DSJ-Deep South Journalist

DSJ-Deep South Journalist Deep South Journalist

11/10/2023

“ยินดีที่ได้รู้จัก”

ตอน ขอให้ความฝันเธอยังอยู่ แม้ในวันที่หัวใจเธอแตกสลาย

อักบัร คือเด็กหนุ่มวัย 18

ผู้ผ่าน 18 ฝน 18 หนาวมาอย่าง "อดทน" และ "กล้าหาญ" จนน่าชื่นชม

เขาใช้ชีวิตสมกับที่ผู้สร้างได้มอบชีวิตมาให้กับเขา

ป้าผู้ที่ทำหน้าที่เสมือนแม่ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปี ก่อน ขณะนั้น อักบัรอายุ 3 ขวบ แม้นานจนหลายอย่างลางเลือน แต่รายละเอียดของชีวิตบางช่วงบางตอนนั้นยังคงชัดเจน

แม่อักบัรอุ้มท้องน้องชายในขณะที่ตัวเธอเองก็แบกความหวาดกลัวไว้เต็มหัวใจ

ตลอดการอุ้มท้อง 9 เดือนนั้น ความเจ็บป่วย เหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์นั้นไม่ได้ทำให้เธอเป็นทุกข์ มันเทียบไม่ได้แม้เพียงกระผีกริ้นกับโรคร้ายที่เธอกำลังเผชิญ

เธอตั้งท้องขณะที่ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกระยะสุดท้าย

วันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ แต่ทว่าความเจ็บปวดกลับเพิ่มทวีอย่างรวดเร็ว ผ่านวินาที ผ่านนาที อย่างทรมาน

9 เดือนผ่านไป ลูกน้อยในท้องก็พร้อมลืมตาดูโลก ในขณะที่มะเร็งก็ลุกลาม พร้อมที่จะพรากเธอไปจากโลกใบนี้ได้ทุกเมื่อเช่นกัน

ในที่สุดเทียนแห่งชีวิตของผู้เป็นลูกก็ถูกจุดขึ้น และเพียงไม่นานเทียนแห่งชีวิตของผู้เป็นแม่ก็ดับลง

แต่

ก่อนเทียนชีวิตจะดับลง เธอได้ตัดสินใจมอบลูกอันเป็น “ดวงใจ”ที่เพิ่งจะถือกำเนิดมาให้กับญาติคนหนึ่งที่ไว้ใจได้ ในวันนั้นเธอประคองร่างกายกอดลูกไว้นาน เสมือนรู้ว่าเวลาของชีวิตใกล้หมดลงแล้ว กอดครั้งนี้ คือ การ กอดลาดวงใจครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากลากันชั่วนิรันดร์ เธอกอดพร้อมดุอาร์ขอพรให้ “ผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่แห่งชั้นฟ้า หน้าแผ่นดินคุ้มครอง และมอบชีวิตที่ดีแก่ลูกน้อยของเธอ”

ส่วน “อักบัร” ผู้ซึ่งเป็น “แก้วตา” ได้ถูกมอบให้อยู่ในการดูแลของพี่สาว(ป้าผู้เล่าเรื่อง) คำขอร้องสุดท้ายของชีวิตก่อนที่เธอจะสิ้นลม คือ ขอให้พี่สาวและพี่เขยรักอักบัรเช่นเดียวกับที่รักลูกตัวเอง ขอให้รักอักบัรจนวันตาย

“เธอมีความฝัน แม้ร่างกายและหัวใจเธอจะแตกสลาย”

“ลูกทั้งสองจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างปลอดภัย” คือ ฝันอันเป็นหนึ่งเดียวของเธอ..
อักบัรในวันนั้นอายุเพียง 3 ขวบ แม้จะไม่สามารถเข้าใจอะไรได้ทุกอย่าง แต่สัมผัสถึงรสชาติของความทุกข์ ความเดียวดายของการจากพรากเป็นครั้งแรกได้เป็นอย่างดี

“แม้ฉันกับสามีจะรักและดูแลเขาดีเหมือนลูก แต่ก็ไม่เท่ากับรักที่ได้จากแม่ อักบัรกลายเป็นเด็กที่นิ่ง ไม่ร่าเริงเหมือนก่อน” ผู้เป็นป้าเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงแรกที่เกิดขึ้นกับอักบัร แววตาอ่อนล้าของเธอเศร้าลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด หยุดเล่าไปชั่วอึดใจ และเล่าต่อว่า

“สามีฉันดูแลอักบัรได้ไม่ถึงปี เขาก็หัวใจวายตาย ฉันสับสน และกลัวมาก พอเสียเขาไปทุกอย่างก็พังกระจัดกระจาย ”

“เขาดูแลอักบัร และรักอักบัรจนวันตายจริงๆ”

อักบัรรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตอีกครั้ง

“ผมจำภาพในวัยเด็กช่วงที่เสียแม่และลุงไม่ได้มากนัก จำได้ว่าหลายเหตุการณ์ทำให้ผมเศร้าแต่ไม่เคยร้องไห้ หรือน้อยใจกับชีวิตที่ไม่มีเหมือนคนอื่น ผมรู้เพียงว่าพวกเราลำบากมาก ผมจึงไม่ควรเกเรและทำตัวงอแง เพราะจะทำให้ป้ากับยายยิ่งลำบาก มีอะไรให้กินแค่ไหนผมก็กินแค่นั้น กินให้อิ่มแล้วก็ไปเล่น ผมโชคดีที่มีป้า มียาย และป้าก็มีลูกๆ อายุเท่าผม เราจึงเป็นพี่น้อง และเพื่อน”

อักบัรเล่าว่าในช่วงวัยที่เรียนชั้นประถมนั้น เขารับรู้ได้ถึงรสชาติของความยากบาก ความขัดสนข้นแค้นที่อธิบายไม่ได้ น่าแปลกใจที่เขาจำเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ แทบจะไม่ได้เลย แต่กลับมีความทรงจำที่ดีกับชีวิตและภาพจำนั้นชัดเจนมาก

“ตอนเด็กๆ ผมนอนกับยาย ยายชอบเล่าประวัตินบี และชอบเล่าเรื่องของแม่ ยายเล่าว่าแม่เป็นคนดี เรียบร้อย ไม่พูดมาก และชอบทำอาหาร ผมชอบฟังเรื่องเล่าพวกนี้มากโดยเฉพาะเรื่องของแม่”

ชีวิตอักบัรดำเนินอย่างปกติ ใช้ชีวิตท่ามกลางมรสุมที่เข้าถาโถมป้า จนใครบางคนมองว่า “ป้าคงไม่มีกำลังเลี้ยงอักบัรอีกต่อไป ควรมอบอักบัรให้คนอื่นเลี้ยง”

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนผมจำความได้แล้ว และจำเหตุการณ์ได้ดี หลังกลับจากโรงเรียนยายบอกให้เตรียมตัว อีก 7 จะมีคนมารับไปเลี้ยง เขาเป็นนักร้องเร่ เขาจะพาไปหาเงินหรือขอทานตามที่ต่างๆ”

“ผมกลัวมาก กลัวที่ต้องไปอยู่กับใครที่ไม่รู้จัก กลัวถูกทำร้าย กลัวถูกตี กลัวถูกทรมาน”

ช่วงเวลาที่มีใครบางคนมาติดต่อขออักบัรไปเลี้ยงนั้น เป็นช่วงที่ป้าผู้ดูแลไปทำงาน ใครบางคนที่ว่านั้นจึงเข้าเจรจากับทุกคนที่เขาสามารถโน้มน้าวใจได้ ด้วยความขัดสนข้นแค้นของชีวิต หลายคนจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของใครบางคนซึ่งเป็นคนแปลกหน้า

แน่นอนว่า เมื่อความทราบถึงผู้เป็นป้า เธอย่อมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดที่ “เหมือนจะหวังดีแต่ประสงค์ร้าย” เช่นนี้

“เลือดเนื้อของเรา จะยกให้คนอื่นได้อย่างไร สัญญาว่าจะเลี้ยง ต่อให้ตายก็จะเลี้ยงเอง”

น้ำเสียงของเธอ ขณะที่เล่านั้นหนักเเน่น และคงเป็นน้ำเสียงเดียวกันที่กล่าวปฎิเสธกับชายแปลกหน้าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้เลวร้าย แต่อักบัรเลือกที่จะจำเพียงเรื่องราวของป้าที่คอยปกป้องเขาเท่านั้น

หลังเหตุการณ์นี้ เธอได้ตัดสินใจส่งอักบัรไปอยู่โรงเรียนประจำของรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ เเละเพราะเธอมั่นใจว่าที่นั่น อักบัรจะได้เรียนหนังสือ จะมีอาหาร มีเพื่อน มีเสื้อผ้า มีครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และจะได้รู้จักใช้ชีวิตเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า

ผู้สร้างได้ลิขิตชีวิตบทใหม่ให้อักบัรในวัย 11 และการเดินทางเพื่อใช้สู่โลกกว้างก็เริ่มต้นขึ้น

“ผมรู้สึกกลัวการแยกจากกัน แต่เมื่อชีวิตไม่มีทางเลือกมากนัก ผมก็ต้องอยู่ ป้าขอให้ผมตั้งใจเรียน และละหมาดอย่าให้ขาด แล้วทุกอย่างจะดีเอง”

อักบัรใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำอยู่สองปี ในช่วงแรกนั้นล้มลุกคลุกคลาน ร้องไห้ หัวเราะกับชีวิตตามที่ถูกลิขิตไว้ จนในที่สุด ก็ใช้ชีวิตให้เป็นที่รักของคนอื่นเป็น และรู้ว่าความสุขของการใช้ชีวิตแต่ละวันคืออะไร

“ผมชอบการเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ปลูกผัก ชอบที่สุดคือตอนเก็บไข่ไก่ ไข่เป็ด ครูจึงมอบหน้าที่ดูแลเรื่องพวกนี้แก่ผม โรงเรียนที่ผมเรียนทุกคนจะต้องปลูกผักเลี้ยงไก่ เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงนักเรียน อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ผมชอบ”

วันเวลาเดินทางผ่านร้อน ผ่านหนาว ชีวิตของเด็กชายก็เช่นกัน ผ่านร้อนหนาว จนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น

"ฉันกังวลมากเมื่อลูกชาย และอักบัรเรียนจบ ป.6 ในหมู่บ้านที่เราอยู่กันนี้ยาเสพติดระบาดหนักมาก ฉันอยากให้ทั้งสองไปเรียนที่อื่น เราพยายามหาโรงเรียนที่ค่าเทอมไม่แพงและมีทุนสำหรับเด็กกำพร้า และหาโรงเรียนที่อยู่ใกล้มัสยิดเพราะลูกๆของฉันคงไม่มีเงินอยู่หอ พวกเขาต้องอาศัยนอนมัสยิด"

"โชคดีที่เด็กๆ สามารถ หาโรงเรียนตามที่หวังได้ ได้เรียนในโรงเรียนที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า และได้พักในมัสยิดที่มีหอพักสำหรับ นร.กำพร้าที่ตั้งใจเรียนได้อยู่ฟรี ตั้งแต่ ม.1- ม.6 เด็กๆจะได้เงินไปโรงเรียนเพียงคนละ 20 บาท"

ป้าผู้เป็นเสมือนแม่เล่าต่อว่า

เธอต้องทำงานกนักมากจนซูบผอม เพื่อส่งลูก 2 คน และอักบัรเรียนหนังสือ ครั้งหนึ่งในวันหยุด เด็กๆ กลับบ้านมาเล่าเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้น้ำตาหยดใหญ่ๆ ไหลอาบแก้มเธอทันทีที่เล่าจบ

"แม่น้ำแข็งใสที่เพื่อนกินที่โรงเรียนอร่อยมากเลย"

เธอรู้ว่าเด็กๆ อยากกินแต่ไม่กล้าขอเงินเพิ่ม

เพราะรู้ว่าการขอเงินเพิ่มเพียง 20 บาท ก็หมายถึงแม่ต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม

อักบัรเข้าใจชีวิตดี และรู้ดีทุกอย่างย่อมมีทางออก

"ผมต้องกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียนให้อิ่ม การได้กินขนมหวาน และน้ำหวานทำให้ผมมีแรง และอิ่มถึงตอนเย็น อาหารมื้อเย็นของพวกเราไม่ค่อยดีนัก ผมใช้วิธีเสนอตัวช่วยขายของให้กับร้านข้าวในโรงเรียน เพื่อแลกกับขนมหวานและน้ำหวาน ผมทำอย่างนั้นจนจบ ม.6"

"หออยู่ที่มัสยิด จะมีเพื่อนอยู่ด้วยกัน 10 คน ตอนเย็นต้องหุงข้าว 1 หม้อ และแบ่งกันกิน ครั้งหนึ่งผมเคยโกรธและทะเลาะกับเพื่อน เพราะเขาไม่เก็บข้าวมื้อเย็นให้ผม แต่พอเพื่อนบอกว่า "หิว" ผมก็โกรธเพื่อนไม่ลง เพราะ "ผมก็เคยหิว" "

ทัศนคติของอักบัรในการมองโลกใบนี้งดงามมาก

รักคนอื่นเป็น ให้อภัยเป็น

ไม่ฟูมหาย ไม่น้อยใจชีวิต

พูดเพราะ มารยาทดี เป็นมิตร

เข้าใจชีวิต และใช้ชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น

ที่สำคัญ คือ ปฎิบัติกิจทางศาสนาได้อย่างไม่บกพร่อง

อักบัรถือเป็นผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้าน ที่รอดพ้นจากยาเสพติดในดงยาเสพติด ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอย่างที่สุด..
วันนี้อักบัรสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ชั้นปีที่ 6 แล้ว

เด็กหนุ่มมีฝัน แต่ฝันครั้งนี้ของเขามีราคาค่างวดที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับฝันนั้น

"ผมอยากเรียนสารพัดช่าง เรียนช่างไฟฟ้า แต่ปีนี้ยังเรียนไม่ได้ ป้ามีเงินไม่มากพอที่จะส่งผมเรียน ผมต้องทำงานช่วยป้าเพื่อเก็บเงิน ถ้ามากพอก็จะไปเรียนในปีหน้า"
มีคนบอกว่า อักบัรอ่อนโยนและเป็นคนใจดีเหมือนแม่ แต่ฉันคิดว่าอักบัรมีอีกหนึ่งอย่างที่เหมือนแม่

"อักบัรมีฝัน ฝันแม้ในวันที่หัวใจจะแตกสลาย"
"ขอให้อัลลอฮฺประทานริสกี และความง่ายดายแก่อักบัร"

"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะอักบัร"

อารียา ดือเระ
10/9/66
นราธิวาส

ให้มัสยิดเป็นกลไกการปกป้องคุ้มครองเด็กในชุมชนมุสลิมทุกชุมชนจะมีมัสยิดประจำชุมชนอยู่แล้ว และบทบาทที่สำคัญบทบาทหนึ่งของวัน...
31/08/2022

ให้มัสยิดเป็นกลไกการปกป้องคุ้มครองเด็ก

ในชุมชนมุสลิมทุกชุมชนจะมีมัสยิดประจำชุมชนอยู่แล้ว และบทบาทที่สำคัญบทบาทหนึ่งของวันศุกร์ในชุมชนคือเป็นแหล่งรวมของสมาชิกในชุมชนในวันศุกร์และที่สำคัญอย่างยิ่งคือช่วงเวลาของการละหมาดวันศุกร์จะเป็นช่วงเวลาของการอ่านคุตบะห์ที่เป็นกลไกการสื่อสารของผู้นำศาสนาต่อชุมชนอย่างมีรูปแบบที่เป็นทางการมากที่สุด

อาจารย์กูปัทมา กาลีกาตะโป อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่งจากบทบาทที่ได้ลงไปคลุกคลีกับชุมชนต่างๆ ที่พบว่าในทุกวันศุกร์ที่เป็นกิจกรรมประจำอยู่แล้วที่บุคลากรทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการหรือครูผู้สอนอยู่ในโรงเรียนและชุมชนต่างๆ มาร่วมละหมาดวันศุกร์กันที่มัสยิดอยู่เป็นประจำ

ช่วงเวลาของการอ่านคุตบะห์ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ชุมชนได้ใช้โอกาสนี้ในการประชาสัมพันธ์หรือแจ้งข่าวคราวต่างๆให้กับชุมชนหรือในบางครั้งอาจจะเห็นได้ว่ามีผู้ที่มีบทบาททางการเมืองในชุมชนมาอาศัยช่วงเวลานี้ในการแจ้งกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนหรือกิจกรรมทางการเมืองของชุมชนแม้กระทั่งในช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้งก็จะมีบรรดาผู้สมัครผู้แทนราษฎรมาใช้โอกาสนี้ในการหาเสียง

อาจารย์กูปัทมากล่าวว่า เมื่อช่วงเวลาดังกล่าวและโอกาสในช่วงเวลานั้นเป็นโอกาสที่สำคัญทำไมจึงไม่มีบุคลากรทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนหรือคุณครูจากโรงเรียนในชุมชนใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษาให้กับชุมชนบ้าง ซึ่งในบางชุมชนในช่วงเวลาการละหมาดวันศุกร์คุณครูก็จะเป็นคนพานักเรียนไปละหมาดวันศุกร์พร้อมๆ กันด้วยในเวลาเดียวกัน

ในช่วงเวลาและโอกาสที่สำคัญที่ชุมชนได้มีการรวมตัวกันอย่างเป็นรูปแบบมากที่สุดเช่นนี้ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่บุคลากรทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนหรือแม้แต่ครูที่สอนเด็กๆ ในโรงเรียนที่สามารถใช้โอกาสก่อนที่เขาจะอ่านคุตบะห์เป็นเวลาสั้นๆ ที่สามารถชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ของโรงเรียนหรือการประชาสัมพันธ์เรื่องของการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนได้

ที่สำคัญกว่านั้น ในโอกาสเช่นนี้บุคลากรทางการศึกษาสามารถที่จะใช้ช่วงเวลาของการละหมาดวันศุกร์นี้เป็นกลไกหนึ่งในการที่จะขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในเรื่องของการพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ การปกป้องคุ้มครองเด็กที่อาจจะเกิดขึ้นในวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในชุมชนนอกเวลาเรียนของเด็กและเยาวชนในช่วงที่อยู่กับผู้ปกครองที่บ้าน

กลไกการประชาสัมพันธ์หรือการแจ้งเรื่องราวในช่วงของการละหมาดวันศุกร์นับว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นกลไกการสื่อสารถึงชุมชนโดยตรง กลไกนี้สามารถที่จะสื่อสารกับผู้ปกครองนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนของชุมชนถึงบทบาทของครู การขอความร่วมมือกับชุมชนในด้านการศึกษา การแจ้งข่าวผลการเรียน สัมฤทธ์ผลของนักเรียนที่โรงเรียน ใครได้รับรางวัล นักเรียนที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนเป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้โอกาสที่สมาชิกของชุมชนอยู่ร่วมกัน บุคลากรทางการศึกษายังสามารถใช้เป็นโอกาสในการรับรู้ปัญหาต่างๆ ของเด็กนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก ปัญหาความขาดแคลนด้านต่างๆ ของนักเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานะทางครอบครัว ความยากจน การเดินทาง ปัญหาสุขภาพอนามัยซึ่งเมื่อครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่รับรู้ได้โดยตรงจากพ่อแม่ ผู้ปกครองของนักเรียนก็จะสามารถหาทางออกหรือแกปัญหาร่วมกันได้

การพูดที่มัสยิดของครูหรือบุคคลากรจากโรงเรียนของชุมชนเพียง 5 นาที สามารถที่จะนำเอาข้อมูลข่าวสาร หรือเนื้อหาที่สำคัญของการศึกษาเข้าถึงชุมชนโดยตรง สามารถที่จะให้ชุมชนรับรู้เรื่องราวได้ดีกว่าการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งหนังสือถึงผู้นำชุมชน หรือการนำประกาศมาติดที่โรงเรียน ที่มัสยิด ที่ร้านน้ำ เพราะสื่อประชาสัมพันธ์อื่นที่กล่าวมาไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสื่อถึงทุกคนได้หรือทุกคนสามารถรับข่าวสารนั้นได้

อาจารย์กูปัทมา มีข้อเสนอว่าหากเป็นไปได้ ทุกมัสยิดกำหนดให้เวลากับบุคลากรของโรงเรียนในชุมชนมาพบปะกับผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นสมาชิกในชุมชนที่มาละหมาดวันศุกร์ทุกสัปดาห์ ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้ชุมชนได้รับรู้ว่าทุกวันศุกร์ ครูที่โรงเรียนจะมาอัปเดทเรื่องราวของโรงเรียน เรื่องราวของกิจกรรมทางการศึกษา หรือกระทั่งผลการเรียนของบุตรหลานของชุมชน ทั้งนี้จะสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถที่จะกลับไปสอบถามกับลูกได้ว่าเรื่องที่ตนได้รับรู้จากที่ร่วมละหมาดวันศุกร์ที่มีครูหรือบุคลากรของโรงเรียนมาบอกเล่าเป็นอย่างไร

กลไกการสื่อสารโดยใช้ช่วงเวลาของการละหมาดวันศุกร์ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ช่วงเวลาที่สั้นๆ เป็นช่วงเวลาที่มีนัยยะทางศาสนาย่อมสามารถที่เป็นการสร้างทัศนะคติเชิงบวกให้กับชุมชนได้อย่างแน่นอน




__________________________________________

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเนื้อหา กิจกรรม การขับเคลื่อนของเด็กและเยาวชนในโครงการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ผลักดันพื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็ก การปกป้องคุ้มครองเด็กบนพื้นที่สื่อดิจิตอลและการสื่อสารออนไลน์ในชายแดนใต้ โดยโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและชุมชนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการสันติวิธีในจังหวัดชายแดนใต้ (Local Engagement to Advocate for Peace: LEAP Phase II) สนับสนุนโดย Save the Children และสหภาพยุโรป (EU)

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (dsj) เป็นพื้นที่สื่อและช่องทางการสื่อสารสาธารณะในสาระสำคัญเรื่องสิทธิของเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วม และตั้งอยู่บนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง โดยร่วมรณรงค์ผลักดันเชิงนโยบายร่วมกับองค์กรเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้านสิทธิเด็กในพื้นที่

กรอบแนวคิดในการปกป้องคุ้มครองเด็กและสตรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นแนวทางเพื่อความเข้าใจต่อสถานการณ์ในพื้นที่ว่าในทุกส...
30/08/2022

กรอบแนวคิดในการปกป้องคุ้มครองเด็กและสตรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นแนวทางเพื่อความเข้าใจต่อสถานการณ์ในพื้นที่ว่าในทุกสถานการณ์ที่สร้างผลกระบทต่อเด็กและสตรีนั้นมีมาตรการปกป้องคุ้มครองที่เป็นมาตรการสากลรัฐบาลไทยและระดับสากลให้การรับรอง ซึ่งในที่นี้เรียบเรียงจากเอกสารของศูนย์ประสานงานด้านเด็กและสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศป.ดส.) ดังต่อไปนี้....

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพิธีสารเลือกรับ 3 ฉบับ

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพิธีรับสาร 3 ฉบับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) หรือเรียกสั้นๆ ว่า CRC เป็นสัญญาด้านสิทธิ มนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุดในโลก โดยทุกประเทศในโลกได้ให้สัตยาบัน ยกเว้นประเทศโซมาเลีย ซูดานใต้ และสหรัฐ โดยได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ (United Nations General Assembly)

ในปี 2532 ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อวันที่ 12 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 โดยอนุสัญญานี้ มีหลักคิดที่สำคัญ 4 ประการ คือ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก บอกถึงนิยาม (เด็กหมายถึงบุคคลทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี) และมาตรฐานสิทธิมนุษยชนของเด็ก เพื่อช่วยให้ประเทศต่าง ๆ

ให้ความคุ้มครองเด็กได้อย่างเหมาะสม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กรวมหลักการสำคัญ คือ การเลือกไม่ปฏิบัติและประโยชน์สูงสุด ของเด็กโดยมีสิทธิ 4ด้าน คือ

1. สิทธิในการอยู่รอด
2. สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง
3. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา
4. สิทธิในการมีส่วนร่วม

ประเทศไทยก็ได้นำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาเป็นหลักในการปรับปรุงกฎหมาย ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้ลงนามในพิธีสาร เลือกรับ 3 ฉบับคือ

1. พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องการค้าเด็กการค้าประเวณีและสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก
2. พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ
3. พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องกระบวนการติดต่อร้องเรียน

ในกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้พิธีสารเลือกรับฉบับที่ 2 มีความสำคัญต่อการปกป้องไม่ให้เด็กเกี่ยวข้องกับอาวุธโดยมีเป้าหมายของพิธีสารฉบับนี้ว่าเพื่อเสริมสร้างการปฏิบัติตามสิทธิที่ได้รับในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กต่อไป ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มการคุ้มครองเด็กจากการ ไปเกี่ยวพันในความขัดแย้งด้วยอาวุธ (กลุ่มด้วยใจ 2460)....

มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 1324

มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 1324 (United Nations Security Council Resolution: UNSCR -1324) ว่าด้วยผู้หญิงสันติภาพและความมั่นคงเป็นมติ ครั้งประวัติศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้หญิง

ข้อมติดังกล่าว มุ่งเน้นการแก้ปัญหาผลกระทบความรุนแรงที่มีต่อผู้หญิงและ เด็กรวมทั้งการคุ้มครองผู้หญิงและเด็กที่ตกอยู่ในภาวะความ ขัดแย้งและสงคราม ที่ยิ่งกว่านั้นมติ ๑๓๒๕ นี้ มุ่งส่งเสริม การเพิ่มบทบาทและการมีส่วนร่วมจริงจังของผู้หญิงในกระบวนสันติภาพนับเป็นครั้งแรกในเวทีระดับสากลที่มี ข้อมติซึ่งยอมรับบทบาทของผู้หญิงในสถานการณ์ความขัดแย้งว่ามิได้แค่เป็นเหยื่อ แต่ยังเป็นผู้มีบทบาทในการบรรเทา ความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งรวมทั้งเป็น ผู้นำของการเปลี่ยนแปลง....

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women : CEDAW)

รัฐบาลไทยให้สัตยาบันไปเมื่อ ปี พ.ศ.2528 และมี พันธะที่จะต้องทำมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้หลักประกัน การมีส่วนร่วมของผู้หญิงอย่างเสมอภาคของผู้ชายในทุกมิติ ในระดับนโยบาย รัฐริเริ่มให้ความสำคัญกับกลไกการป้องกัน แก้ไขปัญหาและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงผ่านเวทีอภิปราย ในต่างประเทศเมื่อต้น พ.ศ.2558

ล่าสุดเวทีประชุมเพื่อขับเคลื่อนมติ 1328 ริเริ่มโดย องค์กรภาครัฐและ UN Women ได้ขยับมาภาคใต้ เมื่อวันที่ 13 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 อธิบดีกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว ได้ตระหนักถึงความส่งเสริมให้ผู้หญิง มีส่วนร่วมในการจัดการความขัดแย้งและกระบวนการสร้าง สันติภาพ และเพื่อให้เกิดความขับเคลื่อนในเชิงปฏิบัติการ และยุทธศาสตร์ด้านสตรีกับการเสริมสร้างสันติภาพและ ความมั่นคงไว้แล้ว โดยเริ่มจากพื้นที่ชายแดนใต้ เนื่องจาก พื้นที่นี้รัฐนับให้เป็นที่แรกในการประกาศใช้แผนพัฒนา นโยบายและยุทธศาสตร์ การทำงานในการช่วยเสริมสร้าง ความมั่นคงของมนุษย์งานในขอบข่ายนี้ จึงมีกำหนดอยู่ใน แผนการพัฒนาสตรีในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) การขยับกลไก ของรัฐนอกจากดำเนินการร่วมกับองค์การสหประชาชาติและ ภาคีเครือข่ายการทำงานของรัฐแล้ว องค์กรประชาสังคมได้ กระตุ้นเรียกร้องเชิญชวนให้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ตระหนัก ถึงมติ ๑๓๒๕ พบว่าได้รับความสนใจจากเครือข่ายหญิงและ องค์กรภาคต่าง ๆ (Peace Classroom, Deep South Watch, 2015)....

ปฏิญญาและแผนปฏิบัติการปักกิ่งเพื่อความก้าวหน้าของสตรี พ.ศ. 2538 (The 1995 Beijing Declaration and Platform for Action)

ระบุในประเด็นว่าด้วย “ผู้หญิงที่อยู่ในความขัดแย้ง ที่ใช้อาวุธ” ให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในระดับ การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขหาความขัดแย้งปฏิญญานี้ ยังสนับสนุนให้รัฐบาลและสถาบันที่เกี่ยวข้องระดับภูมิภาค และระดับสากลผลักดันให้มีการผนวกรวมมิติเพศสภาพ เข้าไปสู่กลไกการแก้ไขความขัดแย้งและความรุนแรงด้วย (ดวงหทัย บูรณ์เจริญกิจ, 2561)....

ปฏิญญาองค์การความร่วมมืออิสลาม (The Organization of Islamic Cooperation Charter: OIC Charter)

ปฏิญญาองค์กรความร่วมมืออิสลาม ได้บัญญัติค่ามั่น ไว้ในปฏิญญาขององค์การว่า “จะป้องกันและส่งเสริมสิทธิ สตรีและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในทุกพื้นที่ของชีวิตตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายในแต่ละประเทศของสมาชิก” องค์การความร่วมมืออิสลาม ได้จัดให้มีการประชุมเกี่ยวกับ เรื่องสิทธิสตรีมุสลิมเป็นครั้งแรก เนื่องในวันโอกาสตรีสากล เมื่อวันที่ 6 เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ องค์การความร่วมมือ อิสลาม มีคำสั่งให้ประเทศสมาชิกทั้ง ๕๗ ประเทศ พัฒนาให้ มีมาตรการเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงมีส่วนร่วมในการ พัฒนาสังคมในทุกภาคส่วน (Shaikh,2014, ดวงหทัยบูรณ เจริญกิจ, 2561 : อ้างอิงมาจาก Shaikh,2014)




__________________________________________

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเนื้อหา กิจกรรม การขับเคลื่อนของเด็กและเยาวชนในโครงการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ผลักดันพื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็ก การปกป้องคุ้มครองเด็กบนพื้นที่สื่อดิจิตอลและการสื่อสารออนไลน์ในชายแดนใต้ โดยโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและชุมชนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการสันติวิธีในจังหวัดชายแดนใต้ (Local Engagement to Advocate for Peace: LEAP Phase II) สนับสนุนโดย Save the Children และสหภาพยุโรป (EU)

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (dsj) เป็นพื้นที่สื่อและช่องทางการสื่อสารสาธารณะในสาระสำคัญเรื่องสิทธิของเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วม และตั้งอยู่บนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง โดยร่วมรณรงค์ผลักดันเชิงนโยบายร่วมกับองค์กรเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้านสิทธิเด็กในพื้นที่

การปกป้องคุ้มครองเด็กในวิถีอิสลาม…………….เราอาจจะคุ้นเคยกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่มีหลักการให้ความคุ้มครองเด็กใน 4 ด้า...
26/08/2022

การปกป้องคุ้มครองเด็กในวิถีอิสลาม
…………….

เราอาจจะคุ้นเคยกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่มีหลักการให้ความคุ้มครองเด็กใน 4 ด้าน หรือหลักสิทธิเด็กสากล หรือสิทธิเด็กตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่มีการตราไว้ในกฎหมายไทยซึ่งเนื้อหาและสาระสำคัญล้วนแต่เกี่ยวเนื่องกับการปกป้องคุ้มครองเด็กในสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งสิ้น ในที่นี้จะเป็นแนวทางการปกป้องคุ้มครองเด็กตามแนวทางของอิสลามซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ประมวลจากงานศึกษาของอาจารย์ ดร.ฆอซาลี เบ็ญหมัด คณบดีอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

สิทธิในการมีชีวิต

อิสลามบัญญัติให้เด็กจะต้องได้สิทธิในการมีชีวิตที่ดีที่ มีความสุข ตลอดชีวิตวัยเด็ก เป็นพื้นฐานในการสร้างบุคลิกภาพในอนาคตและจัดการกับมัน โดยให้สิทธิในการมีชีวิตแก่เด็กตั้งแต่ก่อนเกิด อิสลามกำหนดให้การแต่งงานเป็นเพียงวิธีเดียวในการให้กำเนิดบุตร ความถูกต้องของการสมรสขึ้นอยู่กับการยินยอมของผู้ปกครองของว่าที่พ่อแม่ ตลอดจนการมีสักขีพยาน เพื่อประกันสิทธิของเด็กที่จะได้รับการยอมรับ การดูแลรักษา การอุปการะเลี้ยงดู การสืบสายสกุลของครอบครัว ตลอดจนการเป็นทายาทรับมรดก

อิสลามห้ามทำลายชีวิตเด็กตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ์ทุกกรณี ยกเว้นเพื่อรักษาชีวิตแม่ ตลอดจนการจำคุกหรือลงโทษประหารชีวิตนักโทษหญิงที่มีครรภ์ จนกว่าจะคลอดบุตร ให้นมบุตรครบ 2 ปี และเลี้ยงดูเด็กจนกว่าจะรู้เดียงสาดูแลตัวเองได้

แม้แต่กรณีที่เด็กถือกำเนิดนอกสมรส หรือเพราะถูกข่มขืนกระทำชำเรา หลักการอิสลามถือว่า ความผิดของบิดา-มารดาผู้ให้กำเนิดไม่เกี่ยวกับเด็ก เด็กยังมีสิทธิในชีวิตที่มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ ทัดเทียมกับคนทั่วไป ห้ามทำแท้งเด็กเหล่านั้น และมีสิทธิตามกฎหมายในการเป็นลูกของมารดาผู้ให้กำเนิด และกำหนดให้รัฐมีหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กเหล่านี้แทนบิดา ซึ่งตามกฎหมายอิสลามนั้น บิดาเป็นผู้มีหน้าที่อุการะเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียว

สิทธิในการเลี้ยงดูด้วยนมแม่

ในการนี้ อิสลามกำหนดว่า การเลี้ยงดูด้วยนมแม่เป็นสิ่งควรส่งเสริม โดยที่เด็กควรได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่ผู้ให้กำเนิดหรือนมจากหญิงที่เป็นแม่นม อย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้เด็กๆ ได้มีชีวิตรอด และเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง อัลลอฮฺกล่าวไว้ว่า “และบรรดามารดาทั้งหลาย ให้นมบุตรของนางเป็นเวลาถึงสองปีเต็ม สำหรับผู้ที่ต้องการให้นมอย่างครบถ้วน” ตามความเห็นของนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าระยะเวลาให้นมปกติคือ 2 ปี

สิทธิในการดูแลสุขภาพ

เด็กยังมีสิทธิในการดูแลรักษาสุขภาพ และอบรมดูแลการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ เพื่อการเป็นสมาชิกที่ดีและมีคุณภาพของสังคมต่อไปในอนาคต

นักวิชาการอิสลามมีทัศนะว่า พ่อแม่มีหน้าที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายให้แก่ลูกๆ และถือว่าเป็นบาป หากมีการละเลย และรัฐจะต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลแทน นักวิชาการทั่วโลกมุสลิมเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นของการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค ดังที่ปรากฏในคำฟัตวาบทบัญญัติว่าด้วยการให้วัคซีนจากองค์กรฟัตวาระดับนานาชาติและระดับชาติ เช่น สถาบันกฎหมายอิสลามนานาชาติ (International Islamic Fiqh Academy) ขององค์กรความร่วมมืออิสลาม (Organization of the Islamic Cooperation หรือ OIC) สำนักฟัตวาและวิจัยแห่งยุโรป (European Council For Fatwa and Research) มหาวิทยาลัยอิสลามระดับโลกมุสลิม สำนักฟัตวาของประเทศอียิปต์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจุฬาราชมนตรีของประเทศไทย มหาวิทยาลัยอิสลามทั่วโลก รวมถึงอุลามาอ์ภาคประชาสังคมที่สังคมยอมรับ

บรรดานักวิชาการอิสลามจากหน่วยงานดังกล่าว ต่างเห็นพ้องกันว่า วัคซีนป้องกันโปลิโอ วัณโรค โรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบ โรคหัด และโรคร้ายแรงอื่นๆ เป็นสิ่งวาญิบ และเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองของเด็ก อันจะถือว่า “เป็นบาป” หากมีการละเลยการให้วัคซีนดังกล่าว และเป็น “วาญิบ” สำหรับผู้ปกครองเด็กเริ่มตั้งแต่วันที่ตั้งครรภ์กระทั่งเติบใหญ่ โดยจะต้องปฏิบัติตามวันเวลาที่กำหนดในตารางการให้วัคซีนอย่างเคร่งครัด

สิทธิในด้านพัฒนาการ
เด็กทุกคนจะได้รับสิทธิให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ สังคม รวมถึงความต้องการ ความพึงพอใจ และความสุขของเด็ก อิสลามจึงกำหนดให้เด็กมีส่วนในกิจกรรมครอบครัว ของ โรงเรียน และสังคมที่เด็กอยู่อย่างมีความสุข ในรูปแบบต่างๆ

การต้อนรับหลังการเกิด

หลังจากเกิดมามีชีวิตรอด อิสลามกำหนดว่าเด็กควรได้รับการแสดงความยินดีด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนา ได้แก่ การกล่าวอะซานและอิกอมะฮ์ที่หูซ้ายและขวาตามลำดับ ตามด้วยพิธีเชือดสัตว์อะกีเกาะฮ์และตะห์นีก รวมถึงการตั้งชื่อ พิธีอะกีเกาะฮ์และตะห์นีก เป็นการเชือดแพะเลี้ยงแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี และให้ผู้นำทางคุณธรรมทำพิธีตะห์นีก เปิดปากด้วยผลอินทผาลัม แล้วโกนผมและบริจาคทรัพย์ตามน้ำหนักของเส้นผมที่โกน

สิทธิในการเล่น การมีอิสระในการคิดและการแสดงออก

อิสลามยอมรับสิทธิของเด็กในการเล่น แม้แต่การเล่นในศาสนสถาน ถือว่าวัยเด็กเป็นวัยที่ต้องเลี้ยงดูให้มีคุณภาพตามวัย ทั้งร่างกาย ความคิดและจิตใจ และยังไม่มีหน้าที่ต่างๆ ทั้งทางศาสนาและสังคม หรืออื่นๆ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ จนกว่าจะบรรลุวัยผู้ใหญ่

สิทธิในความรักและความเมตตาที่อิสลามให้ความสำคัญของการดูแลสุขภาพเด็กและการพัฒนาร่างกายและจิตใจ และให้สิทธิ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สถานรับเลี้ยงเด็ก การศึกษา และสิทธิอื่นๆ ในขณะเดียวกัน อิสลามก็ใส่ใจความรู้สึกทางอารมณ์และจิตใจของเด็ก เพราะเด็กๆ ต้องการคนรอบข้างที่เป็นมิตรและรักใคร่ ดังนั้น ความเมตตา ความอ่อนโยน และความรัก เป็นความต้องการพื้นฐานของเด็ก เพราะความรักเป็นการเลี้ยงดูทางอารมณ์เช่นเดียวกับอาหารที่เป็นการเลี้ยงดูทางร่างกาย

ดังนั้นผู้ที่ได้รับความรักน้อยๆ ในวัยเยาว์ เขาจะยังคงกระหายอาหารนี้มากขึ้น สิ่งนี้บ่งบอกถึงความสำคัญของสิทธิในการเลี้ยงดูที่ดี ถูกต้อง สมดุล และอดทน ดังตัวอย่างท่านนบี ศอลฯ ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดของรัฐเคยเยี่ยมเยียนเด็กๆ ชาวอันศอร ทักทายและลูบศีรษะของเด็กๆ อิสลามรู้ดีว่าเด็กต้องการความอ่อนโยนและความเมตตา ดังนั้นท่านนบี ศอลฯ จึงเมตตาต่อพวกเขา และซอฮาบะฮ์ก็รับรู้ และแสดงความเมตตาต่อเด็ก ๆ ทั้งโดยการจูบและหยอกล้อพวกเขาเพื่อที่จะเติมเต็มด้านวิญญาณแห่งความหวังและความปีติยินดี

สิทธิในด้านการศึกษา รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ได้รับการกล่อมเกลาทางด้านจิตใจ ความคิดและความรู้ ซึ่งหลักการอิสลามกำหนดให้รัฐและผู้ปกครองมีหน้าที่ดูแลให้เด็กๆ เข้าถึงและได้รับการสอนทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในด้านศาสนาและทางโลก ดังเช่น มติที่ 113 (7/12) ของศูนย์ฟิกฮ์นานาชาติ ขององค์การโอไอซี OIC - Organization of Islamic Cooperation 36 กำหนดว่า “ข้อ 8 การเลี้ยงดูที่ถูกต้อง การพัฒนาคุณธรรม การเรียนรู้ การฝึกอบรม และการได้มาซึ่งประสบการณ์ ทักษะ และงานอาชีพสุจริต ซึ่งจะทำให้เด็กมีคุณสมบัติที่จะเป็นอิสระได้ด้วยตนเองและได้อาชีพการงานหลังจากบรรลุวัยผู้ใหญ่ เป็นหนึ่งในสิทธิที่สำคัญที่สุดที่ควรได้รับการดูแล และการดูแลเป็นพิเศษต่อผู้มีความสามารถพิเศษเพื่อพัฒนาศักยภาพของพวกเขา ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบของชะรีอะฮ์อิสลาม”

สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง

เด็กมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากการใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ โดยหลักการอิสลาม เครื่องมือหลักในการอบรมนั้นใช้วิธีการต่างๆที่มีความสุขุมนุ่มนวล ด้วยเหตุด้วยผล ความรักความเมตตา ไม่ใช่การใช้ความรุนแรง ดังแนวทางที่ลุกมานสอนลูกในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ลุกมาน อันเป็นบทว่าด้วยการสอนลูกที่มีรายละเอียดค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ดังเช่น สิทธิในการคุ้มครองจากการใช้แรงงาน และอุปสรรคกีดขวางสิทธิในการศึกษาและมีผลเสียต่อเด็ก มีมติที่ 113 (7/12) ของศูนย์ฟิกฮ์นานาชาติ ขององค์การโอไอซี OIC - Organization of Islamic Cooperation 45 กำหนดว่า “ข้อ 9 ศาสนาอิสลามห้ามพ่อแม่และผู้รับผิดชอบอื่น ละเลยการดูแลเด็กเพื่อป้องกันภาวะการไร้บ้านและการสูญเสีย นอกจากนี้ ยังห้ามการหาประโยชน์จากพวกเขาและมอบหมายให้พวกเขาทำงานที่ส่งผลต่อพลังงานทางร่างกาย ปัญญา และจิตใจของพวกเขา”

สิทธิในการมีส่วนร่วม

อิสลามให้สิทธิแก่เด็กในการแสดงออก ทั้งในด้านความคิดและการกระทำ ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เขาอาศัยอยู่ รวมทั้งสิทธิในการปกป้องเรียกร้องผลกระทบที่เกิดกับชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ด้วยการอนุญาตให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

อิสลามถือว่าสิทธิในการมีส่วนร่วมเป็นสิทธิของคนทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ การละเมิดสิทธิในการมีส่วนร่วมถือเป็นความผิดบาป ดังที่ท่านนบี ศอลฯ กล่าวว่า “มุสลิมต่อมุสลิม เป็นสิ่งต้องห้ามในการละเมิดต่อชีวิต ทรัพย์สิน และศักดิ์ศรีของเขา”

ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในอิสลาม ของประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม Organisation of Islamic Cooperation (โอไอซี) 53กำหนดใน ข้อ 9: เสรีภาพพิเศษ

1- เด็กทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ตามวัยและวุฒิภาวะของตน และมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นได้โดยเสรีในทุกเรื่องที่กระทบต่อตน ทั้งทางวาจา เป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยวิธีอื่นใดโดยชอบด้วยกฎหมายในลักษณะที่กระทำ ไม่ขัดกับชะรีอะฮ์

2- เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะเคารพชีวิตส่วนตัวของเขา อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครอง-ซึ่งจะไม่เป็นตัวแทนทางกฎหมายจากพวกเขา – มีสิทธิที่จะใช้การกำกับดูแลตามหลักศาสนาอิสลามและมนุษยธรรม เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กและเด็กจะไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดยกเว้นที่ได้รับอนุมัติจากกฎหมายซึ่งมีความจำเป็นในการปกป้องความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือสาธารณสุข หรือสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้อื่น

ข้อ 10: เสรีภาพในการชุมนุม
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะจัดตั้งหรือเข้าร่วมการชุมนุมทางแพ่งที่สงบสุขโดยเป็นไปตามกฎและข้อบังคับทางกฎหมายหรือกฎหมายในชุมชนของตน และในลักษณะที่เหมาะสมกับวัยของเขา และไม่กระทบต่อพฤติกรรม สุขภาพ ครอบครัว และมรดกของเขา




__________________________________________

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเนื้อหา กิจกรรม การขับเคลื่อนของเด็กและเยาวชนในโครงการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ผลักดันพื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็ก การปกป้องคุ้มครองเด็กบนพื้นที่สื่อดิจิตอลและการสื่อสารออนไลน์ในชายแดนใต้ โดยโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและชุมชนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการสันติวิธีในจังหวัดชายแดนใต้ (Local Engagement to Advocate for Peace: LEAP Phase II) สนับสนุนโดย Save the Children และสหภาพยุโรป (EU)

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (dsj) เป็นพื้นที่สื่อและช่องทางการสื่อสารสาธารณะในสาระสำคัญเรื่องสิทธิของเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วม และตั้งอยู่บนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง โดยร่วมรณรงค์ผลักดันเชิงนโยบายร่วมกับองค์กรเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้านสิทธิเด็กในพื้นที่

“เยาวชนที่ต้นทุนติดลบ” สู่การละเมิดสิทธิเด็ก……………….เด็กและเยาวชนแตกต่างกันกันอย่างไรคำว่า “เด็ก” ที่ปรากฏในพจนานุกรมฉบับ...
26/08/2022

“เยาวชนที่ต้นทุนติดลบ” สู่การละเมิดสิทธิเด็ก
……………….

เด็กและเยาวชนแตกต่างกันกันอย่างไร
คำว่า “เด็ก” ที่ปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานคือ ผู้ซึ่งอายุเกิน 7 ปีบริบูรณ์แต่ยังไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์ ส่วนในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาตินั้นได้ให้ความหมายว่า บุคคลผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ซึ่งสอดคล้องกับความหมายตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ได้ให้ความหมายว่า “เด็ก” คือบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่กฎหมายของแต่ละประเทศจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น (อนุสัญญาสิทธิเด็ก พ.ศ. 2532)

คำว่า “เยาวชน” ตามความหมายที่ปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ.2555 ให้ความหมายไว้ว่า บุคคลผู้มีอายุเกิน 14 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์และไม่ใช่ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วด้วยการสมรส และคำว่า “เยาวชน” ในพระราชบัญญัติการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 ได้ให้ความหมายของเยาวชนว่า คือบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ ถึงอายุ 25 ปีบริบรณ์ (พระราชบัญญัติการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ, 2550)

นอกจากนี้แล้วคำว่าเยาวชนตามความหมายขององค์การสหประชาชาติได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ คนวัยหนุ่มสาวผู้มีอายุระหว่าง 15-25 ปี (กระทรวงวัฒนธรรม, 2555) และก็ได้สอดคล้องกับที่องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ที่ได้ระบุไว้ว่า เยาวชนคือคนหนุ่มสาวที่มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 15-25 ปี (ทัศนันท์ บุญสวน, 2440 น.16)

สรุปคำว่า “เด็ก” และ “เยาวชน” เพื่อให้เกิดความกระจ่างและไม่สับสนว่า “เด็ก” คือบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 15 ปีบริบูรณ์ ส่วน “ผู้เยาว์” นั้น คือบุคคลซึ่งมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553)

จากการศึกษาวิจัยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เยาวชนชายแดนใต้ในวันนี้น่าเป็นห่วงมาก ทั้งจากความอ่อนแอสะสมอยู่ในตัวและความเสี่ยงจากสถานการณ์ความสงบในบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งผลการศึกษาเชิงสำรวจในกลุ่มของเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายในโครงการญาลันนันบารูในปี พ.ศ. 2554 จำนวน 12,528 คน (ร้อยละ 85) อายุระหว่าง 14-24 ปี พบว่าที่ไม่ได้เรียนหนังสือหรือเรียนแค่ประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาเท่านั้นมีจำนวนมากถึงร้อยละ 95 การเรียนทางศาสนาส่วนใหญ่ได้แค่เพียงระดับต้น (ร้อยละ 66) เรียกว่าการศึกษาต่ำมากทั้งทางโลกและทางธรรม ว่างงาน ยากจน มั่วสุม ไม่มีเป้าหมายชีวิต ติดยาเสพติดเป็นจำนวนมากและไม่ได้เคร่งศาสนาอะไรเลย ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรียกเยาวชนเหล่านี้ว่า “เยาวชนที่ต้นทุนติดลบ”

ในอีกด้านหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะสังคมมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รับเอาแนวทางการดำเนินชีวิตที่ไม่ใช่ในรูปแบบของอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ความเป็นอยู่และรวมไปถึงพฤติกรรมที่ไม่แนวทางปฏิบัติของอิสลามทำให้ปัญหาของเยาวชนมุสลิมที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากหลักการศาสนาอิสลามนั้น ถือได้ว่าไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ในอดีตและได้สร้างปัญหาซ้ำซ้อนเรื้อรังมาเป็นเวลานานและสภาพปัญหาดังกล่าวก็ไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ

จึงสามารถสรุปสาเหตุสำคัญๆ ที่ทำให้เกิดความรุนแรงหรือการละเมิดต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่แห่งนี้ คือ ขาดการศึกษาหรือได้รับการศึกษามาน้อย ติดยาเสพติด และไม่ยึดหลักการศาสนาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต สามสาเหตุหลักนี้ถือเป็นที่มาของปัญหาสังคมตามมามากมาย

ทั้งนี้ที่ผ่านมาภาครัฐไม่ว่าจะเป็นศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พยายามแก้ไขปัญหาเยาวชนโดยมุ่งไปที่การพัฒนาระบบการศึกษา โดยมีความมุ่งมั่นที่จะนำการศึกษามาพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยส่งเสริมการศึกษาตามความเหมาะสมต่ออัตลักษณ์แต่ละพื้นที่ โดยเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ที่มีส่วนสำคัญเพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรม สร้างภูมิปัญญาให้แก่สังคม ส่งเสริมอาชีพ และการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตเพื่อนำพาสันติภาพกลับคืนสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ นอกจากจากนี้พบว่าหน่วยงานภาครัฐมีแนวทางการพัฒนาเยาวชนไทยมุสลิมในพื้นจังหวัดชายแดนใต้อยู่ 5 ด้านดังนี้คือ

ด้านการป้องกันและปราบรามยาเสพติด

ด้านพัฒนาการศึกษา

ด้านสาธารณสุขและอนามัยเจริญพันธุ์

ด้านงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเยาวชนและด้านพัฒนาครอบครัวและชุมชน

ปัญหาสังคมในสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสังคมถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมตะวันตกอย่างไร้ขีดจำกัด ประชาชนทั่วไปห่างเหินจากศาสนาและอำนาจวัตถุนิยมได้ซึมซับเข้าไปในจิตใจของคนในสังคมส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอย่างมากมาย เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการพนัน การมั่วสุมระหว่างชายหญิงอย่างเสรีจนเกิดปัญหาการผิดประเพณีนำสู่การทำแท้งในหมู่เยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ นอกจากนั้นผู้คนในสังคมขาดความรัก ความสามัคคี เกิดความแตกแยกของคนในครอบครัว ชุมชน หรือแม้กระทั่งปัญหาการหย่าร้างในครอบครัว ที่ส่งผลให้คนในครอบครัวขาดความรัก ความอบอุ่น ทำให้ครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นเกราะป้องกันปัญหาต่างๆ ได้ถูกทำลายลง

__________________________________________

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเนื้อหา กิจกรรม การขับเคลื่อนของเด็กและเยาวชนในโครงการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ผลักดันพื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็ก การปกป้องคุ้มครองเด็กบนพื้นที่สื่อดิจิตอลและการสื่อสารออนไลน์ในชายแดนใต้ โดยโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและชุมชนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการสันติวิธีในจังหวัดชายแดนใต้ (Local Engagement to Advocate for Peace: LEAP Phase II) สนับสนุนโดย Save the Children และสหภาพยุโรป (EU)

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (dsj) เป็นพื้นที่สื่อและช่องทางการสื่อสารสาธารณะในสาระสำคัญเรื่องสิทธิของเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วม และตั้งอยู่บนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง โดยร่วมรณรงค์ผลักดันเชิงนโยบายร่วมกับองค์กรเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้านสิทธิเด็กในพื้นที่

ที่อยู่

Pattani
94001

เบอร์โทรศัพท์

+66946391141

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DSJ-Deep South Journalistผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง DSJ-Deep South Journalist:

แชร์