สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ. ติวานนท์ 14 ต. ตลาดขวัญ, Nonthaburi.

วิสัยทัศน์ : ระบบสุขภาพไทยพัฒนาจากกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมบนพื้นฐานทางปัญญา (Participatory Public Policy Process based on Wisdom : 4P-W)

พันธกิจ : สานพลังความรู้ พลังนโยบาย และพลังสังคม เพื่อสร้างนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม
และยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

คำขวัญองค์กร "สานพลัง สร้างสุขภาวะ" "Synergy to well being"

:ความเป็นมาขององค์กร

พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ

.ศ. 2550 มาตรา 26 ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น โดยมีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 27 ดังต่อไปนี้

1. รับผิดชอบงานธุรการของ คสช. และคณะกรรมการบริหาร

2. ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ และดำเนินการเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกัน
ในระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนงานด้านสุขภาพ

3. สำรวจ ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งสถานการณ์ของระบบสุขภาพเพื่อจัดทำเป็นรายงานหรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

4. ดำเนินการเพื่อให้การจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และการสนับสนุนการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่และสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นบรรลุผลตามมติของ คสช.

5. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือ คสช. มอบหมาย

ศึกษาเพิ่มเติม https://www.nationalhealth.or.th/page/history

สสส. สสดย. และ สช. ประกาศยกย่องสุดยอดผู้นำ-องค์กรต้นแบบ คว้ารางวัล MIDL Awards 2026ร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้เท่...
21/08/2026

สสส. สสดย. และ สช. ประกาศยกย่องสุดยอดผู้นำ-องค์กรต้นแบบ คว้ารางวัล MIDL Awards 2026
ร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้เท่าทันสื่อ
พร้อมเปิดตัวเครือข่าย T-DiWell ขับเคลื่อนสุขภาวะการใช้สื่อยุคดิจิทัลมุ่งลดปัญหาเด็กไทยสมาธิสั้น-สุขภาพจิตย่ำแย่

​21 ส.ค. 69 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) และ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สานพลังจัดงาน “รวมพลคนเท่าทันสื่อ” และพิธีมอบรางวัล “MIDL Awards 2026” เป็นปีที่ 3 เพื่อเชิดชูองค์กรและบุคคลต้นแบบที่ร่วมสร้างสังคมเท่าทันสื่อ พร้อมประกาศเดินหน้าเสนอมาตรการกำหนดช่วงวัยที่เหมาะสมในการเข้าใช้สื่อออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อลดปัญหาเด็กสมาธิสั้น พัฒนาการทางสมองตกต่ำ และสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของเด็กไทย

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าปัจจุบันสื่อดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน หากผู้ใช้งานขาดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันทรัพย์สิน สุขภาพ และโอกาสของประชาชน จะก่อให้เกิดความเสี่ยงทางปัจจัยเชิงสังคมกำหนดสุขภาพ และความเสี่ยงปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพ ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสาร ส่งต่อ สร้างความเข้าใจผิด หรือสร้างความเสี่ยง ทั้งต่อทรัพย์สินและสุขภาพของผู้รับสาร เช่น มิจฉาชีพสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างภาพ เสียง และข้อความที่น่าเชื่อถือขึ้น หลอกให้โอนเงิน ลงทุน เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือกดลิงก์อันตราย ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่เงินในบัญชีของคนคนหนึ่ง แต่ส่งผลต่อสภาพคล่องของครัวเรือน ความเชื่อมั่นต่อระบบดิจิทัล และต้นทุนของภาคธุรกิจและประเทศ สอดคล้องกับรายงาน Global Risks Report 2026 โดยสภาเศรษฐกิจโลก จัดให้ข้อมูลผิดและข้อมูลบิดเบือนเป็นความเสี่ยงอันดับ 2 ของโลก ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

​ดร.ประกาศิต กล่าวต่อว่า สำหรับเด็กและเยาวชน ความท้าทายยังมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก เพราะเด็กไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้สื่อ แต่กำลังเติบโตและเรียนรู้ตัวตนผ่านสื่อ การใช้หน้าจอที่ไม่เหมาะสมตามวัย เนื้อหาที่รุนแรงหรือเกินวัย การกลั่นแกล้งออนไลน์ ตลอดจนการเปรียบเทียบตนเองกับภาพชีวิตที่ถูกคัดแต่ง ล้วนส่งผลต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และความสามารถในการเรียนรู้ระยะยาว เราจึงไม่ควรวางภาระให้เด็กต้องป้องกันตนเองเพียงลำพัง แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนมีทักษะรู้เท่าทันสื่อ
“การสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน จะต้องใช้พลังความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม สถานศึกษา และสถาบันครอบครัว ร่วมขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเร่งยกระดับทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) ที่มุ่งเปลี่ยนบทบาทของเยาวชนจากผู้เสพสื่อไปสู่ผู้ใช้สื่อและผู้สร้างสรรค์สื่ออย่างชาญฉลาด ซึ่งจะเป็นแกนหลักสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล เอื้อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะทางกาย จิต ปัญญา และสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว” รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) กล่าวว่า งาน MIDL Awards 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 3 มีเป้าหมายสำคัญ คือยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรต้นแบบ ผู้ขับเคลื่อนและสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสื่อ ตลอดจนการร่วมสร้างค่านิยมและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการสื่อสารที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ในสังคมไทย โดยปี 2569 มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งในประเภทองค์กรและบุคคล 176 ผลงาน และมีผลงานที่ผ่านเข้ารอบตัดสินและได้รับรางวัล 26 ผลงาน จากรางวัล 7 ประเภท ซึ่งองค์กรที่คว้าโล่เกียรติยศ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) มูลนิธิไทยรัฐ และคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

“ในเวที MIDL Awards 2026 ยังได้เปิดพื้นที่ระดมสมองร่วมกับกลุ่มเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาวะ เพื่อออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับการสื่อสารยุคดิจิทัลให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดมาตรการกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางสากลที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยไทยจะต้องยกระดับเรื่องมาตรการกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงสื่อให้เป็นวาระแห่งชาติ และจัดตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเพื่อออกแบบมาตรการที่เหมาะสม พร้อมจัดกิจกรรมและพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่พัฒนาทักษะชีวิตและทักษะการรู้เท่าทันเทคโนโลยีในยุค AI ที่จำเป็นสำหรับพลเมืองในยุคดิจิทัล” ดร.ธีรารัตน์ กล่าว

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้แสดงวิสัยทัศน์การรู้เท่าทันสื่อในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ กับแนวทางการใช้สื่ออย่างมีสุขภาวะในสังคมไทย” โดยที่ผ่านมา ถ้าการสร้างสุขภาวะคือเป้าหมายระยะยาวที่สำคัญของประเทศไทย การมีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของสื่อที่มีต่อเด็กและเยาวชน จำนวนถึง 5 มติ คือ

1 ผลกระทบจากสื่อต่อเด็กเยาวชนและครอบครัว:ในการวางรากฐานนโยบาย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากสื่อ

2 การจัดการสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ๒๔ ชั่วโมง: กรณีเด็กไทยกับไอที มตินี้มุ่งเน้นการปกป้องเด็กจากภัยออนไลน์ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) อย่างปลอดภัยตลอดทั้งวัน

3 การพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อบูรณาการกลไกคุ้มครองเด็ก เยาวชน และครอบครัวจากปัจจัยเสี่ยง: มตินี้มุ่งเน้นการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากภัยรอบตัวอย่างเป็นระบบ

4 ความรับผิดชอบร่วมทางสังคมเกี่ยวกับอีสปอร์ตต่อสุขภาวะเด็ก มตินี้เกิดขึ้นหลังจากที่ภาครัฐมีการประกาศรับรองให้อีสปอร์ต (E-Sports) เป็นกีฬา ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ภาคส่วนต่างๆ เรื่องปัญหาเด็กติดเกม พฤติกรรมเลียนแบบความรุนแรง และการพนันที่แฝงมากับการแข่งขัน จึงนำมาสู่การหาข้อตกลง เพื่อคุ้มครองสุขภาวะของเด็ก ควบคู่ไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเกม

5 ระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง มตินี้ประกาศขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงในสังคมไทยที่นับวันทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยมุ่งเปลี่ยนมุมมองของสังคม ไม่ให้มองว่าสุขภาพจิตเป็นเพียงเรื่องของ "ปัจเจกบุคคล" แต่ต้องแก้ไขด้วยการสร้างระบบและโครงสร้างแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพจิตที่ดีร่วมกัน

นพ.สุเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยบริบททางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาการใช้สื่อของเด็กและเยาวชนที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในมิติทางกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคม โดยอาวุธที่ทรงพลังในการรับมือความซับซ้อนของสื่อต่าง ๆ ที่เข้าถึงเด็กและเยาวชน คือ การสร้างความรอบรู้ และรู้เท่าทัน ให้เด็ก เยาวชน และผู้คนที่อยู่ล้อมรอบตัวเด็ก ได้มีความเข้าใจ และตระหนักร่วมกันอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างพันธมิตรความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงจะเป็นการสานพลังเพื่อรับมือปัญหา การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อในสังคมไทยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้คนในสังคมไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด ทั้งผู้ผลิตสื่อ สถานศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน และเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสของเด็กไทยในด้านการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างรู้เท่าทัน

​ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัวเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะดิจิทัล (Thailand Digital Well-being Promotion Coalition: T-DiWell) ซึ่งเกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันของบุคคลและองค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักวิชาชีพ กุมารแพทย์ และจิตแพทย์ ชุมชน และเครือข่ายต่างๆ เพื่อร่วมออกแบบสังคมดิจิทัลให้บุคคลทุกช่วงวัย ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ มุ่งขับเคลื่อนงานผ่านการทบทวนองค์ความรู้และหลักฐานทางวิชาการ เพื่อนำเสนอแนวทาง มาตรการ และนโยบายในการยกระดับการใช้สื่อของเด็ก 0-12 ปี เป็นวาระสำคัญของชาติ เพื่อลดพฤติกรรมติดจอทั้งในมิติของสถานที่และเวลาใช้งาน และควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาสื่อที่ไม่เหมาะสมก่อนวัยอันควร พร้อมเปิดตัวประธานเครือข่าย T-DiWell คือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

The living will in Thailand: your legal right to refuse life-prolonging treatment
21/08/2026

The living will in Thailand: your legal right to refuse life-prolonging treatment

Thai law allows adults to record which treatments they do not want at the end of life. Learn how living wills work and what they must have.

21/08/2026

🎬 8.50 น. รอฟังว่า ความท้าทายของงานประชุมระดับประเทศ #สมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่19 ปีนี้จะมีตรีมการจัดงานอย่างไร มีไฮไลท์ที่น่าสนใจขนาดไหน รอชมพร้อมกันนะคะ

คจ.สจ.เลย เดินหน้าขับเคลื่อนสมัชชาสุขภาพจังหวัด ปี 2569 ชู 2 วาระสำคัญ “พลังชุมชนลด NCDs–เมืองอาหารปลอดภัยสู่ Blue Zone”...
20/08/2026

คจ.สจ.เลย เดินหน้าขับเคลื่อนสมัชชาสุขภาพจังหวัด ปี 2569 ชู 2 วาระสำคัญ “พลังชุมชนลด NCDs–เมืองอาหารปลอดภัยสู่ Blue Zone”

📍วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมศรีสองรัก ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดเลย คณะกรรมการสนับสนุนการจัดและขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย หรือ คจ.สจ.เลย จัดประชุมครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธาน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย ทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และวางแผนขับเคลื่อนงานประจำปี 2569

🔷การประชุมดังกล่าวมีวาระสำคัญ ประกอบด้วย การรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ คจ.สจ.เลย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมาของกระบวนการสมัชชาสุขภาพทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด การทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ตลอดจนการพิจารณาแนวทางจัดประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย ประจำปี 2569
🔷การดำเนินงานมุ่งเปิดพื้นที่กลางให้หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหา และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของจังหวัดเลยอย่างแท้จริง

🔷สำหรับปี 2569 กำหนดข้อเสนอนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมเข้าสู่กระบวนการสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย จำนวน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประเด็นที่ 1 การมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยมุ่งเน้นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง

ข้อเสนอดังกล่าวให้ความสำคัญกับการนำพลังของชุมชนมาเป็นกลไกหลักในการป้องกันและลดความเสี่ยง ตั้งแต่การค้นหาและคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยง การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านอาหารและการออกกำลังกาย การติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยบริการสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชน เพื่อสร้างระบบดูแลสุขภาพที่เข้มแข็งและยั่งยืน
ประเด็นที่ 2 เมืองอาหารปลอดภัยเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพ หรือ Safety Food for Health-Oriented Community Tourism

แนวทางนี้มุ่งยกระดับเรื่อง “อาหารปลอดภัย” จากภารกิจด้านสาธารณสุขให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตและผู้แปรรูป ร้านอาหาร ชุมชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้เกิดระบบอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการในพื้นที่

🔷ทั้งนี้ จังหวัดเลยกำหนดจัดการประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดเลย ประจำปี 2569 ในวันที่ 18 กันยายน 2569 ภายใต้แนวคิด “กินเปลี่ยนเมือง สุขภาพเปลี่ยนเลย (Blue Zone)” เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมพิจารณาและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

🔷เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาจังหวัดเลยให้เป็น “เมืองต้นแบบ Loei Safety Food City สู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Blue Zone ของภูมิภาค ที่เติบโตบนรากฐานเศรษฐกิจ BCG อย่างยั่งยืน” โดยมุ่งให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เกษตรกรมีตลาดรองรับและมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการได้รับการยกระดับมาตรฐาน ชุมชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง และนักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารจังหวัดเลย

เศรษฐกิจโตอย่างเดียว ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการพัฒนาเปิด 4 ระบบ ‘ฐานข้อมูลสุขภาพ’ เชื่อมโยงพันธกิจระดับชาติสู่พื้นที่คสช.ต...
20/08/2026

เศรษฐกิจโตอย่างเดียว ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการพัฒนา
เปิด 4 ระบบ ‘ฐานข้อมูลสุขภาพ’ เชื่อมโยงพันธกิจระดับชาติสู่พื้นที่
คสช.ตั้ง คกก.ประสานการพัฒนาระบบปฐมภูมิฯ
ปูทางสู่การสร้างสุขภาวะคนไทยแบบยั่งยืน

จากข้อมูลดัชนีความอยู่ดีมีสุข หลายจังหวัดเห็นชัด เศรษฐกิจดีแต่คุณภาพชีวิตของ ประชาชนไม่ดีตามไปด้วย โจทย์ใหญ่ที่ประเทศต้องหันกลับมามองก่อนสายเกินแก้ จึงวัดเรื่อง เศรษฐกิจมุมเดียวไม่ได้ เพราะจำนวนเงินในกระเป๋าไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง หลายพื้นที่แลกการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยมลพิษและสุขภาพ ที่ประชุมเห็นรายงานสถานการณ์ความอยู่ดีมีสุขของคนไทย ข้อมูลชี้ชัดมีเรื่องต้องทำอีกเพียบ!

คสช.หนุน! นำข้อมูลเป็นกระจกสะท้อนชี้เป้า สร้างการรับรู้ในพื้นที่ เน้นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดยรองนายกฯ นำถกในที่ประชุม พร้อมย้ำ! อปท.เป็นแกนนำประสานการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบด้าน

เปิดมติสำคัญถกคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ประชุมรับทราบผลการพัฒนา “4 ระบบข้อมูล” ของ สช. เชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงาน-โครงการ-ภาคีเครือข่าย ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ-พัฒนาขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ขณะเดียวกันเห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก สาย รวก โขง ลุยมาตรการ 6 ด้าน ชง ครม. เคาะเป็นกรอบการปฏิบัติ พร้อมเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม

ที่ประชุม #คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ( #คสช.) ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2569 ซึ่งมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช. เป็นประธานการประชุม มีมติรับทราบการพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนโยบาย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้พัฒนาขึ้น รวม 4 ระบบ ที่จะนำไปสู่การออกแบบและพัฒนานโยบายสาธารณะได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาระบบข้อมูลฯ ในอนาคต ...อ่านเพิ่มเติม https://www.nationalhealth.or.th/NHCO/354

เชียงใหม่ผนึกกำลังตั้งรับ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ยกร่างธรรมนูญสุขภาพ ชู 5 กลไกยกระดับคุณภาพชีวิตครบทุกมิติจังหวัดเชียง...
20/08/2026

เชียงใหม่ผนึกกำลังตั้งรับ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ยกร่างธรรมนูญสุขภาพ ชู 5 กลไกยกระดับคุณภาพชีวิตครบทุกมิติ

จังหวัดเชียงใหม่เร่งอุดช่องว่างเชิงโครงสร้าง เดินหน้ายกร่าง " #ธรรมนูญสุขภาพรองรับสังคมสูงวัย" มุ่งเป้าดูแลประชากรสูงวัยที่พุ่งสูงถึง 1 ใน 4 ของจังหวัด พร้อมชู 5 เครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อผลักดันเชียงใหม่สู่ “เมืองแห่งการสูงวัยอย่างมีคุณค่าและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

เชียงใหม่ (18 สิงหาคม 2569) – คณะทำงานขับเคลื่อนระบบรองรับสังคมสูงวัยจังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกร่างธรรมนูญสุขภาพเพื่อรองรับสังคมสูงวัยจังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัด โดยมุ่งหวังให้ธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุใน 6 มิติหลัก ได้แก่ ด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วม และเทคโนโลยี รับมือ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด”

ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในระยะเวลาอันใกล้ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เชียงใหม่มีประชากรกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 420,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 25.67 ของประชากรทั้งจังหวัด (เท่ากับประชากร 1 ใน 4 คือผู้สูงอายุ)

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้น เชียงใหม่ยังคงเผชิญกับ “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง” หลายประการ อาทิ:
• ฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่กระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง
• การขาดแคลนบุคลากรและผู้ดูแล (Caregiver)
• งบประมาณที่มาจากหลายแหล่งและไม่เป็นเอกภาพ
• การขาด “กลไกเจ้าภาพร่วมระดับจังหวัด” ที่มีความชัดเจน
7 หมวดสำคัญ สู่ 5 กลไกเชิงปฏิบัติ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ประชุมจึงได้ร่วมกันกำหนดสาระสำคัญของธรรมนูญสุขภาพฯ โดยแบ่งออกเป็น 7 หมวด ได้แก่:
1. การกำหนดให้การรองรับสังคมสูงวัยเป็นวาระสำคัญของจังหวัด
2. การพัฒนาฐานข้อมูลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ
3. การยกระดับระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
4. การพัฒนาเมืองและชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
5. การส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัยและการจ้างงานผู้สูงอายุ
6. การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในทุกระดับ
7. การจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนและติดตามผลระดับจังหวัด

พร้อมกันนี้ ยังได้เสนอ เครื่องมือเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม 5 ประการ เพื่อนำธรรมนูญไปสู่การปฏิบัติจริง ได้แก่ การจัดตั้ง “Chiang Mai Ageing Board” เพื่อเป็นกลไกบูรณาการระดับจังหวัด, การตั้งกองทุนนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ, การพัฒนาบริการปฐมภูมิและศูนย์ดูแลกลางวัน (Day Care), การจัดทำธรรมนูญผู้สูงอายุเชียงใหม่ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัยแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Silver Economy)

การประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างแข็งขันจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ (อาทิ สำนักงาน พมจ.เชียงใหม่, สสจ.เชียงใหม่, อบจ.เชียงใหม่) ภาควิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคม นำโดยชมรมผู้สูงอายุจังหวัดเชียงใหม่และเครือข่ายโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่เคยประกาศร่วมกันไว้เมื่อปลายปี 2568 ว่าจะประสานทุกภาคส่วนเพื่อดูแลให้คนทุกกลุ่มวัย “กินดี อยู่ดี และมีระยะท้ายของชีวิตที่ดี”

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) งานมหกรรมขับเคลื่อนสังคมครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้แนวคิด...
20/08/2026

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) งานมหกรรมขับเคลื่อนสังคมครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้แนวคิด Co-Creating a Better Society: ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน

เตรียมพบกับ 3 ไฮไลต์ช่วงเวทีสำคัญที่จะมาร่วมเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ณ อาคารชาเลนเจอร์ Hall 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

1. พิธีเปิดและปาฐกถาพิเศษ “การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่ออนาคตประเทศไทย”
วัน-เวลา: วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 | เวลา 10.30 – 11.30 น.
องค์ปาฐก: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

2. ช่วงบรรยายพิเศษ “120 วัน พม. ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน”
วัน-เวลา: วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 | เวลา 11.30 – 12.00 น.
วิทยากร: นายนิกร โสมกลาง (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

3. Panel Talk “เสียงจากแนวหน้า: ทีมท้องถิ่นกับการดูแลคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง”
วัน-เวลา: วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 | เวลา 13.00 – 13.50 น.

จัดโดย: สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
ร่วมเสวนาโดยทีมงานแนวหน้าจังหวัดลำปาง:
คุณตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร (นายก อบจ.ลำปาง)

คุณกัลยารัตน์ รวยสูงเนิน (หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคม อบจ.ลำปาง)

คุณจิราพัชร ขัดแสน (นักกายภาพบำบัดปฏิบัติการ อบจ.ลำปาง)

คุณอารัญ ศรีวิชัย (อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ลำปาง)

คุณนริศรา ยิ่งชาญกุล (นายแพทย์ปฏิบัติการ สังกัด อบจ.ลำปาง)

คุณกาญจนา ไชยานนท์ (พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านแม่แป้น)

ผู้ดำเนินรายการ: คุณปรานอม โอสาร (หัวหน้าศูนย์วิชาการนโยบายระบบสุขภาพท้องถิ่น สช.)

🎟️ เข้าร่วมงานฟรีตลอดงาน!
👉 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่: https://sdx2026.online/

มาร่วมเปลี่ยนพลังความคิดให้เป็นการลงมือทำ เพื่อสร้างสังคมที่อยู่ดีและมีโอกาสสำหรับทุกคน!

🍂 ศิลปะแห่งการจากลา: เส้นทางและการเรียนรู้เรื่อง ‘การตายดี’ โดย ป้าศรี (คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์)
20/08/2026

🍂 ศิลปะแห่งการจากลา: เส้นทางและการเรียนรู้เรื่อง ‘การตายดี’ โดย ป้าศรี (คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์)

🍂 ศิลปะแห่งการจากลา: เส้นทางและการเรียนรู้เรื่อง ‘การตายดี’ โดย ป้าศรี (คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์)

​จากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอันโดดเดี่ยว สู่การยืนหยัดเคียงข้างเตียงผู้ป่วยในวาระสุดท้าย ป้าศรี-คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้ง ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม ได้อุทิศเวลากว่าทศวรรษเพื่อศึกษาและแบ่งปันความรู้เพื่อให้คนไทยเข้าใจเรื่อง ‘การตายดี’ ดังที่ท่านได้ถ่ายทอดไว้ว่า:

🍂 ​ปฐมบทแห่งความสงสัยในวัยเด็ก

​เรื่องความตายฝังอยู่ในความรู้สึกป้าตั้งแต่เด็ก แม่เสียชีวิตตอนอายุ 2 ขวบกว่าๆ เราเป็นเด็กโดดเดี่ยวและอยู่เมืองนอก ตอนนั้นเป็นคนไทยในหมู่คนต่างชาติ ชอบอ่านหนังสือ เคยคิดหาคำตอบว่า เมื่อตายแล้ว ชีวิตจะไปไหนต่อ

🍂 ​บทเรียนจากเตียงผู้ป่วยและความกตัญญูที่ไร้ทางออก

​จำได้ว่า เมื่อ 20-30 ปีเคยเห็นความตายของหมอที่นับถือกัน อายุ 99 ปี รักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชน ตอนนั้นมีท่อช่วยหายใจคาที่ปาก ดึงออกไม่ได้ ถูกมัดมือมัดเท้า เพราะกลัวท่านจะดึงออก อยู่ได้หนึ่งเดือนก็เสียชีวิต

​ตอนนั้นท่านมองมาที่เราแล้วร้องไห้ หมอไม่กล้าเอาท่อช่วยหายใจออก กลัวว่าคนไข้จะเสียชีวิต ทุกครั้งที่ความดันโลหิตตก ก็ฉีดยากระตุ้นหัวใจ ลูกสามคนก็ทรมานใจ เมื่อเราถามว่า อยากปล่อยให้คุณพ่อจากไปไหม ลูกๆ ไม่มีใครพูดอะไรเลย ป้าได้เรียนรู้ว่า ลูกเองไม่รู้จะเลือกอย่างไร

​ป้าจึงถามหมอว่า ปล่อยคนไข้ไป โดยไม่ต้องฉีดยากระตุ้นหัวใจเมื่อเกิดภาวะความดันตกได้ไหม หมอบอกว่า ท่านจะเสียชีวิต อาการเหมือนคนจมน้ำตาย เพราะน้ำท่วมปอด

​ตอนนั้นป้าไม่มีความรู้ และลูกๆ เขาก็ปล่อยให้เราจัดการ จนมาเจอคุณหมออีกท่านบอกว่า ถ้าเป็นพ่อผม ผมก็ปล่อย จากนั้นอีกสองวันคนไข้เสียชีวิต

​กรณีนี้ทำให้ป้าเข้าใจความทรมานของลูกที่มีคำว่ากตัญญูและความไม่เข้าใจเรื่องการแพทย์ และไม่รู้จะสื่อสารกับแพทย์อย่างไร อยากบอกเป็นความรู้ว่า การเจาะคอทรมานน้อยกว่าการใส่ท่อช่วยหายใจ

​ป้าเริ่มศึกษาทุกด้านของความตาย และเข้าใจคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งเรื่องความรัก ความกตัญญู พวกเขามีคำถามในใจว่า ถ้าจะปล่อยให้พ่อแม่เสียชีวิตจะบาปไหม หากถามว่า กรณีนี้เป็นห่วงใคร...ห่วงตัวเองไหม

🍂 ​ความจริงในโรงพยาบาลรัฐและที่มาของ "ชีวามิตร"

​อีกเรื่องที่ป้าเรียนรู้จากโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง คุณหมอบอกป้าว่า คนที่ตายทรมานยืดยาวที่สุดคือ พ่อแม่ของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะพวกเขาได้สิทธิดูแลพ่อแม่วาระสุดท้ายในโรงพยาบาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในสายตาเพื่อนๆ ถ้าปล่อยให้พ่อแม่จากไป ดูเหมือนไม่กตัญญู เพราะรัฐช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย

​แล้วจริงไหม...ถ้าไม่ฉีดยากระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนน้ำท่วมปอด? ป้าเข้าใจเรื่องนี้แล้ว คนไม่เข้าใจมาคุยกับชีวามิตรได้เลย นี่คือจุดที่ทำให้ก่อตั้งชีวามิตร

🍂 ​กระบวนการตามธรรมชาติในวาระสุดท้าย

​ในวาระสุดท้ายของคนป่วย เมื่ออวัยวะหนึ่งเสื่อมสภาพแล้ว ร่างกายไม่ต้องการพลังงาน เมื่อไม่ต้องการ ก็ไม่กิน คนไข้ก็หิวน้อยลง เมื่อถึงจุดหนึ่งคนไข้จะหยุดดื่ม เพราะการดื่มช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร ทำให้อาหารที่ส่งไปตามเส้นเลือดนำไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ มาถึงจุดหนึ่งไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ

​ขณะเดียวกัน ก้านสมอง ระบบประสาทอัตโนมัติ จะสั่งให้หลั่งสารฮอร์โมนเหมือนยาระงับประสาทธรรมชาติ ทำให้คนไข้อยากนอนและหลับไป

🍂 ​ก้าวสำคัญสู่การดูแลแบบประคับประคอง

​เราสู้มาสิบกว่าปี เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น เราเดินทางไปกับหมอ เพื่อเรียนรู้เรื่องการตายดีกับโรงพยาบาลทั่วโลก จนกระทั่งโรงพยาบาลในเครือข่ายกระทรวงสาธารณสุข มีหน่วยการดูแลแบบประคับประคอง

​นี่คือประวัติชีวามิตร เราสู้เพื่อให้ความรู้ในเรื่อง การตายดี คนที่จะกตัญญูต่อพ่อแม่ในวาระสุดท้าย มาศึกษาเรื่องกระบวนการการตายกับชีวามิตรได้

✨ ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์

อนึ่ง ผู้ที่ประสงค์จะทำพินัยกรรมชีวิต สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้

1. เข้าระบบที่เว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th

2. สมัครเป็นผู้ใช้ระบบ โดยการสร้างบัญชีการใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3.จัดทำหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการ โดยท่านที่มีหนังสือเดิมอยู่แล้วสามารถเลือกทำในรูปแบบการแนบไฟล์ หรือ "ทำใหม่"ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

4. หนังสือแสดงเจตนาฯ จะถูกจัดเก็บในระบบ สามารถเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทน ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง

5. สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดู และสถานพยาบาลให้การรักษาตามเจตนา

🍂 เพจชีวามิตร https://www.facebook.com/share/1BzKbrqmQk/

✨ ช่วยกันแชร์โพสต์นี้ให้สังคมไทยได้ตระหนักรู้เรื่องการตายดีด้วยนะคะ ✨

#ตายดี

ที่มา: SX Sustainability Expo

FB: โต๊ะป้าศรี CH Table

20/08/2026

ที่อยู่

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ. ติวานนท์ 14 ต. ตลาดขวัญ
Nonthaburi
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6628329013

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ:

ทางลัด

แชร์