพื่อสร้างภาพว่ามีการสนับสนุนจากฐานราก ทั้งที่เป็นการจัดวางจากเบื้องหลัง
ในเชิงปฏิบัติ บอตและแคมเปญปั่นกระแสมักไม่ได้มาเดี่ยว ๆ แต่มาพร้อมกับการโจมตีเชิงจิตวิทยา เช่น การรีทวีต/แชร์ซ้ำเป็นห้วง ๆ การโพสต์ข้อความคล้ายกันจากหลายบัญชี การแอบอ้างตัวตนของสื่อหรือแหล่งข่าว และการไล่คุกคามรายบุคคลเพื่อให้คนทำงานข่าวและสิทธิรู้สึกว่าตัวเองถูกจับตา งานของ Nature ยังชี้ว่า บอตถูกใช้เพื่อดันโพสต์การเมือง และการชุมนุมออนไลน์ได้ และงานของ Reuters Institute ก็เตือนว่า แคมเปญเชิงอิทธิพลสมัยใหม่กลายเป็น “สัตว์หลายหัว” ที่ตัดหัวเดียวไม่พอ เพราะมันปรับตัวและแตกแขนงใหม่ได้เรื่อย ๆ
เมื่อ generative AI เข้ามาเป็นเครื่องเร่ง ความเร็วของปฏิบัติการก็เปลี่ยนไปอีกระดับ NIST ระบุว่า synthetic content detection และ provenance tracking เป็นคนละเรื่องแต่ต้องใช้คู่กัน: แบบแรกคือพยายามเดาว่าอะไรถูกสร้างหรือแก้โดย AI ส่วนแบบหลังคือการมีร่องรอยที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเนื้อหามาจากไหนและผ่านอะไรมาบ้าง C2PA ก็เสนอ Content Credentials เป็นมาตรฐาน provenance แบบเข้ารหัสที่ช่วยบันทึกที่มา การแก้ไข และประวัติของไฟล์ภาพ วิดีโอ เสียง หรือเอกสาร โดยหลักคือ “พิสูจน์ที่มา” ไม่ใช่ “คาดเดาว่าเหมือน AI หรือไม่”
แต่ต้องระวังมาก: เครื่องตรวจ AI ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย Reuters Institute ชี้ว่าเครื่องมือสาธารณะจำนวนมากให้ผลผิด โดยเฉพาะเมื่อไฟล์ถูกครอป บีบอัด รีเซ็ตความละเอียด หรือตัด metadata ออกระหว่างอัปโหลด ขณะที่งานของ Stanford แสดงว่า GPT detectors มีอคติต่อผู้เขียนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอังกฤษ และอาจตีความงานเขียนมนุษย์ว่าเป็น AI ได้ง่ายกว่าที่คิด ดังนั้นการถามว่า “นี่คือ AI หรือไม่” จึงควรถามควบคู่กับ “ไฟล์นี้มาจากไหน ถูกแก้อะไร และมีร่องรอยอะไรเหลืออยู่บ้าง”
ถ้าจะตรวจว่า “ข่าวจริงหรือปลอม” หลักคิดที่ปลอดภัยที่สุดคืออย่าเริ่มจากความเชื่อ แต่เริ่มจากโครงสร้างของหลักฐาน Berkeley Protocol เสนอกรอบพื้นฐานไว้ชัดมาก: ตรวจ source, ตรวจไฟล์/ดิจิทัลอ็อบเจ็กต์, และตรวจ content ไปพร้อมกัน แล้วเปรียบเทียบความสอดคล้องกันสามชั้นนี้ ถ้ามันผ่านเพียงชั้นเดียวแต่พังอีกสองชั้น ก็ยังไม่น่าเชื่อถือ
วิธีที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากคำถามง่ายที่สุดก่อน ใครเป็นต้นทางของเนื้อหานี้ มีโพสต์ต้นฉบับไหม มีการอ้างชื่อแหล่งข่าวหรือไม่ มีร่องรอยการแชร์ต่อที่ทำให้บริบทหายไปหรือเปล่า จากนั้นค่อยทำ reverse image search หรือค้นย้อนคลิป/ภาพ เพื่อดูว่าถูกใช้มาก่อนในบริบทอื่นหรือไม่ Bellingcat เตือนชัดว่าภาพจากที่เดียวกันไม่ได้แปลว่ามาจากเหตุการณ์เดียวกัน และเนื้อหาที่ถูกเล่าซ้ำในเหตุการณ์ใหม่มักหลอกสายตาคนดูได้ง่ายมาก
ถ้าจะตรวจว่า “เพจข่าวนั้นจริงหรือปลอม” ให้มองเป็นการตรวจ source มากกว่าการดูเปลือกเพจเพียงอย่างเดียว ดูว่าชื่อเพจสัมพันธ์กับโดเมน เว็บไซต์หลัก ช่องทางติดต่อ และร่องรอยสาธารณะอื่น ๆ หรือไม่ ดูว่าผลงานเก่ามีลักษณะรายงานจริงสม่ำเสมอ หรือเพิ่งเกิดมาแล้วเร่งปั๊มโพสต์แนวเดียวกันจำนวนมากหรือเปล่า และดูว่ามีสัญญาณการปั่นการมีส่วนร่วมไหม เพราะแพลตฟอร์มใหญ่เองก็ระบุว่าการใช้บอต บัญชีปลอม หรือ fake engagement เพื่อดันอัลกอริทึมเป็นการละเมิดกติกาโดยตรง
การตรวจว่า content ที่เห็นเป็น content ที่สร้างโดย AI หรือไม่ ควรเริ่มจาก provenance ก่อน ถ้าไฟล์มี Content Credentials หรือ C2PA manifest แปลว่ามีร่องรอยเข้ารหัสที่ตรวจย้อนกลับได้ว่าใครสร้าง แก้อะไร เมื่อไร และด้วยเครื่องมือใด แต่ถ้าไม่มี provenance ไม่ได้แปลว่าเป็นของปลอม เพียงแปลว่าเรายังไม่มีหลักฐานฝั่งที่มา จากนั้นค่อยดูความสอดคล้องภายในไฟล์ เช่น บริบทของภาพ ตัวอักษรที่ผิดธรรมชาติ เงา มุมมอง ความลื่นของเสียง หรืออาการผิดปกติจากการครอปและบีบอัด และอย่าใช้ detector ตัวเดียวเป็นคำตอบสุดท้าย เพราะมันมี false positive และ false negative เสมอ
การแยกว่า engagement จริงหรือถูกปั่นกระแส ให้ดู “รูปแบบ” มากกว่าตัวเลขล้วน ๆ ถ้ามียอดไลก์หรือรีโพสต์พุ่งขึ้นแบบฉับพลันจากบัญชีที่ประวัติสร้างมาได้ไม่นานหรือคล้ายกันมาก มีข้อความซ้ำ ถ้อยคำคล้ายกัน โพสต์พร้อมกันเป็นช่วง ๆ หรือมาจากบัญชีที่ดูเหมือนตั้งขึ้นเพื่อภารกิจเดียว นั่นคือสัญญาณของการจัดฉากเชิงอิทธิพล LinkedIn และ YouTube เองก็มีนโยบายชัดเรื่อง fake engagement, automation และการปั่นเมตริก ดังนั้นยอดสูงไม่ได้แปลว่ามีความเห็นจริงเสมอไป แต่หมายถึงต้องตรวจโครงข่ายของการมีส่วนร่วมนั้นต่อ
การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้เป็นหลักฐานควรทำให้ใกล้กับมาตรฐานนิติพิสูจน์มากที่สุด Berkeley Protocol แนะนำให้เก็บทั้ง URL, วันที่และเวลาที่พบ, screenshot, HTML source code, metadata ที่มีอยู่, และถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้การดาวน์โหลดเชิงนิติพิสูจน์หรือการเก็บที่มี hash กำกับ เพื่อรักษา chain of custody และลดโอกาสที่หลักฐานจะถูกโต้แย้งภายหลัง สิ่งสำคัญคือเก็บ “บริบท” คู่กับ “ชิ้นงาน” เช่น ใครโพสต์ โพสต์เมื่อไร แชร์ต่ออย่างไร และชิ้นนั้นเชื่อมกับเรื่องเล่าอะไรในเวลานั้น
ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด ภัยของยุคนี้ไม่ใช่แค่ข่าวปลอม แต่คือการออกแบบสภาพแวดล้อมให้เราเชื่ออะไรยากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การตัดสินจากความรู้สึกเร็ว ๆ แต่คือการทำงานแบบสอบสวน: ตรวจต้นทาง ตรวจบริบท ตรวจไฟล์ ตรวจเครือข่าย ตรวจ provenance และเก็บร่องรอยทุกครั้งที่พบความผิดปกติ เมื่อทำแบบนี้ ความจริงจะไม่เป็นเพียง “ความเชื่อ” แต่จะกลายเป็นหลักฐานที่ยืนได้
#ข่าวปลอม #สิทธิมนุษยชน

ที่อยู่

Phra Nakhon

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์