ศูนย์การเรียน นวัตกรรมเพื่อความสุข

ศูนย์การเรียน นวัตกรรมเพื่อความสุข ศกร.เพื่อสนับสนุนโฮมสคูลให้สร้างนว ศกร.เพื่อสนับสนุนโฮมสคูลให้สร้างนวัตกรที่สมดุล

การทำโฮมสคูล แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ การจัดการศึกษา และ การเลี้ยงดู ซึ่งกลมกลืนกันและส่งผลต่อกันตลอดเวลาแก่นตรงการคื...
29/09/2025

การทำโฮมสคูล แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ การจัดการศึกษา และ การเลี้ยงดู ซึ่งกลมกลืนกันและส่งผลต่อกันตลอดเวลา

แก่นตรงการคือ สร้างการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดเป็นนิสัย ทั้งด้านความคิด การกระทำ และ มุมมองต่างๆ

ฝั่งของการจัดการศึกษา คือ สร้างนิสัยในการเรียนรู้ ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง(ลูก) สร้างการพัฒนาได้ตามเป้าหมายของตัวเอง(ลูก)

ฝั่งของการเลี้ยงดู คือ สร้างนิสัย ที่จะเพิ่มพูนคุณลักษณะที่ดีในตัวเอง ส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของตัวเองและสิ่งต่างๆรอบตัว เพื่อการปรับตัวและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างสงบสุข

แล้วเมื่อเราทำโฮมสคูล ในฐานะพ่อแม่ (จะเรียกว่า พ่อแม่มือใหม่ก็ได้ เพราะเพิ่งจะมีลูกมากันเพียงไม่กี่ปี) เราก็มีหน้าที่ต้อง "เรียนรู้" วิธีการสร้างการเรียนรู้ เหล่านี้ให้เกิดกับลูก

เรียนรู้ แปลว่า เกิดการเปลี่ยนแปลง เราคงไม่สามารถ รู้ เข้าใจ ทำสำเร็จได้ในครั้งแรก ความผิดพลาด ที่ส่งผลให้เราแก้ไข คือหัวใจของการเรียนรู้

และ ความสำเร็จในการสร้างการเรียนรู้ของพ่อแม่ คือ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับลูก ในแต่ละการเรียนรู้นั้นๆ หากยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงก็ควรจะมาพิจารณาทบทวนใหม่ ว่าเราควรปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับลูกจริงๆตามเป้าหมายที่เราวางเอาไว้ในแต่ละเรื่อง

ส่วนลูกจะโตขึ้น จะสนใจอะไร เรียนอะไร ทำงานอะไร ใช้ชีวิตแบบไหน ก็เป็นเรื่องของลูกที่จะกำหนดด้วยตัวเอง ซึ่งเราจะเห็นว่าอยู่บนฐานที่เราพ่อแม่ บ่มเพาะ นิสัยต่างๆเอาไว้ตั้งแต่เล็กๆนั่นแหละครับ

เมื่อวาน พวกเราชาว ศูนย์การเรียน นวัตกรรมเพื่อความสุข ได้มีโอกาสเรียนรู้ เรื่องที่สำคัญมากในการใช้ชีวิต รวมถึง การเลี้ยง...
24/07/2025

เมื่อวาน พวกเราชาว ศูนย์การเรียน นวัตกรรมเพื่อความสุข ได้มีโอกาสเรียนรู้ เรื่องที่สำคัญมากในการใช้ชีวิต รวมถึง การเลี้ยงลูก ของเรา นั่นก็คือ การทำความเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น และ เข้าใจว่า คนเราทุกคนแตกต่างกัน จากข้อความเรื่อง "My declaration of self esteem ของ Virginia Satir" ผ่านการจับ keyword ที่มีความหมายและตีความเพื่อสร้างแนวทางความเข้าใจตัวเองกัน

********************************************************************
สิ่งแรกสุด ที่เราต้องยอมรับสิ่งนี้ให้ได้ด้วยใจจริงๆ ก็คือ "คนเราทุกคนแตกต่างกัน" เพราะเมื่อยอมรับได้ เราจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อคนอื่นคิดไม่เหมือนเรา ไม่เห็นด้วยกับเรา ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง ฯลฯ เพราะทุกคนย่อมมีความคิด ความรู้สึก มุมมองต่างๆเป็นของตัวเอง ที่แตกต่างกันไป รวมถึงตัวเราเองก็ไม่เหมือนใคร ดังนั้น เป็นเรื่องปกติมากที่เราจะคิดแตกต่างกัน

แต่...เรามักจะยึดโยง ตัวเองเพื่อให้รู้สึกปลอดภัย ด้วยการทำตัวกลมกลืน ด้วยการทำตัวให้เหมือนๆกัน คิดให้เหมือนๆกันกับ คนอื่นๆ หรือมีภาพในใจ หรือความคิด ต่างๆที่เราคิดว่าเราเป็น อยากจะเป็น ทำให้เรา “ไม่เป็นตัวของตัวเอง” และ ไม่มองถึงความคิด ความรู้สึกของคนอื่นเพราะคิดว่า มันต้องเหมือนกับที่เราคิด เราเป็น

ซึ่งเราจะยอมรับความแตกต่างได้ เราต้องยอมรับในตัวเราเองจริงๆให้ได้ก่อนว่า เราเองก็ไม่เหมือนใคร

เราต้องยอมรับทุกสิ่งที่ตัวเราเป็น เริ่มจากยอมรับรูปร่างภายนอกของเราให้ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่คนเรามักจะใช้ตัดสินกันได้ง่ายที่สุด ไปจนถึง ความคิดความฝัน จินตนาการ รวมไปถึง ความสำเร็จ และความผิดพลาดล้มเหลว ของเราเอง หากเรายอมรับในตัวเองได้จริงๆ เราจะรับรู้ได้ว่าตัวเราเท่านั้นที่จะสามารถเชื่อมโยงผูกสัมพันธ์กับตัวเราเอง ได้ เพื่อสร้าง “เพื่อนแท้” ที่แท้จริง นั่นก็คือ ตัวเราเอง และ ความเข้าใจตัวเองคือฐานของการที่เราจะไปเข้าใจคนอื่น สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆได้

ในความรู้จัก และยอมรับตัวเองนั้น ในตัวเราเอง ยังมีแง่มุมที่เรายังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ อยู่อีกมากมาย และนี่คือพื้นที่ของการเรียนรู้ การเติบโตและพัฒนา และ สติปัญญา ดังนั้น เราควรมองตัวเอง และ ตั้งคำถามเพื่อเข้าใจตัวเองให้มากขึ้นเสมอ และ จำไว้ว่า ความรู้และเข้าใจ หรือ ทางออกต่างๆ มีไว้ในเงื่อนไขปัจจุบันเท่านั้น เราจะคาดหวังให้ความรู้ความเข้าใจในตัวเราตอนนี้ สามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ไม่ได้

หากความเป็นตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นความคิด การกระทำ ความรู้สึก นั้นเราเห็นว่ามันไม่เหมาะ ก็ให้เราละทิ้งมันไป และ เก็บสิ่งดีๆในความเป็นตัวเราเอาไว้ หากเราทำแบบนี้ได้ (ละวางตัวตน ลดอีโก้เดิมๆ) เราจะได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงและสิ่งใหม่ๆในตัวเราเองอีกมากมาย

นี่คือ เครื่องมือหรือ แนวทางในการใช้ชีวิต ในการทำให้เราสามารถใกล้ชิดกับคนอื่นๆได้ ในการสร้างหรือทำสิ่งต่างๆ บนฐานของความสมเหตุสมผล สอดคล้องกับโลก และผู้คนรอบๆตัวเรา เมื่อเรารู้สึกว่า ชีวิตเป็นของเรา เราจะสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้ให้เป็นแบบไหนก็ได้

สัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราสมาชิกชาวศูนย์การเรียนนวัตกรรมเพื่อความสุขได้มาเรียนรู้เรื่อง "คำถามที่ดี คืออะไร?" และ มันสำคัญก...
16/07/2025

สัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราสมาชิกชาวศูนย์การเรียนนวัตกรรมเพื่อความสุข
ได้มาเรียนรู้เรื่อง "คำถามที่ดี คืออะไร?" และ มันสำคัญกับการเรียนรู้ของลูก ไปจนถึง การใช้ชีวิตของลูกยังไง

คำถามที่ดี ที่จะสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็ก มีลักษณะ

- ต้องนำพาเด็กไปสู่เป้าหมาย ที่เป็น Needs ของเด็ก เช่น เพื่อพัฒนาการสื่อสาร , เพื่อพัฒนาการอยู่ร่วมกับผู้อื่น , เพื่อการกำกับตัวเองที่ดีขึ้น ฯลฯ

- ต้องให้มุมมองที่หลากหลาย ต้องทำให้เกิดการเปิดรับฟังคนอื่นมากขึ้น
- ต้องทำให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับตัวเองอย่างไร หรือ เกี่ยวข้องกับคนที่เราสนใจ คนที่เรารักอย่างไร
- ต้องสร้างความรู้สึกสงสัย ทำให้คิดต่อ ต่อยอดได้ ไม่ปักใจเชื่อแล้วหยุดหรือจบความคิด

คำถามที่ดีจะกระตุ้นการเรียนรู้ให้กับเด็ก จะพาให้เด็กสังเกต รับรู้ และคิดกับสิ่งๆนั้น ไปจนถึง การลงมือทำอะไรบางอย่างได้อย่างมีพลัง ด้วยแรงจูงใจภายในตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก มาสั่งให้ทำ

การตั้งคำถาม เป็นทักษะที่พ่อแม่ควรเรียนรู้และฝึกฝน ทำให้เป็นนิสัย ทำให้เป็นธรรมชาติ แทนที่การ บอก สอน และ สั่ง แบบเดิมๆที่เคยใช้กันมา

หากเด็กได้รับการกระตุ้นด้วย "คำถามที่ดี" จากผู้ใหญ่บ่อยๆ จนเกิดการเรียนรู้ เกิดพฤติกรรมซ้ำๆ จนเป็นนิสัยแล้ว วันหนึ่งเด็กจะสามารถผลักดันตัวเองและสามารถ ตั้งคำถามที่ดี กับตัวเองได้ และใช้ได้กับทุกเรื่อง ในชีวิต สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ครับ

เมื่อวาน สมาชิกศกร.ได้ทำความเข้าใจ และ เรียนรู้เรื่อง "Reflection" ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในสร้างความเข้าใจ ทั้งต่อลูกแล...
25/06/2025

เมื่อวาน สมาชิกศกร.ได้ทำความเข้าใจ และ เรียนรู้เรื่อง "Reflection" ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในสร้างความเข้าใจ ทั้งต่อลูกและตัวเอง

Reflection เป็นกระบวนการที่ใช้สะท้อนความคิด ความรู้สึก และลึกไปถึง การตีความและ คุณค่า และเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความเข้าใจต่อตัวเอง และการเรียนรู้และเติบโต ด้วยกระบวนการสำรวจตัวเอง

เมื่อเด็กมีความเข้าใจตัวเอง มองเห็นโอกาส มองเห็นเส้นทางของการเติบโตของตัวเองได้ เด็กจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมั่นคงได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตอบที่ได้จากการใช้คำถาม ในการพูดคุย Reflection แต่อยู่ที่การรับรู้ เรียนรู้ตัวเอง ผ่านการพูดคุย จนสร้างมุมมองใหม่ๆทั้งต่อตัวเอง และ สิ่งต่างๆ จนพาไปสู่การพัฒนา เติบโต ให้เกิดขึ้นได้

พ่อแม่ที่จะทำ Reflection จะต้องเข้าใจว่า หากต้องการทำกระบวนการนี้กับลูก ลูกจำเป็นต้องมีทักษะการสังเกตุหลายๆด้านเสียก่อน เช่น การรับรู้ร่างกาย ผ่านการสัมผัส การรับรู้ความรู้สึก ความคิดของตัวเอง (ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถใช้กระบวนการ Reflection นี้เพื่อช่วยสร้างให้ลูกรับรู้ เห็น เข้าใจ ความคิด ความรู้สึกตัวเองได้เช่นกัน)

ชุดเครื่องมือ ที่ใช้ในการทำ Reflection ก็คือ
- การเปรียบเทียบ
- การตีความ
- การพาเป็นเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่

เราสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งเราควรตั้งเป้าหมายของการทำ Reflection ไว้เสมอว่า เราต้องการ พาลูกไปเรียนรู้ ไปสู่ "คุณค่า" อะไรที่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ที่เราจะทำการ Reflection นั้นๆ

ดังนั้น พ่อแม่ จึงควรต้อง ฝึกฝนผ่านการลงมือทำ Reflection บ่อยๆ และพูดคุยปรึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อเพิ่มมุมมองให้ตัวเอง ยิ่งฝึกคล่องมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีกับเด็กและตัวพ่อแม่เองด้วยครับ

มุมมอง ต่อสิ่งต่างๆเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันส่งผลกับ ความคิด ความรู้สึก พฤติกรรมของเราต่อสิ่งนั้นๆด้วยหากเราฝึก ที่จะสร้า...
19/06/2025

มุมมอง ต่อสิ่งต่างๆเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันส่งผลกับ ความคิด ความรู้สึก พฤติกรรมของเราต่อสิ่งนั้นๆด้วย

หากเราฝึก ที่จะสร้างมุมมองที่เหมาะสม ที่ดี มุมมองเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาสร้างตัวเราที่ มั่นคง พร้อมเรียนรู้และเติบโต
สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ มุมมองเมื่อเวา มีสิ่งแย่ๆ ไม่ดี ต่างๆที่เกิดในชีวิตว่า

- สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ ทำให้เรายอมรับว่า มีอะไรบ้างในโลกนี้ที่เราควบคุมไม่ได้ เราจึงทำได้เพียงแค่ ยอมรับ

- แล้วเราจะเรียนรู้ กับสิ่งแย่ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้อย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้มุมมอง ความคิด ความรู้สึกที่ไม่ดี เข้ามาแล้วเราก็จมอยู่กับมัน หรือ สร้างมุมมองลบๆกับสิ่งนั้นไปตลอด

เครื่องมือที่เราได้เรียนรู้ และ ควรฝึกให้กับเด็กๆได้ทำบ่อยๆเวลามีสิ่งที่ไม่ดีผ่านเข้ามาก็คือ หลังจากที่รับรู้ความรู้สึกแย่ๆที่เกิดจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว
และ แทนที่จะจมกับความรู้สึกแย่ๆ เราควรฝึกที่จะมองด้านบวก ด้านที่จะช่วยเรา และพูดกับตัวเอง ด้วยประโยคที่ขึ้นต้นด้วย
- ขอบคุณที่...
- โชคดีนะที่...
- สิ่งนี้มีประโยชน์

เพราะสิ่งที่แย่ๆที่ผ่านเข้ามา ถ้าเราฝึกมองด้านบวก เราจะเห็นมุมดีๆหลายอย่าง เช่น มันช่วยให้เรารู้ว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้ฝึก หรือเรียนรู้อะไรบางอย่างก็ได้

เมื่อทำบ่อยๆ ใจของเราจะสงบ เราจะเป็นคนที่เข้าใจตัวเอง มั่นคง และ รู้จักเรียนรู้ได้ในทุกสถานการณ์แม้ในวันที่มีเรื่องแย่ๆเกิดกับเรา
ลองฝึกกับตัวเองบ่อยๆ แล้วค่อยๆชวนลูกมอง คิด ฝึกแบบนี้กันไปเรื่อยๆนะครับ ความเปลี่ยนแปลงดีๆ จะค่อยๆเกิดขึ้นตามมาแน่นอนครับ

เมื่อเราทำโฮมสคูล เรามีหน้าที่จัดการศึกษาให้ลูก ผ่านกิจกรรมต่างๆ ตามแผนการเรียนที่แต่ละบ้านออกแบบเอาไว้ และเมื่อเราจัดกิ...
06/06/2025

เมื่อเราทำโฮมสคูล เรามีหน้าที่จัดการศึกษาให้ลูก ผ่านกิจกรรมต่างๆ ตามแผนการเรียนที่แต่ละบ้านออกแบบเอาไว้

และเมื่อเราจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆให้กับลูก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง เราจะวัดผลการเรียนรู้ได้อย่างไร นอกจากการดูที่ผลงาน หรือ output ที่ได้จากกิจกรรมนั้นๆ

Bloom's Taxonomy เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ ที่เข้าใจง่าย ใช้งานง่าย สำหรับพ่อแม่โฮมสคูลที่จัดการศึกษาให้กับลูกๆ ได้ลองหยิบจับไปใช้กับลูกๆ ด้วยคำถามพื้นๆง่ายๆ เช่น

- ลูกเล่าให้ฟังหน่อย ว่าเราทำ (เห็น / ได้ยิน ) อะไรกันบ้าง?
- สิ่งนี้ กับ สิ่งนั้น มันเกี่ยวกันยังไง?
- ทำไม เราต้องทำสิ่งนี้ ก่อน/หลัง สิ่งนั้น ?
- จะเกิดอะไรขึ้นถ้า...........?
- ถ้าเราไม่เอา..... วิธี ( ส่วนประกอบ ) นี้ เราใช้อะไรแทนได้บ้าง
- สิ่งที่เรา เราทำ (เห็น / ได้ยิน ) มันมีประโยชน์ยังไงกับ เรา หรือ คนอื่น บ้าง
- อยากทำอะไรต่อบ้าง

แล้วพ่อแม่ลองฟังคำตอบของลูก และ แยกแยะออกมาว่า ลูกจำได้ เข้าใจ หรือ คิดวิเคราะห์ สิ่งต่างๆได้ในระดับไหน แล้วเห็นสิ่งที่ลูกเรามี หรือ ยังขาดอยู่อย่างไรบ้าง จะได้เอาไว้เป็นโจทย์ที่จะต้องพัฒนาลูกของเราต่อไป

และเราเชื่อในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ พ่อแม่จึงควรจะเพิ่มทักษะในการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกในการเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ไปลงมือทำ เพราะการทำจะเป็นผลการเรียนรู้อีกแบบที่เราสามารถมองเห็นได้ และ ยังช่วยฝึกทักษะการคิด การนำความรู้ มาใช้งานจริง และยังพาไปถึง การประเมินผลของสิ่งที่เด็กได้ทำว่า พอใจ ไม่พอใจ ในเหตุ มุมมองอะไรบ้าง และยังมีโอกาสที่เด็กจะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆของตัวเองได้อีกด้วย

อ่านทำความรู้จัก Bloom's Taxonomy เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

https://www.facebook.com/i4happinessedu/posts/pfbid02BywXuqbZQo37wQCpbRPqQAvTQTn1BsLzqTFhdF69aGe9Sh8r95QEy3SDbLXGu3GKl

--การใช้ Bloom's Taxonomy ตามแนว i4happiness กับลูกๆของเรา --

ศูนย์การเรียนนวัตกรรมเพื่อความสุข (i4happiness-Innovation for Happiness Education Center) เปิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนบ้านเรียนที่มีเป้าหมายจะพัฒนาลูกๆ ให้มีพื้นฐานของการเป็นนวัตกร กว่าจะมาเป็นวันนี้ เราใช้ทฤษฎี แบบจำลองทางการศึกษาและจิตวิทยา บวกกับประสบการณ์จริงกับแนวคิดเก่า-ใหม่เกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนาคนที่นำมาประยุกต์ใช้จริง เรื่องที่คุยกันเชิงทฤษฎีแบบนักวิชาการ ก็ลดราไป แต่มาเน้นที่การทำงานกับครอบครัวให้เป็นรูปธรรมมากกว่า

เมื่อมีคำถามมาใน inbox ที่ facebook ของศกร. (https://www.facebook.com/i4happinessedu/) ว่า model ทางการศึกษาที่มีอยู่มากมาย อันไหนดีที่สุด ... คำถามนี้ ตอบยาก และเราไม่ควรตอบให้ แต่อยากจะชวนพวกเรามาทำความเข้าใจที่แนวคิด เพื่อให้ได้คำตอบของตนเองจะดีกว่า

เป็นเรื่องจริงที่ ทฤษฎี model หรือแนวการจัดการศึกษามีอยู่มากมาย แต่ที่เราพูดกันอยู่บ่อย ก็เช่น Bloom’s Taxonomy, PBL, Design Thinking, U-Theory, Mulitple Intelligence หรือแม้กระทั่ง Experiential Learning Cycle-ELC-GROWME ที่เป็นพื้นฐานหลักสูตรของศูนย์การเรียนของเรา ก็ล้วนเป็นผลงานของเจ้าสำนักต่างชาติที่เราไปช้อปปิ้งมา ทั้งที่จริงๆแล้ว ถ้าหากเราให้เวลาเรียนรู้แนวทางการให้การศึกษาของพระพุทธเจ้า เราก็จะได้แนวคิด เครื่องมือ เทคนิคที่สุดยอดมาใช้ อาจจะเพราะเราคิดว่า ฝรั่งหรือญี่ปุ่นก้าวหน้ากว่าเราในเรื่องการศึกษาเราก็จึงต้องตามๆเค้าไป

ด้วยเหตุที่มีทฤษฎี หรือ model เกิดใหม่มากมาย (ดูจำนวนมหาศาลของคนเรียนปริญญาโท และเอก และจำนวน journals ที่ต้องตีพิมพ์ผลงานเหล่านี้) เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ข้อสรุปที่มาเป็น model หรือทฤษฎีของแต่ละสำนักคิด ได้จากการศึกษาวิจัยกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่ง ในเงื่อนไขสถานการณ์นั้นๆ แต่ละ ทฤษฎี หรือ model จึงเป็นการถอดข้อสรุปของรายละเอียดมาอีกที

ดังนั้น จึงไม่มี model หรือทฤษฎีใดที่จะใช้กับทุกกรณีในโลกนี้ได้ (ยกเว้นแต่ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) ทฤษฎีที่ออกมาใช้กันแล้วระยะหนึ่ง เจ้าของสำนักยังมีการปรับเปลี่ยนบ่อยๆ ไป อย่าง Multiple Intelligence Gardner ก็ยังเสนอ intelligence เพิ่มเข้ามา Kolb ที่เสนอ ELC ก็มีการปรับ ขยับขยายแนวคิดเพื่อใช้งานไปอีก Bloom ก็ยังสลับขั้นที่ 5-6 มาแล้ว เป็นต้น

ดังนั้น เราจึงต้องวางตำแหน่งของเราให้กับการ “ฉลาดใช้” โดยจะต้องเข้าใจแก่นของทฤษฎี หรือ model นั้น และเข้าใจว่า ทฤษฎีเป็นข้อเสนอ ที่เราก็จะสามารถเลือกหยิบมาใช้ให้เหมาะกับเหตุของเราได้ สรุปก็คือ ขึ้นอยู่กับเราแล้ว ว่าจะเลือกชุดความเชื่อ หรือคำอธิบายอันไหนมาใช้กับลูกของเรา

เช่น ถ้าใครเลือกใช้ Bloom’s Taxonomy ก็ต้องเชื่อก่อนว่า ในหลากหลายผลการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ Bloom เสนอให้แบ่งเป็น 6 แบบ การสร้างสรรค์ผลงานหรือความรู้ใหม่ด้วยตนเองได้ เป็นการเรียนรู้ขั้นสูงที่ไปถึงตรงนั้นได้น้อย ใครไม่คิดแบบนี้ก็ไม่ต้องใช้ taxonomy ชุดนี้ ยังมีอีกหลายตัวที่ไปหยิบมาใช้ได้ (เช่น เชื่อเรื่อง IQ การตอบข้อสอบโอเน็ต การสอบเข้าแพทย์ วิศวะ นิเทศฯ ได้คือความสำเร็จของการเรียนรู้ ก็ต้องไปดูที่คะแนนสอบ ไม่ต้องดูการสร้างสรรค์ผลงานอะไร) และคนที่หยิบมาใช้ก็ต้องรู้ว่า Bloom’s Taxonomy ไม่ใช่กระบวนการเรียนรู้โดดๆ แต่ควรใช้มันเป็น guideline เพื่อเช็คว่า เราอยู่ตรงไหน หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ เป็นเครื่องมือในการ monitor

การเรียนรู้ของเราตามเป้าหมายการเรียนรู้ใน 6 แบบนี้ ขั้นบันไดในสามเหลี่ยม Bloom's หมายถึงปริมาณการเข้าถึงความรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า เราเรียนอะไร ด้วยวิธีใด และเพื่อเป้าหมายไหน

ในชีวิตจริง บางที ถ้าเราแค่ต้องการรู้เพื่อไปโม้เบ่งใส่เพื่อน เราก็เพียงไปหาความรู้มา แล้วจำมาบอกต่อ แต่เมื่อเราต้องการมีผลงานเป็นของเราเอง ก็ต้องมาจากการเรียนรู้และลงมือทำให้เกิดผลงานตามเป้าหมาย โดยศกร.ของเราก็ใช้ ELC-GROWME เป็นเครื่องมือจัดกระบวนการเรียนรู้จนถึงเป้าหมาย

ดังนั้น คนที่เข้าใจ จะไม่ใช้ Bloom's Taxonomy นี้เป็นเครื่องมือประเมินเพื่อการคัดใครออก เราให้คุณค่าของการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ละเลยคุณค่าของการเรียนรู้แบบอื่นๆ การเรียนรู้ด้วยกระบวนการที่จัดการขึ้นมา จึงทำให้คนที่เรียนได้ความรู้ใหม่ของตัวเขาเอง เกิดแรงบันดาลใจ แม้จะยังไม่ได้สร้างผลงานใหม่ แต่ก็ยังมีธงในใจสำหรับพัฒนาการเรียนรู้ต่อไป

หลายครอบครัว มีเทคนิครวมถึงทรัพยากรดีๆ ที่เอาไว้ใชกระตุ้นความสนใจ ให้กับลูกๆ เพราะรู้ดีว่า "แรงจูงใจ" เป็นสิ่งสำคัญในการ...
30/05/2025

หลายครอบครัว มีเทคนิครวมถึงทรัพยากรดีๆ ที่เอาไว้ใชกระตุ้นความสนใจ ให้กับลูกๆ เพราะรู้ดีว่า "แรงจูงใจ" เป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นให้เด็กสนใจและอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดี

แรงจูงใจ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพาเด็กเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ แต่ลำพังแรงจูงใจอย่างเดียวคงจะไม่พอ ในการสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กโดยเฉพาะหากว่า เราไม่ได้พาเด็ก ลงมือทำในสิ่งที่เด็กสนใจ หรือ คาดหวัง จากสิ่งนั้นๆ จนสำเร็จ

ในอีกมุมหนึ่ง หากเด็กถูกกระตุ้นให้สนใจอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ได้ถูกพาไปสู่การลงมือทำอะไรบางอย่างจนได้ตามความคิดของเด็ก อาจจะเกิดผลเสียกับภาวะอารมณ์ของเด็ก เช่น หงุดหงิด สับสน เครียด ท้อแท้ ไม่มั่นใจ ฯลฯ ซึ่งหากเกิดบ่อยๆ อาจจะส่งผลกับความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก ( Self Esteem ) ลดลงอีกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ หลังจากสร้างแรงจูงใจกับเด็กให้เกิดความสนใจในสิ่งต่างๆแล้ว ก็คือ "ชวนหรือพากันทำ" อย่างมีกระบวนการ เริ่มด้วยการ ทำให้เด็กเห็นภาพสิ่งที่ตัวเองอยากทำ หรือ เป้าหมาย ให้ชัดเจน แล้ว ชวนคิด วางแผน ว่าต้องทำอะไรบ้าง ก่อนหลัง หรือ มีอะไรที่ต้องเตรียมบ้าง จากนั้นก็เริ่มลงมือทำ

และเมื่อเด็กทำ อย่างมีแรงกระตุ้นคอยผลักดันให้มุ่งมั่น จริงจัง จะพาไปสู่ "ปัญหา และ อุปสรรค" ในการทำงานอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นสิ่งที่บอกว่า เด็กกำลังทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถ หากเด็กผ่านไปได้ จะเกิดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างมาก

เด็กหลายคน หวั่นไหว ไม่แน่ใจ บางคนก็ยอมแพ้กับอุปสรรค ดังนั้นเป็นหน้าที่พ่อแม่ ที่จะทำหน้าที่โค๊ช คอย Support เด็ก ด้วยการใช้คำถามเพื่อค่อยๆทำให้เด็กเห็นทางเลือกต่างๆ และ ใช้การพูดคุยเพื่อสะท้อนความคิดของเด็ก ให้เด็กเห็นปัจจัยต่างๆชัดเจนมากขึ้น รวมถึง พ่อแม่เองอาจจะแชร์ประสบการณ์ ความคิดเห็นของตัวเอง เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมกับเด็ก

เมื่อพ่อแม่สร้างกระบวนการแบบนี้แล้ว เด็กจะค่อยสามารถตัดสินใจ จากข้อมูลที่ได้มา และ ค่อยๆทดลอง ปรับแก้ จนสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ และไปถึงเป้าหมายที่ตัวเองต้องการได้

จะเห็นว่า กระบวนการเหล่านี้ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องสำคัญ นั่นก็คือ ทุกอย่างไม่มีอะไรที่จะสำเร็จตลอด จะต้องมีพลาด ไม่สำเร็จ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อเราลงมือทำ

และสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆหล่อหลอมให้เด็ก เกิดการ "เรียนรู้ที่จะปรับตัว" กับสิ่งต่างๆอย่างมีกระบวนการ ตามที่พ่อแม่ฝึกฝน ปูพื้นฐานให้กับเค้าเอาไว้

ซึ่ง "การปรับตัว" เป็นคุณลักษณะที่สำคัญมาก ในการที่เด็กจะใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันครับ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราเริ่มการประเมินผลการเรียนประจำปีการศึกษา 2567 ปีนี้เราโฟกัสไปที่ "ทักษะการประเมินตัวเอง" ของ...
22/05/2025

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราเริ่มการประเมินผลการเรียนประจำปีการศึกษา 2567

ปีนี้เราโฟกัสไปที่ "ทักษะการประเมินตัวเอง" ของเด็กๆ เพราะเราเห็นความสำคัญ ของทักษะนี้ ที่จำเป็นกับเด็กๆในอนาคต ในวันที่ AI จะเข้ามาช่วยเหลือ เรื่องข้อมูลต่างๆ แต่สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนคนเราได้นั่นก็คือ "การประเมินคุณค่าต่างๆ" ด้วยตัวเอง

เราจึงฝึกเด็กๆของเราด้วยการให้ประเมินการนำเสนอผลงานและโปรเจคของตัวเอง ในแง่มุมต่างๆด้วยตัวเอง

ในแง่ผู้ประเมิน เราก็ต้องมองไปที่ "การประเมินตัวเองได้ตรงตามจริง" ของเด็กว่า เกิดขึ้นหรือเปล่า ถ้าไม่เกิด นี่คือโจทย์ที่เราต้องวางแผนกับครอบครัว ที่จะสร้างให้เกิดในปีการศึกษาถัดไปกันครรับ

เรื่องการเงิน เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องปลูกฝังทั้งเรื่องคุณค่า และ วิธีการจัดการเงินเด็กของเราหลายคน ฝึกทำอาหารหรือขนมที่ช...
15/05/2025

เรื่องการเงิน เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องปลูกฝังทั้งเรื่องคุณค่า และ วิธีการจัดการเงิน

เด็กของเราหลายคน ฝึกทำอาหารหรือขนมที่ชอบ ซึงเป็นส่วนหนึ่งของ โปรเจคพัฒนาตนเอง เพิ่มทักษะชีวิต ของเด็กๆ ซึ่งเด็กๆก็ทำมันมาต่อเนื่อง มาได้สักระยะหนึ่ง

จนถึงจุดนึง มีทักษะ มีความมั่นใจมากขึ้น เลยคิดจะขยับขยาย เป็น "ทำเพื่อขาย" ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดีที่เด็กๆจะได้เรียนรู้ วิธีการหาเงินด้วยตัวเอง หรือบางคน ไม่ได้ทำเอง แต่เรียนรู้ที่จะขายของด้วยวิธีอื่นก็มี

วันนี้พ่อแม่และครอบครัว จึงต้องมาเรียนรู้ การจัดการเงิน เพื่อฝึกเด็กๆเรียนรู้ว่า อะไรคือ ทุน อะไรคือกำไร แล้วเมื่อขายของ ต้องจัดการกับ กำไร อย่างไร หรือแม้แต่ ขาดทุน จะจัดการหรือแก้ไขอะไรได้บ้าง

สิ่งที่เราควรปลูกฝังให้เด็ก "ทำจนเป็นนิสัยคือ การออมเงิน" ซึ่งมีหลายสูตรมาก ซึ่่งเราใช้สูตรง่ายๆกับเด็กๆที่่เริ่มขายของคือ
แยก ทุน และ กำไร ออกมา เมื่อแยกกำไรออกมาแล้ว ก็ให้แบ่งกำไรออกเป็น
- เก็บ 20 เปอร์เซนต์
- เก็บ เพื่อเรื่องสุขภาพ 10 เปอร์เซนต์
- เก็บ เพื่อลงทุน 30-40 เปอร์เซนต์
- ใช้จ่ายตามต้องการ 30-40 เปอร์เซนต์

ตั้งไว้เป็นกฏที่ให้เค้าทำประจำเมื่อได้เงินมา ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม และ ฝึกให้ใช้เงิน แต่ละส่วนตามสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นอย่างมีวินัย ซึ่งจะช่วยให้เด็กเห็นคุณค่า ประโยชน์ของ เงิน และ การจัดสรรเงิน มากขึ้น จนเป็นนิสัยติดตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคตด้วยครับ

จะเห็นว่า โอกาสในการเรียนรู้ จะขยับขึ้นไปตาม ทักษะ ศักยภาพของเด็ก พ่อแม่จึงต้องเรียนรู้ เตรียมพร้อมที่จะสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับจังหวะ และโอกาสที่มีด้วยครับ

คำถาม มีพลังกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กๆได้อยากดี การฝึกให้เด็กตั้งคำถามเป็น พ่อแม่ต้องใช้คำถามกับลูกๆก่อน ยิ่งทำบ่อย เด็ก...
30/04/2025

คำถาม มีพลังกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กๆได้อยากดี การฝึกให้เด็กตั้งคำถามเป็น พ่อแม่ต้องใช้คำถามกับลูกๆก่อน ยิ่งทำบ่อย เด็กยิ่งสามารถตั้งคำถามเองได้เร็วขึ้น

3คำถาม ที่สำคัญกับการเรียนรู้ ของเด็กๆ ที่พ่อแม่ควรฝึกให้กับลูกๆ ทุกครั้งที่ลูกสนใจ เรียนรู้ หรือ ลงมือทำอะไรก็ตาม

1. มันคืออะไร?
คำถามง่ายๆ ที่พ่อแม่ควรพาลูกไปรู้จักกับสิ่งนั้นๆ ในหลายๆแง่มุม เท่าที่จะทำได้ และสร้างความเข้าใจให้ลูกไป จนถึงระดับ Concept ของมัน หรือ หัวใจสำคัญ หรือฐานของมัน ตรงนี้ก็ดูให้เหมาะสมกับ วัย สถานการณ์นะครับ

2.มันทำงานยังไง ?
เข้าใจหลักการทำงานของสิ่งนั้นๆ ปัจจัยต่างๆที่ส่งผลกับการทำงานของมัน จะทำให้เด็กๆสามารถ เข้าใจและเอาไปปรับใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น รวมถึง เอาไปต่อยอดได้อีกด้วย

3.ประโยชน์ของมันคืออะไร?
คำถามนี้นอกจากจะทำให้เด็กได้เข้าใจถึงประโยชน์ของสิ่งนั้นๆแล้ว ในอีกมุมนึง พ่อแม่จะได้รู้จักลูกมากขึ้นจากคำตอบของลูก เพราะมันหมายถึง "คุณค่า" หรือ "ความสำคัญ" ที่ลูกเราให้กับสิ่งนั้นๆด้วย นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะในการ "เลือก" ของเด็กๆ ให้สามารถเลือกสิ่งต่งๆบนฐานของข้อมูลที่มี อีกด้วย

ที่อยู่

94/2 Bang Khanun Soi 2, Wat Chalo, Bang Kruai
Nonthaburi
11130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์การเรียน นวัตกรรมเพื่อความสุขผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์การเรียน นวัตกรรมเพื่อความสุข:

แชร์