Thailand Safe Youth Program

Thailand Safe Youth Program "Thailand Safe Youth Program"
คือ รูปแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาการเสียชีวิตและบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุทางถนนในระดับสถานศึกษา ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด

"วัคซีนจราจร" ภูมิคุ้มกันอุบัติเหตุทางถนน เพื่อเด็กและเยาวชนไทยวัย 15-24 ปีตัวเลขที่ดีขึ้นกับกลุ่มอายุที่ยังไม่ปลอดภัย- ...
29/09/2026

"วัคซีนจราจร" ภูมิคุ้มกันอุบัติเหตุทางถนน เพื่อเด็กและเยาวชนไทยวัย 15-24 ปีตัวเลขที่ดีขึ้นกับกลุ่มอายุที่ยังไม่ปลอดภัย- ดร.ปัญณ์ จันทร์พาณิชย์ รองผู้อำนวยการ กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค


ปี 2559 มีเด็กและเยาวชนอายุ 0-24 ปีเสียชีวิตบนท้องถนน 5,925 ราย พอมาถึงปี 2568 เหลือ 3,097 ราย เป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 10 ปี กรมควบคุมโรคระบุว่าลดลง 43% นี่คือข่าวดีที่เราควรภูมิใจร่วมกัน

แต่ถ้าเราเปิดดูรายละเอียดจะเจออีกเรื่องหนึ่ง
ในจำนวน 3,097 รายนั้น เด็กอายุ 0-4 ปีเสียชีวิต 117 ราย อายุ 5-9 ปี 95 ราย อายุ 10-14 ปี 401 ราย แต่พอขึ้นวัย 15-19 ปี ตัวเลขกระโดดไปที่ 1,236 ราย และ 20-24 ปีอีก 1,248 ราย รวมสองกลุ่มนี้ 2,484 ราย หรือประมาณ 4 ใน 5 ของทั้งหมด

ฝั่งโรงพยาบาลก็เล่าเรื่องเดียวกัน ปี 2568 ผู้ป่วยนอกกลุ่มเด็กและเยาวชนที่บาดเจ็บมี 467,178 ราย เฉพาะอายุ 15-19 ปีอย่างเดียวก็ 191,685 ราย ส่วนผู้ป่วยในมี 73,571 ราย เป็นวัย 15-19 ปีถึง 30,452 ราย วัยนี้สูงสุดทั้งสองระดับ
พูดง่ายๆ คือ เด็กเล็กเราดูแลกันดีขึ้นแล้ว แต่พอเขาโตเข้าสู่วัยขับขี่ เราเหมือนปล่อยมือ

ทำไมความผิดพลาดบนถนนถึงเกิดง่ายนัก
ลองนึกภาพตามนะครับ ตอนขับขี่ร่างกายเราต้องทำ 3 อย่างต่อเนื่อง หนึ่ง รับรู้ผ่านตากับหู สอง ประมวลผลในสมอง สาม ตอบสนองด้วยมือกับเท้า ทั้งหมดนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 วินาที ที่ความเร็วสูง รถวิ่งไปไกลกว่านั้นมากก่อนที่ร่างกายเราจะตอบสนองทัน ความผิดพลาดจึงเลี่ยงไม่ได้ถ้าเรายังไม่มีทักษะพอ

"วัคซีนจราจร" ฉีดก่อนถึงวัยเสี่ยง
กรมควบคุมโรคเลยเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมาก เรียกว่า "วัคซีนจราจร" หลักคือต้องสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่อายุ 10-14 ปี ก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤตอายุ 15 ปีขึ้นไป เหมือนวัคซีนที่ต้องฉีดก่อนป่วย ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยแก้

โครงสร้างของวัคซีนตัวนี้มี 3 ทักษะที่เด็กไทยควรมีก่อนจบการศึกษา
ประเมินความเสี่ยง ฝึกอ่านสถานการณ์รอบตัว
คาดการณ์อันตราย ชดเชยข้อจำกัด 3 วินาทีทางสรีระ
ทักษะเอาชีวิตรอด ตัดสินใจฉุกเฉินเมื่อเกิดความผิดพลาด
และไม่ได้หยุดแค่ห้องเรียน แนวทางคือบูรณาการเข้าหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถมวัย ประถม ไปจนถึงมัธยม พร้อมส่งเสริมชมรมวัคซีนจราจรและระบบความปลอดภัยทางถนนของสถานศึกษา เป้าหมายสูงสุดคือวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน

จากกฎบังคับ ไปสู่จิตสำนึก
ผมชอบประเด็นนี้ที่สุด เพราะมันตอบว่าทำไมแค่มีกฎหมายถึงไม่พอ ความปลอดภัยที่แท้จริงต้องเริ่มจากข้างใน
ด้านอารมณ์ จากที่เร่งรีบจนตัดสินใจพลาด เปลี่ยนเป็นอดทน รอได้ ไม่รีบร้อน
ด้านวินัย จากที่ทำตามกฎเพราะกลัวถูกจับ เปลี่ยนเป็นเคารพพฤติกรรมส่วนรวม ไม่ทำตัวเป็นภาระของสังคม
ด้านบรรทัดฐานสังคม จากที่กลัวกฎหมายลงโทษ เปลี่ยนเป็นละอายต่อบาป เพราะทำผิดกฎคือเสียมารยาทและน่าอาย
และเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วย 4 การกระทำบนท้องถนน
ทางม้าลาย เห็นคนยืนรอข้ามให้หยุดทันที ผู้ข้ามยกมือไหว้หรือก้มศีรษะขอบคุณ เป็นพลังบวกที่ส่งให้กันและกัน
กลุ่มเปราะบาง เห็นหมวกสีเหลืองของเด็กประถม หรือสติกเกอร์ผู้สูงอายุที่ท้ายรถ ให้ทิ้งระยะห่างและขับช้าลง
รถฉุกเฉิน ทุกคันพร้อมใจแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ เหมือน Moses Effect
เขตชุมชนและโรงเรียน ใช้ความเร็วต่ำสุด และกวาดสายตาสังเกตรอบทิศทางตลอดเวลา

ส่วนบ้านและครอบครัว ก็ต้องช่วยกัน
นโยบายอีก 2 ข้อที่ไปคู่กัน คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับการขับขี่ของเยาวชน ห้ามเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ขับรถจักรยานยนต์ และการให้ครอบครัวมีส่วนร่วม สื่อสารความจริงเรื่องอันตรายต่อสมอง ผลักดันให้การสวมหมวกนิรภัยเป็นข้อตกลงพื้นฐานของบ้าน และไม่ซื้อรถจักรยานยนต์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
สรุปด้วยคำ 3 คำที่จำง่าย: ไม่สอน ไม่อนุญาต ไม่ปล่อยปละละเลย

ตัวเลขที่ลดลงคือสัญญาณที่ดี แต่ 2,484 ราย ในวัย 15-24 ปี คือคำเตือนว่างานยังไม่จบ "วัคซีนจราจร" ไม่ใช่แค่การสอน แต่คือการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่เริ่มต้นจากเยาวชน

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ ครู หรือคนขับรถบนถนนสายเดียวกับเด็กๆ เหล่านี้ วันนี้เราเริ่มได้เลย

#วัคซีนจราจร #ความปลอดภัยทางถนน #กรมควบคุมโรค

🚦 จาก “ลดอุบัติเหตุ” สู่ “สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทย”เมื่อพูดถึงความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน เรามักนึกถึงหม...
28/09/2026

🚦 จาก “ลดอุบัติเหตุ” สู่ “สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทย”

เมื่อพูดถึงความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน เรามักนึกถึงหมวกกันน็อก การคาดเข็มขัด ความเร็ว หรือการบังคับใช้กฎหมาย

แต่หากมองไปข้างหน้า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะลดอุบัติเหตุได้อย่างไร?”

หากเป็นว่า…“เราจะสร้างเด็กและเยาวชนให้มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงบนท้องถนนได้อย่างไร?” นี่คือโจทย์สำคัญของเวทีอภิปรายทิศทางอนาคตความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้หลายภาคส่วนมาร่วมมองปัญหาในมุมที่แตกต่าง แต่มีเป้าหมายเดียวกัน

🎙️ ผู้ร่วมอภิปราย
1. ดร.ปัญณ์ จันทร์พาณิชย์ กรมควบคุมโรค
2. นางสาวนวลพรรณ พูลศรีสวัสดิ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3. นางสาวจุฑามาศ เดชพิทักษ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
4. นายปริญญา วรธำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก
ดำเนินการอภิปรายโดย นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์
ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

📊 เมื่อมองจาก “ตัวเลข” เราจะเห็นอะไร?
แม้ภาพรวมสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มเด็กและเยาวชน จะพบว่าความสูญเสียยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งจัดการ โดยเฉพาะช่วงวัย 15–24 ปี ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กสู่วัยรุ่นและวัยแรงงาน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างชัดเจน

ที่สำคัญ ปัญหาไม่ได้จบลงเมื่อคนหนึ่งคน “รอดชีวิต” เพราะผู้ที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมากต้องเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ บางคนต้องรักษาต่อเนื่อง บางคนสูญเสียความสามารถในการเรียน การทำงาน หรือคุณภาพชีวิตในระยะยาว ดังนั้นการวัดความสำเร็จจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ “วันนี้มีคนเสียชีวิตกี่คน” แต่ต้องถามต่อว่า “เราป้องกันไม่ให้เด็กคนหนึ่งต้องเข้าสู่ระบบการบาดเจ็บตั้งแต่แรกได้หรือไม่?”

🏍️ จาก “พฤติกรรมเสี่ยง” ต้องไปให้ถึง “ทักษะเอาชีวิตรอด”
สำหรับเด็กและเยาวชน ปัจจัยเสี่ยงที่พบซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว การดื่มแล้วขับ และการใช้รถจักรยานยนต์ ล้วนสะท้อนว่า การแก้ปัญหาด้วยการบอกว่า “อย่าทำ” อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นกว่าคือการสร้าง ทักษะในการมองเห็นความเสี่ยงก่อนที่ความเสี่ยงจะกลายเป็นอุบัติเหตุ

แนวคิด “วัคซีนจราจร” จึงมีความสำคัญ เพราะไม่ได้มุ่งเพียงให้เด็กจำกฎจราจร แต่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันผ่าน 3 ทักษะสำคัญ
🎯 ประเมินความเสี่ยง — มองให้ออกว่าสถานการณ์ใดกำลังจะเป็นอันตราย
🧠 คาดการณ์อันตราย — รู้จักมองล่วงหน้าและเผื่อความผิดพลาดของผู้อื่น
🛡️ เอาชีวิตรอด — เมื่อต้องเผชิญเหตุฉุกเฉิน ต้องสามารถตัดสินใจเพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ เพราะบนท้องถนน ความผิดพลาดเพียงไม่กี่วินาที อาจเปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งคนไปตลอดชีวิต

🏫 และโรงเรียนต้องไม่ใช่แค่สถานที่ “สอนเรื่องความปลอดภัย”
โรงเรียนควรเป็น ระบบนิเวศแห่งความปลอดภัย ตั้งแต่การเดินทางมาโรงเรียน รถรับ–ส่งนักเรียน พื้นที่หน้าโรงเรียน ทางม้าลาย การเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ ไปจนถึงการสร้างทักษะให้เด็กสามารถตัดสินใจได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง
นี่ทำให้บทบาทของ สพฐ. และภาคการศึกษามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการสร้างความปลอดภัยไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะในวันที่มีโครงการหรือวันที่เกิดเหตุ แต่ควรถูกฝังอยู่ในวิถีชีวิตของเด็ก
จาก “ความรู้” → “ทักษะ” → “พฤติกรรม” → “วัฒนธรรมความปลอดภัย”

🤝 แต่ไม่มีหน่วยงานใดแก้ปัญหานี้ได้เพียงลำพัง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเวทีนี้ จึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอของแต่ละหน่วยงาน แต่คือการได้เห็นว่า อนาคตของความปลอดภัยทางถนนต้องเชื่อมต่อกันเป็นระบบ
🩺 กรมควบคุมโรค — มองปัญหาผ่านข้อมูลสุขภาพ การบาดเจ็บ และการป้องกัน
🏫 สพฐ. — เชื่อมความปลอดภัยเข้าสู่ระบบการศึกษาและชีวิตประจำวันของเด็ก
🚨 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย — เชื่อมการจัดการความเสี่ยงและกลไกในระดับพื้นที่
🚌 กรมการขนส่งทางบก — ดูแลมาตรฐานยานพาหนะ ผู้ขับขี่ และระบบการเดินทาง
และมี ศวปถ. เป็นพื้นที่วิชาการที่ช่วยเชื่อมองค์ความรู้ ข้อมูล และบทเรียนจากพื้นที่ให้เกิดการขับเคลื่อนร่วมกัน

🔎 ทิศทางอนาคตจึงอาจไม่ใช่ “ทำให้เด็กไม่ผิดพลาด” แต่คือการออกแบบระบบที่ แม้เด็กจะพลาด ระบบก็ยังช่วยปกป้องชีวิตของเขาได้
นี่คือหัวใจของแนวคิด Safe System
เพราะมนุษย์สามารถพลาดได้
เด็กสามารถตัดสินใจผิดได้
ผู้ขับขี่คนอื่นสามารถผิดกฎได้
และสถานการณ์บนถนนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเสี้ยววินาที

คำถามจึงอยู่ที่ว่า…ระบบของเราปลอดภัยพอที่จะรองรับความผิดพลาดเหล่านั้นหรือยัง?

🌱 จาก “เด็กคือกลุ่มเสี่ยง” สู่ “เด็กคือผู้ร่วมสร้างความปลอดภัย”
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการเปลี่ยนมุมมองต่อเด็กและเยาวชน ไม่ใช่มองพวกเขาเพียงว่าเป็น “ผู้รับมาตรการ” แต่ต้องมองว่าเป็น “ผู้ร่วมออกแบบอนาคตความปลอดภัยทางถนน”
ให้เยาวชนได้สะท้อนปัญหาจากประสบการณ์จริง
ให้พวกเขามีส่วนร่วมออกแบบกิจกรรม
ให้เกิดเครือข่ายเยาวชนด้านความปลอดภัย
และให้เสียงของคนที่ต้องใช้ถนนจริง ๆ ถูกนำกลับไปออกแบบนโยบาย
เพราะคนที่จะอยู่กับถนนในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ก็คือเด็กและเยาวชนในวันนี้

🚦 บทสรุปจากวงอภิปราย
อนาคตของความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชนจึงไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของ “การลดอุบัติเหตุ” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้เด็ก
รู้ความเสี่ยง → มองเห็นอันตราย → ตัดสินใจได้ → เอาชีวิตรอดเป็น → และเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่เคารพความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น
จาก “กฎจราจร” สู่ “ทักษะชีวิต”
จาก “การแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ” สู่ “การป้องกันก่อนเกิดเหตุ”
จาก “ต่างคนต่างทำ” สู่ “ระบบที่ทุกภาคส่วนเชื่อมกัน”
และจาก “เด็กคือกลุ่มเป้าหมาย” สู่ “เด็กคือพลังสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย”
เพราะเป้าหมายสุดท้ายของเราไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลง แต่คือการทำให้เด็กและเยาวชนไทย เดินทางไปโรงเรียน กลับบ้าน ไปทำงาน และเติบโตขึ้น โดยมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย
นี่ต่างหาก คืออนาคตของความปลอดภัยทางถนนที่เราต้องช่วยกันสร้าง
ที่มา : อภิปราย ทิศทางอนาคตความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน TSY Forum วันที่ 28 สิงหาคม 2568

26/09/2026
"พนมไพรโมเดล: จากห้องฉุกเฉินสู่ถนนปลอดภัย"เรื่องเล่าจากทีมพนมไพร ทีมที่ได้รับการรับรองคุณภาพการจัดการความปลอดภัยทางถนนใน...
24/09/2026

"พนมไพรโมเดล: จากห้องฉุกเฉินสู่ถนนปลอดภัย"
เรื่องเล่าจากทีมพนมไพร ทีมที่ได้รับการรับรองคุณภาพการจัดการความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน ประเภทบุคคล (ครู/วิทยากร) ระดับดีเยี่ยม

สวัสดีครับ ผมนิธนันท์ นาเมืองรักษ์ ทำงานอยู่ที่งานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลพนมไพร และเป็นเลขานุการคณะทำงาน ศปถ.อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ดครับ

📌แรงบันดาลใจของผมเริ่มจากสิ่งที่เห็นทุกวันในห้องฉุกเฉิน
ทุกคืนที่เข้าเวร ผมเห็นเตียงที่เต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนถนน บางรายเป็นเด็กนักเรียนที่เพิ่งขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน บางรายคือคนที่ล้มอยู่ข้างถนนรอความช่วยเหลือ ภาพเหล่านี้ติดตาผม และพอผมมองออกไปนอกโรงพยาบาล ก็เห็นภาพอีกแบบหนึ่ง คือรถรับส่งนักเรียนที่แน่นถนนหน้าโรงเรียนทุกเช้า ตำรวจต้องยืนโบกรถท่ามกลางนักเรียนที่เดินข้ามถนนกันเป็นกลุ่มใหญ่ ผมคิดว่าจุดนี้แหละ คือจุดที่เราต้องเข้าไปทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะสายเกินไป

เราเลยออกแบบสิ่งที่เรียกว่า PHANOM-5
หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่ชื่อย่อ แต่จริง ๆ แล้วคือแผนที่บอกทุกหน่วยงานในพื้นที่ว่าต้องเดินไปทางไหนร่วมกัน
P – People เริ่มจากคน ไม่ใช่ถนน ตั้งแต่เด็กเยาวชน ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้ที่ทำงานด้านนี้โดยตรง
H – Hospital โรงพยาบาลไม่ได้รอรับผู้บาดเจ็บอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบส่งต่อและใช้ข้อมูลเชิงลึกวิเคราะห์ปัญหา
A – Attitude/Area ปรับทัศนคติ และพัฒนาพื้นที่เสี่ยงให้ปลอดภัยขึ้น
N – Network ศปถ.อำเภอไม่ทำงานคนเดียว แต่เชื่อมทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน
M – Management ศูนย์กลางที่ทำหน้าที่ประสานให้ทุกฝ่ายเดินไปในจังหวะเดียวกัน
O – Object ดูแลเรื่องยานพาหนะและอุปกรณ์ความปลอดภัยให้ครบ

และเราไม่ได้ทำแบบลอย ๆ เรามีเครื่องมือ 5 อย่างที่ทำให้โมเดลนี้ขยับได้จริง ตั้งแต่การใช้สามเหลี่ยมปัจจัยกำหนดสุขภาพวิเคราะห์อุบัติเหตุ ไปจนถึง Haddon Matrix และ Swiss Cheese Model เพื่อดูว่าปัญหาเกิดจากช่องโหว่ตรงไหน มีบันไดผลลัพธ์สี่ขั้นให้เห็นว่าเราอยู่ตรงไหนของความยั่งยืน มีการวิเคราะห์แรงเสริมแรงต้านในแต่ละพื้นที่ และสุดท้ายคือระบบกำกับติดตามแบบ PDCA ที่ไม่ปล่อยให้งานหายไปกลางทาง

สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้เดินได้จริง คือทีม
คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอพนมไพรของเรา ไม่ได้มีแค่คนสาธารณสุข แต่รวมตำรวจ ฝ่ายปกครอง กู้ชีพ และภาคีอื่น ๆ มานั่งโต๊ะเดียวกัน ประชุมกันทุกเดือนร่วมกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เพื่อติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนมาตรการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

📌แล้วไปถึงเด็กและเยาวชนได้อย่างไร
จุดที่ผมภูมิใจที่สุดคือแนวคิด "จากห้องเรียนสร้างแกนนำ" ที่โรงเรียนวัดชื่นจราจรเป็นเจ้าภาพหลัก ส่วน ศปถ.อำเภอทำหน้าที่เป็นผู้หนุนเสริม ไม่ใช่ผู้นำ เพราะเราเชื่อว่านักเรียนคือสื่อกลางที่ดีที่สุดในการส่งต่อความปลอดภัย เมื่อเด็กเข้าใจและปฏิบัติ เขาจะกลับไปบอกพ่อแม่ที่บ้าน ซึ่งเป็นด่านแรกที่ต้องจริงจังกับการสวมหมวกนิรภัยและการขับขี่ปลอดภัย เราจัดกิจกรรมอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานให้เยาวชนได้ฝึกปฏิบัติจริง และเดินหน้ารณรงค์เรื่องหมวกนิรภัยในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูลการบาดเจ็บระดับอำเภอที่เราเฝ้าติดตามมาตลอด ภาพรวมมีแนวโน้มลดลงจริง

นวัตกรรมที่เราพัฒนาขึ้นมาเสริมโมเดลนี้ คือ D-RTI หรือ District Road Traffic Injury เป็นเครื่องมือที่ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนสู่ชุมชน ช่วยชี้เป้าและประเมินผลไปถึงระดับ อบต. และผู้นำชุมชน โดยเราวางไว้บนสามฐานที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน คือทักษะเชิงเทคนิคอย่างการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ทักษะทางสังคมอย่างการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม และทักษะภายในตัวเอง อย่างการตระหนักรู้ตนเองและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

สุดท้ายนี้ ผมขอยกคำสอนที่เป็นแรงยึดเหนี่ยวใจผมมาตลอดการทำงาน จากพระราชดำรัสของสมเด็จพระบรมราชชนก
"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง"

เพราะสุดท้ายแล้ว งานความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในพื้นที่ต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อให้อำเภอพนมไพรของเราเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืนครับ

"ลพบุรีร่วมใจ ขับเคลื่อนถนนปลอดภัยเพื่อเยาวชน" เรื่องจริงจากคณะบุคคลจังหวัดลพบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ทีมที่ไ...
23/09/2026

"ลพบุรีร่วมใจ ขับเคลื่อนถนนปลอดภัยเพื่อเยาวชน"

เรื่องจริงจากคณะบุคคลจังหวัดลพบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ทีมที่ได้รับการรับรองคุณภาพการจัดการความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน ประเภทบุคคล (ครู/วิทยากร) ระดับดีเยี่ยม

ลองนึกภาพตามนะครับ... ในปี 2567 จังหวัดลพบุรีมีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนถึง 8,668 ราย และกลุ่มที่บาดเจ็บมากที่สุดในทุกปีคือ "เด็กและเยาวชนอายุ 10-19 ปี" ปีล่าสุดมีเด็กบาดเจ็บถึง 2,433 ราย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในเยาวชนถึงร้อยละ 11.49 ของผู้เสียชีวิตทางถนนทั้งหมด

ตัวเลขพวกนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือเด็กคนหนึ่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนทุกวัน โดยไม่เคยผ่านการฝึกขับขี่ปลอดภัยจริงจังสักครั้ง ส่วนใหญ่หัดขับจากพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง แล้วก็ไปฝึกเอาเอง

จังหวัดลพบุรีเลยตัดสินใจไม่รอ...
ทีมงานรวมพลังจากหลายหน่วยงาน สาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาล เขตพื้นที่การศึกษา ครูในโรงเรียน แม้แต่สโมสรโรตารีลพบุรี ก็มาร่วมเป็นทีมวิทยากรด้วยกัน เกิดเป็นกิจกรรม "TSY สัญจร" ที่ไม่ได้นั่งรอให้เด็กมาเรียน แต่ยกทีมบุกเข้าไปถึงโรงเรียน ครบทั้ง 11 อำเภอ อำเภอละ 1 โรงเรียน โรงเรียนละ 1 วันเต็ม

สิ่งที่ทำให้เราชอบโปรแกรมนี้คือ ไม่ใช่การสอนขับรถให้เป็น แต่เป็นการฝึก "ทักษะคิด" ให้เด็กมองอันตรายออก ประเมินความเสี่ยงเป็น และตัดสินใจได้ถูกต้องในเสี้ยววินาที ผ่าน 6 ฐานการเรียนรู้ เริ่มจากละลายพฤติกรรมให้เด็กผ่อนคลายก่อน แล้วค่อยพาเข้าสู่เนื้อหา ตั้งแต่การจัดการความเสี่ยง ข้อจำกัดของสายตามนุษย์ ความตระหนักรู้สถานการณ์ การตัดสินใจ ทัศนคติอันตราย ไปจนถึงการจัดการความเครียดและความเหนื่อยล้า

แล้วนวัตกรรมที่ทำให้งานเดินเร็วและได้ผลจริงคืออะไร?
ฐานเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง "ทัศนคติอันตราย" เดิมทีการสอนแบบนี้มักเป็นการบรรยายและให้ทำแบบทดสอบกระดาษ ซึ่งกว่าจะเช็กผลได้ก็ต้องรอตรวจทีละแผ่น แต่คุณศรุต หรั่งแร่ วิทยากรจากเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี คิดต่าง เขาแปลงแบบทดสอบทัศนคติอันตรายทั้ง 5 แบบ ให้กลายเป็นเกมแข่งขันผ่านระบบออนไลน์อย่าง Kahoot โดยให้เด็กแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเองตอบคำถามแข่งกัน ตอบถูกมากเท่าไหร่ก็ผ่านด่านไปได้เร็วขึ้น จนกว่าจะมีฝ่ายชนะ

นวัตกรรมเล็ก ๆ นี้เปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกัน เด็กที่เคยรู้สึกว่าฐานทัศนคติอันตรายเป็นแค่ "แบบทดสอบ" กลับสนใจและร่วมมือกันตอบคำถามอย่างกระตือรือร้น เพราะกลายเป็นเกมที่มีการแข่งขัน ส่วนทีมวิทยากรเองก็ได้ประโยชน์ตรงที่ระบบประมวลผลให้ทันที ไม่ต้องเสียเวลานั่งตรวจกระดาษคำตอบทีละแผ่นเหมือนก่อน ทำให้ทั้งวันกิจกรรมเดินตามเวลาที่วางแผนไว้ และยังได้เห็นความสนใจของเด็กสะท้อนออกมาแบบเรียลไทม์

ควบคู่ไปกับสื่อการเรียนรู้ประจำฐานทั้ง 6 ที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งแบบโรลอัพและคู่มือประกอบ พร้อมแบบฝึกหัดที่เล่นได้ทั้งรายบุคคลและรวมกลุ่มระดมสมอง ทำให้ครูประจำโรงเรียนที่เป็นหนึ่งในทีมวิทยากร สามารถหยิบไปใช้สอนต่อได้เองในอนาคต โดยไม่ต้องพึ่งทีมจากส่วนกลางทุกครั้ง นี่คือสิ่งที่ทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้จริงในระยะยาว

ผลลัพธ์ล่ะครับ? ทีมตั้งเป้าไว้ 660 คน แต่ทำได้จริง 681 คน จาก 11 โรงเรียน คิดเป็น 103.18% ของเป้าหมาย ส่วนด้านคุณภาพ เด็กที่ตอบแบบสำรวจความรอบรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน 612 คน มีถึง 445 คนที่ผ่านเกณฑ์ คิดเป็น 72.71%

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือทีมวิทยากรที่เกิดขึ้นจากการทำงานครั้งนี้ กลายเป็น "ต้นทุน" ให้จังหวัดลพบุรีทำงานต่อในระดับอำเภอได้เอง และปีงบประมาณ 2569 ลพบุรีขยายผลต่อ ทั้งในกลุ่มมัธยมศึกษา กลุ่มขยายโอกาส ไปจนถึงระดับประถมศึกษา พร้อมเพิ่มหัวข้อสำหรับผู้ปกครองด้วย

เพราะความปลอดภัยทางถนน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องจับมือกันทำ และลพบุรีก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้จริง

นาเคียนเซฟตี้โซน "ปกป้องอนาคตของชาติด้วย Thailand Safe Youth Program"เรื่องเล่าจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งโหน...
22/09/2026

นาเคียนเซฟตี้โซน "ปกป้องอนาคตของชาติด้วย Thailand Safe Youth Program"

เรื่องเล่าจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งโหนด ตำบลนาเคียน จังหวัดนครศรีธรรมราช หน่วยงานที่ได้รับการรับรองคุณภาพการจัดการความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน ประเภทองค์กรภาคีเครือข่ายในจังหวัด ระดับเป็นเลิศยั่งยืน

ตำบลนาเคียนเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท ประชากรส่วนใหญ่ 97% นับถือศาสนาอิสลาม ทุกบ้านมีรถจักรยานยนต์ 1-3 คัน แต่ถนนในพื้นที่กลับมีเจ้าของถึง 5 หน่วยงาน ต่างคนต่างดูแล บางเส้นเลยกลายเป็นจุดเสี่ยงที่ไม่มีใครรับผิดชอบเต็มที่

แล้วตัวเลขที่ทำให้ทุกคนนั่งไม่ติดคือ เด็กที่ขับรถมาโรงเรียนสวมหมวกนิรภัยแค่ 8% ผู้ปกครองที่ขับมารับ-ส่งสวมหมวกแค่ 3% ส่วนเด็กที่นั่งซ้อนท้ายผู้ปกครอง... สวมหมวก 0% ไม่มีเลยสักคน

ปี 2567 ตำบลเดียวนี้มีเด็กเสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บต้องรักษาที่สถานพยาบาล 152 ราย และบาดเจ็บรุนแรงต้องนอนโรงพยาบาลอีก 58 ราย

📌"ชำแหละ" ปัญหาจริง
สิ่งแรกที่ทีมงานทำไม่ใช่การจัดกิจกรรมทันที แต่คือการสืบสวนหาสาเหตุจริงก่อน โดยใช้หลัก Haddon Matrix วิเคราะห์ทุกเคสที่บาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต แยกเป็น 3 ด้าน คือคนขับ ถนนสิ่งแวดล้อม และตัวรถ

ผลที่เจอคือ เด็กส่วนใหญ่หัดขับรถเองโดยไม่ผ่านการฝึกจริง แอบขับตอนพ่อแม่ไม่รู้ ขณะที่ถนนหลายจุดไม่มีป้ายเตือน ไม่มีเส้นชะลอความเร็ว บางช่วงผิวถนนชำรุดจนอันตราย ทีมงานจึงเดินหน้าประสานกับเจ้าของถนนแก้ไขจุดเสี่ยงไปแล้ว 65 จุด คืบหน้าแล้ว 60%

📌เมื่อผู้นำท้องถิ่นไม่รอใคร
นายก อบต.นาเคียนเรียกประชุมทุกฝ่ายเอง — ผู้นำชุมชน ผู้บริหารโรงเรียน ตำรวจ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ขนส่งจังหวัด ไปจนถึงโต๊ะอิหม่าม ผู้นำศาสนาในพื้นที่ ทุกคนมานั่งวงเดียวกันแล้วตกลงร่วมกันว่าจะทำให้นาเคียนเป็นตำบลต้นแบบให้ได้

สิ่งที่ทำให้แผนนี้เป็นจริงไม่ใช่แค่คำพูด คือการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการ และลงนาม MOU ร่วมกันถึง 37 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน

ทีมพี่เลี้ยงที่นี่มีวิธีคิดที่เรียบง่ายมาก เขาบอกว่า "ทีมพี่เลี้ยงต้องคิดนอกกรอบ คือไม่รองบประมาณ ไม่รอวันว่าง ทั้งที่งานล้นมือ" แปลว่าถ้าติดปัญหาอะไร ก็ลงมือแก้ก่อน ไม่ต้องรอให้พร้อมทุกอย่าง และมีประโยคหนึ่งที่ใช้สอนเด็กเรื่องหมวกนิรภัยแบบง่าย ๆ แต่กระแทกใจ "เราขับรถจักรยาน ยนต์สวมรองเท้า แต่เราไม่สวมหมวกนิรภัย ระหว่างสมองกับเท้า อะไรสำคัญกว่ากัน" ประโยคเดียวเด็กเข้าใจทันที

📌กิจกรรมที่ออกแบบตามวัย ไม่ใช่สูตรเดียวใช้กับทุกคน
ทีมงานไม่ได้เอาหลักสูตรเดียวกับทุกช่วงวัย
🔹เด็กเล็ก ในศูนย์เด็กเล็ก ใช้ "กะโหลกกะลา" — เอามะพร้าวมีเปลือกเทียบกับคนสวมหมวก มะพร้าวไม่มีเปลือกใส่น้ำแดงข้างในเทียบกับสมองที่ไม่มีอะไรป้องกัน แล้วให้เด็กโยนดู เด็กเห็นภาพเองว่าลูกที่ไม่มีเปลือกแตกแล้ว "เลือด" ไหลออกมา ภาพจำแบบนี้เด็กอนุบาลจำได้ทั้งชีวิต นอกจากนี้ยังใช้เกม "จำจนโต" สอนเครื่องหมายจราจรผ่านการเล่น และเปิดการ์ตูนเกี่ยวกับอุบัติเหตุให้ดู เพื่อสร้างภาพจำแบบไม่น่ากลัวเกินไปแต่ยังจำได้แม่น พร้อมมีธนาคารคาร์ซีทให้ครอบครัวที่ไม่มีกำลังซื้อยืมใช้

🔹ประถมศึกษา ใช้หลัก "2 ต้อง 4 ไม่" ต้องสวมหมวก ต้องคาดเข็มขัด ไม่ขับเร็ว ไม่ตัดหน้ากระชั้นชิด ไม่ฝ่าไฟแดง แล้วให้เด็กไปชวนญาติ ผู้ปกครอง เพื่อนบ้านอีกคนละ 10 คนมาลงชื่อรับปากทำตามด้วย

🔹มัธยมศึกษา เข้าสู่หลักสูตร TSY Program เต็มรูปแบบ 8 ชั่วโมง ตั้งแต่กฎหมายจราจร ทักษะการเอาชีวิตรอด ไปจนถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

📌นวัตกรรมที่ทำให้ "ความรู้" กลายเป็น "พฤติกรรมที่เปลี่ยนจริง"
นอกเหนือจากกิจกรรมตามวัยแล้ว ทีมงานยังออกแบบกลไกเล็ก ๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่แค่ความรู้ที่ลอยอยู่ในหัว
🔹ที่แขวนหมวกติดรูปนักเรียน — ต่อให้แจกหมวกไปแล้ว เด็กก็ไม่ได้สวมทุกวัน ทีมงานเลยทำที่แขวนหมวกในโรงเรียน ติดรูปนักเรียนแต่ละคนไว้ที่ตะขอของตัวเอง ถ้าใครไม่มีหมวกมาแขวนที่รูปตัวเอง แปลว่าวันนั้นไม่ได้สวมหมวกมาโรงเรียน ครูมองปราดเดียวก็รู้ทันที พร้อมสุ่มให้รางวัลเด็กที่สวมหมวกสม่ำเสมอ เป็นแรงจูงใจเชิงบวก
🔹"เดือนแห่งความรัก" — ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ (วันวาเลนไทน์) และเดือนสิงหาคม (วันแม่) ทีมงานทำการ์ดข้อความรณรงค์ให้ผู้ปกครองสวมหมวก ไม่ขับเร็ว ไม่ตัดหน้ากระชั้นชิด ไม่ฝ่าไฟแดง ให้เด็กเอาการ์ดไปให้พ่อแม่เซ็นรับทราบแล้วผูกติดกับกระเป๋านักเรียน วันไหนสวมหมวกมา ครูจะติดหัวใจสีแดงให้ 1 ดวง พอสิ้นเดือนมีคุณหมอกับพยาบาลมาแจกรางวัลเป็นวิตามินซี ฟังดูเรียบง่ายนะคะ แต่ใช้หลักจิตวิทยาที่ตรงจุดมาก — ใช้ "ความรักในครอบครัว" เป็นแรงจูงใจ ไม่ใช่แค่ "กลัวโดนจับ"
🔹สติกเกอร์สามสี — ติดสติกเกอร์บนรถแยก 3 แบบ คือไม่สวมหมวก ขับเร็ว และชื่นชมคนสวมหมวก พอตั้งด่านชุมชนหรือจัดกิจกรรมรณรงค์ครั้งต่อไป แค่มองสติกเกอร์ก็รู้ทันทีว่าคนขับคนนี้เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเปล่า ปรับเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง เป็นระบบเฝ้าระวังที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อนอะไรเลย

📌มาตรการองค์กรที่ "จ่ายจริง" ตามพฤติกรรม
โรงเรียนอัลมูวาห์ฮิดีนออกมาตรการว่า ถ้านักเรียนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุแล้วสวมหมวกนิรภัยตอนเกิดเหตุ ทางโรงเรียนจะช่วยเหลือ 4,000 บาท แต่ถ้าไม่สวมหมวก ช่วยเหลือเพียง 2,000 บาท เป็นการส่งสัญญาณตรง ๆ ว่าโรงเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงจัง ไม่ใช่แค่พูดปาก

โรงเรียนเคลื่อนที่ลดอุบัติเหตุ — ทีมแพทย์และพยาบาลพาเด็กนักเรียนไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจริงในพื้นที่ แล้วให้เด็กเป็นคนตัดสินใจเองว่า "อยากเป็นแบบนี้ไหม" วิธีนี้ทรงพลังกว่าการบอกเล่าเฉย ๆ เพราะเด็กได้เห็นผลลัพธ์ด้วยตาตัวเอง

📌เมื่อเงินไม่ใช่อุปสรรค
ปัญหาหนึ่งที่ทีมงานเจอคือ เด็กหลายคนอยากสวมหมวกแต่ไม่มีเงินซื้อ บางครอบครัวมีปัญหาซ้อนปัญหา พ่อแม่แยกทางกัน ติดคุก ติดยา เด็กเลยไม่มีโอกาสเข้าถึงหมวกนิรภัยเลย ทีมงานไม่ปล่อยผ่าน พวกเขาไปประสานภาคเอกชนขอรับบริจาคหมวกนิรภัยให้เด็ก 1,000 ใบ แล้วยังทำโครงการ "คนละครึ่ง" ประสานกับบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ให้นักเรียนซื้อหมวกราคา 99 บาท โดยจ่ายเอง 50 บาท ที่เหลือทีมพี่เลี้ยงออกให้ ทำให้หมวกนิรภัยเข้าถึงได้จริง โดยที่เด็กยังรู้สึกว่าตัวเอง "ลงทุน" กับความปลอดภัยของตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่รับฟรี

📌ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ว่ามันเปลี่ยนได้จริง
จากปี 2567 ถึง 2568 ตัวเลขเปลี่ยนไปแบบที่ทุกคนต้องยิ้มออก
🔹อัตราสวมหมวกนิรภัย จาก 5% พุ่งขึ้นเป็น 90%
🔹เด็กที่ผ่านการเรียน TSY Program จาก 0% เป็น 40%
🔹บาดเจ็บปานกลาง จาก 152 คน เหลือ 38 คน ลดลง 75%
บาดเจ็บรุนแรงต้องนอนโรงพยาบาล จาก 58 คน เหลือ 12 คน ลดลง 80%
และที่สำคัญที่สุด... ผู้เสียชีวิต จาก 3 คน เหลือ 0 คน ลดลง 100%

ตัวเลขอาจฟังดูเป็นทางการ แต่สิ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงจริงคือคำพูดของคนธรรมดาในพื้นที่
🔹ผู้ปกครองคนหนึ่งเล่าว่า "เดี๋ยวนี้ลูกฉันเอาใหญ่แล้ว สั่งให้ฉันสวมหมวกกันน็อค เพราะกลัวแม่เลือดออกที่หัว"
🔹ครูศูนย์เด็กเล็กบอกว่า "ก่อนหน้านี้มีนักเรียนบาดเจ็บเดือนละ 1-2 คน แต่ตอนนี้แทบไม่มีเลย" และนักเรียนมัธยมคนหนึ่งพูดว่า "แต่ก่อนผมไม่สวมหมวกนิรภัย แต่ได้เรียนรู้เรื่องอุบัติเหตุ เห็นภาพ จึงระมัดระวังมากขึ้น และสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง"

📌เมื่อความสำเร็จเล็ก ๆ กลายเป็นต้นแบบระดับประเทศ
โครงการ "นาเคียนเซฟตี้โซน" ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำบล จังหวัดนครศรีธรรมราชคัดเลือกให้เป็นต้นแบบ สั่งการให้ทุก ศปถ.อำเภอนำแนวทางนาเคียนไปขยายผล สอนหลักสูตรเดียวกันนี้ให้โรงเรียนอีก 60 แห่งทั่วจังหวัด และยังคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของภาคใต้ ในงานสัมมนาวิชาการความปลอดภัยทางถนนภาคใต้ครั้งที่ 6 รวมถึงรางวัลระดับประเทศอย่าง Prime Minister Road Safety Award และรางวัลนวัตกรรมดีเด่นจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย

📌สิ่งที่อยากฝากไว้
จุดร่วมของนวัตกรรมทั้งหมดนี้คือ ไม่มีอันไหนใช้เทคโนโลยีราคาแพง ไม่มีอันไหนซับซ้อนเกินไปสำหรับชุมชน แต่ทุกอันเกิดจากการที่ทีมงาน "เข้าใจปัญหาจริงของคนในพื้นที่" แล้วออกแบบให้ตรงจุด ใช้ของใกล้ตัวอย่างมะพร้าว ใช้ความรักในครอบครัวเป็นแรงจูงใจ ใช้เงินแค่ครึ่งราคาที่เด็กจ่ายไหว และใช้มาตรการที่ทำให้ทุกคนในโรงเรียนรู้สึกว่าเรื่องนี้ "จริงจัง" ไม่ใช่แค่กิจกรรมทำตามฤดูกาล

ความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เรื่องของงบประมาณมากหรือน้อย แต่เป็นเรื่องของ "ใจ" คนทำงานที่ไม่รอให้พร้อมแล้วค่อยทำ

ทีมพี่เลี้ยงที่นาเคียนพูดไว้ประโยคหนึ่ง — "อุบัติเหตุไม่ใช่งานที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะทำเพียงลำพังแล้วเกิดผลได้" ต้องอาศัยทุกคนในชุมชน ตั้งแต่นายก อบต. ไปจนถึงโต๊ะอิหม่าม ตำรวจ ครู หมอ พยาบาล และตัวเด็กเอง ที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ

เมื่อทุกคนไม่รอ... ชีวิตของเด็กหนึ่งคนก็รอดมาได้จริง ๆ

📌TSY นนทบุรี: จากข้อมูล สู่นโยบาย สู่การเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ เรื่องจริงจากทีมวิทยากร TSY สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุ...
21/09/2026

📌TSY นนทบุรี: จากข้อมูล สู่นโยบาย สู่การเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้

เรื่องจริงจากทีมวิทยากร TSY สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี หน่วยงานที่ได้รับการรับรองคุณภาพการจัดการความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน ประเภทองค์กรภาคีเครือข่ายในจังหวัด ระดับเป็นเลิศยั่งยืน

🔹อยากชวนคุยเรื่องนี้ เพราะตัวเลขที่เจอสะเทือนใจจริง ๆ...
ปี 2568 จังหวัดนนทบุรีมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 192 ราย 81% มาจากรถจักรยานยนต์ และในจำนวนนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถึง 18 คน คือ 1 ใน 10 ของคนที่ตายบนถนน วันนี้เป็นเด็กที่ยังไม่ทันได้โต

จึงเป็นที่มาของการดำเนินงาน TSY Program หรือ Thailand Safe Youth Program ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีทำมาต่อเนื่อง 3 ปีงบประมาณแล้ว

🔹เราไม่ได้เริ่มจากการสอนหนังสือ แต่เริ่มจาก "คน"
สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การเข้าไปสอนเด็กเลย แต่คือการนั่งคุยกันก่อน สาธารณ สุข ตำรวจ ครู ฝ่ายปกครอง สำนักงานขนส่ง มานั่งวงเดียวกันคุยกันว่า "ปัญหาจริง ๆ ของแต่ละโรงเรียนคืออะไร" เพราะถ้าไม่รู้ปัญหาจริง จะออกแบบกิจกรรมยังไงก็ไม่โดน

🔹จากนั้นค่อยไปสร้าง "ทีมวิทยากรครู ก." หรือที่เราเรียกเล่น ๆ ว่าทีม "วัคซีนจราจร" ให้ครูในโรงเรียนได้ผ่านการอบรมจริง ฝึกปฏิบัติจริง จนกลายเป็นคนที่สอนเด็กต่อได้เอง เพราะถ้าเราหวังพึ่งวิทยากรจากข้างนอกตลอดไป โครงการจะไม่มีวันยั่งยืน

📌แล้วเราสอนอะไรเด็ก?
ไม่ใช่ท่องกฎจราจร แต่ลงลึกไปถึงเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยพูดถึง — สมองมนุษย์มองเห็นและประมวลผลอันตรายยังไง ทำไมคนถึงตัดสินใจผิดพลาดตอนขับรถ ความเหนื่อยล้าและความเครียดส่งผลต่อการขับขี่ยังไง ผ่านกิจกรรมที่เด็กจับต้องได้ เช่น กิจกรรม "ไข่มอนสเตอร์" ที่ให้เด็กออกแบบวิธีป้องกันไข่ไม่ให้แตก เปรียบเทียบกับการป้องกันตัวเองบนท้องถนน หรือให้เด็กวิเคราะห์ข่าวอุบัติเหตุจริงด้วยโมเดล SHELL เพื่อฝึกมองว่าอุบัติเหตุหนึ่งครั้งไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว

📌ผลที่ออกมา พูดตรง ๆ ว่าเกินคาด
ที่โรงเรียนต้นแบบ 4 แห่งแรกที่เราเริ่มนำร่อง มีนักเรียน 11,550 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 480 คัน ก่อนทำโครงการ สวมหมวกกันน็อกแค่ 42.5% หลังทำขึ้นไปถึง 100% ส่วนอุบัติเหตุลดจาก 41 ครั้ง เหลือ 6 ครั้ง ผู้บาดเจ็บลดจาก 43 คน เหลือ 5 คน และคะแนนความรู้ของเด็ก ก่อนอบรมอยู่แค่ 28% พอหลังอบรมขึ้นไปถึง 82%

พอขยายโครงการไปปีต่อ ๆ มา ข้อมูลในโรงเรียนที่เข้าร่วมยังสะท้อนตรงกัน จำนวนครั้งที่เกิดอุบัติเหตุของเด็กในโรงเรียนกลุ่มนี้ลดลงจาก 78 ครั้ง เหลือ 32 ครั้ง ในปีถัดมา

📌ทำงานอย่างไรให้ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้?
มีคนถามเราบ่อย ๆ ว่า "ทำยังไงให้ตัวเลขขยับได้ขนาดนี้" คำตอบคือเราไม่ได้ทำกิจกรรมสอนความปลอดภัยลอย ๆ แต่วางเป็นกรอบทำงาน 6 เรื่องที่ต้องทำไปพร้อมกัน ขาดข้อไหนไม่ได้เลย

🔹หนึ่ง — ต้องรู้ข้อมูลจริงก่อนลงมือ เรานั่งไล่ดูสถิติย้อนหลังของจังหวัดว่าคนตายเพราะอะไร ช่วงเวลาไหน อายุเท่าไหร่ ถนนเส้นไหนเกิดบ่อย เพื่อเอาไปเสนอ ศปถ.จังหวัดตรง ๆ ไม่ใช่เดาเอา

🔹สอง — ต้องมีนโยบายรองรับ ไม่ใช่แค่จัดกิจกรรมแล้วจบ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชนอย่างเป็นทางการ ดึงทุกหน่วยงานเข้ามาอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน ตั้งแต่สาธารณสุข ตำรวจ ขนส่ง ท้องถิ่น ไปจนถึงเขตพื้นที่การศึกษา

🔹สาม — สร้างทีมทำงานให้แข็งแรง ผ่านการประชุม Core Team ระหว่างสาธารณสุข ตำรวจ ครู ฝ่ายปกครอง และขนส่งจังหวัด ออกแบบกิจกรรมร่วมกันทุกปี ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

🔹สี่ — ต้องมีมาตรการที่จับต้องได้จริง เช่น ประสานโรงเรียนที่ทำ TSY เข้าโครงการ "นักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่" กับขนส่งจังหวัดโดยตรง รุ่นละ 50 คน หมุนเวียนไปแต่ละโรงเรียน เพื่อให้เด็กที่ขับรถอยู่แล้วมีใบขับขี่ถูกกฎหมายจริง ๆ ไม่ใช่แค่รู้กฎแต่ไม่มีสิทธิ์ขับ

🔹ห้า — พัฒนาทักษะชีวิตผ่าน "วัคซีนจราจร" 6 โมดูล

🔹หก — ประเมินผลและฟีดแบ็กกลับ ทุกปีมีเวทีสรุปบทเรียนที่ให้นักเรียนกับครูของแต่ละโรงเรียนขึ้นมาเล่าเองว่า หลังตั้งนโยบายความปลอดภัยในโรงเรียนแล้ว ทำได้จริงแค่ไหน ติดปัญหาอะไร อยากให้ภาคีช่วยตรงไหน

📌กิจกรรมที่เด็กจำได้แม่นที่สุด
ถ้าถามเด็กที่ผ่านโครงการนี้ เขาจะไม่พูดถึงเนื้อหาทฤษฎี แต่จะพูดถึงกิจกรรมที่ได้ลงมือทำ
🔹ไข่มอนสเตอร์ — ให้แต่ละกลุ่มออกแบบวิธีห่อไข่ไม่ให้แตกตอนตกจากที่สูง แล้วโยงกลับมาว่า นี่แหละคือหลักการเดียวกับหมวกกันน็อกและอุปกรณ์ป้องกันบนรถ เด็กจำได้เพราะได้ลงมือทำเอง ไม่ใช่แค่ฟัง
🔹ฝึกการใช้โฟเวีย — ฝึกให้เด็กรู้จักจุดโฟกัสสายตา 3 ระยะตอนขับรถ เพราะอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดจากการมองไม่ทันหรือมองผิดจุด เป็นเรื่องที่โรงเรียนทั่วไปไม่เคยสอน
🔹วิเคราะห์ข่าวอุบัติเหตุจริงด้วยโมเดล SHELL — เอาภาพข่าวอุบัติเหตุจริงในพื้นที่มาให้เด็กช่วยกันแกะว่า สภาพรถ กฎระเบียบ สภาพคนขับ พฤติกรรมคนร่วมทาง สภาพถนนและสิ่งแวดล้อม — อะไรที่เป็นตัวการทำให้เกิดเหตุ แล้วให้เด็กนำเสนอเองหน้าห้อง
🔹เยาวชนจิตอาสาจราจร — ไม่ใช่แค่เรียนแล้วจบ แต่ให้เด็กที่ผ่านการอบรมไปฝึกปฏิบัติจริงร่วมกับตำรวจที่อำนวยการจราจรหน้าโรงเรียน จนเด็กกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยดูแลความปลอดภัยหน้าประตูโรงเรียนได้เอง
🔹เวที TSY Leadership Camp — ยกระดับจากผู้เรียนสู่ผู้นำ ให้แกนนำนักเรียนไปเขียนนโยบายความปลอดภัยทางถนนของโรงเรียนตัวเอง แล้วเอากลับไปผลักดันในโรงเรียนจริง ไม่ใช่แค่ทำรายงานส่งครู

📌นวัตกรรมที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากการอบรมทั่วไป
สิ่งที่ทีมเรามองว่าเป็นหัวใจจริง ๆ คือการที่เราไม่หยุดแค่ "ให้ความรู้" แต่สร้างระบบที่ทำให้ความรู้แปลงเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมจริง

📌สร้าง ทีมวิทยากรครู ก. ในโรงเรียนเอง แทนที่จะพึ่งวิทยากรภายนอกตลอดไป ทำให้โรงเรียนสอนต่อเองได้ทุกปี เกิดความยั่งยืน
เชื่อมกิจกรรมกับระบบใบขับขี่จริง ไม่ใช่แค่สอนทฤษฎีแล้วปล่อยให้เด็กขับแบบผิดกฎหมายต่อไป
📌ใช้ ข้อมูลระดับพื้นที่จริงเป็นตัวตั้งต้น ไม่ใช่หลักสูตรสำเร็จรูปที่ใช้ที่ไหนก็ได้เหมือนกันหมด แต่ละโรงเรียนวิเคราะห์ปัญหาของตัวเอง จุดเสี่ยงของตัวเอง แล้วออกแบบมาตรการเฉพาะพื้นที่
📌ดึง นักเรียนขึ้นมาเป็นแกนนำ ไม่ใช่แค่ผู้รับการสอน ให้เด็กเขียนนโยบายเอง นำเสนอเอง สะท้อนปัญหาเอง เพราะเสียงจากเพื่อนวัยเดียวกันมักโน้มน้าวใจกันได้ดีกว่าเสียงจากผู้ใหญ่

ล่าสุดในปีงบประมาณ 2569 กำลังขยายไปถึงเรื่อง Car Seat Bank ในโรงพยาบาล เพื่อดูแลความปลอดภัยของเด็กเล็กตั้งแต่วัยที่ยังไม่ได้ขับรถเอง สะท้อนว่าโครงการนี้ไม่หยุดอยู่แค่กลุ่มเป้าหมายเดิม แต่ขยายวงไปคุ้มครองเด็กทุกช่วงวัยบนถนนสิ่งที่อยากฝากไว้

โครงการนี้สอนเราว่า การแก้ปัญหาอุบัติเหตุในเด็กและเยาวชน ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องอาศัยทุกภาคส่วนมาช่วยกันจริง ๆ ตั้งแต่ระดับนโยบายจังหวัด ไปจนถึงครูในห้องเรียน ตำรวจหน้าโรงเรียน และตัวเด็กเองที่ต้องลุกขึ้นมาเป็น "แกนนำ" ไม่ใช่แค่ผู้รับสาร

และที่สำคัญที่สุด เด็กทุกคนที่ขับรถออกจากบ้านไปโรงเรียนทุกเช้า ควรได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกเย็น นี่ไม่ใช่ความฝันไกลเกินจริง ถ้าเรายอมลงมือทำกันจริง ๆ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทีมเราเชื่อว่า TSY ไม่ใช่แค่โครงการอบรม แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศความปลอดภัยที่มีทุกภาคส่วนร่วมกันประคอง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็พิสูจน์แล้วว่าไปถูกทาง

"ทีมสิบคน หนึ่งเป้าหมาย: เมื่อพะโต๊ะรวมพลังปกป้องเด็กบนถนน" ผลงานดีๆ จาก ศปถ.อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร หน่วยงานที่ได้รับก...
17/09/2026

"ทีมสิบคน หนึ่งเป้าหมาย: เมื่อพะโต๊ะรวมพลังปกป้องเด็กบนถนน" ผลงานดีๆ จาก ศปถ.อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร หน่วยงานที่ได้รับการรับรองคุณภาพการจัดการความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน ประเภทองค์กรภาคีเครือข่ายในจังหวัด ระดับดีมาก

ทางเข้าอำเภอพะโต๊ะเป็นภูเขาทั้งเส้นทาง ถนนคดโค้ง ลาดชัน โดยเฉพาะถนนสาย 4006 หลังสวน–ราชกรูด ที่ชาวบ้านต้องใช้สัญจรกันทุกวัน อุบัติเหตุจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทีมงาน ศปถ.อำเภอพะโต๊ะเริ่มจริงจังกับเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2562 ตอนแรกก็ทำแบบภาพรวม ตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ ลงพื้นที่ ประชุมทุกเดือน สอบสวนทุกครั้งที่เกิดเหตุ ตัวเลขอุบัติเหตุรวมค่อยๆ ลดลงจริง จาก 303 ครั้งในปี 2563 เหลือ 209 ครั้งในปี 2566 แต่มีอยู่ตัวเลขหนึ่งที่ทีมงานนั่งดูแล้วนิ่งไปพักหนึ่ง

คือตัวเลขผู้เสียชีวิตในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 0-18 ปี ซึ่งไม่ได้ลดตามไปด้วย และเมื่อแยกดูดีๆ พบว่าเด็กกลุ่มนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด นั่นคือจุดที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จะทำแบบกว้างๆ ไม่พอ ต้องลงไปที่กลุ่มเสี่ยงจริงๆ

ปี 2567 จึงดำเนินงานภายใต้ TSY Program หรือวัคซีนจราจรในกลุ่มเด็กเยาวชน โจทย์คือให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้ได้ 100% สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การเดินไปสอนเด็กเลย แต่เป็นการสร้างทีมก่อน เพราะจะไปได้ไกลและยั่งยืน ต้องมีคนในพื้นที่ที่ทำเป็นเอง ทีมงานเลยฝึกวิทยากรกระบวนการขึ้นมา 10 คน มาจากหลายภาคส่วนมาก ทั้งพยาบาล สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ครู แล้วก็ยังพัฒนาต่อไปถึงระดับโรงเรียน ฝึกครูอีก 8 คนให้เป็นวิทยากรขยายผลในโรงเรียนของตัวเอง พร้อมกับดึงตำรวจมาเป็นครู D.A.R.E. สอดแทรกเรื่องความปลอดภัยเข้าไปในหลักสูตรปกติของโรงเรียนแบบไม่ต้องรอเป็นกิจกรรมพิเศษ

ที่น่าสนใจคือไม่ได้หยุดแค่การอบรมให้ความรู้ ทีมงานยังออกมาตรการที่จับต้องได้จริงควบคู่กันไป อย่างโรงเรียนพะโต๊ะวิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวของอำเภอ ก็ออกกฎห้ามนักเรียนที่ยังไม่มีใบขับขี่ขับรถจักรยานยนต์มาโรงเรียน แล้วยังประกาศให้พื้นที่หน่วยงานราชการทั้งอำเภอเป็นเขตสวมหมวกนิรภัย 100% ด้วย

ผลที่ออกมาคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนในทีมภูมิใจมาก อัตราการสวมหมวกนิรภัยของเด็กนักเรียนที่จอดรถในโรงเรียนขึ้นไปถึง 100% ไม่มีข้อร้องเรียนเรื่องเด็กแอบเอารถไปจอดที่หน่วยงานข้างเคียงเลยสักครั้ง และที่สำคัญที่สุด ตัวเลขผู้เสียชีวิตในกลุ่มเด็กและเยาวชนเริ่มขยับลง จากปีที่เริ่มโครงการซึ่งไม่มีผู้เสียชีวิตเลยแม้แต่รายเดียว เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา

เรื่องนี้สอนอะไรทีมงานหลายอย่าง อย่างแรกคือข้อมูลคือหัวใจในการขับเคลื่อน ถ้าเรามองแค่ภาพรวมเราจะพลาดกลุ่มเสี่ยงจริงๆ ไป อย่างที่สองคือความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่งานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องอาศัยทุกภาคส่วนมาจับมือกันจริงๆ ตั้งแต่โรงพยาบาล ตำรวจ ครู ไปจนถึงฝ่ายปกครอง และอย่างสุดท้ายคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เกิดจากการทำต่อเนื่องทุกปี ปรับแผนตามข้อมูลจริง แล้วขยายผลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครอบคลุมทุกโรงเรียนในพื้นที่

นี่คือเรื่องราวของอำเภอเล็กๆ บนภูเขาที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าเราจริงจังกับข้อมูล จริงจังกับการทำงานเป็นทีม ต่อให้พื้นที่ยากแค่ไหน ก็สามารถลดการสูญเสียของเด็กและเยาวชนได้จริง

ที่อยู่

กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค
Nonthaburi

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Thailand Safe Youth Program โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์