11/06/2026
ในสภาพการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความลำบากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตกต่ำของสภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนสงครามในหลายแนวรบของโลกที่ก่อภัยพิบัติหลากหลายด้าน ความคิดเรื่องการสร้างพื้นที่อาหารเพื่อการพึ่งตนเองยิ่งมีน้ำหนักความจำเป็นมากขึ้น
แต่เนื่องด้วยคนจำนวนมากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และไม่มีผืนดินในความครอบครอง ทำให้ความคิดดังกล่าวดูเลื่อนลอยและยากจะเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม สำหรับ “หมอเขียว” หรือ ดร.ใจเพชร กล้าจน ผู้มีชื่อเสียงด้านการแพทย์ทางเลือกซึ่งก่อตั้ง “การแพทย์วิถีธรรม” ที่เน้นการรักษาโรคโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยการใช้สมุนไพร อาหาร และหลักธรรมะ บูรณาการกับแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการทำเกษตรไร้สารพิษ เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ มีรูปแบบใหม่ในการสร้างแปลงเกษตรด้วยตนเองมานำเสนอ โดย ดร.ใจเพชรระบุว่า เชื่อมั่นว่าทุกคน ๆ โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง สามารถที่จะสร้าง “โคกพอเพียง” ขึ้นมาได้เอง แม้ว่าบนพื้นที่นั้นจะไม่มีดินเลยก็ตาม
ว่าแต่ “โคกพอเพียง” คืออะไร?
หมอเขียวให้ความหมายของ “โคกพอเพียง” ว่าเป็นอีกหนึ่งทางออกของการสร้างพื้นที่อาหารด้วยวิธีง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ทั้งประหยัด เรียบง่าย และเห็นผลได้จริง ซึ่งเกิดขึ้นจากการทดลองทำและเรียนรู้ผ่านความล้มเหลวจนกระทั่งประสบความสำเร็จ-เห็นผล
สำหรับการทำโคกพอเพียงนั้นมีอยู่ 5 ขั้นตอนหลัก ๆ คือ
1. ตัดหญ้าหรือวัชพืชในพื้นที่ หรือใช้ส่วนประกอบของพืชที่ย่อยง่าย นำมากองไว้ตรงบริเวณพื้นที่ที่จะปลูก โดยถ้ามีกิ่งไม้หรืออินทรียวัตถุที่แข็งกว่าซึ่งย่อยยาก ให้วางไว้ด้านล่าง ส่วนพวกวัชพืช หญ้า หรือส่วนประกอบของพืชที่ย่อยง่าย ให้วางไว้ข้างบน
2. จัดกองอินทรียวัตถุให้สูงประมาณ 10-30 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 ฟุต กว้างประมาณ 2-3 ฟุต หรือกว้างเท่าที่จะทำได้ แต่ในส่วนความสูงต้องไม่เกิน 1 ฟุตเท่านั้น เนื่องจากจะทำให้การย่อยสลายอินทรียวัตถุให้กลายเป็นปุ๋ยไม่เกิดความร้อนสูง ทำให้สามารถปลูกพืชได้ทันที
3. แหวกกองอินทรียวัตถุส่วนบนให้เป็นหลุมกว้างและลึกประมาณ 1-2 คืบ
4. นำดินปลูกใส่หลุมให้เต็ม แล้วแหวกดินให้เป็นหลุมขนาดพอที่จะนำต้นกล้าหรือกิ่งพันธุ์วางลงในหลุมได้ แล้วนำต้นกล้าหรือกิ่งพันธุ์ลงปลูก หรือหากในกรณีที่ยังจะไม่มีการปลูก ก็สามารถที่จะนำเอาดินทับข้างบนกองอินทรียวัตถุได้เลย ถ้าจะปลูกเมื่อไรค่อยแหวกหลุมออก และผสมดินลงไปตรงนั้นก็ได้
5. ทยอยเติมดินบนอินทรียวัตถุบริเวณที่ไม่มีดินไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือประมาณ 5 เซนติเมตร จะทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดี เพราะในดินจะมีจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยอินทรียวัตถุได้ดี ประเด็นสำคัญคือ เมื่อจุลินทรีย์พื้นถิ่นได้สัมผัสกับอินทรียวัตถุและได้น้ำที่พอเหมาะจะช่วยย่อยอินทรียวัตถุให้กลายเป็นปุ๋ยได้เร็ว และเมื่ออินทรียวัตถุย่อยสลายเป็นดิน กองก็จะยุบตัวลง ดังนั้นจึงสามารถนำอินทรียวัตถุมากองเพิ่มที่บริเวณด้านบนและด้านข้างตามแนวทรงพุ่ม แล้วเอาดินกลบประมาณ 3-5 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มปุ๋ยและให้รากของพืชขยายออก รวมทั้งยึดพื้นดินได้มั่นคงยิ่งขึ้นด้วย
จากลักษณะดังกล่าวที่สามารถเติมอินทรียวัตถุเพิ่มได้ตลอด ในแง่หนึ่งจึงเท่ากับเป็นการขยายโคกให้โตเท่าไรก็ได้ และปลูกพืชเพิ่มได้ตามต้องการ ตราบเท่าที่ยังมีพื้นที่ให้ขยายโคก
แต่สำหรับคนในเมืองหรือคนที่มีพื้นที่น้อย หมอเขียวแนะนำว่า ใครมีภาชนะอะไรก็สามารถประยุกต์ทำโคกพอเพียงได้หมด เพียงแต่ย่อให้ไปอยู่ในภาชนะ ไม่ว่าจะในกระถาง กระสอบ ตะกร้า กะละมัง ถัง ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก หรือล้อยางรถยนต์ ขอเพียงแค่ต้องเจาะรูเปิดเป็นช่องทางให้น้ำระบายออกได้เท่านั้น จากนั้นจะปลูกผัก ผลไม้ ข้าว หรือถั่ว จะชนิดเดียวหรือหลายชนิดผสมผสานกัน ก็สามารถประยุกต์ได้ตามความเหมาะสม
ในส่วนการทำงานของโคกพอเพียง หมอเขียวอธิบายว่า การนำอินทรียวัตถุมากอง บรรดาสิ่งที่ย่อยสลายง่าย ได้แก่ กิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้า หรือเศษอาหาร จะถูกย่อยสลายเป็นฮิวมัสหรือปุ๋ยที่ดีก่อน ส่วนใหญ่จะเริ่มถูกย่อยสลายภายใน 2-4 สัปดาห์ขึ้นไป และกลายเป็นปุ๋ยคุณภาพดีที่สมบูรณ์ในเวลาประมาณ 3-6 เดือน ส่วนกิ่งไม้หรืออินทรียวัตถุที่แข็งกว่าจะถูกย่อยสลายเป็นฮิวมัสหรือปุ๋ยที่ดีทีหลัง โดยจะเริ่มถูกย่อยสลายประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไป และย่อยสลายเป็นปุ๋ยคุณภาพดีที่สมบูรณ์ในเวลาประมาณ 1-3 ปี
หมอเขียวยังอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องความสูงของกองอินทรียวัตถุว่า ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะไม่กล้าปลูกพืชบนกองอินทรียวัตถุ เนื่องจากกลัวความร้อนที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลาย ซึ่งจะทำให้พืชที่จะปลูกตาย เรื่องดังกล่าวเป็นความจริงที่จะเกิดขึ้นถ้าหากกองอินทรียวัตถุมีความหนาเกิน 1 ฟุตขึ้นไป
“จะทำให้ร้อนมาก เมื่อร้อนมากจะทำให้พืชชะงักหรือตาย แต่ถ้าไม่เกิน 1 ฟุตสามารถปลูกพืชได้ทันที หรือการนำเศษอาหารมาทำปุ๋ยก็เช่นกัน ที่มีคนบอกว่าห้ามนำเศษอาหารไปใส่ในต้นพืชทันที เพราะต้นจะตาย ซึ่งเป็นความจริง ส่วนหนึ่งถ้าเป็นเศษอาหารแบบทั่วๆ ไปที่มีการปรุงรสจัด ๆ ถ้าไม่ทำให้เจือจางก่อน แล้วนำไปใส่ต้นไม้ก็จะตาย เพราะฉะนั้นถ้าได้เศษอาหารที่ปรุงรสจัดต้องทำให้เจือจาง โดยนำไปคลุกกับอินทรียวัตถุอื่น อย่างกิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้าต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นเศษอาหารที่ดี” ดร.ใจเพชรอธิบายขยายความ
จากนั้นจึงได้บรรยายถึงสรรพคุณของโคกพอเพียงเพิ่มเติมว่า มีจุดเด่นที่ทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ทุกฤดู แม้ในฤดูฝนที่มีน้ำมากในพื้นดินหรือบนพื้นที่เดิม พืชที่ไม่ต้องการน้ำมากก็จะสามารถเจริญเติบโตได้ เพราะปลูกบนโคกที่อยู่สูงจากจุดที่มีน้ำมาก ส่วนในฤดูแล้ง ถ้ามีการให้น้ำอย่างพอเหมาะพอดี อินทรียวัตถุก็จะช่วยเก็บความชื้นได้ดี ทำให้พืชเจริญงอกงามได้ดี เป็นการประหยัดน้ำด้วย
นอกจากนั้น ความโปร่งและความร่วนซุยของโคกพอเพียงยังทำให้รากพืชชอนไชขยายไปได้ดี โดยไม่ต้องพรวนดิน และยังเป็นการหมักปุ๋ยในจุดที่เราปลูกไปในตัว สามารถหมักปุ๋ยหรือเติมปุ๋ยไปได้เรื่อย ๆ ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนขยะที่เป็นอินทรียวัตถุให้กลายเป็นปุ๋ยสะอาดชั้นดี ในขณะที่หญ้าหรือวัชพืชจะไม่เกิดหรือเกิดน้อยจากด้านล่างของโคกพอเพียง ซึ่งเป็นจุดทึบ ไม่มีแสง แต่ในบริเวณพื้นผิวด้านบนอาจจะเกิดได้บ้าง ก็สามารถถอนหรือตัดวางให้ห่างจากดินและน้ำ เพื่อป้องกันการเกิด หรือนำมาทำเป็นปุ๋ยพืชสดต่อไป
“หญ้าเป็นปัญหาของเกษตรกรที่ถึงกับเอายาสารเคมีไปฆ่าหรือทำลายหญ้า ซึ่งเป็นการเสียค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สารพิษไปใส่ในพื้นที่ของตนเอง ในอาหารของตนเอง ยาฆ่าหญ้าเป็นสารพิษร้ายแรงชนิดที่ถ้าใครกินเข้าไปแบบไม่ผ่านต้นพืช กินเพียว ๆ ถ้าไม่รู้วิธีแก้ ไม่มีใครรอด ตายอย่างเดียว จริง ๆ หญ้าคือปุ๋ยดี เป็นปุ๋ยฟรีตลอดกาล แต่ต้องรู้วิธีจัดการ โคกพอเพียงเป็นวิธีการจัดการหญ้าไม่ให้มันโต ถ้าขึ้นข้างบนมันถอนง่าย และเราก็เอามาใช้ประโยชน์ได้ ทำปุ๋ยได้” หมอเขียวยืนยันถึงประโยชน์ของหญ้า
จากนั้นจึงให้สูตรทำปุ๋ยพืชสดทั้งแบบคลุกดินและแบบน้ำ เพื่อรับมือปัญหาปุ๋ยแพงและประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนี้
◾ การทำปุ๋ยพืชสดแบบคลุกดิน
ตัดหญ้าหรือพืชสดที่ต้องการทำปุ๋ยมากองรวมกัน เติมดินเข้าไป จากนั้นรดหรือพรมน้ำให้ชุ่มพอหมาด ๆ คลุกให้เข้ากัน แล้วนำมาใส่กระสอบทิ้งไว้ 3 เดือน เมื่อผ่านไป 4 สัปดาห์ พืชสดจะเริ่มถูกย่อยสลายเด่นชัดขึ้น ราขาวจะขึ้นเต็ม เป็นหัวปุ๋ยอย่างดี เมื่อปุ๋ยเย็นลง ให้นำไปใส่บำรุงพืช หรือใช้เป็นดินปลูกพืชได้เลย หรืออาจผสมดินอัตราส่วน 1:1-3
◾ การทำปุ๋ยพืชสดแบบน้ำ
เป็นวิธีการทำปุ๋ยแบบเร็ว โดยตัดหญ้าหรือพืชสดที่ต้องการทำปุ๋ย นำมาสับหยาบๆ ใส่ถังที่เตรียมไว้ เทน้ำให้ท่วม นำหินหรือวัสดุหนักๆ มาทับเพื่อไม่ให้พืชลอย ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ ต้องกดให้วัสดุลงไปอยู่ใต้น้ำทั้งหมด เนื่องจากพืชบางตัวไม่ตาย แถมยังงอกใหม่ได้ จากนั้นให้ตั้งทิ้งไว้ 1-7 วัน โดยจะปิดฝาหรือไม่ปิดก็ได้ น้ำในถังดังกล่าวจะกลายเป็นหัวปุ๋ยพืชสดแบบน้ำชั้นดี
วิธีการนำไปใช้ สามารถนำน้ำปุ๋ยนี้ไปรดพืชได้เลย หรือจะผสมน้ำให้เจือจางลงก็ได้ ในปริมาณเท่าที่พืชเจริญงอกงามดี ทั้งนี้ หมอเขียวได้ทดสอบประสิทธิผลของปุ๋ยนี้เอง ด้วยการเปรียบเทียบผักที่รดด้วยน้ำเปล่ากับผักที่รดด้วยปุ๋ยพืชสดแบบน้ำนี้เป็นเวลา 6 วันติดต่อกัน ซึ่งพบว่า ผักที่รดด้วยน้ำเปล่าโต 3 เซนติเมตร ส่วนผักที่รดด้วยปุ๋ยพืชสดแบบน้ำโต 6 เซนติเมตร ยิ่งใส่พืชหลากหลายชนิดจะยิ่งได้ธาตุหลากหลายที่เสริมฤทธิ์กันเป็นทวีคูณ และสามารถที่จะเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ
นั่นคือหลังหมักจนได้ปุ๋ยแล้ว 3 วัน ให้นำกากออกแล้วเติมใหม่ เมื่อทำเช่นนี้จะทำให้ได้หัวปุ๋ยอย่างเข้มข้น ใช้ไปได้เรื่อย ๆ ส่วนกากเดิมสามารถนำไปคลุกดินกลายเป็นดินพร้อมปลูก