11/10/2023
“ยินดีที่ได้รู้จัก”
ตอน ขอให้ความฝันเธอยังอยู่ แม้ในวันที่หัวใจเธอแตกสลาย
อักบัร คือเด็กหนุ่มวัย 18
ผู้ผ่าน 18 ฝน 18 หนาวมาอย่าง "อดทน" และ "กล้าหาญ" จนน่าชื่นชม
เขาใช้ชีวิตสมกับที่ผู้สร้างได้มอบชีวิตมาให้กับเขา
ป้าผู้ที่ทำหน้าที่เสมือนแม่ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปี ก่อน ขณะนั้น อักบัรอายุ 3 ขวบ แม้นานจนหลายอย่างลางเลือน แต่รายละเอียดของชีวิตบางช่วงบางตอนนั้นยังคงชัดเจน
แม่อักบัรอุ้มท้องน้องชายในขณะที่ตัวเธอเองก็แบกความหวาดกลัวไว้เต็มหัวใจ
ตลอดการอุ้มท้อง 9 เดือนนั้น ความเจ็บป่วย เหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์นั้นไม่ได้ทำให้เธอเป็นทุกข์ มันเทียบไม่ได้แม้เพียงกระผีกริ้นกับโรคร้ายที่เธอกำลังเผชิญ
เธอตั้งท้องขณะที่ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกระยะสุดท้าย
วันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ แต่ทว่าความเจ็บปวดกลับเพิ่มทวีอย่างรวดเร็ว ผ่านวินาที ผ่านนาที อย่างทรมาน
9 เดือนผ่านไป ลูกน้อยในท้องก็พร้อมลืมตาดูโลก ในขณะที่มะเร็งก็ลุกลาม พร้อมที่จะพรากเธอไปจากโลกใบนี้ได้ทุกเมื่อเช่นกัน
ในที่สุดเทียนแห่งชีวิตของผู้เป็นลูกก็ถูกจุดขึ้น และเพียงไม่นานเทียนแห่งชีวิตของผู้เป็นแม่ก็ดับลง
แต่
ก่อนเทียนชีวิตจะดับลง เธอได้ตัดสินใจมอบลูกอันเป็น “ดวงใจ”ที่เพิ่งจะถือกำเนิดมาให้กับญาติคนหนึ่งที่ไว้ใจได้ ในวันนั้นเธอประคองร่างกายกอดลูกไว้นาน เสมือนรู้ว่าเวลาของชีวิตใกล้หมดลงแล้ว กอดครั้งนี้ คือ การ กอดลาดวงใจครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากลากันชั่วนิรันดร์ เธอกอดพร้อมดุอาร์ขอพรให้ “ผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่แห่งชั้นฟ้า หน้าแผ่นดินคุ้มครอง และมอบชีวิตที่ดีแก่ลูกน้อยของเธอ”
ส่วน “อักบัร” ผู้ซึ่งเป็น “แก้วตา” ได้ถูกมอบให้อยู่ในการดูแลของพี่สาว(ป้าผู้เล่าเรื่อง) คำขอร้องสุดท้ายของชีวิตก่อนที่เธอจะสิ้นลม คือ ขอให้พี่สาวและพี่เขยรักอักบัรเช่นเดียวกับที่รักลูกตัวเอง ขอให้รักอักบัรจนวันตาย
“เธอมีความฝัน แม้ร่างกายและหัวใจเธอจะแตกสลาย”
“ลูกทั้งสองจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างปลอดภัย” คือ ฝันอันเป็นหนึ่งเดียวของเธอ..
อักบัรในวันนั้นอายุเพียง 3 ขวบ แม้จะไม่สามารถเข้าใจอะไรได้ทุกอย่าง แต่สัมผัสถึงรสชาติของความทุกข์ ความเดียวดายของการจากพรากเป็นครั้งแรกได้เป็นอย่างดี
“แม้ฉันกับสามีจะรักและดูแลเขาดีเหมือนลูก แต่ก็ไม่เท่ากับรักที่ได้จากแม่ อักบัรกลายเป็นเด็กที่นิ่ง ไม่ร่าเริงเหมือนก่อน” ผู้เป็นป้าเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงแรกที่เกิดขึ้นกับอักบัร แววตาอ่อนล้าของเธอเศร้าลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด หยุดเล่าไปชั่วอึดใจ และเล่าต่อว่า
“สามีฉันดูแลอักบัรได้ไม่ถึงปี เขาก็หัวใจวายตาย ฉันสับสน และกลัวมาก พอเสียเขาไปทุกอย่างก็พังกระจัดกระจาย ”
“เขาดูแลอักบัร และรักอักบัรจนวันตายจริงๆ”
อักบัรรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตอีกครั้ง
“ผมจำภาพในวัยเด็กช่วงที่เสียแม่และลุงไม่ได้มากนัก จำได้ว่าหลายเหตุการณ์ทำให้ผมเศร้าแต่ไม่เคยร้องไห้ หรือน้อยใจกับชีวิตที่ไม่มีเหมือนคนอื่น ผมรู้เพียงว่าพวกเราลำบากมาก ผมจึงไม่ควรเกเรและทำตัวงอแง เพราะจะทำให้ป้ากับยายยิ่งลำบาก มีอะไรให้กินแค่ไหนผมก็กินแค่นั้น กินให้อิ่มแล้วก็ไปเล่น ผมโชคดีที่มีป้า มียาย และป้าก็มีลูกๆ อายุเท่าผม เราจึงเป็นพี่น้อง และเพื่อน”
อักบัรเล่าว่าในช่วงวัยที่เรียนชั้นประถมนั้น เขารับรู้ได้ถึงรสชาติของความยากบาก ความขัดสนข้นแค้นที่อธิบายไม่ได้ น่าแปลกใจที่เขาจำเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ แทบจะไม่ได้เลย แต่กลับมีความทรงจำที่ดีกับชีวิตและภาพจำนั้นชัดเจนมาก
“ตอนเด็กๆ ผมนอนกับยาย ยายชอบเล่าประวัตินบี และชอบเล่าเรื่องของแม่ ยายเล่าว่าแม่เป็นคนดี เรียบร้อย ไม่พูดมาก และชอบทำอาหาร ผมชอบฟังเรื่องเล่าพวกนี้มากโดยเฉพาะเรื่องของแม่”
ชีวิตอักบัรดำเนินอย่างปกติ ใช้ชีวิตท่ามกลางมรสุมที่เข้าถาโถมป้า จนใครบางคนมองว่า “ป้าคงไม่มีกำลังเลี้ยงอักบัรอีกต่อไป ควรมอบอักบัรให้คนอื่นเลี้ยง”
“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนผมจำความได้แล้ว และจำเหตุการณ์ได้ดี หลังกลับจากโรงเรียนยายบอกให้เตรียมตัว อีก 7 จะมีคนมารับไปเลี้ยง เขาเป็นนักร้องเร่ เขาจะพาไปหาเงินหรือขอทานตามที่ต่างๆ”
“ผมกลัวมาก กลัวที่ต้องไปอยู่กับใครที่ไม่รู้จัก กลัวถูกทำร้าย กลัวถูกตี กลัวถูกทรมาน”
ช่วงเวลาที่มีใครบางคนมาติดต่อขออักบัรไปเลี้ยงนั้น เป็นช่วงที่ป้าผู้ดูแลไปทำงาน ใครบางคนที่ว่านั้นจึงเข้าเจรจากับทุกคนที่เขาสามารถโน้มน้าวใจได้ ด้วยความขัดสนข้นแค้นของชีวิต หลายคนจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของใครบางคนซึ่งเป็นคนแปลกหน้า
แน่นอนว่า เมื่อความทราบถึงผู้เป็นป้า เธอย่อมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดที่ “เหมือนจะหวังดีแต่ประสงค์ร้าย” เช่นนี้
“เลือดเนื้อของเรา จะยกให้คนอื่นได้อย่างไร สัญญาว่าจะเลี้ยง ต่อให้ตายก็จะเลี้ยงเอง”
น้ำเสียงของเธอ ขณะที่เล่านั้นหนักเเน่น และคงเป็นน้ำเสียงเดียวกันที่กล่าวปฎิเสธกับชายแปลกหน้าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
เหตุการณ์ครั้งนี้เลวร้าย แต่อักบัรเลือกที่จะจำเพียงเรื่องราวของป้าที่คอยปกป้องเขาเท่านั้น
หลังเหตุการณ์นี้ เธอได้ตัดสินใจส่งอักบัรไปอยู่โรงเรียนประจำของรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ เเละเพราะเธอมั่นใจว่าที่นั่น อักบัรจะได้เรียนหนังสือ จะมีอาหาร มีเพื่อน มีเสื้อผ้า มีครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และจะได้รู้จักใช้ชีวิตเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า
ผู้สร้างได้ลิขิตชีวิตบทใหม่ให้อักบัรในวัย 11 และการเดินทางเพื่อใช้สู่โลกกว้างก็เริ่มต้นขึ้น
“ผมรู้สึกกลัวการแยกจากกัน แต่เมื่อชีวิตไม่มีทางเลือกมากนัก ผมก็ต้องอยู่ ป้าขอให้ผมตั้งใจเรียน และละหมาดอย่าให้ขาด แล้วทุกอย่างจะดีเอง”
อักบัรใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำอยู่สองปี ในช่วงแรกนั้นล้มลุกคลุกคลาน ร้องไห้ หัวเราะกับชีวิตตามที่ถูกลิขิตไว้ จนในที่สุด ก็ใช้ชีวิตให้เป็นที่รักของคนอื่นเป็น และรู้ว่าความสุขของการใช้ชีวิตแต่ละวันคืออะไร
“ผมชอบการเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ปลูกผัก ชอบที่สุดคือตอนเก็บไข่ไก่ ไข่เป็ด ครูจึงมอบหน้าที่ดูแลเรื่องพวกนี้แก่ผม โรงเรียนที่ผมเรียนทุกคนจะต้องปลูกผักเลี้ยงไก่ เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงนักเรียน อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ผมชอบ”
วันเวลาเดินทางผ่านร้อน ผ่านหนาว ชีวิตของเด็กชายก็เช่นกัน ผ่านร้อนหนาว จนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น
"ฉันกังวลมากเมื่อลูกชาย และอักบัรเรียนจบ ป.6 ในหมู่บ้านที่เราอยู่กันนี้ยาเสพติดระบาดหนักมาก ฉันอยากให้ทั้งสองไปเรียนที่อื่น เราพยายามหาโรงเรียนที่ค่าเทอมไม่แพงและมีทุนสำหรับเด็กกำพร้า และหาโรงเรียนที่อยู่ใกล้มัสยิดเพราะลูกๆของฉันคงไม่มีเงินอยู่หอ พวกเขาต้องอาศัยนอนมัสยิด"
"โชคดีที่เด็กๆ สามารถ หาโรงเรียนตามที่หวังได้ ได้เรียนในโรงเรียนที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า และได้พักในมัสยิดที่มีหอพักสำหรับ นร.กำพร้าที่ตั้งใจเรียนได้อยู่ฟรี ตั้งแต่ ม.1- ม.6 เด็กๆจะได้เงินไปโรงเรียนเพียงคนละ 20 บาท"
ป้าผู้เป็นเสมือนแม่เล่าต่อว่า
เธอต้องทำงานกนักมากจนซูบผอม เพื่อส่งลูก 2 คน และอักบัรเรียนหนังสือ ครั้งหนึ่งในวันหยุด เด็กๆ กลับบ้านมาเล่าเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้น้ำตาหยดใหญ่ๆ ไหลอาบแก้มเธอทันทีที่เล่าจบ
"แม่น้ำแข็งใสที่เพื่อนกินที่โรงเรียนอร่อยมากเลย"
เธอรู้ว่าเด็กๆ อยากกินแต่ไม่กล้าขอเงินเพิ่ม
เพราะรู้ว่าการขอเงินเพิ่มเพียง 20 บาท ก็หมายถึงแม่ต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม
อักบัรเข้าใจชีวิตดี และรู้ดีทุกอย่างย่อมมีทางออก
"ผมต้องกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียนให้อิ่ม การได้กินขนมหวาน และน้ำหวานทำให้ผมมีแรง และอิ่มถึงตอนเย็น อาหารมื้อเย็นของพวกเราไม่ค่อยดีนัก ผมใช้วิธีเสนอตัวช่วยขายของให้กับร้านข้าวในโรงเรียน เพื่อแลกกับขนมหวานและน้ำหวาน ผมทำอย่างนั้นจนจบ ม.6"
"หออยู่ที่มัสยิด จะมีเพื่อนอยู่ด้วยกัน 10 คน ตอนเย็นต้องหุงข้าว 1 หม้อ และแบ่งกันกิน ครั้งหนึ่งผมเคยโกรธและทะเลาะกับเพื่อน เพราะเขาไม่เก็บข้าวมื้อเย็นให้ผม แต่พอเพื่อนบอกว่า "หิว" ผมก็โกรธเพื่อนไม่ลง เพราะ "ผมก็เคยหิว" "
ทัศนคติของอักบัรในการมองโลกใบนี้งดงามมาก
รักคนอื่นเป็น ให้อภัยเป็น
ไม่ฟูมหาย ไม่น้อยใจชีวิต
พูดเพราะ มารยาทดี เป็นมิตร
เข้าใจชีวิต และใช้ชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น
ที่สำคัญ คือ ปฎิบัติกิจทางศาสนาได้อย่างไม่บกพร่อง
อักบัรถือเป็นผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้าน ที่รอดพ้นจากยาเสพติดในดงยาเสพติด ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอย่างที่สุด..
วันนี้อักบัรสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ชั้นปีที่ 6 แล้ว
เด็กหนุ่มมีฝัน แต่ฝันครั้งนี้ของเขามีราคาค่างวดที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับฝันนั้น
"ผมอยากเรียนสารพัดช่าง เรียนช่างไฟฟ้า แต่ปีนี้ยังเรียนไม่ได้ ป้ามีเงินไม่มากพอที่จะส่งผมเรียน ผมต้องทำงานช่วยป้าเพื่อเก็บเงิน ถ้ามากพอก็จะไปเรียนในปีหน้า"
มีคนบอกว่า อักบัรอ่อนโยนและเป็นคนใจดีเหมือนแม่ แต่ฉันคิดว่าอักบัรมีอีกหนึ่งอย่างที่เหมือนแม่
"อักบัรมีฝัน ฝันแม้ในวันที่หัวใจจะแตกสลาย"
"ขอให้อัลลอฮฺประทานริสกี และความง่ายดายแก่อักบัร"
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะอักบัร"
อารียา ดือเระ
10/9/66
นราธิวาส