มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน พื้นที่เรียนรู้ความมั่นคงทางอาหาร สื่อกลางเพื่อพัฒนาความองค์ความรู้และสร้างกระบวนการเพื่อการขับเคลื่อนทางนโยบายด้านเกษตรกรรมอันจะนำไปสู่ความยั่งยืน

ในสภาพการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความลำบากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตกต่ำของสภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนสงครามในหลายแนวรบข...
11/06/2026

ในสภาพการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความลำบากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตกต่ำของสภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนสงครามในหลายแนวรบของโลกที่ก่อภัยพิบัติหลากหลายด้าน ความคิดเรื่องการสร้างพื้นที่อาหารเพื่อการพึ่งตนเองยิ่งมีน้ำหนักความจำเป็นมากขึ้น

แต่เนื่องด้วยคนจำนวนมากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และไม่มีผืนดินในความครอบครอง ทำให้ความคิดดังกล่าวดูเลื่อนลอยและยากจะเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม สำหรับ “หมอเขียว” หรือ ดร.ใจเพชร กล้าจน ผู้มีชื่อเสียงด้านการแพทย์ทางเลือกซึ่งก่อตั้ง “การแพทย์วิถีธรรม” ที่เน้นการรักษาโรคโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยการใช้สมุนไพร อาหาร และหลักธรรมะ บูรณาการกับแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการทำเกษตรไร้สารพิษ เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ มีรูปแบบใหม่ในการสร้างแปลงเกษตรด้วยตนเองมานำเสนอ โดย ดร.ใจเพชรระบุว่า เชื่อมั่นว่าทุกคน ๆ โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง สามารถที่จะสร้าง “โคกพอเพียง” ขึ้นมาได้เอง แม้ว่าบนพื้นที่นั้นจะไม่มีดินเลยก็ตาม

ว่าแต่ “โคกพอเพียง” คืออะไร?

หมอเขียวให้ความหมายของ “โคกพอเพียง” ว่าเป็นอีกหนึ่งทางออกของการสร้างพื้นที่อาหารด้วยวิธีง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ทั้งประหยัด เรียบง่าย และเห็นผลได้จริง ซึ่งเกิดขึ้นจากการทดลองทำและเรียนรู้ผ่านความล้มเหลวจนกระทั่งประสบความสำเร็จ-เห็นผล

สำหรับการทำโคกพอเพียงนั้นมีอยู่ 5 ขั้นตอนหลัก ๆ คือ

1. ตัดหญ้าหรือวัชพืชในพื้นที่ หรือใช้ส่วนประกอบของพืชที่ย่อยง่าย นำมากองไว้ตรงบริเวณพื้นที่ที่จะปลูก โดยถ้ามีกิ่งไม้หรืออินทรียวัตถุที่แข็งกว่าซึ่งย่อยยาก ให้วางไว้ด้านล่าง ส่วนพวกวัชพืช หญ้า หรือส่วนประกอบของพืชที่ย่อยง่าย ให้วางไว้ข้างบน

2. จัดกองอินทรียวัตถุให้สูงประมาณ 10-30 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 ฟุต กว้างประมาณ 2-3 ฟุต หรือกว้างเท่าที่จะทำได้ แต่ในส่วนความสูงต้องไม่เกิน 1 ฟุตเท่านั้น เนื่องจากจะทำให้การย่อยสลายอินทรียวัตถุให้กลายเป็นปุ๋ยไม่เกิดความร้อนสูง ทำให้สามารถปลูกพืชได้ทันที

3. แหวกกองอินทรียวัตถุส่วนบนให้เป็นหลุมกว้างและลึกประมาณ 1-2 คืบ

4. นำดินปลูกใส่หลุมให้เต็ม แล้วแหวกดินให้เป็นหลุมขนาดพอที่จะนำต้นกล้าหรือกิ่งพันธุ์วางลงในหลุมได้ แล้วนำต้นกล้าหรือกิ่งพันธุ์ลงปลูก หรือหากในกรณีที่ยังจะไม่มีการปลูก ก็สามารถที่จะนำเอาดินทับข้างบนกองอินทรียวัตถุได้เลย ถ้าจะปลูกเมื่อไรค่อยแหวกหลุมออก และผสมดินลงไปตรงนั้นก็ได้

5. ทยอยเติมดินบนอินทรียวัตถุบริเวณที่ไม่มีดินไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือประมาณ 5 เซนติเมตร จะทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดี เพราะในดินจะมีจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยอินทรียวัตถุได้ดี ประเด็นสำคัญคือ เมื่อจุลินทรีย์พื้นถิ่นได้สัมผัสกับอินทรียวัตถุและได้น้ำที่พอเหมาะจะช่วยย่อยอินทรียวัตถุให้กลายเป็นปุ๋ยได้เร็ว และเมื่ออินทรียวัตถุย่อยสลายเป็นดิน กองก็จะยุบตัวลง ดังนั้นจึงสามารถนำอินทรียวัตถุมากองเพิ่มที่บริเวณด้านบนและด้านข้างตามแนวทรงพุ่ม แล้วเอาดินกลบประมาณ 3-5 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มปุ๋ยและให้รากของพืชขยายออก รวมทั้งยึดพื้นดินได้มั่นคงยิ่งขึ้นด้วย

จากลักษณะดังกล่าวที่สามารถเติมอินทรียวัตถุเพิ่มได้ตลอด ในแง่หนึ่งจึงเท่ากับเป็นการขยายโคกให้โตเท่าไรก็ได้ และปลูกพืชเพิ่มได้ตามต้องการ ตราบเท่าที่ยังมีพื้นที่ให้ขยายโคก

แต่สำหรับคนในเมืองหรือคนที่มีพื้นที่น้อย หมอเขียวแนะนำว่า ใครมีภาชนะอะไรก็สามารถประยุกต์ทำโคกพอเพียงได้หมด เพียงแต่ย่อให้ไปอยู่ในภาชนะ ไม่ว่าจะในกระถาง กระสอบ ตะกร้า กะละมัง ถัง ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก หรือล้อยางรถยนต์ ขอเพียงแค่ต้องเจาะรูเปิดเป็นช่องทางให้น้ำระบายออกได้เท่านั้น จากนั้นจะปลูกผัก ผลไม้ ข้าว หรือถั่ว จะชนิดเดียวหรือหลายชนิดผสมผสานกัน ก็สามารถประยุกต์ได้ตามความเหมาะสม

ในส่วนการทำงานของโคกพอเพียง หมอเขียวอธิบายว่า การนำอินทรียวัตถุมากอง บรรดาสิ่งที่ย่อยสลายง่าย ได้แก่ กิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้า หรือเศษอาหาร จะถูกย่อยสลายเป็นฮิวมัสหรือปุ๋ยที่ดีก่อน ส่วนใหญ่จะเริ่มถูกย่อยสลายภายใน 2-4 สัปดาห์ขึ้นไป และกลายเป็นปุ๋ยคุณภาพดีที่สมบูรณ์ในเวลาประมาณ 3-6 เดือน ส่วนกิ่งไม้หรืออินทรียวัตถุที่แข็งกว่าจะถูกย่อยสลายเป็นฮิวมัสหรือปุ๋ยที่ดีทีหลัง โดยจะเริ่มถูกย่อยสลายประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไป และย่อยสลายเป็นปุ๋ยคุณภาพดีที่สมบูรณ์ในเวลาประมาณ 1-3 ปี

หมอเขียวยังอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องความสูงของกองอินทรียวัตถุว่า ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะไม่กล้าปลูกพืชบนกองอินทรียวัตถุ เนื่องจากกลัวความร้อนที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลาย ซึ่งจะทำให้พืชที่จะปลูกตาย เรื่องดังกล่าวเป็นความจริงที่จะเกิดขึ้นถ้าหากกองอินทรียวัตถุมีความหนาเกิน 1 ฟุตขึ้นไป

“จะทำให้ร้อนมาก เมื่อร้อนมากจะทำให้พืชชะงักหรือตาย แต่ถ้าไม่เกิน 1 ฟุตสามารถปลูกพืชได้ทันที หรือการนำเศษอาหารมาทำปุ๋ยก็เช่นกัน ที่มีคนบอกว่าห้ามนำเศษอาหารไปใส่ในต้นพืชทันที เพราะต้นจะตาย ซึ่งเป็นความจริง ส่วนหนึ่งถ้าเป็นเศษอาหารแบบทั่วๆ ไปที่มีการปรุงรสจัด ๆ ถ้าไม่ทำให้เจือจางก่อน แล้วนำไปใส่ต้นไม้ก็จะตาย เพราะฉะนั้นถ้าได้เศษอาหารที่ปรุงรสจัดต้องทำให้เจือจาง โดยนำไปคลุกกับอินทรียวัตถุอื่น อย่างกิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้าต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นเศษอาหารที่ดี” ดร.ใจเพชรอธิบายขยายความ

จากนั้นจึงได้บรรยายถึงสรรพคุณของโคกพอเพียงเพิ่มเติมว่า มีจุดเด่นที่ทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ทุกฤดู แม้ในฤดูฝนที่มีน้ำมากในพื้นดินหรือบนพื้นที่เดิม พืชที่ไม่ต้องการน้ำมากก็จะสามารถเจริญเติบโตได้ เพราะปลูกบนโคกที่อยู่สูงจากจุดที่มีน้ำมาก ส่วนในฤดูแล้ง ถ้ามีการให้น้ำอย่างพอเหมาะพอดี อินทรียวัตถุก็จะช่วยเก็บความชื้นได้ดี ทำให้พืชเจริญงอกงามได้ดี เป็นการประหยัดน้ำด้วย

นอกจากนั้น ความโปร่งและความร่วนซุยของโคกพอเพียงยังทำให้รากพืชชอนไชขยายไปได้ดี โดยไม่ต้องพรวนดิน และยังเป็นการหมักปุ๋ยในจุดที่เราปลูกไปในตัว สามารถหมักปุ๋ยหรือเติมปุ๋ยไปได้เรื่อย ๆ ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนขยะที่เป็นอินทรียวัตถุให้กลายเป็นปุ๋ยสะอาดชั้นดี ในขณะที่หญ้าหรือวัชพืชจะไม่เกิดหรือเกิดน้อยจากด้านล่างของโคกพอเพียง ซึ่งเป็นจุดทึบ ไม่มีแสง แต่ในบริเวณพื้นผิวด้านบนอาจจะเกิดได้บ้าง ก็สามารถถอนหรือตัดวางให้ห่างจากดินและน้ำ เพื่อป้องกันการเกิด หรือนำมาทำเป็นปุ๋ยพืชสดต่อไป

“หญ้าเป็นปัญหาของเกษตรกรที่ถึงกับเอายาสารเคมีไปฆ่าหรือทำลายหญ้า ซึ่งเป็นการเสียค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สารพิษไปใส่ในพื้นที่ของตนเอง ในอาหารของตนเอง ยาฆ่าหญ้าเป็นสารพิษร้ายแรงชนิดที่ถ้าใครกินเข้าไปแบบไม่ผ่านต้นพืช กินเพียว ๆ ถ้าไม่รู้วิธีแก้ ไม่มีใครรอด ตายอย่างเดียว จริง ๆ หญ้าคือปุ๋ยดี เป็นปุ๋ยฟรีตลอดกาล แต่ต้องรู้วิธีจัดการ โคกพอเพียงเป็นวิธีการจัดการหญ้าไม่ให้มันโต ถ้าขึ้นข้างบนมันถอนง่าย และเราก็เอามาใช้ประโยชน์ได้ ทำปุ๋ยได้” หมอเขียวยืนยันถึงประโยชน์ของหญ้า

จากนั้นจึงให้สูตรทำปุ๋ยพืชสดทั้งแบบคลุกดินและแบบน้ำ เพื่อรับมือปัญหาปุ๋ยแพงและประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนี้

◾ การทำปุ๋ยพืชสดแบบคลุกดิน
ตัดหญ้าหรือพืชสดที่ต้องการทำปุ๋ยมากองรวมกัน เติมดินเข้าไป จากนั้นรดหรือพรมน้ำให้ชุ่มพอหมาด ๆ คลุกให้เข้ากัน แล้วนำมาใส่กระสอบทิ้งไว้ 3 เดือน เมื่อผ่านไป 4 สัปดาห์ พืชสดจะเริ่มถูกย่อยสลายเด่นชัดขึ้น ราขาวจะขึ้นเต็ม เป็นหัวปุ๋ยอย่างดี เมื่อปุ๋ยเย็นลง ให้นำไปใส่บำรุงพืช หรือใช้เป็นดินปลูกพืชได้เลย หรืออาจผสมดินอัตราส่วน 1:1-3

◾ การทำปุ๋ยพืชสดแบบน้ำ
เป็นวิธีการทำปุ๋ยแบบเร็ว โดยตัดหญ้าหรือพืชสดที่ต้องการทำปุ๋ย นำมาสับหยาบๆ ใส่ถังที่เตรียมไว้ เทน้ำให้ท่วม นำหินหรือวัสดุหนักๆ มาทับเพื่อไม่ให้พืชลอย ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ ต้องกดให้วัสดุลงไปอยู่ใต้น้ำทั้งหมด เนื่องจากพืชบางตัวไม่ตาย แถมยังงอกใหม่ได้ จากนั้นให้ตั้งทิ้งไว้ 1-7 วัน โดยจะปิดฝาหรือไม่ปิดก็ได้ น้ำในถังดังกล่าวจะกลายเป็นหัวปุ๋ยพืชสดแบบน้ำชั้นดี

วิธีการนำไปใช้ สามารถนำน้ำปุ๋ยนี้ไปรดพืชได้เลย หรือจะผสมน้ำให้เจือจางลงก็ได้ ในปริมาณเท่าที่พืชเจริญงอกงามดี ทั้งนี้ หมอเขียวได้ทดสอบประสิทธิผลของปุ๋ยนี้เอง ด้วยการเปรียบเทียบผักที่รดด้วยน้ำเปล่ากับผักที่รดด้วยปุ๋ยพืชสดแบบน้ำนี้เป็นเวลา 6 วันติดต่อกัน ซึ่งพบว่า ผักที่รดด้วยน้ำเปล่าโต 3 เซนติเมตร ส่วนผักที่รดด้วยปุ๋ยพืชสดแบบน้ำโต 6 เซนติเมตร ยิ่งใส่พืชหลากหลายชนิดจะยิ่งได้ธาตุหลากหลายที่เสริมฤทธิ์กันเป็นทวีคูณ และสามารถที่จะเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ

นั่นคือหลังหมักจนได้ปุ๋ยแล้ว 3 วัน ให้นำกากออกแล้วเติมใหม่ เมื่อทำเช่นนี้จะทำให้ได้หัวปุ๋ยอย่างเข้มข้น ใช้ไปได้เรื่อย ๆ ส่วนกากเดิมสามารถนำไปคลุกดินกลายเป็นดินพร้อมปลูก

ครั้งที่สามของห้องเรียนการอบรม “การปลูกผักอินทรีย์” หลักสูตรแบบรวบรัดจบในวันเดียว ครั้งนี้แม้ว่าวิทยากรผู้สอนจะเปลี่ยนมา...
04/06/2026

ครั้งที่สามของห้องเรียนการอบรม “การปลูกผักอินทรีย์” หลักสูตรแบบรวบรัดจบในวันเดียว ครั้งนี้แม้ว่าวิทยากรผู้สอนจะเปลี่ยนมาเป็น “อาจารย์ศุขศานติ์ กันตรี” แต่เนื้อหาก็ยังคงเดินตามหลักสูตรของ “อาจารย์เติ้ล-ผศ. เกศศิรินทร์ แสงมณี” มือโปรด้านการปลูกผักอินทรีย์ในเมืองผู้รู้รอบทั้งทฤษฎีและเทคนิควิธีการ อย่างครบถ้วน

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์ในเมือง การออกแบบวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดการดินและน้ำ การเตรียมและจัดการปัจจัยการผลิต การดูแลและบำรุงรักษาพืชผัก ฯลฯ

แต่อาจด้วยพื้นฐานการเป็นนักปฏิบัติของวิทยากร องค์ประกอบการอบรมครั้งนี้จึงหลากหลายยิ่งขึ้น ไม่เพียงมีการบรรยาย การสาธิต การทดลอง หากแต่ยังมีนิทรรศการจัดแสดงตัวอย่างปัจจัยการผลิตและปัจจัยการดูแลบำรุงรักษาพืชผัก รวมทั้งพาลงแปลงดูของจริง และลงมือทดลองปฏิบัติจริงแบบเรียนรู้วิธีการแต่ละขั้นตอนในหลายๆ เรื่อง

ส่วนเรื่องของแจก ยังคงครบครันทั้งหนังสือ อุปกรณ์และวัสดุสำหรับการปลูกและการดูแลพืชผัก ซึ่งเอื้อให้ใช้สร้างสวนหรือแปลงผักได้จริงต่อไป

แม้โครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ มกย. มิได้ขยายงานไปยังพื้นที่จังหวัดชัยนาท แต่ที่นั่นกำ...
01/06/2026

แม้โครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ มกย. มิได้ขยายงานไปยังพื้นที่จังหวัดชัยนาท แต่ที่นั่นกำลังเกิดการขยายตัวเรื่องการปลูกผักแบบอินทรีย์ รวมทั้งเปิดตลาดเฉพาะเพื่อจำหน่ายผักปลอดสารเคมี ในแบบฉบับที่ไม่แตกต่างจากสิ่งที่โครงการสวนผักคนเมืองของ มกย. ทำ

การดำเนินงานที่นั่นเกิดขึ้นภายใต้ “โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่เพื่อขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จังหวัดชัยนาท” ที่ดำเนินการโดยสถาบันวิทยาลัยชุมชน ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563

ด้วยเป้าหมายต้องการสร้างรายได้ที่มากขึ้นให้กับคนจนเมือง เพิ่มเติมเรื่องโภชนาการ รวมทั้งตอบสนองต่อนโยบายเมืองสุขภาพอาหารปลอดภัยของเทศบาลเมืองชัยนาท จึงหันมาส่งเสริมกิจกรรมการปลูกผัก โดยมีการจัดอบรมครั้งแรกเมื่อต้นปี 2567

จนกระทั่งอีกปีต่อมา ในช่วงปลายปี 2568 ทางสถาบันวิทยาลัยชุมชนได้เชิญชัยสิทธิ์ แนวน้อย ผู้ประสานงานหลักโครงการสวนผักคนเมือง ชุมชนเมืองมหาสารคาม ไปเป็นวิทยากรอบรมทั้งเรื่องการปลูกผักและการเปิดตลาด ชัยสิทธิ์และทีมที่ไปด้วยกันจึงอบรมแบบเน้นการ ‘พาทำ’ ซึ่งทำให้ทางชัยนาทได้รู้ว่า การจะปลูกผักอินทรีย์ให้ได้ผลดีย่อมต้องปรุงดิน

ทั้งยังได้แนวทางเรื่องของการปลุกแบบทำแปลงยกแคร่ หรือโต๊ะปลูก วิธีการออกแบบแปลงให้เหมาะสมกับพื้นที่และเหมาะสมกับพืชที่ต้องการปลูก การวางระบบน้ำ ตลอดจนวิธีคิดเรื่องการปลูกเพื่อการตลาด

อ่านเรื่องเต็มได้ที่ https://sathai.org/?p=4909

“สวนผักยังมีผักและให้ผลผลิตทุกแปลง มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป บางแปลงอยู่ระหว่างหมักดินเพื่อเตรียมปลูกรอบใหม่ ผักที่ให้...
28/05/2026

“สวนผักยังมีผักและให้ผลผลิตทุกแปลง มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป บางแปลงอยู่ระหว่างหมักดินเพื่อเตรียมปลูกรอบใหม่ ผักที่ให้ผลผลิตในช่วงนี้ มะเขือเปาะ พริก ถั่ว บวบ ชะอม ผักปัง ผักบุ้ง กุยช่าย ข่า กะเพรา และมีผักอื่นบ้างประปราย” นี่คือรายงานผลการลงตรวจสวนผักชุมชนภูมิใจ แขวงทรายกองดินใต้ เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดจากการมารวมกันของบรรดาชุมชนที่ถูกไล่รื้อออกมาจากกลางเมืองหลวง

วรรณา แก้วชาติ เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หรือ มพศ. ในฐานะผู้ประสานงานโครงการสวนผักอินทรีย์ของชุมชนที่ทำงานใน “เครือข่ายสลัม๔ภาค” เขียนขึ้นต้นรายงานผลจากการลงตรวจแปลงผักชุมชนภูมิใจของเธอที่ทำร่วมกับชาตรี เขื่อนแก้ว ซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในโครงการ คอยให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่อง ทั้งความรู้ เทคนิควิธีการ จนถึงวัสดุอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม แม้ในแปลงยังมีผัก แต่ปัญหาที่พบก็มีมากมายหลายมิติ เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือการพบว่า รั้วที่ล้อมกันบริเวณพื้นที่ที่เป็นแปลงผักมีปัญหาเสาบางต้นหักและรั้วพังหลายจุด อันเนื่องมาจากการเกิดพายุฝนเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในขณะนั้นมีการแจ้งมาจากแกนนำชุมชนอยู่แล้วว่า “สวนโดนพายุถล่ม ต้นพริกหักไปหลายต้น ต้นกล้วยหัก มะละกอรากลอย ค้างบวบก็หัก” แต่ไม่มีการรายงานเรื่องรั้วและเสา อย่างไรก็ตามอาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ก่อนหน้านั้นด้วย

ส่วนสภาพของแปลง พบว่า กระเบื้องและอิฐบล็อกที่เป็นแนวแปลงหักพังชำรุด ทางเดินเชื่อมระหว่างแปลงหายไป เนื่องจากมีหญ้าขึ้นรก รวมทั้งมีเศษวัสดุที่เกิดจากการทำแปลงกองกีดขวาง ในขณะที่ค้างผักที่หักเพราะพายุ สแลนที่ถูกลมทำลาย และอุปกรณ์ใช้ปลูกที่เสียหาย ยังไม่ได้มีการเก็บสะสางออกไป จึงทำให้สวนดูแน่นรก

นอกจากนั้นยังพบหญ้าและวัชพืชอื่นแพร่ขยายตัวจำนวนมากทั้งในแปลงและบริเวณรั้ว ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการมาของฝน ขณะเดียวกันต้นกล้วยที่ได้ฝนและแตกกอเพิ่มก็ก่อปัญหาบดบังแสงแดดที่ส่องมายังแปลงผัก ซึ่งหากยังต้องการปลูกผักทานใบก็จะต้องจัดการ

ภายหลังการตรวจแปลงและระบุปัญหาออกมาแล้ว จึงมีข้อสรุปสำคัญจากการหารือร่วมกันระหว่างพี่เลี้ยงกับสมาชิกชาวสวนผักของชุมชนภูมิใจทั้ง 11 แปลงว่า ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ทางทีมแปลงผักจะช่วยกันซ่อมรั้วก่อน ซึ่งต้องซ่อมปรับปรุงหลายจุด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเข้ามาก่อความเสียหายเพิ่มเติมกับแปลง ไม่ว่าจะจากสัตว์หรือสิ่งอื่นใด

จากนั้นจะดำเนินการต่อในเรื่องการทำความสะอาดแปลงผัก ซ่อมแปลง เก็บวัสดุที่ไม่ได้ใช้งานออกจากแปลง ปรับปรุงดิน เติมวัสดุปลูก หมักดิน และใช้ต้นกล้วยที่ล้มหรือตัดผลผลิตออกไปแล้วมาสับลงแปลง รวมถึงเก็บเศษใบไม้ในชุมชนมาหมักเป็นปุ๋ยหรือคลุมแปลงด้วย

“ดินในแต่ละแปลงมีน้อย เพราะมีการปลูกต่อเนื่อง แปลงไม่ได้พัก ทำให้ธาตุอาหารหมด น้ำขังเมื่อฝนตก และดินแห้งแตกเมื่อเจอแดดร้อน” นั่นคือปัญหาที่พี่เลี้ยงระบุเกี่ยวกับสภาพดินในแปลง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นงานหลักที่จะต้องจัดการก่อนที่จะเดินหน้าลงมือปลูกผักกันจริงจังอีกครั้ง

ตามแผนที่วางร่วมกัน การปรับปรุงแปลงและดินในแปลงกำหนดว่าจะทำให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน เพื่อที่ในช่วงเดือนกรกฎาคมจะลงมือปลูกผักในส่วนที่เตรียมแปลงไว้ได้ต่อไป

“ส่วนผักที่ยังให้ผลผลิต ในช่วงนี้ก็จะตัดแต่งบำรุงเพื่อให้ผลผลิตต่อไปค่ะ” วรรณาสรุป

สำหรับคนที่รักในอาหารและสนใจประวัติศาสตร์อาหารย่อมต้องห้ามพลาดงานนี้ “แกะรอยรสโบราณ ผ่านโบราณพฤกษคดี” โดยมีคุณณัฎฐา ชื่น...
25/05/2026

สำหรับคนที่รักในอาหารและสนใจประวัติศาสตร์อาหารย่อมต้องห้ามพลาดงานนี้ “แกะรอยรสโบราณ ผ่านโบราณพฤกษคดี” โดยมีคุณณัฎฐา ชื่นวัฒนา เป็นวิทยากรหลัก

งานนี้จะจัดในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00-15.00 น. หรือสิบโมงเช้าจนถึงบ่ายสามโมง ณ ห้องประชุมมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี

หากสนใจหรืออยากทราบรายละเอียด ทักโดยตรงไปที่เพจ “อดีตกินได้ The Edible Past” / กรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/ALMMoRNLbLFQjiXz7

แต่คงต้องรีบหน่อย เนื่องจากเปิดรับผู้เข้าร่วมในจำนวนจำกัดเพียง 12 ท่าน และปิดรับภายในช่วงเย็น 17.00 น. ของวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ เท่านั้น

ในการประชุมพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายสวนผักคนจนเมืองเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารที่จัดขึ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษ...
25/05/2026

ในการประชุมพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายสวนผักคนจนเมืองเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารที่จัดขึ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 นอกจากเป็นเวทีให้ชุมชนกลุ่มพื้นที่เดิมและกลุ่มพื้นที่ขยายสรุปการทำงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รวมถึงนำเสนอแผนงานในอนาคตแล้ว ยังมีการอบรมในเชิงทบทวนความรู้และแลกเปลี่ยนเทคนิควิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำเกษตรหรือปลูกผักอินทรีย์ในเมือง

ในโอกาสเดียวกันนี้ยังได้เปิดให้อีก 5 ชุมชนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ‘สวนผักคนเมือง’ เข้ามาร่วมเรียนรู้งานสวนผักคนจนเมือง ไม่ว่าจะเป็นการปรุงดินสำหรับปลูก การทำฮอร์โมนบำรุงพืชผักชนิดต่าง ๆ เช่น ฮอร์โมนหน่อกล้วย ฮอร์โมนนมสด รวมถึงร่วมบอกเล่าการทำงานที่ผ่านมากับแผนงานที่จะทำในอนาคตด้วย

5 ชุมชนใหม่ดังกล่าวได้แก่ ชุมชนโรงช้าง ชุมชนนิมิตรใหม่เมืองมีน ชุมชนบึงนายพล ชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง และชุมชนกระทุ่มเดี่ยว

คมสันต์ จันทร์อ่อน เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) กล่าวว่า 5 ชุมชนที่เข้าร่วมในครั้งนี้ 90% มีพื้นฐานมาจาก ‘สลัม๔ภาค” คืออยู่ในเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันในเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัย อีก 10% เป็นชุมชนริมคลองในเมือง ซึ่งปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่บึงนายพล

เหตุที่ชวน 5 ชุมชนนี้เข้ามาร่วมงานเรื่อง “สวนผักคนเมือง” เนื่องจากเห็นว่าชุมชนมีการทำแปลงเกษตรอยู่แล้ว จึงอยากให้เข้าอบรมเพื่อเป็นการเพิ่มทักษะสำหรับนำไปใช้ในชุมชน และสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วย สมาชิกส่วนใหญ่ที่มายังไม่มีความคิดเรื่องการปลูกเพื่อขาย ยังคงเน้นที่การปลูกผักเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนและแลกเปลี่ยนกันในชุมชน

“เขาจะมีทักษะเล็ก ๆ น้อย มีทักษะปลูกระดับหนึ่ง คือในความเป็นเมือง จะมีทักษะแบบในเมือง ซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิด บางส่วนเป็นชุมชนที่อยู่มานานแล้ว มีพื้นที่ว่าง เป็นชุมชนเก่าที่พอมีพื้นที่นิดหน่อย” คมสันต์กล่าว

จากการนำเสนอตนเอง ชุมชนนิมิตรใหม่เมืองมีน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่นา เขตคลองสามวา ระบุว่า ในชุมชนมีสมาชิกทำเรื่องการปลูกผักอยู่ 8 ราย จากทั้งหมด 32 ครัวเรือน ผักที่ปลูกมีตั้งแต่ผักกาดขาว คะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา กะหล่ำปลี มะเขือ พริก โหระพา กล้วย

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นคือการปลูกได้ผลผลิตมาก “โตจนกินไม่ทันต้องแจกกินทั้งชุมชน ไม่คิดขาย แจกอย่างเดียว”

สมาชิกชุมชนนิมิตรใหม่เมืองมีนบอกเล่าอีกว่า “ที่นี่ใช้ต้นทุนน้อย เนื่องจากมีสมาชิกชุมชนทำงานเขต สามารถหาเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยได้ฟรี ปัจจุบันมีปัญหาดินแข็ง และปัญหาแมลง อนาคตมีแผนหมักดิน ทำปุ๋ยหมัก และสารไล่แมลง”

ด้านชุมชนบึงนายพล มีสมาชิกปลูกผักอยู่จำนวนหนึ่งเช่นกัน โดยเน้นการปลูกผักในครัวเรือน เพื่อนำไปประกอบอาหาร ช่วยลดค่าใช้จ่าย

ปัญหาหลัก ๆ ที่พบและยังไม่ทราบวิธีแก้ คือ การถูกหอยทาก มด ปลวก และเพลี้ยมากินผัก และมีปัญหาดินแข็ง

“จากที่แรก ๆ ปลูกผักงาม หลัง ๆ ดินแข็ง ปลูกไม่โต อยากเรียนรู้วิธีปรุงดิน แผนงานในอนาคตคืออยากจะขยายแปลง ทำแปลงใหม่ และอยากให้มีการอบรมแบบนี้ทุกปีเพื่อสร้างความรู้”

ชุมชนโรงช้างมีสมาชิกปลูกผักเพียง 1 คน กับหลานช่วยกันอีก 2 คน โดยต้องปลูกผักในกระถาง เนื่องจากมีพื้นที่น้อย วิธีรดน้ำใช้ถังรองน้ำให้ระเหย และเวลารดมีการใส่เอ็มร้อยกับนมสดเข้าไปด้วย ผักที่ปลูกมีตะไคร้ กะเพรา โหระพา พริก มะเขือ

ปัญหาที่ประสบคือ ผลผลิตที่ได้ มีคนทั้งชุมชนมาเก็บกิน โดยบอกว่าเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ทำให้คนทำรู้สึกเหนื่อย แต่ยังคงทำเพราะใจรักต้นไม้ นอกจากนั้นก็มีปัญหาเรื่องมดและเพลี้ยลงรบกวนต้นพริก มะเขือ

ส่วนชุมชนกระทุ่มเดี่ยวมีการดำเนินการทั้งหมด 16 แปลง ผักที่ปลูกได้แก่คะน้า ผักกาด พริก กวางตุ้ง ผักบุ้ง ต้นหอม ผักชี โหระพา สะระแหน่ ปัญหาที่มีคือเรื่องดินเค็ม และมีศัตรูพืชที่คอยมากินผักคือไก่และแมลง

ชุมชนเมืองใหม่มาลัยทองมีการดำเนินการจริงจังที่สุด ในรูปแบบกลุ่มเกษตรแปลงรวม มีกรรมการทั้งหมด 7 คน มีคนดูแลหลัก 4 คน เดิมมีการวางแผนจัดพื้นที่ทำแปลงทั้งหมด 11 แปลง แต่เนื่องจากมีกรรมการอีกชุดมาจัดการใช้รถแม็คโครขุดเป็นร่องลึก ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นแปลงรวมและบ่อเลี้ยงปลา

ผลผลิตที่ปลูก อาทิ มะเขือเทศ แตงกวา พริกจินดา กวางตุ้ง ฮ่องเต้ มะระขี้นก ผักชี กระเพรา ตะไคร้ กล้วย มะเขือเปราะ ฯลฯ นอกจากนั้นมีการปลูกผักตามบ้านด้วย

“ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ลองผิดลองถูกกันไป เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ในการปลูก ผลผลิตแจกจ่ายแบ่งกันกินในชุมชน บางคนซื้อเป็นบางอย่าง โดยอาศัยขอสูบน้ำจากบึงอื่นมาใช้” สมาชิกชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง บอกเล่า

จากนั้นระบุปัญหาที่ประสบในปัจจุบันว่า “มีปัญหาไม่มีทางเดินเข้าไปในแปลง ทำให้รดน้ำลำบาก และปัญหาดินแข็ง อนาคตมีแผนปรับปรุงดิน แก้ปัญหาแมลง สุนัข มากัดกินผัก และคนนอกพื้นที่ผ่านเข้า-ออกแปลง รวมทั้งปลูกผักที่ไม่มีปัญหา เช่น ต้นแค มะละกอ และบวบ”

ระหว่างที่แต่ละชุมชนนำเสนอเรื่องประสบการณ์การปลูกผักในชุมชนของตนเอง ทางด้านวรรณา แก้วชาติ เจ้าหน้าที่ มพศ. ซึ่งรับบทบาทเป็นผู้ประสานงานโครงการสวนผักคนจนเมือง ก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับแต่ละชุมชนไปด้วย เช่นสำหรับชุมชนโรงช้าง หน่อยแนะนำให้รอพี่เลี้ยงที่จะลงไปช่วย ส่วนชุมชนนิมิตรใหม่เมืองมีนที่ว่ามีผลผลิตจำนวนมาก แต่ไม่คิดขาย หน่อยได้ฝากการบ้านเรื่องการสร้างชุมชนให้เป็นแหล่งผลิตอาหาร หรือเก็บเมล็ดพันธุ์แจกหรือขายให้กับเครือข่าย ว่าเป็นไปได้หรือไม่

ในกรณีของชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง ชาตรี เขื่อนแก้ว ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงในโครงการสวนผักคนจนเมืองที่คอยให้ความช่วยเหลือทั้งด้านความรู้ เทคนิควิธีการ จนถึงวัสดุอุปกรณ์ ได้ให้คำแนะนำว่า คนทำงานในชุมชน ทั้งกรรมการและลูกบ้าน จำเป็นต้องคุยกันให้ได้ก่อน เพื่อวางแผนกันใหม่ว่าจะจัดการกับแปลงอย่างไร ซึ่ง วรรณาเสริมในประเด็นดังกล่าวว่า

“สภาพที่นี่เหมือนกับชุมชนภูมิใจ ที่ใช้เวลา 5-6 ปี ซึ่งใช้พื้นที่ส่วนกลาง แต่ไปไม่รอด ต้องปรับ หาคนทำ และปล่อยเช่า ให้สหกรณ์เก็บค่าเช่า และแนะนำให้ทีมปลูกในแปลงรวมกับทีมปลูกหน้าบ้านมาคุยกันว่าจะปรับอย่างไรให้เหมาะกับพื้นที่ หรือปลูกอย่างไรให้มีทางเดิน และอาจจะต้องไปดูงาน ถ้าอยากให้ทีมพวกเราไปช่วยก็ให้นัดวันมา”

ในมุมมองของคมสันต์ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกันทั้งหมดในทีมงาน มพศ. เขากล่าวถึงโอกาสที่ชุมชนเหล่านี้จะเป็นพื้นที่ขยายในโครงการสวนผักคนจนเมืองหรือไม่นั้น “ ขึ้นอยู่กับความต้องการของชุมชนเป็นหลัก

“อย่างถ้าเกิดทางบึงนายพลสนใจ นัดได้เลย ทางผมจะนัดให้ หลัก ๆ คือต้องอยากทำ เราจะนัดให้ ไปอบรมให้ในพื้นที่ได้ และถ้าเกิดเขารับ เขาโอเค เขาก็จะไปขยายในเครือข่ายย่อย ซึ่งร่มใหญ่คือสลัม๔ภาค ที่จะมีเครือข่ายย่อย ๆ ลงไป อันนี้จะเป็นชุมชนที่ย่อยลงมา เขาก็จะกลับไปคุยกันต่อในเครือข่าย”

วรรณาเสริมว่า “พื้นที่ขยายเราขยายตามที่ชุมชนสนใจจริง ๆ ซึ่งประเมินจากชุมชนที่มาในวันนี้อาจจะมี 2-3 ชุมชนที่อยากขยาย อยากทำเต็มระบบ”

ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่ต้องรอเวลาการตัดสินใจของแต่ละชุมชนเป็นสำคัญ

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจในประเด็นเนื้อหาเรื่องความยั่งยืนที่ครอบคลุมและเป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทผู้นำ นักปฏิบัติกา...
21/05/2026

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจในประเด็นเนื้อหาเรื่องความยั่งยืนที่ครอบคลุมและเป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทผู้นำ นักปฏิบัติการ นักสื่อสาร นักข่าว นักกิจกรรม นักวิจัย หรือแม้แต่ผู้แสวงหาการพัฒนาตนเองพร้อม ๆ กับการพัฒนาโลกให้ดีขึ้น นี่คือทุนและโอกาสที่จะเปิดให้

ภายใต้โครงการสนับสนุนทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำโขง หรือ Just Futures Mekong Fellowship Program (JFMFP) ปีที่ 2 คือปี 2026 หรือ พ.ศ. 2569 นี้ เรากำลังเปิดรับผู้วิจัยจำนวน 8 คน แบ่งเป็นคนจีน 4 คน และคนไทย 4 คน โดยผู้เข้าร่วมทุนไทยและจีนจะจับคู่ทำงานภายใต้ประเด็นเดียวกันและกรอบงานวิจัยร่วมกัน ในขณะที่พัฒนาผลงานย่อยในภาคสนามร่วมกับองค์กรพันธมิตรและชุมชนเจ้าบ้านด้วย

ทุนในโครงการนี้จะมีระยะเวลา 6 เดือน ระหว่างเดือนกันยายน 2569 - กุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งผู้เข้าร่วมจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชุมชนที่ร่วมมือและเป็นองค์กรพันธมิตรในจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ภาคเหนือ) และตราด (ภาคตะวันออก) โดยมีช่วงเวลาสั้น ๆ ในกรุงเทพฯ สำหรับการสังเคราะห์ ให้คำปรึกษา การฝึกอบรม การสร้างเครือข่าย และการมีส่วนร่วมกับสาธารณะหรือด้านนโยบาย นอกจากนั้น ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม ปีนี้ ต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งเพื่อการเตรียมตัวล่วงหน้า

ทั้งนี้ โครงการทุน JFMFP นี้เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศประเทศไทย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนประเทศไทย (มกย.) มูลนิธิพัฒนาที่ยั่งยืน และ Towards Organic Asia ทั้งยังมีการร่วมงานกับชุมชนในจังหวัดตราดและจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีส่วนร่วมกับนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้มีบทบาทอื่น ๆ

สำหรับประเด็นของปี 2026 จะมุ่งเน้นเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยชุมชนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นธรรมในประเทศไทย โดยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนชาวไทยและชาวจีน และเชื่อมโยงสถานการณ์ ข้อค้นพบ และข้อเท็จจริงในระดับจุลภาคเข้ากับนโยบาย การเงิน การค้า และการลงทุนในระดับมหภาค

อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของการวิจัยจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเพื่อนที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงการออกแบบร่วมกับพันธมิตรและชุมชนที่ร่วมงานด้วย โดยที่อาจรวมถึงสิ่งต่อไปนี้ 1) การติดตามและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ 2) ต้นทุนด้านการดำรงชีวิตที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศ การจัดการน้ำ และการปรับตัว 3 ระบบข้อมูลและองค์ความรู้ของชุมชน 4) นโยบาย การเข้าถึงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการจัดการทรัพยากร 5) การเปลี่ยนผ่านสู่การดำรงชีพที่ยั่งยืน เกษตรนิเวศ และเศรษฐกิจสีเขียวระดับท้องถิ่น 6) ธรรมาภิบาลแบบร่วมมือและความร่วมมือข้ามภาคส่วนเพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน 7) การจัดการน้ำของชุมชนและการลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร และ 8) การค้า การลงทุนต่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน และธรรมาภิบาลการลงทุน

นอกจากจะมุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านนโยบายและสาธารณะ ซึ่งคู่วิจัยจะต้องแปลงประเด็นชุมชนให้เป็นนโยบาย มีการผลิตเอกสารสรุปนโยบายหรือกรณีศึกษา จัดทำชุดข้อมูลเป็นภาษาไทยส่งคืนชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากงานวิจัยโดยตรง และขยายขอบเขตการรับรู้สู่วงกว้าง ผ่านการสรุปเนื้อหาแบบสั้นทำเป็นบทความ โปสเตอร์ หรือวิดีโอสั้นเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้จากโครงการ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารสาธารณะ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้มีส่วนร่วมในรายงานสังเคราะห์กลุ่มภาพรวม กิจกรรมสาธารณะ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการ การเสวนาเชิงนโยบาย รวมถึงการเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคมฯ และช่องทางของพันธมิตร รวมถึงมีโอกาสในการนำเสนอผลงานในการประชุมระดับภูมิภาคและนานาชาติที่เกี่ยวข้อง

ทุนนี้ครอบคลุมเรื่องค่าครองชีพ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานของโครงการฯ

ผู้สนใจสามารถสมัครภายในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ โดยดูรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ https://www.csds-chula.org/pagel?fbclid=IwY2xjawR7lLBleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFReTh6R3RoRndPNm1XRzh4c3J0YwZhcHBfaWQPNTE0NzcxNTY5MjI4MDYxAAEeH6ewpadzsHRgkc48YvMm-HXzp-Cy5V7gFc9kabNps_cH8IDliim65UdF2d4_aem_t1-X8aAcRKuZYZmPg-qYtw

ห้องเรียนการอบรม “การปลูกผักอินทรีย์” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม “อาจารย์เติ้ล-ผศ. เกศศิรินทร์ แสงมณี” จัดเต็มให้ผู้เ...
19/05/2026

ห้องเรียนการอบรม “การปลูกผักอินทรีย์” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม “อาจารย์เติ้ล-ผศ. เกศศิรินทร์ แสงมณี” จัดเต็มให้ผู้เข้าร่วมแบบจุกจริง ๆ ไม่เฉพาะแต่การถ่ายทอดความรู้และเทคนิควิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องการปลูก หากยังเตรียมอุปกรณ์และวัสดุสำหรับบรรดาลูกศิษย์รายคน ทั้งตระกร้าสำหรับปลูก ต้นกล้าที่พร้อมสำหรับย้ายลงภาชนะหรือแปลงปลูก หัวเชื้อจุลินทรีสังเคราะห์แสง หัวจุกฝอยรดน้ำ และแน่นอนว่ามีหนังสืออีกหลายเล่ม ส่วนที่พิเศษกว่าทุกครั้งคือ มีเมล็ดพันธุ์ผักให้คนละซองด้วย

เท่ากับว่าครั้งนี้ อาจารย์เติ้ล และมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ มกย. ไม่เพียงเตรียมสิ่งที่จะเอื้อให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถลงมือปลูกได้ทันที แต่เอื้อให้ปลูกกันไปยาว ๆ เลย

นอกจากนั้น ในการอบรมครั้งนี้ยังมีการเตรียมพืชผักต้นใหญ่จำนวนหนึ่งที่สามารถนำไปดูแลต่อแล้วได้ผลผลิตในเวลาไม่นาน ได้แก่ แค มะเขือเปราะ พริก กะเพราะ โหระพา เปิดให้ทุกคนเลือกนำกลับบ้านได้ตามใจชอบ เช่นเดียวกับกล้าต้นน้อยจำนวนมากที่ถูกนำมาสาธิตและให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองลงมือย้ายแยกต้น ผู้เข้าร่วมที่สนใจนำไปดูแลต่อก็แบ่งกันนำกลับไปด้วยได้

สภาพและบรรยากาศของห้องเรียนครั้งนี้จึงออกมาในลักษณะเต็มไปด้วยความเขียว ทั้งของต้นไม้ ต้นกล้า รวมทั้งตระกร้าที่เผอิญว่ามีบางส่วนเป็นสีเขียวอีก และบนโต๊ะเรียนก็ดูจะเต็มไปด้วยข้าวของพะรุงพะรังพอสมควร ไม่นับว่า ตอนเลิกเรียนก็ต้องขนของกันหลายรอบทีเดียว

พิเศษยิ่งขึ้นคือ การอบรมครั้งนี้มีก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐานให้ผู้เข้าร่วมคนละ 5 ก้อน (ถุง) ด้วย ซึ่งหลังการอบรมผ่านไปเพียงสองสามวัน ก็เริ่มมีผู้เข้าร่วมบางคนส่งภาพเห็ดที่งอกออกมาให้เก็บ แต่บางคนล้ำหน้ากว่านั้น ส่งภาพอาหารพร้อมทานมาเลย...นั่นคือเห็ดทอด

เหล่านี้คือบรรยากาศและ “สิ่งที่ได้” อย่างเป็นรูปธรรม ในการเข้าร่วมอบรมกับหลักสูตร “การปลูกผักอินทรีย์” ของ มกย. แบบเร่งรัดจบในวันเดียว ส่วนเรื่องของสาระนั้น แน่นล้นและเข้มข้นเช่นเดิมอยู่แล้ว

“สถานการณ์สารพิษตกค้างของสินค้าอาหารที่เราพบโดยเฉลี่ยก็คือ 69% ตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ถ้าเป็นสินค้านำเข้าเกินมาตรฐาน 73% ข...
15/05/2026

“สถานการณ์สารพิษตกค้างของสินค้าอาหารที่เราพบโดยเฉลี่ยก็คือ 69% ตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ถ้าเป็นสินค้านำเข้าเกินมาตรฐาน 73% ขณะที่สินค้าในประเทศ 68% ตัวเลขแทบไม่ต่างกันเลย”

ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย (BioThai) และผู้ประสานงานหลักเครือข่ายต้านภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN) สรุปสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยของพืชผลทางการเกษตรที่เป็นอาหารของคนไทย ด้วยการยกตัวเลขจากรายงานล่าสุดในช่วงปลายปี 2567 ที่ไทยแพนและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร่วมกันสุ่มตรวจผักและผลไม้จากตลาดทั่วประเทศ ซึ่งผลพบว่า ผักผลไม้ที่คนไทยรับประทานเป็นประจำเกือบประมาณร้อยละ 70 มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน

ส่วนระบบรับรองมาตรฐานที่มีอยู่ก็ดูจะไม่ใช่หลักประกันที่จะมั่นใจได้ เนื่องจาก “สินค้าที่มีตรารับรองที่ซื้อในห้างเกินครึ่งหนึ่ง คือ 57% ตกมาตรฐาน และที่ระบุว่าเป็นออร์แกนิกไทยแลนด์เจอการตกค้าง 7 ใน 10 ของกลุ่มตัวอย่าง” ปรกชลระบุ

นอกจากจะให้รายละเอียดแจกแจงเกี่ยวกับรายการพืชผักที่ตรวจพบสารพิษตกค้างแล้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถียังให้ข้อคิดเกี่ยวกับวิธีการรับมือและการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งให้ข้อมูลในประเด็นสภาวะโลกเดือดที่เชื่อมโยงกับระบบการผลิตภาคเกษตร ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความไม่ปลอดภัยของอาหาร รวมทั้งความไม่ปลอดภัยของโลกโดยรวม เนื่องจากระบบการเกษตรอุตสาหกรรมนั้นเกี่ยวพันแนบแน่นกับเชื้อเพิลงฟอสซิลที่ปัจจุบันกำลังตกอยู่ในวิกฤติและมีความเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คำตอบที่เป็นทางออกสำหรับปัญหาทั้งหมดนี้ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีเลือกฟันธงไปที่ ‘เกษตรนิเวศ’ เป็นคำตอบเดียว! (อ่านเรื่องราวเต็มได้ที่ https://sathai.org/?p=4885)

ขออนุญาตปิดรับสมัครก่อนเวลา สำหรับการอบรม “การปลูกผักอินทรีย์” หลักสูตรเร่งรัดภายในวันเดียว ของ ‘สวนผักคนเมือง’ มูลนิธิเ...
11/05/2026

ขออนุญาตปิดรับสมัครก่อนเวลา สำหรับการอบรม “การปลูกผักอินทรีย์” หลักสูตรเร่งรัดภายในวันเดียว ของ ‘สวนผักคนเมือง’ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ที่เปิดขึ้นมาครั้งล่าสุด เป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้

การอบรมกำหนดจะจัดในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม ศกนี้ และแท้จริงเราตั้งใจปิดรับสมัครวันที่ 18 พฤษภาคม แต่เนื่องจากขณะนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมครบตามจำนวนที่ตั้งไว้แล้ว ดังนั้นจึงต้องขอแจ้งปิดสมัครทันที

ท่านใดที่ชำระค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้ว พบกันวันเสาร์ที่ 23 ได้เลยค่ะ ส่วนท่านที่ยังไม่ชำระ รบกวนชำระก่อนถึงวันเรียนนะคะ แล้วทุกท่านก็อย่าลืมเตรียมสตางค์และภาชนะมาหอบหิ้วสรรพสินค้าอินทรีย์จากตลาด City Farm Market ด้วย รวมถึงต้องเตรียมขนวัสดุปลูก (คิดรวมในค่าอบรมแล้ว) เพื่อนำกลับไปลงมือทำจริงภายหลังจากที่เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและวิธีปฏิบัติกันไป

ส่วนท่านใดที่สนใจเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรนี้กับเรา แต่ครั้งนี้ยังไม่สะดวกหรือสมัครไม่ทัน ต้องขอให้รอติดตามต่อไปทางเพจนี้และเพจมูลนิธิฯ ซึ่งขณะนี้เรายังไม่มีโปรแกรมการจัดครั้งหน้า แต่มีความชัดเจนเมื่อไรก็จะแจ้งทันที

ที่อยู่

3/13 หมู่ 6 ถนนรัตนาธิเบศร์ ซอยบางรักน้อย18(บางอ้อ2) ต. ไทรม้า อ. เมืองฯ จ. นนทบุรี
Nonthaburi
11000

เบอร์โทรศัพท์

+66969481913

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน:

แชร์