31/07/2026
#สระบุรี — ล่าช้า เนิ่นนาน เงียบเชียบ — ปมน้ำเน่าเสีย จ.สระบุรี ประชาชนยังคงรอคอยการเปิดเผยในส่วนของหลักฐานที่ยังขาดอยู่ประมาณ 5% ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจาก "กรมโรงงานอุตสาหกรรม" หรือหน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กฎหมายให้อำนาจหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานได้ แต่จนบัดนี้ก็ยังคงไม่มีการตอบสนองใดๆ ...
ผ่านมาหลายเดือน น้ำเสียทั้งในสภาพดำ เขียวคล้ำ น้ำตาลเข้ม ฟองเต็มไปหมด ฯลฯ จากคลองต้นน้ำทั้งหลายที่มีผลตรวจออกมาชัดเจนแล้วว่าปนเปื้อนด้วยสารพิษระดับรุนแรง ต่างไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักหลายระลอก แต่สถานการณ์ด้านการหาต้นตอยังคงหยุดอยู่กับที่
ชวนอ่านเพิ่มเติม เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ
วันนี้ (31 กรกฎาคม 2569) ครบครึ่งเดือนแล้วที่ได้มีการฝากโจทย์ถึงหน่วยงานกำกับดูแลว่า ในส่วนหลักฐานที่ยังขาดอยู่ประมาณ 5% เพื่อที่จะเชื่อมโยงจับ ‘ผู้ร้าย’ หรือคนก่อมลพิษกรณีน้ำเสียหรือน้ำดำที่ จ.สระบุรีนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรมที่กฎหมายให้อำนาจหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานได้
แต่จนบัดนี้ก็ยังคงไม่มีการตอบสนองใดๆ แม้แต่การแถลงผลจากการที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงตรวจโรงงาน 3 แห่งเมื่อวันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเคยมีการระบุไว้ว่า “คาดใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 2 สัปดาห์” แต่ผ่านมาเกือบ 2 เดือนแล้วก็ยังไม่มีการเปิดเผยผลอย่างจริงจังและชัดเจน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ อาจก่อหายนะร้ายแรงเป็นวงกว้างและลงลึกยาวนาน อีกทั้งสาธารณชนก็ให้ความสนใจ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่
สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงการส่งข่าวแจกไปยังสื่อมวลชนจนมีการสื่อสารออกมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมว่า กรอ. สั่ง 2 โรงงานประกอบกิจการด้านการจัดการกากของเสียให้หยุดประกอบกิจการ ประกอบด้วยบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG และบริษัท ที.เอ็น.ซี รีไซเคิล จำกัด แต่ข่าวก็ไม่บอกชัดเจนว่าเป็นเพียงการสั่งหยุดประกอบกิจการ “ชั่วคราว” เท่านั้น
ส่วนประเด็นความผิดที่ตรวจพบมีการระบุเพียงสั้นๆ โดยไม่มีการชี้ชัดว่าความผิดเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการเกิดน้ำเสียปนเปื้อนสารอันตรายจำนวนมากอย่างเข้มข้นในคลองหนองน้ำเขียว คลองเกด คลองห้วยตะเข้ และคลองเพรียว หรือไม่ แค่ไหน อย่างไร
ไม่มีการให้ข้อมูลแม้แต่ส่วนของข้อเท็จจริงที่ว่า 2 โรงงานดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำคลองหนองน้ำเขียวซึ่งเป็นสายน้ำที่พบสารโลหะหนักมีค่าเกินมาตรฐานความปลอดภัยหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นตะกั่ว (Pb) ทองแดง (Cu) ปรอท (Total Hg) นิกเกิล (Ni) สารหนู (As) แคดเมียม (Cd) และสังกะสี (Zn)
ระดับผู้บริหารของ กรอ. มีการแสดงท่าทีให้ความสนใจกรณีนี้เพียงการให้ข่าว แต่ยังไม่เคยลงปฏิบัติการหรือสั่งการจริงจัง ผู้บริหารระดับเหนือกว่าอย่างปลัดกระทรวงยิ่งไม่เคยมีบทบาท ทั้งๆ ที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
และไม่ต้องพูดถึงรัฐมนตรี เขาดูไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ในขณะที่หากเป็นไปตามมาตรฐานสากล กรณีเกิดมลพิษจากอุตสาหกรรมระดับทำลายแม่น้ำสายสำคัญของประเทศเช่นนี้ ระดับเจ้ากระทรวงย่อมนั่งไม่ติด ต้องสวมบทบาทผู้นำเข้าลุยแก้ไขปัญหา หยุดมลพิษจากแหล่งกำเนิดให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยธรรมชาติทำหน้าที่เจือจางมลพิษไปเองวันต่อวัน และผู้ก่อมลพิษควรต้องถูกเปิดโปงและลงโทษ ไม่ใช่ได้รับการพิทักษ์ไว้ด้วยการปกปิดชื่อ และรอให้ความสนใจของผู้คนซาไปเอง
ผ่านมาหลายเดือน น้ำเสียทั้งในสภาพดำ เขียวคล้ำ น้ำตาลเข้ม ฟองเต็มไปหมด ฯลฯ จากคลองต้นน้ำทั้งหลายที่มีผลตรวจออกมาชัดเจนแล้วว่าปนเปื้อนด้วยสารพิษระดับรุนแรง ต่างไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักหลายระลอก แต่สถานการณ์ด้านการหาต้อตอยังคงหยุดอยู่กับที่ หน่วยราชการไม่มีใครกล้าระบุผู้ก่อมลพิษด้วยซ้ำ เนื่องจากเกรงอิทธิพล การข่มขู่ การชิงฟ้องปิดปาก หรือแม้แต่การคุกคาม แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ รัฐมนตรีและรัฐบาลยิ่งควรต้องออกโรงไม่ใช่หรือ?..
เรื่อง : ปานรักษ์ วัฒกะวงศ์ มูลนิธิบูรณะนิเวศ