Vietnam Value Investor หุ้นเวียดนาม

Vietnam Value Investor หุ้นเวียดนาม ข้อมูลข่าวสารเพื่อการลงทุนหุ้นเวียดนาม และหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจ จากประสบการณ์เริ่มแต่ปี 2015

🔸สนใจเรียนรู้ออนไลน์ ลงทุนหุ้นเวียดนาม
และ VVI membership : หาหุ้นไปกับสัมมนา Super stock อเมริกา จีน สามารถดูรายละเอียดแลสมัครได้ที่: https://class.vietnamvi.com/

ท่านสามารถติดตามข่าวสารจาก vietnamviได้ที่
Website: https://www.vietnamvi.com
Facebook: facebook.com/vvinvestor
Line: ( https://lin.ee/47V0kep )
YouTube: https://youtube.com/c/Vietnamvi

🍺 ศึกเบียร์เวียดนามเดือด 🔥ยอดขายฟื้น แต่ต้องเผาเงินรักษาบัลลังก์ Q1/2026  บ.เบียร์ยักษ์  รายได้–กำไรฟื้นชัดแต่ …“ยอดขายท...
14/05/2026

🍺 ศึกเบียร์เวียดนามเดือด 🔥
ยอดขายฟื้น แต่ต้องเผาเงินรักษาบัลลังก์

Q1/2026 บ.เบียร์ยักษ์
รายได้–กำไรฟื้นชัด

แต่ …
“ยอดขายที่ฟื้น
แลกมาด้วยต้นทุนการตลาดแพงแค่ไหน?”

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🇻🇳 ตลาดเบียร์เวียดนามเริ่มกลับมาฟื้น

Q1/2026 ตัวเลขของ 2 ผู้เล่นใหญ่ดีขึ้นพร้อมกัน

Habeco — BHN
▫️ รายได้: +38% YoY (2,040 bn VND)
▫️ กำไรโต 3.5 เท่า 😱 YoY (71 bn VND)

Sabeco — SAB
▫️ รายได้ +11% YoY. (6,540 bn VND)
▫️ กำไร +55% YoY (1,250 bn VND)

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🇻🇳 🍺 Sabeco ใหญ่กว่า และทำเงินเก่งกว่า

รายได้ของ Sabeco มากกว่า Habeco ราว 3 เท่า
แต่กำไรมากกว่าถึง 17 เท่า

สะท้อนว่า Sabeco มีมาร์จิ้นและประสิทธิภาพดีกว่า

เหตุผลหลักคือ
▫️ ครอบคลุมตลาดทั่วประเทศ
▫️ แข็งแรงในภาคใต้
▫️ กระทบจากฤดูกาลน้อยกว่า Habeco

ขณะที่ Habeco ยังพึ่งตลาดภาคเหนือสูง
ทำให้ยอดขายผันผวนตามอากาศและฤดูกาลมากกว่า
(เพราะช่วงอากาศหนาวคนดื่มเบียร์น้อยลง)

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📌 งบปี 2025

🇻🇳 SABECO — SAB
▫️ รายได้สุทธิ: 25,888 bn VND (-18.8% YoY)
▫️ กำไรหลังภาษี: 4,573 bn VND (+1.7% YoY)
▫️ สินทรัพย์รวม: 32,597 bn VND
▫️ Current ratio: 2.49 เท่า

แปลว่า
รายได้ลดลงแรง
แต่กำไรยังโตได้เล็กน้อย

“ยอดขายไม่ง่าย
แต่ยังคุมต้นทุนและกำไรได้ดี”

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🇻🇳 HABECO — BHN
▫️ รายได้ 8,525 bn VND (+4% YoY)
▫️ กำไร 493 bn VND (+26% YoY)
▫️ เป็นกำไรสูงสุดในรอบ 3 ปี

Habeco ฟื้นแรงกว่าในเชิงเปอร์เซ็นต์
แต่ฐานกำไรยังเล็กกว่า Sabeco มาก

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🔥 โฆษณากลายเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจเบียร์ 💰
Q1/2026
Habeco ใช้งบโฆษณาและโปรโมชั่น
▫️ ประมาณ 162 bn VND. มากกว่ากำไรทั้งไตรมาส ‼
Sabeco ใช้งบโปรโมตแบรนด์และกระตุ้นยอดขายประมาณ
▫️ 447 bn VND
ในธุรกิจเบียร์
โฆษณา... ไม่ใช่แค่สิ่งที่ดูผ่านจอ
แต่รวมถึง
โปรโมชั่น จุดขาย สปอนเซอร์อีเวนต์ แคมเปญฟุตบอล
ที่ต้องเผาเงินเพื่อ “ไม่ให้เสียบัลลังก์”

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

👑 CEO ของ Sabeco ระบุว่า
ในเวียดนามไม่มีบริษัทเบียร์รายใด
ครองอันดับ 1 ได้ตลอดเวลา

ส่วนแบ่งตลาดเปลี่ยนได้ทุกเดือน
และการแข่งขันจากแบรนด์ต่างชาติยังหนัก
โดยเฉพาะ Heineken และ Tiger

งบโฆษณาไม่ใช่แค่ growth driver
แต่มันคือ…

“ต้นทุนป้องกันส่วนแบ่งตลาด”

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

💰 ปันผลยังเป็นจุดเด่นของ SAB 🔥

Sabeco ยังคงนโยบายจ่ายปันผลเงินสด 50%
ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

Vietcap เคยประเมินว่า
SAB เป็นหุ้น defensive
จากฐานะการเงินและ cash flow ที่แข็งแรง

พร้อมคาดเงินปันผล
▫️ 5,000 VND/หุ้นต่อปี
▫️ Yield ราว 10% ช่วง 2025–2029F 🔥

นี่ทำให้ SAB ไม่ได้เป็นแค่หุ้นเบียร์
แต่เป็นหุ้น cash flow / dividend play
ในตลาดเวียดนามด้วย

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📊 Valuation ล่าสุด (Vietstock)

SAB
▫️ ราคาหุ้นราว 47,000 VND
▫️ Market cap: 60,280 bn VND
▫️ P/E: 12.4 เท่า
▫️ P/B: 2.47 เท่า

BHN
▫️ ราคาหุ้นราว 29,400 VND
▫️ Market cap: 6,810 bn VND
▫️ P/E: 13 เท่า
▫️ P/B: 1.22 เท่า

SAB คือบริษัทใหญ่
มาร์จิ้นสูง
ปันผลเด่น

BHN คือบริษัทที่กำลังฟื้น
แต่ยังต้องพิสูจน์ว่า
จะขยายออกจากฐานภาคเหนือได้จริงแค่ไหน

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

📈 แนวโน้มต่อไป

▫️ ช่วงหน้าร้อน และช่วงฟุตบอลใหญ่ เช่น FIFA World Cup การดื่มเบียร์เพิ่มขึ้น แต่การแข่งขันด้านโฆษณาก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น

▫️ ตลาดเบียร์เวียดนามคาดว่าจะโตเฉลี่ยประมาณ 6.6% ต่อปี ช่วง 2026–2035

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

⚠️ สิ่งที่นักลงทุนต้องดูต่อ

▫️ ค่าโฆษณาจะกินมาร์จิ้นแค่ไหน
▫️ การแข่งขันกับ Heineken / Tiger / Carlsberg
▫️ ฤดูกาลและช่วงฟุตบอลจะช่วยยอดขายได้แค่ไหน
▫️ Habeco จะลดการพึ่งตลาดภาคเหนือได้หรือไม่
▫️ SAB จะรักษาปันผลสูงได้ยั่งยืนแค่ไหน

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🔴 สุดท้าย

ตลาดเบียร์เวียดนามกำลังฟื้น
แต่ไม่ได้แปลว่าทุกบริษัทจะชนะ เพราะการแข่งขันสูง

SAB ดูไม่แพง
ปันผลแรง
และกำไรเริ่มฟื้น

แต่ธุรกิจเบียร์ยังไม่พ้นมรสุม
ทั้งการแข่งขันสูง
กฎเมาแล้วขับ 0% alcohol
ภาษีแอลกอฮอล์ที่จ่อเพิ่ม
และค่าโฆษณาที่ต้องเผาเพื่อรักษาบัลลังก์

คำถามจึงไม่ใช่แค่…

“คนเวียดนามกลับมาดื่มเบียร์มากขึ้นไหม?”

แต่อาจเป็น…

“บริษัทเบียร์ต้องเผาเงินอีกเท่าไหร่
เพื่อกระตุ้นยอดขาย
และรักษาส่วนแบ่งตลาด

แล้วสุดท้าย…
กำไรจะเหลือถึงผู้ถือหุ้นแค่ไหน?”

----------
ขอบคุณข้อมูลจาก :The Investor / VCCI , Vietstock / Investing.com
ลิงค์โปรดดูใน Comment

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามราคาหุ้น งบการเงิน และประกาศบริษัทล่าสุดค่ะ

ธุรกิจโตเร็วแต่ไม่ยั่งยืนดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรยอดขายโตเร็วแต่ไม่มีกำไรหรือกำไรน้อยจนแทบไม่คุ้มค่าที่จะทำยิ่งขายมากก็ขา...
12/05/2026

ธุรกิจโตเร็วแต่ไม่ยั่งยืน
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ยอดขายโตเร็ว
แต่ไม่มีกำไรหรือกำไรน้อยจนแทบไม่คุ้มค่าที่จะทำ
ยิ่งขายมากก็ขาดทุนมาก
กิจการที่ยอดขาย “โตระเบิด” โดยเฉพาะในช่วงแรก
จึงไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นกิจการที่ดีเยี่ยมเสมอไป
อ่านบทความเต็ม: https://www.vietnamvi.com/2026/05/12/biz/
ฟังบทความเสียง: https://www.youtube.com/watch?v=ZX9m1L__l1Q

VN-Index อาจยังดูดี  แต่ต่างชาติกำลังถามว่า…“ดัชนีขึ้นเพราะเศรษฐกิจทั้งประเทศ  หรือขึ้นเพราะหุ้นไม่กี่ตัว?”ในวันที่ VN-I...
08/05/2026

VN-Index อาจยังดูดี
แต่ต่างชาติกำลังถามว่า…

“ดัชนีขึ้นเพราะเศรษฐกิจทั้งประเทศ
หรือขึ้นเพราะหุ้นไม่กี่ตัว?”

ในวันที่ VN-Index ยังเขียว
กราฟยังดูมีแรงไปต่อ

แต่เบื้องหลังกลับมีสัญญาณที่นักลงทุนต้องระวัง

🔹 ต่างชาติขายสุทธิหุ้นเวียดนาม 12 วันติด
🔹 มูลค่าขายสุทธิรวมทั้ง 3 ตลาดกว่า 1,200 ล้านบาท
🔹 ขณะที่ดัชนียังดูดี แต่แรงซื้อไม่ได้กระจายไปทั้งตลาด

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🇻🇳 ดัชนีเขียว…แต่ไม่ได้เขียวทั้งตลาด

VN-Index ถูกดึงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากหุ้นใหญ่บางกลุ่ม

โดยเฉพาะ “ตระกูล Vingroup”
และธนาคารบางตัว

หุ้นที่ถูกพูดถึงซ้ำ ๆ
ในฐานะตัวดึงดัชนี ได้แก่

• VIC — Vingroup (กลุ่มธุรกิจหลักของ Vin)
• VHM — Vinhomes (บ้าน / คอนโด)
• VPL — Vinpearl (ท่องเที่ยว / โรงแรม)
• VRE — Vincom Retail (ห้าง / ศูนย์การค้า)

วันที่ 5 พ.ค. 2026
VN-Index บวกเกือบ 21 จุด

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ…

▫️ หุ้นตระกูล Vingroup 4 ตัว
▫️ ช่วยดันดัชนีรวมกันเกือบ 23 จุด

แปลง่าย ๆ คือ
ถ้าไม่มีหุ้นกลุ่มนี้
VN-Index อาจไม่ได้ดูดีเท่าที่เห็น

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

New High นี้…มาจากหุ้นไม่กี่ตัว?

บางวันที่ VN-Index บวก 20.79 จุด

▫️ VIC ตัวเดียวช่วยดันดัชนี 12.71 จุด
▫️ VHM ช่วยอีก 8.51 จุด

รวมกันแล้ว
มากกว่าแต้มที่ดัชนีขึ้นทั้งวันด้วยซ้ำ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนต่างชาติ
อาจไม่ได้มองแค่คำว่า

“VN-Index ทำ New High”

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🇻🇳 VHM คือพระเอกช่วงต้นพฤษภาคม

รายงานวันที่ 8 พ.ค. 2026 ระบุว่า
VN-Index ทำจุดสูงสุดใหม่

หุ้นที่ช่วยดันตลาด ได้แก่
VHM VIC STB LPB HDB MSN VPL CTG

โดยเฉพาะ VHM
ที่ขึ้นแรงถึงระดับ ceiling price

ข้อมูลราคาล่าสุดระบุว่า

▫️ VHM ปิดที่ 164,000 ดอง
▫️ วันที่ 7 พ.ค. +6.95%
▫️ วันที่ 5 พ.ค. +6.48%

ปล. Ceiling หุ้นในตลาดหลักเวียดนามอยู่ที่ +7%

ภาพของดัชนีดูสวย
แต่ก็ทำให้คำถามเรื่อง “ความกว้างของตลาด”
ชัดขึ้นเช่นกัน

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🇻🇳 VIC ยังเป็นหุ้นน้ำหนักสูงที่ตลาดต้องจับตา

อีกตัวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ
VIC — Vingroup

เพราะ VIC ไม่ใช่แค่หุ้นใหญ่ธรรมดา
แต่เป็นแกนหลักของกลุ่ม Vingroup
และมีน้ำหนักสูงต่อดัชนี

Reuters เคยรายงานว่า

▫️ กลุ่ม Vingroup มีน้ำหนักรวมมากกว่า 20% ของ market index
▫️ ปี 2025 หุ้น Vingroup เคยขึ้นแรงมากถึง 736%

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “หุ้นขึ้น”
แต่เป็นเรื่องว่า…

ดัชนีเวียดนามกำลังถูกสะท้อน
โดยหุ้นกลุ่มเดียวมากเกินไปหรือไม่?

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🇻🇳 ธนาคารบางตัวช่วยเสริมภาพตลาด

นอกจาก Vin-family
กลุ่มธนาคารบางตัวก็มีส่วนช่วยประคองดัชนีช่วงล่าสุด

โดยเฉพาะ

▫️ STB — Sacombank
▫️ LPB — LPBank
▫️ HDB — HDBank
▫️ CTG — VietinBank

รายงานล่าสุดระบุว่า
หุ้นที่ช่วยดัน VN-Index ทำ New High มีทั้ง

▫️ VHM
▫️ VIC
▫️ VPL
▫️ MSN
▫️ STB / LPB / HDB / CTG

แต่ภาพที่ต้องระวังคือ…

แรงซื้อกำลังกระจุกตัว
อยู่ในหุ้นใหญ่บางตัว
มากกว่ากระจายไปทั้งตลาด

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🇻🇳 แล้วทำไมต่างชาติยังขาย?

ถ้ามองลึกลงไป
จะเห็นว่าต่างชาติยังมีหลายเหตุผลที่กังวล

1) สงครามตะวันออกกลาง
→ น้ำมันพุ่ง
→ เงินเฟ้อและต้นทุน
ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น
แรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมา

2) ดัชนีขึ้นแรง แต่หุ้นขึ้นไม่ทั่ว

3) ต่างชาติขายทำกำไร หลังตลาดวิ่งแรง
โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีความไม่แน่นอนเรื่อง
▫️ ราคาน้ำมัน
▫️ ภูมิรัฐศาสตร์
▫️ Valuation ของหุ้นใหญ่บางตัว
กองทุนส่วนใหญ่อาจไม่ได้มองว่าเวียดนามน่าห่วง
แต่เลือก “ลดความเสี่ยง” และ “รอดูจังหวะ”

4) ค่าเงินดองยังเป็นความเสี่ยง
ถ้าหุ้นขึ้น
แต่ค่าเงินดองอ่อน
กำไรเมื่อแปลงกลับเป็นดอลลาร์อาจหายไป

5) ตลาดเคยมีแรงกดดันจาก margin และ liquidity
เมื่อตลาดขึ้นแรง
margin มักเพิ่มตาม

และเมื่อตลาดสะดุด
แรงขายจาก margin / liquidity
อาจทำให้ตลาดผันผวนแรงกว่าที่คิด

6) Foreign ownership และ Access ยังเป็นโจทย์เดิม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━

🔴 สุดท้าย

ตลาดเขียว
ไม่ได้แปลว่าทุกคนกำลังชนะ

สำหรับนักลงทุนระยะยาว
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่

“ดัชนีจะไปต่อไหม?”

แต่อาจเป็น…

“หุ้นที่เราถือ
มีคุณภาพพอจะไปต่อด้วยตัวเองไหม
ถ้าวันหนึ่งหุ้นใหญ่ไม่กี่ตัวหยุดลากตลาด?”

07/05/2026

🇻🇳 ตลาดรถยนต์เวียดนามเข้าสู่ยุคใหม่ เมื่อรถ EV ท้องถิ่นแซงค่ายญี่ปุ่น

ตลาดรถยนต์เวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่ถูกครอบครองโดยแบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มายาวนาน สู่ยุคที่รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติเวียดนามเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดอย่างเต็มตัว

ข้อมูลจาก Vietnam Automobile Manufacturers’ Association (VAMA), TC Motor และ VinFast ระบุว่า ตลอดปี 2025 เวียดนามมียอดขายรถยนต์รวมประมาณ 604,134 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 22% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นระดับสูงสุดครั้งใหม่ของตลาดรถยนต์เวียดนาม และเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในอาเซียนในช่วงเวลาเดียวกัน

ผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ "VinFast" แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของเวียดนาม ซึ่งมียอดส่งมอบรถยนต์ภายในประเทศสูงถึง 175,099 คันในปี 2025 คิดเป็นเกือบ 29% ของตลาดรวม และกลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงที่สุดในประเทศเป็นครั้งแรก

นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์เวียดนาม เพราะเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ท้องถิ่นสามารถแซงหน้าค่ายรถญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน หลังจากตลาดแห่งนี้เคยถูกครองโดย Toyota, Honda และ Mitsubishi มานานหลายทศวรรษ

ความสำเร็จของ VinFast ไม่ได้เกิดจาก “ราคารถที่ถูกกว่า” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้าง ecosystem ของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ตั้งแต่โรงงานผลิต แบตเตอรี่ เครือข่ายสถานีชาร์จ ไปจนถึงบริการแท็กซี่ไฟฟ้าอย่าง Green SM ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเวียดนามคุ้นเคยกับ EV มากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ปัจจุบันเครือข่ายสถานีชาร์จของ V-Green ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกับ VinFast ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐาน EV ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม โดยมีแผนขยายจุดชาร์จกว่า 500,000 จุดภายในปี 2028 และเดินหน้าสร้างสถานีชาร์จครอบคลุมทั้ง 63 จังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้ V-Green ยังประกาศนโยบาย “ชาร์จฟรี” สำหรับรถ VinFast ในบางเครือข่ายไปจนถึงกลางปี 2027 ซึ่งกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเหนือแบรนด์ต่างชาติที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดเวียดนาม

รถรุ่นที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต คือ VinFast VF 3 และ VinFast VF 5 โดยเฉพาะ VF 3 รถ SUV ไฟฟ้าขนาดเล็กที่สร้างปรากฏการณ์ในตลาดเวียดนาม หลังเปิดรับจองในปี 2024 และมียอดจองมากกว่า 27,000 คันภายในเวลาเพียง 66 ชั่วโมง ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ขายดีที่สุดของประเทศในปีต่อมา

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาด EV ของเวียดนาม คือ นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียน และอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ต่ำกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ขณะเดียวกันเวียดนามยังเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง เนื่องจากอัตราการถือครองรถยนต์ต่อประชากรยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไทยและมาเลเซีย ทำให้ความต้องการ “รถคันแรก” ของชนชั้นกลางในเมืองยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน รถยนต์ Sedan ขนาดเล็กที่เคยได้รับความนิยมสูงในเวียดนามเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น รถรุ่นอย่าง Toyota Vios, Honda City และ Hyundai Accent เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับ SUV และรถยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตามรถยนต์น้ำมันบางกลุ่มยังคงได้รับความนิยม โดยเฉพาะ Mitsubishi Xpander ที่ยังถูกมองว่าเป็น “ราชา MPV” ของตลาดเวียดนาม รวมถึง Mazda CX-5 และ Ford Ranger ที่ยังรักษาฐานลูกค้าได้อย่างแข็งแกร่ง

แนวโน้มดังกล่าวยังต่อเนื่องมาถึงปี 2026 โดยยอดขายรถยนต์ในไตรมาสแรกของปีเพิ่มขึ้นมากกว่า 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ VinFast ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดได้ต่อเนื่อง ด้วยยอดส่งมอบกว่า 53,000 คันในช่วง 3 เดือนแรกของปี

ขณะเดียวกันการแข่งขันในตลาดเวียดนามก็เริ่มรุนแรงขึ้น หลังแบรนด์รถยนต์จีนอย่าง BYD และ Great Wall Motor เริ่มรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเวียดนามมากขึ้น พร้อมแผนพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จของตัวเอง เพื่อลดความได้เปรียบด้าน infrastructure ของ VinFast

หลายฝ่ายมองว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวียดนามวันนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของ “บริษัทรถยนต์” แต่คือการแข่งขันของ ecosystem ทั้งระบบ ตั้งแต่โรงงานผลิต เทคโนโลยี แบตเตอรี่ สถานีชาร์จ ไปจนถึงบริการขนส่งสาธารณะ

และหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป เวียดนามอาจกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดของอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Vietnam Automobile Manufacturers’ Association (VAMA)
• VinFast Auto Vietnam
• Reuters
• Vietnam News
• MarkLines Automotive Industry Portal

Page Dr.VietNam
#ย่อเวียดนามกับDrVietNam

06/05/2026

🇹🇭🇻🇳 ผลตอบแทน “ตลาดหุ้นไทย–เวียดนาม” ในรอบทศวรรษ: ภาพสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจ
ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (เมษายน 2016 – เมษายน 2026) ตลาดทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนความแตกต่างเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งมีทิศทางการเติบโตของตลาดหุ้นที่แยกออกจากกันอย่างมีนัยสำคัญ
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เคลื่อนไหวจากระดับประมาณ 1,350–1,400 จุดในเดือนเมษายน 2016 มาอยู่ที่ราว 1,480 จุด ณ วันที่ 28 เมษายน 2026 เพิ่มขึ้นเพียงราว 6–10% ในรอบทศวรรษ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 1% ต่อปี (ไม่รวมเงินปันผล) และประมาณ 4–5% ต่อปีเมื่อรวมเงินปันผล สะท้อนลักษณะของตลาดที่มีเสถียรภาพ แต่มีข้อจำกัดด้านการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน
ในทางตรงกันข้ามดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม (VN-Index) ปรับตัวจากระดับประมาณ 600 จุดในช่วงเวลาเดียวกัน ขึ้นมาอยู่ที่ราว 1,870–1,880 จุด ณ เดือนเมษายน 2026 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 200% ภายใน 10 ปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 11–12% ต่อปี และประมาณ 12–13% ต่อปีเมื่อรวมเงินปันผล สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในระดับสูง
ในเชิงมหภาคข้อมูลจาก World Bank ชี้ว่าเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยังสามารถดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของภาคการผลิตและกำไรของบริษัทจดทะเบียน
ในบริบทปี 2026 ตลาดหุ้นเวียดนามยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม โดย FTSE Russell ได้ประกาศแผนการยกระดับเวียดนามสู่ Emerging Market และยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ MSCI ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนีอ้างอิงระดับโลก พัฒนาการดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อกระแสเงินทุนจากกองทุนสถาบันทั่วโลก
ในด้านอุตสาหกรรมเวียดนามกำลังพัฒนาไปสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นเวียดนามยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม อาทิ ปัญหาหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ความผันผวนของค่าเงินด่ง (VND) และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านพลังงานในบางพื้นที่
📊 มุมมองเชิง Valuation และกลยุทธ์การลงทุน แม้ดัชนี VN-Index จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงในปี 2026 แต่การประเมินมูลค่า (Valuation) ของตลาดยังคงอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ยังไม่ได้ปรับตัวสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะเดียวกันแนวโน้มการลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับ “การคัดเลือกหุ้นรายตัว” (Stock Selection) มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ เช่น เทคโนโลยี นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งมีแนวโน้มเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในทศวรรษถัดไป
โดยสรุปในช่วงปี 2016–2026 ตลาดหุ้นเวียดนามให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ และยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างในระยะยาว ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อสร้างปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ในอนาคต



📚 แหล่งข้อมูลอ้างอิง

- Stock Exchange of Thailand
- Ho Chi Minh Stock Exchange
- World Bank
- FTSE Russell
- MSCI
- Trading Economics

Page Dr.VietNam
#ย่อเวียดนามกับDrVietNam

06/05/2026

🇻🇳 เวียดนามเร่งลงทุนต่างประเทศ สะท้อนบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจโลก
การลงทุนของภาคธุรกิจเวียดนามในต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปี 2026 ตามข้อมูลจากกระทรวงการวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม (MPI)
ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2026 เวียดนามมีมูลค่าการลงทุนในต่างประเทศรวม 619.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 2.6 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี 48 โครงการใหม่ ควบคู่กับการเพิ่มทุนในโครงการเดิม การลงทุนดังกล่าวกระจายไปยังหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย แอฟริกา และยุโรป
การขยายตัวของการลงทุนสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มบทบาทของภาคธุรกิจเวียดนามในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขยายตัวข้ามพรมแดน
ในกลุ่มโทรคมนาคม Viettel ยังคงเป็นบริษัทเวียดนามที่มีการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศมากที่สุด โดยมีเครือข่ายในหลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา รายได้จากธุรกิจต่างประเทศอยู่ในระดับมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และมีการส่งเงินกำไรกลับประเทศในระดับ 350–400 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ด้านเทคโนโลยี FPT Corporation มีการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท ปัจจุบันมีสำนักงานในกว่า 30 ประเทศ และมีลูกค้าองค์กรในญี่ปุ่นมากกว่า 450 ราย โดยในเดือนเมษายน 2026 บริษัทได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในญี่ปุ่นร่วมกับ CAC Holdings เพื่อพัฒนาธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐาน IT และบริการดิจิทัล
ขณะที่กลุ่มเอกชนขนาดใหญ่อย่าง Vingroup และบริษัทในเครือ VinFast มีการขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือเพื่อสำรวจโครงการลงทุนในรัฐ Maharashtra ประเทศอินเดีย มูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการขยายตลาดในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
ในภาคค้าปลีก Mobile World Investment Corporation ได้ขยายธุรกิจไปยังอินโดนีเซียผ่านบริษัทร่วมทุนภายใต้แบรนด์ EraBlue ซึ่งมีจำนวนสาขา 212 แห่ง ณ ไตรมาส 1 ปี 2026
ด้านเกษตรกรรม Hoang Anh Gia Lai ยังคงลงทุนในลาวและกัมพูชา โดยมีแผนขยายพื้นที่เพาะปลูกกาแฟรวม 20,000 เฮกตาร์ภายในปี 2028
สำหรับภาคพลังงาน Petrovietnam ยังคงมีบทบาทสำคัญในการลงทุนโครงการพลังงานในต่างประเทศ ขณะที่ T&T Group ได้ลงทุนในโครงการพลังงานลมในลาว มูลค่าประมาณ 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้กลุ่มธนาคารเวียดนาม เช่น Vietcombank และ BIDV ยังมีการขยายเครือข่ายสาขาและสำนักงานตัวแทนในต่างประเทศ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจของลูกค้าเวียดนามในตลาดต่างประเทศ
โดยรวมการลงทุนของเวียดนามในต่างประเทศยังคงกระจุกตัวในภาคพลังงาน สาธารณูปโภค ก่อสร้าง และโลจิสติกส์ ขณะเดียวกันก็เริ่มขยายไปสู่ภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น

------

แหล่งที่มา:
🔸️Ministry of Planning and Investment (Vietnam)
🔸️VietnamPlus / VNA
🔸️Vietnam Investment Review (VIR)
🔸️Reuters
🔸️รายงานบริษัท: Viettel, FPT Corporation, Vingroup, VinFast
🔸️Investor Relations ของบริษัทจดทะเบียนเวียดนาม
Page Dr.VietNam รวบรวม
#ย่อเวียดนามกับDrVietNam

06/05/2026

🇻🇳 Intel ส่งมอบอุปกรณ์ผลิตชิปให้เวียดนาม หนุนพัฒนาบุคลากรเซมิคอนดักเตอร์
Intel ประกาศส่งมอบอุปกรณ์สำหรับการประกอบและทดสอบชิปเซมิคอนดักเตอร์จำนวน 31 เครื่อง ให้แก่เขตเทคโนโลยีขั้นสูงนครโฮจิมินห์ (Saigon Hi-Tech Park: SHTP) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย เพื่อใช้ในการเรียนการสอนและการวิจัยด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเวียดนาม
บริษัทระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องจักรที่ได้รับการปรับเปลี่ยนจากสายการผลิตจริงมาใช้เพื่อการศึกษาและพัฒนาบุคลากร โดย Intel ถือเป็นบริษัทแรกที่ดำเนินโครงการลักษณะนี้ในเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมือกับเขตเทคโนโลยีขั้นสูงนครโฮจิมินห์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามเร่งผลักดันยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมตั้งเป้าสร้างบุคลากรวิศวกรรมขั้นสูงจำนวนมากในทศวรรษข้างหน้า การนำอุปกรณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย ถูกมองว่าจะช่วยลดช่องว่างระหว่างการศึกษาและสายการผลิตจริง โดยเฉพาะในกระบวนการประกอบและทดสอบชิป
โครงการนี้จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยได้ฝึกปฏิบัติบนอุปกรณ์เฉพาะทาง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรด้านไมโครชิปแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบวงจร ไปจนถึงการประกอบและการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระการลงทุนด้านอุปกรณ์ของภาครัฐ และเพิ่มความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
นาย Kenneth Tse รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Intel Products Vietnam กล่าวว่า เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็น “ห่วงโซ่สำคัญ” ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก พร้อมระบุว่า การส่งมอบอุปกรณ์ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนสถาบันการศึกษาในการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น
“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับความพร้อมของบุคลากร และสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวของเวียดนามในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์” นาย Kenneth Tse กล่าว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเวียดนามขยายตัวอย่างรวดเร็ว จำนวนบริษัทออกแบบวงจรรวมเพิ่มจากราว 40 แห่ง เป็นเกือบ 60 แห่งภายในเวลาเพียง 2 ปี ขณะที่บริษัทในด้านการประกอบ ทดสอบ และการผลิต เพิ่มจาก 7 แห่ง เป็น 15 แห่ง
ปัจจุบันเวียดนามมีวิศวกรด้านเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 15,000 คน แบ่งเป็นวิศวกรออกแบบราว 7,000 คน และวิศวกรในกระบวนการอื่นอีกประมาณ 7,000-8,000 คน ยังไม่รวมช่างเทคนิคอีกกว่า 10,000 คน โดยแรงงานส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาทักษะต่อยอดจากสาขาใกล้เคียง
รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศ “โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถึงปี 2030 และวิสัยทัศน์ถึงปี 2050” เมื่อเดือนกันยายน 2024 โดยตั้งเป้าผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีขึ้นไปอย่างน้อย 50,000 คน พร้อมจัดตั้งห้องปฏิบัติการเซมิคอนดักเตอร์ระดับชาติ 4 แห่ง และห้องปฏิบัติการระดับสถาบันอีก 18 แห่ง เพื่อรองรับการเรียนการสอนและการวิจัย
ทั้งนี้เวียดนามมองว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์แห่งอนาคต แม้อาจยังไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนในระยะสั้น แต่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการพึ่งพาตนเองในระยะยาว โดยผลิตภัณฑ์เป้าหมายที่เวียดนามให้ความสำคัญ ได้แก่ ชิป AI ชิป IoT และชิปเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่
Source: vnexpress
Page Dr.VietNam
#ย่อเวียดนามกับDrVietNam

04/05/2026

🇹🇭🇻🇳 บริษัทไทยกำลังรุกตลาดเวียดนาม !!!
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการลงทุนของบริษัทไทยในเวียดนามขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยจาก “ผู้ส่งออกสินค้า” ไปสู่ “ผู้ลงทุนโดยตรง” ในเศรษฐกิจต่างประเทศ
เวียดนามกำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของอาเซียน ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5–7% ต่อปี และประชากรกว่า 100 ล้านคน ทำให้เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านการผลิตและการบริโภค
🔹 การลงทุนของไทยในเวียดนาม (ภาพรวม)
• อุตสาหกรรมและนิคม: AMATA, WHA
• ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค: CP Group, Central Retail, BJC
• พลังงาน: GULF, B.Grimm, Banpu
• อุตสาหกรรมหนัก: SCG
• การเงิน: Bangkok Bank, KBank, SCB
• อาหาร-เครื่องดื่ม-ไลฟ์สไตล์: ThaiBev, Minor
🔹 ประเด็นอัปเดตล่าสุด (ปี 2026)
• Central Retail โฟกัส GO! และ Tops Market (ยุติธุรกิจ Nguyen Kim แล้ว)
• SCB มุ่งสู่ Digital Finance และลูกค้าธุรกิจ (ดีล Home Credit Vietnam ยกเลิก)
• SCG มีการปรับแผนการผลิตบางส่วนในโครงการ Long Son ตามภาวะตลาด
🔹 ทำไมเวียดนามถึงสำคัญ?
• ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่
• ฐานการผลิตเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก
• ทำเลยุทธศาสตร์ในอาเซียน
📌 ภาพรวมสะท้อนว่า เวียดนามไม่ใช่แค่ “ตลาดส่งออก”
แต่เป็น “ฐานธุรกิจระยะยาว” ของบริษัทไทยในภูมิภาค
📚 แหล่งข้อมูล: World Bank, UNCTAD, Reuters และรายงานบริษัท
Page Dr.VietNam
#ย่อเวียดนามกับDrVietNam

04/05/2026

🔴 เตรียมพบกับ LIVE เจาะเนื้อหาหลักสูตรใหม่
'ThaiVI Global รุ่นที่ 1' 🌐
ที่วิทยากรตัวจริงจะมาพูดคุยถึงเนื้อหาสำคัญที่จะพบได้ในหลักสูตรนี้
พร้อมอัปเดตเรื่องราวของ AI และหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะ
งานนี้พลาดไม่ได้! แล้วพบกันที่นี่
📆วันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 19.00 น.เป็นต้นไป
ทางเพจ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)

01/05/2026

📊🇹🇭🇻🇳 เวียดนาม ‘แซงไทย’ แล้วจริงหรือ? คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณวัดอย่างไร

กระแสการเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามและไทยกลับมาเป็นประเด็นอีกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อน “ภาพที่ต่างกัน” ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดที่ใช้

ข้อมูลจาก International Monetary Fund ระบุว่า การพิจารณาว่าประเทศใดมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าจำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่ GDP แบบ Nominal และ GDP ตามกำลังซื้อ (PPP)



🔎 มิติที่ 1: GDP Nominal — ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า

ในปี 2026 IMF ประเมินว่า

- ไทยมี GDP Nominal ประมาณ 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- เวียดนามอยู่ที่ประมาณ 527,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยยังคงมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าในเวทีโลก ทั้งในด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ การค้า และความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุนระหว่างประเทศ



📌 มิติที่ 2: GDP (PPP) — เวียดนามเริ่มแซงในเชิงกำลังซื้อ

ในอีกด้านหนึ่ง IMF ประเมินว่า ปี 2026 เป็นปีแรกที่เวียดนามมีขนาด GDP (PPP) สูงกว่าไทย สะท้อนกำลังซื้อภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากค่าครองชีพที่ต่ำกว่าและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า

อย่างไรก็ตามตัวชี้วัดนี้ไม่ได้สะท้อน “อำนาจเศรษฐกิจในเวทีโลก” โดยตรง

กล่าวโดยสรุป
“GDP (PPP) สะท้อนกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ GDP Nominal สะท้อนขนาดเศรษฐกิจในระดับสากล”



📊 รายได้ต่อหัว: ไทยยังนำอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า รายได้เฉลี่ยต่อประชากรของไทยยังสูงกว่าเวียดนามอย่างชัดเจน

- ไทย: ประมาณ 7,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี
- เวียดนาม: ประมาณ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี

แม้เวียดนามกำลังเร่งตัวเข้าสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อคน แต่ช่องว่างด้านรายได้ยังคงมีอยู่



📈 โมเมนตัมเศรษฐกิจ: เวียดนามเร่งตัว ไทยเติบโตจำกัด

ตัวเลขล่าสุดสะท้อนแนวโน้มที่แตกต่าง

- เวียดนาม: GDP ไตรมาส 1 ปี 2026 ขยายตัว 7.83%
- ไทย: Bank of Thailand คาดการณ์การเติบโตทั้งปีที่ประมาณ 1.5%

ความแตกต่างของอัตราการเติบโตสะท้อน “ความเร็ว” ของเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากัน แม้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า



🏭 โครงสร้างเศรษฐกิจ: ปัจจัยกำหนดศักยภาพระยะยาว

เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตจากการเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก โดยมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม การผลิตจำนวนมากยังอยู่ในรูปแบบการประกอบขั้นปลาย (assembly) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศจำกัด

ในทางกลับกันไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายกว่า โดยมีภาคบริการ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นฐานสำคัญ



🏗️ โครงสร้างพื้นฐาน: ตัวเร่งการเติบโตของเวียดนาม

เวียดนามกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต อาทิ
Long Thanh International Airport ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงการยุทธศาสตร์ในการดึงดูดการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ



⚠️ ความท้าทายเชิงโครงสร้าง

แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็วเวียดนามยังเผชิญข้อจำกัดด้านเสถียรภาพพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานบางส่วน และความซับซ้อนของกฎระเบียบ ขณะที่ไทยต้องรับมือกับสังคมสูงวัยและระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อในประเทศ



👥 โครงสร้างประชากร: ตัวแปรสำคัญในระยะยาว

ความแตกต่างด้านโครงสร้างประชากรเป็นอีกปัจจัยที่มีนัยสำคัญ

- ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย
- เวียดนามยังมีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานสูง (Golden Population)

ปัจจัยนี้มีผลโดยตรงต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของทั้งสองประเทศ



📝 บทสรุป

ณ ปี 2026 เวียดนามเริ่มมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทยในมิติ GDP (PPP) ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อภายในประเทศ ขณะที่ไทยยังคงมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าในมิติ GDP Nominal และมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า

ดังนั้นคำถามว่า “เวียดนามแซงไทยแล้วหรือยัง”
จึงไม่มีคำตอบเดียว หากไม่ระบุให้ชัดเจนว่ากำลังพิจารณาจากตัวชี้วัดใด



📚 แหล่งข้อมูล

- International Monetary Fund – World Economic Outlook (April 2026)
- World Bank – World Development Indicators
- Bank of Thailand – Economic Outlook 2026

Page Dr.VietNam
#ย่อเวียดนามกับDrVietNam

ที่อยู่

Nue Noble Chaengwattana
Pak Kret
11120

เบอร์โทรศัพท์

+66819410980

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Vietnam Value Investor หุ้นเวียดนามผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Vietnam Value Investor หุ้นเวียดนาม:

แชร์