29/07/2026
🤔 ทุกคนรู้หรือไม่พระไตรปิฎกภาษาจีน
ก็มีธัมมจักกัปปวัตนสูตร ด้วยนะ
😇วันนี้ วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ตรงกับ วันอาสาฬหบูชา (อาสาฬหปูรณมีบูชา) ซึ่งเป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หลัง (ปีที่มีอธิกมาส) และเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา
ธัมมจักกัปปวัตนสูตรของฝ่ายธรรมคุปต์
จาก พระไตรปิฎกอักษรจีน ฉบับไทโช ในส่วนคัมภีร์พระวินัยปิฎกฝ่ายนิกายธรรมคุปต์
ชื่อ จาตุรวรรคียวินัย (四分律) หรือ ธรรมคุปตวินัยปิฎก
หมายเลข ๑๔๒๘ ผูกที่ ๓๒
อุปสมบทสกันธกะ (受戒犍度) ตรงกับ มหาขันธกะ มหาวรรค ในพระวินัยปิฎกเถรวาท
--------------
จาตุรวรรคียวินัย แปลเป็นจีน โดยพระพุทธยศัส (佛陀耶舍) ชาวอินเดียเหนือ แคว้นกัศมีระ-คันธาระ
และพระผู้ช่วยนามว่า พระจุ๊ฝอเนี่ยน(竺佛念) โดยแปลจาก ภาษาต้นฉบับซึ่งอาจจะเป็น ภาษาปรากฤตคานธารี หรือภาษาสันสกฤต
แปลราวปี ค.ศ. ๔๐๘-๔๑๓ หรือราว ๑๖๐๐ ปีที่ผ่านมา จาตุรวรรคียวินัยนี้ต่อมาฝ่ายมหายานได้เอาเป็นพระวินัยหลักของตน
ธัมมจักกัปปวัตนสูตร หรือ ธรรมจักรประวรรตนะสูตร เป็นพระสูตรที่สำคัญ ปรากฎหลักฐานอยู่ในหลายคัมภีร์หลายนิกาย และนับได้ว่าเป็นพระสูตร ที่เป็นทั้งพระธรรมและพระวินัย เพราะปรากฏทั้งในพระวินัยปิฏก(มหาวรรค) และพระสุตตันตปิฎก(สังยุตตนิกาย) เนื่องจากเป็นเหตุแห่งการบัญญัติการอุปสมบท ในครั้งแรกคือเอหิภิกขุอุปสัมปทา และยังเป็นพระธรรมคำสอนเรื่องแรกที่กล่าวถึงการประพฤติของพระภิกษุและที่สำคัญคือ อริยสัจ ๔
--------------
การแสดงพระธรรมครั้งแรก
--------------
佛言:「汝等來!我今已獲甘露,當教授汝等。汝等能承受我言者,如是不久必有所得。所以族姓子,以信牢固從家捨家,為道修無上梵行者,於現法中自身作證,而自娛樂。生分已盡,梵行已立,所作已辦,更不受有。
พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ฯ พวกเธอทั้งหลายจงเข้ามาเถิด ฯ บัดนี้เราได้รับน้ำอมฤต[1] แล้ว ฯ
เราจักสั่งสอนพวกเธอ ฯหากว่าพวกเธอสามารถรับเอาในสิ่งที่เราสั่งสอนได้ ฯ
ด้วยวิธีการนี้ มิช้านานนักก็จักทำให้รู้แจ้งเป็นแน่แท้ ๚
ดูก่อนกุลบุตรผู้มีศรัทธามั่นคงออกจากบ้านเป็นผู้สละเรือน(บรรพชิต) ฯ
การประพฤติปฏิบัติในทางอันยอดเยี่ยมแห่งพรหมจรรย์นี้ ฯ
เป็นธรรมที่ถึงได้ในปัจจุบันสามารถรู้แจ้งได้ด้วยตนเอง ฯ
และยังให้มีความร่าเริงขึ้นแก่ตนว่า ๚
องค์ประกอบแห่งการเกิดได้หมดสิ้นแล้ว ฯ
การประพฤติพรหมจรรย์จบแล้ว ฯ
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ฯ
ไม่มีความยึดมั่นในภพอีกต่อไป ๚
--------------
ทางสุดโต่ง ๒ ประการ
--------------
比丘出家者,不得親近二邊,樂習愛欲,或自苦行,非賢聖法,勞疲形神不能有所辦。比丘除此二邊已,更有中道,眼明智明永寂休息,成神通得等覺,成沙門涅槃行。
ภิกษุผู้สละเรือนฯ พึงอย่าเข้าไปใกล้ทางสุดโต่ง
๒ ประการ ฯ คือ
๑. การหมกมุ่นอยู่ด้วยการประพฤติในกามตัณหา[2] ฯ
๒. การประพฤติให้เกิดความทุกข์ยากลำบากแก่ตน[3] ฯ
นั้นไม่ใช่ธรรมของอริยบุคคล ฯ รังแต่จะทำให้เกิดความเหนื่อยยากแก่กายและใจ จนไม่สามารถกระทำกิจที่มีอยู่ให้สำเร็จได้ ๚
ภิกษุเว้นแนวทางสุดโต่งทั้ง ๒ ประการนี้เสียแล้ว ฯ
ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางก็จักมีขึ้นมาได้ ฯ
ที่จะก่อให้เกิด ดวงตาอันแจ่มแจ้ง ญาณอันแจ่มแจ้งความสงบสันติที่จะพึงมีได้ตลอดกาล ฯ
การสำเร็จอภิญญาและการบรรลุถึงการตรัสรู้ ฯ
เป็นข้อปฏิบัติที่จะนำเหล่าสมณะไปสู่การบรรลุพระนิพพานได้ ๚
--------------
แนวทางอันถูกต้องของพระอริยะ ๘ ประการ
--------------
云何名中道?眼明智明永寂休息,成神通得等覺,成沙門涅槃行,此賢聖八正道:正見、正業、正語、正行、正命、正方便、正念、正定,是謂中道。眼明智明永寂休息,成神通等正覺,[1]成沙門涅槃行,[4]
ก็อะไรคือ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ฯ
ที่จะก่อให้เกิด ดวงตาอันแจ่มแจ้ง ญาณอันแจ่มแจ้งความสงบสันติที่จะพึงมีได้ตลอดกาล ฯ
การสำเร็จอภิญญาและการบรรลุถึงการตรัสรู้ ฯ
เป็นข้อปฏิบัติที่จะนำเหล่าสมณะไปสู่การบรรลุพระนิพพานได้ นี้เป็นอย่างไรเล่า ?
แนวทางอันถูกต้องของพระอริยะ ๘ ประการนี้[5] ฯ ได้แก่
๑. ความเห็นที่ถูกต้อง[6] ฯ
๒. การปฏิบัติที่ถูกต้อง[7] ฯ
๓. การมีวาจาที่ถูกต้อง[8] ฯ
๔. ความคิดที่ถูกต้อง[9] ฯ
๕. การเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง[10] ฯ
๖. ความพยายามที่ถูกต้อง[11] ฯ
๗. การมีสติที่ถูกต้อง[12] ฯ
๘. การมีสมาธิที่ถูกต้อง[13] ฯ
ก็แนวทางเหล่านี้คือข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลาง ฯ
ที่จะก่อให้เกิด ดวงตาอันแจ่มแจ้ง ญาณอันแจ่มแจ้งความสงบสันติที่จะพึงมีได้ตลอดกาล ฯ
การสำเร็จอภิญญาและการบรรลุถึงการตรัสรู้ ฯ
เป็นข้อปฏิบัติที่จะนำเหล่าสมณะไปสู่การบรรลุพระนิพพานได้๚
--------------
ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ
--------------
[2]四聖諦。何謂為聖諦?苦聖諦、苦集聖諦、苦盡聖諦、苦出要聖諦。[14]
ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ[15] ๚ ความจริงอันประเสริฐคืออะไรเล่า ?
๑. ความจริงอันประเสริฐ คือ ความทุกข์[16] ฯ
๒. ความจริงอันประเสริฐ คือ สาเหตุของการเกิดทุกข์[17] ฯ
๓. ความจริงอันประเสริฐ คือ การดับลงของทุกข์[18] ฯ
๔. ความจริงอันประเสริฐ คือ ทางออกจากทุกข์[19] ๚
--------------
ความจริงแห่งความทุกข์
--------------
何等為苦聖諦?生苦、老苦、病苦、死苦、怨[A1]憎會苦、愛別離苦、所欲不得苦、取要言之五盛陰苦,是謂苦聖諦。復次當知苦聖諦,我已知此,當修八正道:正見、正業、正語、正行、正命、正方便、正念、正定。[20]
ก็อะไรคือ ความจริงอันประเสริฐแห่งความทุกข์เล่า?
ก็คือ ความเกิดเป็นทุกข์
ความแก่เป็นทุกข์ความเจ็บไข้เป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์ ฯ
ความผูกพันกับสิ่งที่รังเกียจก็เป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักใคร่ก็เป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดแล้วยังไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ฯ
กล่าวโดยสรุปใจความสำคัญว่าการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ฯ
เหล่านี้แหละเรียกว่าความจริงอันประเสริฐแห่งความทุกข์ ๚
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พึงเข้าใจความจริงอันประเสริฐ
คือ ความทุกข์นี้ ส่วนเราเข้าใจแล้วในข้อเหล่านี้
พึงดำเนินอยู่ในแนวทางอันถูกต้องของพระอริยะ ๘ ประการนี้
คือ ความเห็นที่ถูกต้อง การปฏิบัติที่ถูกต้อง วาจาที่ถูกต้อง ความคิดที่ถูกต้อง การเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง ความพยายามที่ถูกต้อง การมีสติที่ถูกต้อง การมีสมาธิที่ถูกต้อง ๚
--------------
ความจริงแห่งสาเหตุของการเกิดทุกข์
--------------
何等為苦集聖諦,緣愛本所生,與欲相應[3]愛樂,是謂苦集聖諦。復次當滅此苦集聖諦,我已滅作證,當修八正道,正見乃至正定。[21]
ความจริงอันประเสริฐแห่งสาเหตุของการเกิดทุกข์ คืออะไรเล่า ?
ก็คือ ตัณหา(ความทะยานอยาก)อันเป็นมูลรากของการเกิด
นำมาซึ่งความยินดีพอใจประกอบพร้อมด้วยความเพลิดเพลินในตัณหานั้น ฯ
เหล่านี้แหละเรียกว่า ความจริงอันประเสริฐแห่งสาเหตุของการเกิดทุกข์๚
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ควรละเสียซึ่งความจริงอันประเสริฐ คือ สาเหตุของการเกิดทุกข์นี้
ส่วนเราละเสียสิ้นในข้อเหล่านี้แล้ว ด้วยรู้แจ้งด้วยตนมาแล้ว
เธอพึงดำเนินอยู่ในแนวทางอันถูกต้องของพระอริยะ ๘ ประการ คือตั้งแต่ ความเห็นที่ถูกต้อง จนถึง การมีสมาธิที่ถูกต้อง ๚
--------------
ความจริงแห่งการดับลงของทุกข์
--------------
云何名苦盡聖諦?彼愛永盡、無欲滅捨、出要解脫永盡、休息無有樔窟,是謂苦盡聖諦。復次當以苦盡聖諦為證,我已作證,當修八正道,正見乃至正定。
ความจริงอันประเสริฐแห่งการดับลงของทุกข์ คืออะไรเล่า ?
ก็คือ ตัณหาดับลงอย่างถาวร ไม่เหลือราคะด้วยการสิ้นสุด การสละ การละทิ้ง การหลุดพ้น การดับลงถาวร การสงบรำงับ ไม่มีที่มั่นอันจะยึดได้อีก ฯ
เหล่านี้แหละเรียกว่า ความจริงอันประเสริฐแห่งการดับลงของทุกข์ ๚
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พึงกระทำซึ่งความจริงอันประเสริฐ
คือ การดับลงของทุกข์นี้ ส่วนเราได้กระทำแล้วรู้แจ้งด้วยตนมาแล้ว
เธอพึงดำเนินอยู่ในแนวทางอันถูกต้องของพระอริยะ ๘ ประการ คือตั้งแต่ความเห็นที่ถูกต้อง จนถึง การมีสมาธิที่ถูกต้อง ๚
--------------
ความจริงแห่งทางออกจากทุกข์
--------------
何等是苦出要聖諦?此賢聖八正道,正見乃至正定,是謂苦出要聖諦。復次當修此苦出要聖諦,此苦出要聖諦,我已修。
ความจริงอันประเสริฐแห่งทางออกจากทุกข์ คืออะไรเล่า ?
ก็แนวทางอันถูกต้องของพระอริยะ ๘ ประการ
คือตั้งแต่ ความเห็นที่ถูกต้อง จนถึง การมีสมาธิที่ถูกต้อง ฯ
เหล่านี้แหละเรียกว่า ความจริงอันประเสริฐแห่งทางออกจากทุกข์ ๚
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พึงปฏิบัติในความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางออกจากทุกข์นี้ความจริงอันประเสริฐแห่งทางออกจากทุกข์นี้ เราได้ปฏิบัติสำเร็จแล้ว ๚
--------------
ญาณหยั่งรู้ ๑๒ อาการ
--------------
ญาณหยั่งรู้ความทุกข์
此苦聖諦本未聞法,智生、眼生、覺生、明生、通生、慧生得證。復次當知,此苦聖諦本所未聞法,智生乃至慧生。復次我已知苦聖諦本未聞法,智生、眼生、覺生、明生、通生、慧生,是謂苦聖諦。
[อาการที่ ๑ สัจจะที่ ๑ รอบที่ ๑]
นี้คือ หลักความจริงอันประเสริฐแห่งความทุกข์
เป็นธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้ ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้นฯ
ดวงตามองเห็นเกิดขึ้นฯ การรู้แจ้งเกิดขึ้นฯ ความสว่างเกิดขึ้นฯ
อภิญญาความรู้ยิ่งเกิดขึ้นฯ ปัญญาเกิดขึ้นฯ ย่อมถึงการบรรลุ๚
[อาการที่ ๒ สัจจะที่ ๑ รอบที่ ๒]
ควรกำหนดรู้ฯ ในหลักความจริงอันประเสริฐ คือ ความทุกข์นี้
อันเป็นธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ยังให้ ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึงปัญญาเกิดขึ้น๚
[อาการที่ ๓ สัจจะที่ ๑ รอบที่ ๓]
ส่วนเราได้กำหนดรู้แล้ว ในหลักความจริงอันประเสริฐแห่งความทุกข์
อันเป็นธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้นฯ ดวงตามองเห็นเกิดขึ้นฯ
การรู้แจ้งเกิดขึ้นฯ ความสว่างเกิดขึ้นฯ อภิญญาความรู้ยิ่งเกิดขึ้นฯ ปัญญาเกิดขึ้นฯ
นี้เรียกว่า ความจริงอันประเสริฐแห่งความทุกข์๚
--------------
ญาณหยั่งรู้สาเหตุของการเกิดทุกข์
--------------
此苦集聖諦本未聞法,智生、眼生、覺生、明生、通生、慧生。復次當滅此苦集聖諦本未聞法,智生乃至慧生復次我已滅,此苦集聖諦本未聞法,智生乃至慧生,是謂苦集聖諦。
[อาการที่ ๔ สัจจะที่ ๒ รอบที่ ๑]
นี้คือ ความจริงอันประเสริฐแห่งสาเหตุของการเกิดทุกข์
เป็นหลักธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้ ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้นฯ ดวงตามองเห็นเกิดขึ้นฯ การรู้แจ้งเกิดขึ้นฯ ความสว่างเกิดขึ้นฯ อภิญญาความรู้ยิ่งเกิดขึ้นฯ ปัญญาเกิดขึ้น๚
[อาการที่ ๕ สัจจะที่ ๒ รอบที่ ๒]
ควรละเสียฯ ในหลักความจริงอันประเสริฐ คือ สาเหตุของการเกิดทุกข์นี้
อันเป็นธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึง ปัญญาเกิดขึ้น๚
[อาการที่ ๖ สัจจะที่ ๒ รอบที่ ๓]
ส่วนเราได้ละเสียแล้ว ในหลักความจริงอันประเสริฐ คือ สาเหตุของการเกิดทุกข์นี้
อันเป็นธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึง ปัญญาเกิดขึ้นฯ
นี้เรียกว่าความจริงอันประเสริฐแห่งสาเหตุของการเกิดทุกข์๚
--------------
ญาณหยั่งรู้การดับลงของทุกข์
--------------
此苦盡聖諦本所未聞法,智生乃至慧生。復次此苦盡聖諦應作證本未聞法,智生乃至慧生。復次此苦盡聖諦,我已作證本未聞法,智生乃至慧生,
[อาการที่ ๗ สัจจะที่ ๓ รอบที่ ๑]
นี้คือ ความจริงอันประเสริฐแห่งการดับลงของทุกข์
อันเป็นหลักธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้ ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึง
ปัญญาเกิดขึ้น๚
[อาการที่ ๘ สัจจะที่ ๓ รอบที่ ๒]
ควรทำให้สำเร็จฯ ในความจริงอันประเสริฐ คือ
การดับลงของทุกข์นี้ อันเป็นหลักธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้
ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึง ปัญญาเกิดขึ้น๚
[อาการที่ ๙ สัจจะที่ ๓ รอบที่ ๓]
ส่วนความจริงอันประเสริฐแห่งการดับลงของทุกข์นี้
เราทำให้สำเร็จแล้ว ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้
ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึง ปัญญาเกิดขึ้น๚[22]
--------------
ญาณหยั่งรู้ทางออกจากทุกข์
--------------
此苦出要聖諦本未聞法,智生乃至慧生。復次當修苦出要聖諦本未聞法,智生乃至慧生。復次我已修此苦出要聖諦本未聞法,智生乃至慧生。是謂四聖諦。
[อาการที่ ๑๐ สัจจะที่ ๔ รอบที่ ๑]
นี้คือ ความจริงอันประเสริฐแห่งทางออกจากทุกข์
อันเป็นหลักธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ยังให้ ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึงปัญญาเกิดขึ้น๚
[อาการที่ ๑๑ สัจจะที่ ๔ รอบที่ ๒]
ควรประพฤติปฏิบัติฯ ในความจริงอันประเสริฐ คือ ทางออกจากทุกข์นี้
อันเป็นหลักธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ ทำให้ญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึง ปัญญาเกิดขึ้น๚
[อาการที่ ๑๒ สัจจะที่ ๔ รอบที่ ๓]
ส่วนเราได้ประพฤติปฏิบัติแล้ว ในหลักความจริงอันประเสริฐ คือ ทางออกจากทุกข์นี้
อันเป็นธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนฯ มีญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น จนถึง ปัญญาเกิดขึ้น๚
นี้เรียกว่า ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ๚
若我不修此四聖諦,三轉十二行,如實而不知者,我今不成無上正真道。然我於四聖諦三轉十二行,如實而知,我今成無上正真道[4]而無疑滯。[23]
หากเราไม่ได้ปฎิบัติในความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ
มีการวน ๓ รอบ ได้ ๑๒ อาการนี้ฯ
ก็เป็นผู้ไม่รู้ตามความเป็นจริงฯ
ถึงแม้ในบัดนี้เราก็ยังจะมิได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม๚
แต่ด้วยเราแน่วแน่ด้วยกับความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ มีการวน ๓ รอบ ได้ ๑๒ อาการแล้วฯ เป็นผู้รู้ตามความเป็นจริงฯ
ในบัดนี้เราได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมและไม่มีความลังเลสงสัยอีกต่อไป ๚
--------------
การหมุนวงล้อแห่งพระธรรม
--------------
如來說此四聖諦,眾中無有覺悟者,如來則為不轉法輪。若如來說四聖諦,眾中有覺悟者,如來則為轉法輪。沙門、婆羅門、魔若魔天、天及世間人所不能[5]轉,是故當勤方便修四聖諦:苦聖諦、苦集聖諦、苦滅聖諦、苦出要聖諦,當如是學。」[24]
เมื่อตถาคตแสดงความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการนี้แล้วฯ
ในบรรดาหมู่พวกท่านยังไม่มีผู้ใดตื่นรู้ขึ้นแล้วไซร้ฯ
ก็เป็นว่าตถาคตยังมิได้หมุนวงล้อแห่งพระธรรม (ธรรมจักร)๚
แต่หากตถาคตแสดงความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการนี้แล้วฯ
ในบรรดาหมู่พวกท่านมีผู้ตื่นรู้ขึ้นแล้วไซร้ฯ
ก็เป็นว่าตถาคตได้หมุนวงล้อแห่งพระธรรมแล้ว๚
ซึ่งสมณะฯ พราหมณ์ฯ มารเช่นมารเทวบุตรฯ
เทวดาหรือมนุษย์ใดในโลก ก็ไม่สามารถหมุนได้ฯ
เพราะเหตุนี้ พึงวิริยะพยายาม ปฎิบัติในความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ :
คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ความทุกข์ ฯ
ความจริงอันประเสริฐ คือ สาเหตุของการเกิดทุกข์ ฯ
ความจริงอันประเสริฐ คือ การดับลงของทุกข์ฯ
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทางออกจากทุกข์ฯ
นี้แหละคือสิ่งที่ควรศึกษา ๚
--------------
อาชญาตเกาณฑินยะมีดวงตาเห็นธรรม
--------------
爾時世尊,說此法時,五比丘阿若憍陳如,諸塵垢盡得法眼生。爾時世尊,已知阿若憍陳如心中所得,便以此言而讚曰:「阿若憍陳如已知!阿若憍陳如已知!」從是已來名阿若憍陳如。
ในสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าฯ เมื่อเวลาแสดงธรรมนี้แล้วฯ ในหมู่ภิกษุทั้ง ๕ รูปนี้ มีท่านอาชญาตเกาณฑินยะฯ
ได้หลุดจากมลทินทั้งปวง ดวงตาเห็นธรรมก็ปรากฏขึ้นในตนฯ
ในสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าฯ ทรงทราบแล้วว่าจิตของท่านอาชญาตเกาณฑินยะได้บรรลุแล้วฯ
ในบัดนั้นพระองค์จึงกล่าวสรรเสริญขึ้นว่า : ท่านอาชญาตเกาณฑินยะ ได้รู้แล้ว ! ท่านอาชญาตเกาณฑินยะ ได้รู้แล้ว !
นับแต่นั้นเป็นต้นมาจนบัดนี้ ท่านจึงถูกเรียกว่า อาชญาตเกาณฑินยะ[25]๚
時地神聞如來所說,便即相告語:「今如來、至真、等正覺,於波羅㮈仙人鹿苑所,轉無上法輪本所未轉。沙門、婆羅門、魔若魔天、天及人,不能轉者。」
ครานั้นพวกภุมมเทวดา[26] ได้ยินการเทศนาของพระตถาคตเจ้าแล้วฯ
ทันใดนั้นก็บอกกล่าวต่อ ๆ กันไปว่า : บัดนี้ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าฯ
ทรงประทับอยู่ที่เมืองพาราณสี[27]ในป่าฤๅษีอันเป็นสวนของหมู่กวาง[28] ฯ
ทรงหมุนวงล้อพระธรรมอันยอดเยี่ยมแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ใครเคยหมุนฯ อันสมณะฯ
พราหมณ์ฯ มารเช่นมารเทวบุตรฯ เทวดา หรือมนุษย์ใดในโลก ก็ไม่สามารถหมุนได้๚
地神唱聲,聞四天王、忉利天、[6]焰天、兜術天、化樂天、他化天,展轉相告語言:「今如來、至真、等正覺,於波羅㮈仙人鹿苑中,轉無上法輪。沙門、婆羅門、魔若魔天、天及人所不能轉。」爾時一念頃須臾間,展轉相告語聲乃徹梵天。[29]
เสียงภุมมเทวดาชั้นภาคพื้นดินที่ประกาศออกไปฯ ได้ยินถึง สวรรค์ชั้นจาตุรมหาราชฯ สวรรค์ชั้นตรายัสตรึงศ์ฯ สวรรค์ชั้นยามา[30]ฯสวรรค์ชั้นดุษิตฯ สวรรค์ชั้นนิรมาณรติฯ สวรรค์ชั้นปรนิรมิตวศวรรติน[31]ฯ ต่างป่าวประกาศเวียนต่อสะพัดออกไปว่า :
บัดนี้ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าฯ
ทรงประทับอยู่ที่เมืองพาราณสีในป่าฤๅษีอันเป็นสวนของหมู่กวางฯ
ทรงหมุนวงล้อพระธรรมอันยอดเยี่ยมแล้วฯ ซึ่งสมณะฯ พราหมณ์ฯ มารเช่นมารเทวบุตรฯ
เทวดา หรือมนุษย์ใดในโลก ก็ไม่สามารถหมุนได้๚
เพียงเวลาชั่วครู่เดียวเท่านั้น เสียงป่าวประกาศเวียนต่อกัน สะพัดไปจนลุถึงพรหมโลก๚
爾時尊者阿若憍陳如,見法得法成辦諸法已獲果實,前白佛言:「我今欲於如來所修梵行。」佛言:「來,比丘!於我法中快自娛樂,修梵行盡苦原。」
ในสมัยนั้นพระอริยเจ้าคือ ท่านอาชญาตเกาณฑินยะฯ
ได้เห็นธรรม บรรลุธรรม สำเร็จธรรมทั้งปวงอันบังเกิดผลแล้วฯ
ได้ทูลต่อเบื้องหน้าพระพุทธเจ้าว่า :
บัดนี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์ตามอย่างพระตถาคต๚
พระพุทธองค์ทรงตอบว่า : มาเถิด ภิกษุ !ในธรรมของเรานี้ย่อมให้อาจหาญร่าเริงขึ้นแก่ตนจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อดับทุกข์ให้สิ้นไป๚
時尊者憍陳如,即名出家受具足戒。是謂比丘中初受具足戒,阿若憍陳如為首。
เวลานั้นพระอริยเจ้าคือ เกาณฑินยะ ฯ
ทันทีที่ถูกเรียกขานก็เป็นว่าได้รับการบรรพชาอุปสมบทแล้วฯ
การถูกเรียกว่าเป็นภิกษุในการอุปสมบทตั้งแต่แรกเริ่มมาฯ
พระอาชญาตเกาณฑินยะนี้เป็นปฐมฯ
จบ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ในอุปสมบทสกันธกะ จาตุรวรรคียวินัย
--------------
[1] น้ำอมฤต 甘露 ศัพท์ดั้งเดิม หมายถึง น้ำค้างหวาน ที่เล่าจื๊อใช้เรียกน้ำค้างอันอร่อยที่แผ่ซ่านไปทั่วอาณาจักรในรัชสมัยของราชาปราชญ์ (SageKing) ส่วนศัพท์ในพุทธศาสนาในจีนใช้สื่อถึง น้ำโสม หรือ น้ำอมฤต คือน้ำแห่งความไม่ตายในเทวปกรณัมของพวกอารยัน ซึ่งในความหมายของพุทธศาสนานั้นหมายถึงความอมตะ ความไม่ตาย คือ อมตธรรม พระพุทธธรรมที่นำไปสู่ความไม่ตาย (นิพพาน)
[2] กามสุขัลลิกานุโยค(樂習愛欲 : ส. กาเมษุ กามสุขลฺลิกา โยโค, ป. กามสุขลฺลิกานุโยโค)
[3] อัตตกิลมถานุโยค(或自苦行 : ส. อาตฺมกายกฺลมถานุโยโค, ป. อตฺตกิลมถานุโยโค)
[4] [1] 成【大】,道【宋】【元】【明】【宮】
[5] อริยมรรคมีองค์๘ (賢聖八正道 : ส. อารฺยาษฺฏางฺคมารฺค, ป. อริยอฏฺฐงฺคิกมคฺค) หัวข้ออริยมรรคในธรรมคุปต์วินัยมีการเรียงหัวข้อสลับกันบ้าง
[6] สัมมาทิฏฐิ(正見 : ส.สมฺยคฺทฤษฺฏิ, ป. สมฺมาทิฏฺฐิ)
[7] สัมมากัมมันตะ(正業: ส. สมฺยกฺกรฺมานฺต, ป. สมฺมากมฺมนฺต)
[8] สัมมาวาจา(正語: ส. สมฺยคฺวาจฺ, ป. สมฺมาวาจา)
[9] สัมมาสังกัปปะ(正行, 正思惟 : ส.สมฺยกฺสํกลฺป, ป. สมฺมาสงฺกปฺป) การใช้ศัพท์ฉบับนี้เป็นรูปที่ไม่นิยมใช้คือ 正行โดยมากคำนี้แปลว่า การปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งต่างจากคัมภีร์อื่นมักใช้正思惟 ซึ่งจะมีความหมายตรงตัวโดยคำว่า 行 ในส่วนอื่นๆของคัมภีร์นี้ยังหมายความถึง สังขารขันธ์ ( 行蘊 : ส. สํสการสกนฺธ, ป.สงฺขารขนฺธ) ซึ่งเป็น ขันธ์ ๑ ในขันธ์ ๕ ซึ่งก็มีความหมายหลายนัยหนึ่งในนั้นคือความคิด ความดำริ เจตนา ปรากฏการใช้ 正行 กล่าวถึงหัวข้อสัมมาสังกัปปะ อริยมรรค ในคัมภีร์เอโกตตราคมด้วย
[10] สัมมาอาชีวะ(正命 : ส.สมฺยคาชีว, ป. สมฺมาอาชีว)
[11] (สัมมาวายามะ,ส. สมฺยคฺวฺยายาม)
[3] ความพยายามที่ถูกต้อง (สัมมาวายามะ, ส. สมฺยคฺวฺยายาม)ในฉบับนี้ใช้ 正方便 (โดยมากแปลว่า มีอุบายที่ถูกต้อง)เป็นรูปไม่ปกติ ซึ่งต่างจากคัมภีร์อื่นมักใช้ 正精進 ซึ่งจะมีความหมายตรงตัว方便ในคัมภีร์อื่นๆนั้นให้ความหมายว่า อุบาย แต่คำว่า 方便 ในคัมภีร์พระวินัยเช่นคัมภีร์นี้มักจะใช้ในความหมายว่า ความพยายามแต่มักใช้ในความหมายทางลบเช่น การวางแผน การออกอุบาย ที่จะพยายามล่วงพระวินัยซึ่งเป็นการทับศัพท์ บาลีสันสกฤตคำว่า อารมฺภ ที่แปลว่า ความเพียรพยายาม
[12] (สัมมาสติ, ส. สมฺยกฺสฺมฤติ)
[13] (สัมมาสมาธิ, ส. สมฺยกฺสมาธิ)
[14] [2] 四【大】,田【宮】
[15] อริยสัจ๔ ( ส. จตุรารฺยสตฺย, ป. จตุราริยสจฺจ)
[16] (ทุกข์,ส.ทุะข)
[17] (ทุกขสมุทัย, ส.ทุะขสมุทย)
[18] (ทุกขนิโรธ,ส. ทุะขนิโรธ)
[19] (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา, ส. ทุะขนิโรธคามินี ปฺรติปทฺ)
[20] [A1] 憎【CB】【麗-CB】,僧【大】(cf.K23n0896_p0315c11)
[21] [3] 愛【大】,受【宋】【元】【明】【宮】
[22] ต้นฉบับมีการเรียงประโยคแตกต่างจากเดิม
[23] [4] 而【大】,如【宋】【元】【明】【宮】
[24] [5] 轉【大】,轉者【宋】【元】【明】【宮】
[25] เดิมนามท่านสันสกฤตเรียกว่าเกาณฑินยะ (บ.โกณฑัญญะ) เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว หากจะกล่าวถึงท่านจะต้องเรียกเพื่อเป็นการให้เกียรติท่านว่า อาชญาตเกาณฑินยะ (บ.อัญญาโกณฑัญญะ)
[26] เทวดาชั้นภาคพื้นดินหรือปฤถวีเทวดา ก็เรียก
[27] 波羅㮈 Bō luó nài เมืองพาราณสี
[28] ป่าอิสิปตนมฤคทายวันส.ฤษิปตนมฤคทาว เป็นป่าชานเมืองพาราณสีเป็นสถานที่สงบเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤๅษีและนักพรต มีกวางอาศัยอยู่มาก
[29] [6] 焰【大】,焰摩【宋】【元】【明】【宮】
[30] 焰天 ต้นฉบับดังเดิมไม่มี 摩 ในฉบับชำระตั้งแต่ราชวงศ์ซ่ง แก้เป็น 焰摩 คือสวรรค์ชั้นยามา
[31] สวรรค์มี๖ ทับศัพท์แบบไทยบาลี ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดีและปรนิมมิตวสวัตตี