06/06/2025
เมื่อเราทำโฮมสคูล เรามีหน้าที่จัดการศึกษาให้ลูก ผ่านกิจกรรมต่างๆ ตามแผนการเรียนที่แต่ละบ้านออกแบบเอาไว้
และเมื่อเราจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆให้กับลูก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง เราจะวัดผลการเรียนรู้ได้อย่างไร นอกจากการดูที่ผลงาน หรือ output ที่ได้จากกิจกรรมนั้นๆ
Bloom's Taxonomy เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ ที่เข้าใจง่าย ใช้งานง่าย สำหรับพ่อแม่โฮมสคูลที่จัดการศึกษาให้กับลูกๆ ได้ลองหยิบจับไปใช้กับลูกๆ ด้วยคำถามพื้นๆง่ายๆ เช่น
- ลูกเล่าให้ฟังหน่อย ว่าเราทำ (เห็น / ได้ยิน ) อะไรกันบ้าง?
- สิ่งนี้ กับ สิ่งนั้น มันเกี่ยวกันยังไง?
- ทำไม เราต้องทำสิ่งนี้ ก่อน/หลัง สิ่งนั้น ?
- จะเกิดอะไรขึ้นถ้า...........?
- ถ้าเราไม่เอา..... วิธี ( ส่วนประกอบ ) นี้ เราใช้อะไรแทนได้บ้าง
- สิ่งที่เรา เราทำ (เห็น / ได้ยิน ) มันมีประโยชน์ยังไงกับ เรา หรือ คนอื่น บ้าง
- อยากทำอะไรต่อบ้าง
แล้วพ่อแม่ลองฟังคำตอบของลูก และ แยกแยะออกมาว่า ลูกจำได้ เข้าใจ หรือ คิดวิเคราะห์ สิ่งต่างๆได้ในระดับไหน แล้วเห็นสิ่งที่ลูกเรามี หรือ ยังขาดอยู่อย่างไรบ้าง จะได้เอาไว้เป็นโจทย์ที่จะต้องพัฒนาลูกของเราต่อไป
และเราเชื่อในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ พ่อแม่จึงควรจะเพิ่มทักษะในการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกในการเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ไปลงมือทำ เพราะการทำจะเป็นผลการเรียนรู้อีกแบบที่เราสามารถมองเห็นได้ และ ยังช่วยฝึกทักษะการคิด การนำความรู้ มาใช้งานจริง และยังพาไปถึง การประเมินผลของสิ่งที่เด็กได้ทำว่า พอใจ ไม่พอใจ ในเหตุ มุมมองอะไรบ้าง และยังมีโอกาสที่เด็กจะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆของตัวเองได้อีกด้วย
อ่านทำความรู้จัก Bloom's Taxonomy เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/i4happinessedu/posts/pfbid02BywXuqbZQo37wQCpbRPqQAvTQTn1BsLzqTFhdF69aGe9Sh8r95QEy3SDbLXGu3GKl
--การใช้ Bloom's Taxonomy ตามแนว i4happiness กับลูกๆของเรา --
ศูนย์การเรียนนวัตกรรมเพื่อความสุข (i4happiness-Innovation for Happiness Education Center) เปิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนบ้านเรียนที่มีเป้าหมายจะพัฒนาลูกๆ ให้มีพื้นฐานของการเป็นนวัตกร กว่าจะมาเป็นวันนี้ เราใช้ทฤษฎี แบบจำลองทางการศึกษาและจิตวิทยา บวกกับประสบการณ์จริงกับแนวคิดเก่า-ใหม่เกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนาคนที่นำมาประยุกต์ใช้จริง เรื่องที่คุยกันเชิงทฤษฎีแบบนักวิชาการ ก็ลดราไป แต่มาเน้นที่การทำงานกับครอบครัวให้เป็นรูปธรรมมากกว่า
เมื่อมีคำถามมาใน inbox ที่ facebook ของศกร. (https://www.facebook.com/i4happinessedu/) ว่า model ทางการศึกษาที่มีอยู่มากมาย อันไหนดีที่สุด ... คำถามนี้ ตอบยาก และเราไม่ควรตอบให้ แต่อยากจะชวนพวกเรามาทำความเข้าใจที่แนวคิด เพื่อให้ได้คำตอบของตนเองจะดีกว่า
เป็นเรื่องจริงที่ ทฤษฎี model หรือแนวการจัดการศึกษามีอยู่มากมาย แต่ที่เราพูดกันอยู่บ่อย ก็เช่น Bloom’s Taxonomy, PBL, Design Thinking, U-Theory, Mulitple Intelligence หรือแม้กระทั่ง Experiential Learning Cycle-ELC-GROWME ที่เป็นพื้นฐานหลักสูตรของศูนย์การเรียนของเรา ก็ล้วนเป็นผลงานของเจ้าสำนักต่างชาติที่เราไปช้อปปิ้งมา ทั้งที่จริงๆแล้ว ถ้าหากเราให้เวลาเรียนรู้แนวทางการให้การศึกษาของพระพุทธเจ้า เราก็จะได้แนวคิด เครื่องมือ เทคนิคที่สุดยอดมาใช้ อาจจะเพราะเราคิดว่า ฝรั่งหรือญี่ปุ่นก้าวหน้ากว่าเราในเรื่องการศึกษาเราก็จึงต้องตามๆเค้าไป
ด้วยเหตุที่มีทฤษฎี หรือ model เกิดใหม่มากมาย (ดูจำนวนมหาศาลของคนเรียนปริญญาโท และเอก และจำนวน journals ที่ต้องตีพิมพ์ผลงานเหล่านี้) เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ข้อสรุปที่มาเป็น model หรือทฤษฎีของแต่ละสำนักคิด ได้จากการศึกษาวิจัยกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่ง ในเงื่อนไขสถานการณ์นั้นๆ แต่ละ ทฤษฎี หรือ model จึงเป็นการถอดข้อสรุปของรายละเอียดมาอีกที
ดังนั้น จึงไม่มี model หรือทฤษฎีใดที่จะใช้กับทุกกรณีในโลกนี้ได้ (ยกเว้นแต่ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) ทฤษฎีที่ออกมาใช้กันแล้วระยะหนึ่ง เจ้าของสำนักยังมีการปรับเปลี่ยนบ่อยๆ ไป อย่าง Multiple Intelligence Gardner ก็ยังเสนอ intelligence เพิ่มเข้ามา Kolb ที่เสนอ ELC ก็มีการปรับ ขยับขยายแนวคิดเพื่อใช้งานไปอีก Bloom ก็ยังสลับขั้นที่ 5-6 มาแล้ว เป็นต้น
ดังนั้น เราจึงต้องวางตำแหน่งของเราให้กับการ “ฉลาดใช้” โดยจะต้องเข้าใจแก่นของทฤษฎี หรือ model นั้น และเข้าใจว่า ทฤษฎีเป็นข้อเสนอ ที่เราก็จะสามารถเลือกหยิบมาใช้ให้เหมาะกับเหตุของเราได้ สรุปก็คือ ขึ้นอยู่กับเราแล้ว ว่าจะเลือกชุดความเชื่อ หรือคำอธิบายอันไหนมาใช้กับลูกของเรา
เช่น ถ้าใครเลือกใช้ Bloom’s Taxonomy ก็ต้องเชื่อก่อนว่า ในหลากหลายผลการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ Bloom เสนอให้แบ่งเป็น 6 แบบ การสร้างสรรค์ผลงานหรือความรู้ใหม่ด้วยตนเองได้ เป็นการเรียนรู้ขั้นสูงที่ไปถึงตรงนั้นได้น้อย ใครไม่คิดแบบนี้ก็ไม่ต้องใช้ taxonomy ชุดนี้ ยังมีอีกหลายตัวที่ไปหยิบมาใช้ได้ (เช่น เชื่อเรื่อง IQ การตอบข้อสอบโอเน็ต การสอบเข้าแพทย์ วิศวะ นิเทศฯ ได้คือความสำเร็จของการเรียนรู้ ก็ต้องไปดูที่คะแนนสอบ ไม่ต้องดูการสร้างสรรค์ผลงานอะไร) และคนที่หยิบมาใช้ก็ต้องรู้ว่า Bloom’s Taxonomy ไม่ใช่กระบวนการเรียนรู้โดดๆ แต่ควรใช้มันเป็น guideline เพื่อเช็คว่า เราอยู่ตรงไหน หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ เป็นเครื่องมือในการ monitor
การเรียนรู้ของเราตามเป้าหมายการเรียนรู้ใน 6 แบบนี้ ขั้นบันไดในสามเหลี่ยม Bloom's หมายถึงปริมาณการเข้าถึงความรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า เราเรียนอะไร ด้วยวิธีใด และเพื่อเป้าหมายไหน
ในชีวิตจริง บางที ถ้าเราแค่ต้องการรู้เพื่อไปโม้เบ่งใส่เพื่อน เราก็เพียงไปหาความรู้มา แล้วจำมาบอกต่อ แต่เมื่อเราต้องการมีผลงานเป็นของเราเอง ก็ต้องมาจากการเรียนรู้และลงมือทำให้เกิดผลงานตามเป้าหมาย โดยศกร.ของเราก็ใช้ ELC-GROWME เป็นเครื่องมือจัดกระบวนการเรียนรู้จนถึงเป้าหมาย
ดังนั้น คนที่เข้าใจ จะไม่ใช้ Bloom's Taxonomy นี้เป็นเครื่องมือประเมินเพื่อการคัดใครออก เราให้คุณค่าของการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ละเลยคุณค่าของการเรียนรู้แบบอื่นๆ การเรียนรู้ด้วยกระบวนการที่จัดการขึ้นมา จึงทำให้คนที่เรียนได้ความรู้ใหม่ของตัวเขาเอง เกิดแรงบันดาลใจ แม้จะยังไม่ได้สร้างผลงานใหม่ แต่ก็ยังมีธงในใจสำหรับพัฒนาการเรียนรู้ต่อไป