หยุดภัยมลพิษ Pollution-Free EARTH

หยุดภัยมลพิษ Pollution-Free EARTH หยุดภัยมลพิษ Pollution-Free EARTH

โครงการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเพื่อลดความเสี่ยงจากมลพิษอุตสาหกรรม ดำเนินงานโดย มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH: Ecological Alert and Recovery - Thailand) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. สำนัก 2) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับมลพิษอุตสาหกรรม และกิจกรรมการรณรงค์เพื่อหยุดภัยคุกคามจากมลพิษอุตสาหกรรมต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

 #ปราจีนบุรี อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ออกคำสั่งให้โรงงาน กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ตรวจสอบจุดรั่วไหล และปร...
04/10/2026

#ปราจีนบุรี อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ออกคำสั่งให้โรงงาน กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ตรวจสอบจุดรั่วไหล และปรับปรุง หลังปมคราบสีรุ้งโผล่น้ำท่วมปราจีนบุรี ด้านมูลนิธิบูรณะนิเวศ มองขั้นต่ำควรสั่งปิดปรับปรุง หรือยกเลิกโรงงานเลย เพราะพื้นที่ไม่เหมาะสม ใกล้แหล่งเกษตรกรรม มีโอกาสท่วมบ่อย
ดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวถึงปัญหาของคำสั่งอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนฯ โดยสรุปจะมีด้วยกัน 2 เรื่องใหญ่ คือ ให้บริษัทปิดคลุมหลุมฝังกลบ คำถามคือบริษัทฯ สามารถทำได้หรือไม่ เพราะพื้นที่ทั้งหมดมันถูกฝนชะลงมาเรียบร้อย และพบการกระจายการปนเปื้อนแล้ว
ส่วนอีกข้อหนึ่งที่ระบุว่า ให้สำรวจพื้นที่ปนเปื้อนทั้งภายในและภายนอกโรงงาน หากพบการปนเปื้อน ให้ดำเนินการแก้ไขและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นคำสั่งที่นามธรรมมาก ไม่มีการระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าต้องดำเนินการแก้ไขหรือฟื้นฟูอย่างไร
“คำสั่งเหล่านี้สำหรับเรา คือให้รู้สึกว่าอุตสาหกรรมจังหวัด กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการแอ๊กชันปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่มันเป็นการปฏิบัติการที่ไม่มีน้ำหนักเลย” ดาวัลย์ เผย
เนื่องจากผลกระทบจากการปนเปื้อนที่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง เธอเสนอว่าบทบาทของการกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ควรมีมาตรการที่จริงจังและเด็ดขาดกว่านี้ อย่างการออกคำสั่ง มาตรา 39 พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อให้มีการปิดปรับปรุง หรือให้ดีกว่านี้ ควรมีการยกเลิกการตั้งโรงงานประเภทนี้ในพื้นที่นี้ไปเลย
“ส่วนหนึ่ง มาตรา 39 มันเป็นเพียงคำสั่งในการปรับปรุง เขาจะมีระยะเวลาในการปรับปรุง แต่ในเมื่อสถานที่ตั้งไม่เหมาะสมอยู่แล้ว และมีโอกาสที่จะเกิดการท่วมแบบนี้อีก เราก็เห็นควรว่าต้องยกเลิกใบประกอบกิจการโรงงานนี้
“มันไม่ควรที่จะให้ชาวบ้านต้องมาเสี่ยงแบบนี้อีก และก็สิ่งที่แพร่กระจายออกไปมันจะไปตกค้างในที่นาของชาวบ้านอีกยาวนานแค่ไหน เราก็ไม่รู้” ดาวัลย์ กล่าว
ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด เคยอ้างว่าทำงานไม่ได้เพราะน้ำท่วม สำหรับทีมมูลนิธิบูรณะนิเวศ มองว่าฟังไม่ขึ้น เพราะว่าความเดือดร้อนและความเสียหายมันเกิดขึ้นรุนแรง มันมากเกินกว่าจะมาอ้างในลักษณะนี้
นอกจากนี้ ดาวัลย์ ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และการตรวจสอบให้กับทางหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอีก 4 ข้อ คือ
1. แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ปราจีนบุรีจะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ภาครัฐต้องดำเนินการมอนิเตอร์ด้านผลกระทบต่อเนื่อง เนื่องจากช่วงน้ำท่วม กลุ่มสารพิษ และสารเคมี จะถูกน้ำเจือจาง แต่เมื่อสถานการณ์คืนสู่ภาวะปกติ สารพิษจะเข้มข้นและตกค้างอยู่ในพื้นที่ กรมโรงงานฯ ต้องตรวจสอบผลกระทบว่าสารพิษปนเปื้อนในบริเวณโดยรอบเข้มข้น หรือแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขนาดไหน

2. ต้องเข้าไปตรวจสอบภายในโรงงาน บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ว่ามีการดำเนินการที่เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และมีการรั่วไหลของสารปนเปื้อนออกจากตัวโรงงานหรือไม่

3' ภาครัฐต้องจริงจังในการควบคุมตรวจสอบโรงงานประเภทที่เกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม และการรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมมากกว่านี้

4. หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องไตร่ตรองพิจารณาพื้นที่ และภูมิศาสตร์ให้รอบคอบ ก่อนอนุญาตให้โรงงานประเภทที่เกี่ยวกับกากอุตสาหกรรมเข้ามาตั้ง อย่างพื้นที่ปราจีนบุรี มันชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ และเสี่ยงเกิดน้ำท่วมบ่อย พื้นที่ลักษณะนี้ไม่ควรให้โรงงานเกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรมมาตั้งเลย
อ่านเพิ่มเติม ประชาไท 4 ตุลาคม 2569
https://prachatai.com/journal/2026/10/118994

อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ออกคำสั่งให้โรงงาน กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัดตรวจสอบจุดรั่วไหล และ...

 #ปราจีนบุรี หน่วยราชการเริ่มทำงานแล้ว!  กรณีพบคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันลอยบนผิวน้ำที่ท่วมทุ่งนาใน ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโ...
04/10/2026

#ปราจีนบุรี หน่วยราชการเริ่มทำงานแล้ว! กรณีพบคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันลอยบนผิวน้ำที่ท่วมทุ่งนาใน ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ ขณะที่ประชาชนตั้งคำถามถึงความล่าช้า และตั้งข้อสังเกตต่อการออกคำสั่งของ สอจ.ปราจีนบุรีว่า “การสั่งตามมาตรา 37 วรรค 1 อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ หรือ สอจ. ควรรายงานกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาใช้มาตรา 39 วรรค 1 (สั่งหยุดประกอบกิจการ) ซึ่งอาจตรงกับลักษณะปัญหามากกว่า”
ทั้งนี้มีการตั้งประเด็นเกี่ยวกับการเก็บตัวอย่างภายในโรงงานที่ควรมีการแสดงภาพระหว่างการเก็บตัวอย่างดังกล่าวต่อที่ประชุมและสาธารณชนด้วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ

หน่วยราชการจังหวัดปราจีนบุรีเริ่มทำงานแล้ว! ประชุมระดมแนวทางแก้ไขปัญหาสารเคมีรั่วไหลในสภาวะน้ำท่วม สำหรับกรณีพบคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันลอยบนผิวน้ำที่ท่วมทุ่งนาใน ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ. ปราจีนฯ) ลงพื้นที่เมื่อวานนี้ และสั่งโรงงานปรับปรุงแก้ไขแล้ว
วันนี้ (4 ตุลาคม 2569) เวลาประมาณ 11.00 น. ที่ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาสารเคมีรั่วไหล โดยมีชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าฯ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธาน
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือคือกรณีพบคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันลอยบนผิวน้ำที่ท่วมทุ่งนาใน ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีร่องรอยเชื่อมโยงกับกองกากอุตสาหกรรมของ ‘บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด’ ที่เป็นโรงงานประกอบกิจการหลุมฝังกลบ (105) และทำน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทน (106)
ช่วงหนึ่งอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี อภิรักษ์ อ่ำสุริยะ ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ลงพื้นที่ตรวจสอบ และได้ออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรค 1 ซึ่งเป็นมาตราที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ สั่งให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานแก้ไขหรือปรับปรุงโรงงาน เมื่อพบว่าการประกอบกิจการอาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อนแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
ทั้งนี้ ตั้งแต่เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา จากข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ได้รายงานไว้ว่า ทาง สอจ. ได้ “สำรวจพื้นที่ภายนอกโรงงานพบคราบน้ำมันลอยตัวบนผิวน้ำ มีคราบสีรุ้ง ตามที่เป็นข่าวและได้เก็บตัวอย่างน้ำปนเปื้อน 2 ตัวอย่าง
“สำรวจพื้นที่ภายในโรงงาน 105 (หลุมฝังกลบ) และ106 ทำน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทน พบมีน้ำท่วมเข้าในพื้นที่โรงงาน และได้เก็บตัวอย่างน้ำชะกากของโรงงาน 105 และน้ำปนเปื้อนบริเวณถังบรรจุ ของเสียที่ส่งมากำจัด ของโรงงาน 106 จำนวน 4 ตัวอย่าง
รวมทั้งระบุด้วยว่า ทาง สอจ. ปราจีนฯ ได้ลงบันทึกประจำวันเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ ที่ สภ. ศรีมหาโพธิ ก่อนนำตัวอย่างน้ำปนเปื้อนส่งตรวจวิเคราะห์ ณ ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก กรมโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี
ในที่ประชุมระดับจังหวัด สุเมธ เหรียญพงษ์นาม หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งที่ติดตามปัญหากรณีคราบสีรุ้งมาตั้งแต่ต้นได้สอบถามถึงกรณีของการออกคำสั่งมาตรา 37 ว่า หากยึดตามอำนาจของ สอจ. ในเบื้องต้นคือการสั่งตามมาตรา 37 วรรค 1 แต่จากภาพโดรนที่ประชาชนเผยแพร่ จะพบลักษณะคราบน้ำมันในพื้นที่ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกิจการ 106 ที่เปิดในโรงงานสามารถรับน้ำมันใช้แล้วเข้ามาในพื้นที่ได้
“น้ำมันรั่วกระจายทั่วแผ่นดินสั่งแค่ให้ปรับปรุง?” สุเมธตั้งประเด็นแสดงความกังวล
สุเมธ ตั้งข้อสังเกตต่อการออกคำสั่งของ สอจ.ปราจีนบุรีด้วยว่า “ดังนั้นในสถานการณ์นี้ การสั่งตามมาตรา 37 วรรค 1 อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ หรือ สอจ. ควรรายงานกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาใช้มาตรา 39 วรรค 1 (สั่งหยุดประกอบกิจการ) ซึ่งอาจตรงกับลักษณะปัญหามากกว่า”
ในประเด็นนี้ อภิรักษ์ ได้ชี้แจงว่า “มาตรา 37 วรรค 1 เป็นอำนาจของอุตสาหกรรมจังหวัด ผมสั่งละ เพื่อป้องกันการระงับเหตุ และได้ทำหนังสือไปที่ท่านอธิบดี (กรมโรงงานอุตสาหกรรม) แล้ว ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบ เพราะอำนาจในการสั่งมาตรา 39 วรรค 1 เป็นอำนาจของท่านปลัดกระทรวง (อุตสาหกรรม) ซึ่งจะต้องมอบหมายให้อธิบดีกรมโรงงานฯ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมได้แจ้งไปแล้ว”
อุตสาหกรรมจังหวัดชี้แจงเพิ่มเติมถึงสถานะของบ่อฝังกลบกากของโรงงานดังกล่าวอีกว่า “ในวันนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ระงับการนำเข้ากากอุตสาหกรรมไปเรียบร้อยแล้ว”
สุเมธยังตั้งคำถามถึงความล่าช้าของการดำเนินการ ซึ่งก่อนหน้านี้เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งได้เข้าแจ้งข้อกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของบ่อฝังกลบดังกล่าวต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยแจ้งตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ก่อนพบการแพร่กระจายของคราบในพื้นที่เป็นวงกว้าง แต่เวลาผ่านไปหลายวันโดยไม่มีการดำเนินการใดๆ
อุตสาหกรรมจังหวัดชี้แจงว่าไม่ใช่ว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ติดตามปัญหานี้ ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ
“เราไม่ได้ใช้คนอย่างเดียว เราใช้เทคโนโลยีเข้ามา ผมผสานกับทาง ทสจ.ในฐานะที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านก็ส่งข้อมูลมา ผมก็เอาข้อมูลตรงนั้นมาประมวล ผมก็ออกคำสั่ง คือตอนนี้เราไม่ได้ทำงานแค่อุตสาหกรรมจังหวัดอย่างเดียว”
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมจังหวัดแจ้งว่า เจ้าหน้าที่เพิ่งเข้าตรวจสอบภายในโรงงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมชี้แจงว่า ตามกฎหมายไม่ได้มีเพียงสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเท่านั้นที่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่โรงงานได้
“ถามว่าใครบ้างมีสิทธิเข้าพื้นที่โรงงานได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. โรงงาน ตามที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมอบหมาย หนึ่งท่านผู้ว่าฯ สองท่านนายอำเภอ สามท่านนายก อบต. สี่เจ้าหน้าที่ของอุตสาหกรรมจังหวัด อันนี้จะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เข้าได้ ส่วนท่านอื่นๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าของพื้นที่” อุตสาหกรรมจังหวัดแจกแจง
นอกจากนั้น อุตสาหกรรมจังหวัดยืนยันอีกว่า ที่ผ่านมาทำตามขั้นตอน แล้วแจ้งว่า หลังจากนี้หากมีหลักฐานเพิ่มเติมก็จะมีการดำเนินการแจ้งความดำเนินการเอาผิดเพิ่ม เบื้องต้นตอนนี้ทางโรงงานกำลังดำเนินการฟื้นฟู ช่วงบ่ายนี้จะให้เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ว่าเขาทำการฟื้นฟูอย่างไร
“ตอนนี้เขาได้ดูดซับน้ำมันหรืออย่างไร แล้วในวันพรุ่งนี้จะมีส่วนกลาง กรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่ ถ้ามีประเด็นอะไรเพิ่มเติมจะนำเรียนกับผู้ว่าอีกที”
ช่วงหนึ่ง เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศสอบถามอุตสาหกรรมจังหวัดถึงข้อมูลการเก็บตัวอย่างภายในโรงงาน โดยระบุว่า จากข้อมูลที่ สอจ. ปราจีนบุรี เผยแพร่ต่อสาธารณะ ระบุว่ามีการเก็บตัวอย่างน้ำชะกากจากโรงงาน 105 และน้ำปนเปื้อนบริเวณถังบรรจุของเสียที่ส่งมากำจัดจากโรงงาน 106 รวม 4 ตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่หน่วยงานเผยแพร่ พบว่ามีเพียงภาพการเก็บตัวอย่างบริเวณภายนอกโรงงาน จึงมีข้อสงสัยว่า หากมีการเก็บตัวอย่างภายในโรงงานตามที่รายงานจริง ควรมีการแสดงภาพระหว่างการเก็บตัวอย่างดังกล่าวต่อที่ประชุมและสาธารณชนด้วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างชัดเจน
“รูปไม่ได้อยู่ที่ผม อยู่ที่เจ้าหน้าที่” คือคำตอบของอุตสาหกรรมจังหวัด
เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศจึงชี้แจงเพิ่มเติมพร้อมให้ข้อเสนอว่า “สาเหตุที่ต้องสอบถามเพื่อความชัดเจน เพราะว่ากรณีของหลุมฝังกลบลักษณะนี้มีอีกหลายพื้นที่ ซึ่งตามอำนาจของอุตสาหกรรมจังหวัดต้องหาต้นเหตุภายในโรงงาน เพื่อที่จะมาเชื่อมโยงกับลายนิ้วมือของสารเคมีที่รั่วไหลสู่ภายนอก สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนอยากรู้ ว่าสุดท้ายการเก็บ (ตัวอย่าง) ภายใน มีภาพประกอบให้เห็นไหมว่าเก็บจุดไหนบ้าง”
“เดี๋ยวตอบเลยครับ เคสนี้ดำเนินคดีแน่นอนครับ ซึ่งเราเก็บตามเพื่อให้ได้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เอาไปแจ้งความ แต่ว่าดำเนินคดีแน่นอน ทั้ง พ.ร.บ. โรงงาน ทั้ง พ.ร.บ. วัตถุอันตราย” อภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีย้ำ
“หากยืนยันว่ามีภาพเก็บตัวอย่างภายในโรงงาน ถ้าอย่างนั้นช่วยเผยแพร่ทางเพจสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดได้ไหมครับ ว่ามีการเก็บตัวอย่างตรงไหนบ้าง จะเป็นสิ่งยืนยันข้อเท็จจริงครับ” เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศย้ำ พร้อมระบุว่า หากภาพดังกล่าวไม่ได้อยู่กับเจ้าหน้าที่ในขณะนี้ ก็สามารถนำมาเผยแพร่ภายหลังได้
“ถ้าเผยแพร่ได้ก็เผยแพร่ออกไปนะ พี่น้องประชาชนเขาจะได้ดูด้วย” ชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ประธานในที่ประชุม แจ้งย้ำกับอุตสาหกรรมจังหวัด
เรื่อง : นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ

04/10/2026

สนง.อุตฯ ปราจีนบุรี ขยับ! ลงตรวจคราบน้ำมันจุดน้ำท่วมใกล้ รง.หลุมฝังกลบ-ทำน้ำมันเชื้อเพลิง ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ เก็บตัวอย่างน้ำชะกากภายในโรงงาน หลังปชช.ร้องเรียนข้อกังวลมาตลอดสัปดาห์

 #อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ชาวบ้านต่างตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดสรรน้ำปริมาณ 99.5 ล้านคิว ว่าถูกจัดสรรเพื่อใคร และใคร...
03/10/2026

#อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ชาวบ้านต่างตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดสรรน้ำปริมาณ 99.5 ล้านคิว ว่าถูกจัดสรรเพื่อใคร และใครจะได้ใช้น้ำก่อน ระหว่างเกษตรกรรายย่อยกับภาคอุตสาหกรรม พร้อมแสดงจุดยืนในการไม่ยอมแลกผืนป่ากับอ่างเก็บน้ำ
“ทีน้ำแล้งไม่เคยปล่อยให้เราใช้ แต่พอฝนตกกลับปล่อยน้ำมาให้เรา... เลิกเอาคำว่าน้ำแล้งมาใช้กดดันและบีบคั้นพวกเราได้แล้ว”
ชาวบ้านใน อ.แก่งหางแมว ที่อยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำคลองประแกต คลองพวาใหญ่ และคลองหางแมว เล่าว่า ช่วงหน้าแล้งอ่างเหล่านี้ต้องเก็บน้ำไว้ให้พื้นที่ EEC ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ไม่ทยอยระบายออกเหมือนอ่างเก็บน้ำในที่อื่นๆ ในทางกลับกัน เมื่อถึงฤดูฝน น้ำในอ่างเพิ่มขึ้นก็ต้องระบายออก ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ท้ายน้ำเดือดร้อนจากน้ำท่วม พร้อมยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชาวจันทบุรีไม่ได้ขาดน้ำ
อ่านเพิ่มเติม เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ

ชาวบ้านจันทบุรียื่นหนังสือคัดค้าน “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ตั้งคำถาม... 7.2 พันล้านแลกป่ากว่าหมื่นไร่ สร้างเพื่อใคร
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 กลุ่มชาวบ้านและเครือข่ายคัดค้านอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เดินทางมาชุมนุมและยื่นหนังสือณ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ แสดงเจตนารมณ์คัดค้านโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อปกป้องผืนป่าสมบูรณ์และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยมีนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นตัวแทนรับหนังสือ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 อนุมัติงบประมาณ 7,200 ล้านบาท ให้กรมชลประทานเดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี (ระยะเวลาดำเนินการปี 2570–2576) ความจุ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยต้องแลกกับการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้รวมกว่า 11,982 ไร่ (แบ่งเป็นอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง 5,791 ไร่)
แม้รัฐบาลจะระบุว่า โครงการนี้จะช่วยส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรม 87,700 ไร่ แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า โครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 38 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการจูงใจการลงทุนกลุ่ม “ดาต้าเซ็นเตอร์” (Data Center) ที่ขอรับการส่งเสริมจาก BOI ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อระบายความร้อน
บรรยากาศการชุมนุมเป็นไปอย่างเข้มข้น ชาวบ้านต่างพากันตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดสรรน้ำปริมาณ 99.5 ล้านคิว ว่าถูกจัดสรรเพื่อใคร และใครจะได้ใช้น้ำก่อน ระหว่างเกษตรกรรายย่อยกับภาคอุตสาหกรรม พร้อมแสดงจุดยืนในการไม่ยอมแลกผืนป่ากับอ่างเก็บน้ำ
“ทั้งที่บ้านพวกเราตอนนี้ก็น้ำท่วมเหมือนกัน แต่พวกเรายอมทิ้งบ้าน ยอมทิ้งสวนทุเรียนที่น้ำท่วม เพื่อออกมาปกป้องผืนป่าผืนนี้” ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมกล่าว
“ทีน้ำแล้งไม่เคยปล่อยให้เราใช้ แต่พอฝนตกกลับปล่อยน้ำมาให้เรา... เลิกเอาคำว่าน้ำแล้งมาใช้กดดันและบีบคั้นพวกเราได้แล้ว”
ชาวบ้านใน อ.แก่งหางแมว ที่อยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำคลองประแกต คลองพวาใหญ่ และคลองหางแมว เล่าว่า ช่วงหน้าแล้งอ่างเหล่านี้ต้องเก็บน้ำไว้ให้พื้นที่ EEC ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ไม่ทยอยระบายออกเหมือนอ่างเก็บน้ำในที่อื่นๆ ในทางกลับกัน เมื่อถึงฤดูฝน น้ำในอ่างเพิ่มขึ้นก็ต้องระบายออก ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ท้ายน้ำเดือดร้อนจากน้ำท่วม พร้อมยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชาวจันทบุรีไม่ได้ขาดน้ำ
ทางเครือข่ายฯ ยังได้ตั้งคำถามว่า หากใช้คำว่าทำเพื่อชาวบ้านให้ใช้น้ำได้อย่างทั่วถึงตามที่กล่าวอ้างจริงๆ งบประมาณ 7,200 ล้านบาท ควรนำไปพัฒนาระบบกระจายน้ำให้เข้าถึงแบบทั่วถึงมากกว่าหรือไม่
นอกจากการยื่นหนังสือคัดค้านต่อกรมชลประทานแล้ว ในวันเดียวกันนี้เอง ตัวแทนเครือข่ายฯ ยังยื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย พร้อมทั้งยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลและกรมชลประทานเปิดเผยตัวเลขการจัดสรรน้ำที่ชัดเจน โปร่งใส และทบทวนยกเลิกโครงการดังกล่าว โดยยืนยันจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมยกระดับการเคลื่อนไหว หากยังไม่มีการตอบรับข้อเรียกร้องของภาคประชาชน..
เรื่องและภาพ : จิรภัทร ยศศักดิ์ มูลนิธิบูรณะนิเวศ

 #ฉะเชิงเทรา วิกฤตมลพิษซ้ำเติม!!  จับตา “อ่างลุ่มน้ำโจน 16” ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม น้ำล้นออกสู่คลอง ท่ามกลางฝนตกหนักต่...
02/10/2026

#ฉะเชิงเทรา วิกฤตมลพิษซ้ำเติม!! จับตา “อ่างลุ่มน้ำโจน 16” ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม น้ำล้นออกสู่คลอง ท่ามกลางฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมหลายพื้นที่ ชาวบ้านหวั่นมลพิษแพร่กระจายไหลตามน้ำ
อ่างเก็บน้ำแห่งนี้เคยตรวจพบ "โลหะหนัก" หลายชนิดเกินเกณฑ์ เช่น ทองแดง ตะกั่ว แมงกานีส และสังกะสี โดยการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบหลักฐานเชื่อมโยงการปนเปื้อนกับน้ำเสียจากโรงงาน บริษัท ที เอช เอช โมลีโพรเซสซิ่ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 โดยสารปนเปื้อนแพร่กระจายลงสู่ชั้นดินและน้ำใต้ดิน ก่อนลงสู่อ่างเก็บน้ำ
ปี 2567 ศาลมีคำพิพากษาว่าบริษัทมีความผิดจากการก่อมลพิษ และสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1,770 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ
อ่านเพิ่มเติมที่ หยุดโรงไฟฟ้าบูรพา & เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย

🚨 จับตา “อ่างลุ่มน้ำโจน 16” น้ำปนเปื้อนตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนูและอื่นๆ ล้นออกสู่คลอง ชาวบ้านหวั่นมลพิษไหลตามน้ำ

ท่ามกลางฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมหลายพื้นที่ของฉะเชิงเทรา นอกจากสารพิษจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รายงานว่าโดนน้ำฝนชะลงทางน้ำสาธารณะก่อนลงคลองระบมไปแล้วก่อนหน้านี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 หรือ “เขื่อนยายแจ๋ว” ในพื้นที่เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

🔴 อ่างแห่งนี้มีประวัติการปนเปื้อนของเสียอุตสาหกรรมมายาวนาน ปัญหาถูกตรวจพบหลังจากชาวบ้านแจ้งพบความผิดปกติขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงตรวจสอบ จากนั้นพบว่าน้ำและดินบริเวณอ่างมีความเป็นกรดสูง คุณภาพน้ำไม่เป็นไปตามมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน

ตรวจพบโลหะหนักหลายชนิดเกินเกณฑ์ เช่น ทองแดง ตะกั่ว แมงกานีส และสังกะสี จนในเวลานั้นเจ้าหน้าที่แจ้งให้ประชาชนงดใช้น้ำจากอ่าง

การตรวจสอบในเวลาต่อมาพบหลักฐานเชื่อมโยงการปนเปื้อนกับน้ำเสียจากโรงงาน บริษัท ที เอช เอช โมลีโพรเซสซิ่ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 โดยสารปนเปื้อนแพร่ลงสู่ชั้นดินและน้ำใต้ดิน ก่อนเคลื่อนเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ

⚖️ จนวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรามีคำพิพากษาว่า บริษัทมีความผิดจากการก่อมลพิษ โดยน้ำเสียที่มีสารปนเปื้อนรั่วไหลลงสู่ชั้นใต้ดิน ผ่านน้ำใต้ดิน และไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16
ศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายประมาณ 1,770 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย เพื่อความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้น

จากการติดตามของ กรมควบคุมมลพิษ ที่เผยแพร่ในปี 2568 ยังพบจุดเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินหลายจุดในอ่างและพื้นที่เกี่ยวเนื่องที่มีโลหะหนักไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยพบทั้ง ทองแดง แมงกานีส สังกะสี สารหนู และตะกั่ว ขณะที่ตะกอนดินบางจุดยังพบโลหะหนักที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเช่นกัน

🌊 จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณอ่างน้ำโจนที่ 16 ของ
สมทรง วัฒนา สมาชิกเครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ที่ร่วมรณรงค์หยุดโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ และการตรวจสอบเอกสารรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่พบว่า

ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 น้ำจากอ่างลุ่มน้ำโจน 16 ได้ล้นออกจากอ่างไหลเข้าสู่คลองม่วงโพรง โดยปริมาณน้ำในอ่างลุ่มน้ำโจน 16 ปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 102% ของความจุระดับเก็บกัก (ล้นออก)

สิ่งที่ชาวบ้านกังวลคือ เส้นทางน้ำจากคลองม่วงโพรงมีความเชื่อมโยงต่อไปยังระบบคลองในลุ่มน้ำท่าลาด บริเวณวัดชายเคือง ซึ่งใกล้จุดทำน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค

📣 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนตั้งแต่อ่างลุ่มน้ำโจน 16 จุดน้ำล้น คลองม่วงโพรง และจุดเชื่อมต่อกับคลองท่าลาด เพื่อตรวจ pH และโลหะหนัก รวมถึงสารปนเปื้อนที่เคยตรวจพบในพื้นที่ พร้อมเปิดเผยผลตรวจต่อประชาชนโดยเร็ว

หากพบว่ามลพิษจากพื้นที่เดิมถูกพัดพาออกมากับน้ำ ต้องมีมาตรการป้องกันประชาชนและแหล่งน้ำปลายน้ำทันที และเก็บหลักฐานไว้เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ก่อมลพิษและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป

🚨 เมื่อพื้นที่ที่ควรเป็นแหล่งผลิตอาหารแต่ถูกเปิดทางให้อุตสาหกรรมขยะเข้ามาแทรกตัวอยู่ ในวันที่เกิดน้ำท่วม สิ่งที่ไหลมากับน้ำอาจไม่ได้มีเพียงดิน โคลน และขยะ แต่อาจมีสิ่งปนเปื้อนที่ตาเรามองไม่เห็นแต่อันตรายถึงชีวิต

#อ่างน้ำโจนที่16 #เขาหินซ้อน #ฉะเชิงเทรา #ภัยมลพิษ
หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี หยุดภัยมลพิษ Pollution-Free EARTH มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)

 #พลเมืองสู้มลพิษ ชวนอ่าน “จากหนองพะวา คลิตี้ ถึงสาละวิน” บทเรียนสู้มลพิษ ส่งต่อความหวังในมือ New Gen  ถอดบทเรียนเวทีเสว...
02/10/2026

#พลเมืองสู้มลพิษ ชวนอ่าน “จากหนองพะวา คลิตี้ ถึงสาละวิน” บทเรียนสู้มลพิษ ส่งต่อความหวังในมือ New Gen
ถอดบทเรียนเวทีเสวนา “แดนมลพิษ” ชี้ชัดว่ามลพิษไม่ได้จบลงง่าย ๆ ชุมชนและคนรุ่นใหม่จึงต้องติดอาวุธด้วย “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง” ลุกขึ้นมาตรวจวัดค่าน้ำ-ดินด้วยตัวเอง ยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานในการอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และทวงคืนความเป็นธรรมทางสุขภาพอย่างเท่าเทียม
อ่านรายงานเต็มที่ Locals Thai PBS
https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/xf4d45b3fbfrehgcpv4sgymi-จากหนองพะวา-คลิตี้-ถึงสาละวิน-บทเรียนสู้มลพิษ-ส่งต่อความหวังในมือ-new-gen

ถอดบทเรียนเวทีเสวนา “แดนมลพิษ” ชี้ชัดว่ามลพิษไม่ได้จบลงง่าย ๆ ชุมชนและคนรุ่นใหม่จึงต้องติดอาวุธด้วย “วิ....

02/10/2026

ภาวะน้ำท่วมซ้ำเติมปัญหามลพิษภาคตะวันออก น้ำฝนชะสารพิษจาก รง.สู่ชุมชน-สวล. เช่นที่บ้านหนองพะวา จ.ระยอง, ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ขณะที่ภาครัฐยังล่าช้า-ละเลยต่อการจัดการปัญหา

 #มลพิษกากอุตสาหกรรม หลังเผชิญกับภาวะน้ำท่วม ปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น น้ำฝน...
02/10/2026

#มลพิษกากอุตสาหกรรม หลังเผชิญกับภาวะน้ำท่วม ปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น น้ำฝนได้ชะล้างและพัดพาเอาสารอันตรายจากโรงงานแพร่กระจายออกสู่ชุมชนภายนอก เช่น กรณีที่บ้านหนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่อยู่ใกล้กับโรงงานรีไซเคิลวินโพรเสส ที่มีการลักลอบฝังกลบกากของเสียอันตรายและสารเคมีทั้งของแข็งและของเหลวลงใต้ดิน ซึ่งสร้างมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน และผลกระทบก็ยังไม่จบสิ้น
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุปรากฏการณ์คราบสีรุ้งและตะกอนสีสนิมที่พบในพื้นที่ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าในการบำบัดกากสารเคมีตกค้าง และการขาดมาตรการรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพจากภาครัฐ
ที่สำคัญ ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่หนองพะวาเท่านั้น แต่พื้นที่อื่นๆ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีน้ำท่วมขัง ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงทางมลพิษในลักษณะเดียวกัน
ชวนรับชม รายการ ขยายเสียงเปลี่ยนเมือง ตอน ‘ระยองผวา คราบสีสนิมปริศนาปะปนน้ำท่วม‘ ไทยพีบีเอส
https://www.youtube.com/watch?v=-rYOUTSUwnY

#ขยายเสียงเปลี่ยนเมือง มีข้อสังเกตว่าฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ภาคตะวันออ...

ชวนรับชม รายการ ขยายเสียงเปลี่ยนเมือง ตอน ‘ระยองผวา คราบสีสนิมปริศนาปะปนน้ำท่วม‘ ไทยพีบีเอสhttps://www.youtube.com/watch...
01/10/2026

ชวนรับชม รายการ ขยายเสียงเปลี่ยนเมือง ตอน ‘ระยองผวา คราบสีสนิมปริศนาปะปนน้ำท่วม‘ ไทยพีบีเอส
https://www.youtube.com/watch?v=-rYOUTSUwnY

"พื้นที่บ้านหนองพะวา จ.ระยอง เป็นเหมือนระเบิดเวลา เพราะแม้ว่ากากอุตสาหกรรมหลายหมื่นตันจะถูกขนย้ายออกไปแล้ว แต่เราเชื่อว่ายังมีกากของเสียอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกลักลอบฝังลงใต้ดิน กรณีล่าสุดที่พบปลาตาย แม้จะยังระบุสาเหตุได้ไม่ชัดเจน แต่ก็พอสันนิษฐานได้จากคราบน้ำสีเหลือง สีน้ำตาล คล้ายสารประกอบของเหล็ก" - เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)
ฝนที่ตกลงมาต่อเนื่องในพื้นที่ภาคตะวันออก สร้างความกังวลใจให้ชาวบ้านในพื้นที่ว่า อาจมีการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายจากในโรงงานสู่นอกโรงงาน โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนที่อยู่บริเวณใกล้กับโรงงานวิน โพรเสส อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งปิดตัวไปหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ แต่ยังคงหลงเหลือกากอุตสาหกรรมจำนวนมากที่ยังไม่ถูกจัดการ
📌 ติดตามได้ในรายการ ขยายเสียงเปลี่ยนเมือง ตอน ระยองผวา คราบสีสนิมปริศนาปะปนน้ำท่วม
⏰ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ในช่วงข่าวค่ำ
📺 ไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3
#ขยายเสียงเปลี่ยนเมือง #น้ำท่วมกรุงเทพ #ระยอง #หนองพะวา #กากอุตสาหกรรม #โรงงาน #วินโพรเสส #สารพิษ #สารเคมี #ขยะปนเปื้อน #นักข่าวพลเมือง #ไทยพีบีเอส #สื่อของทุกคน

ที่อยู่

Nonthaburi
11000

เบอร์โทรศัพท์

+6629525061

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ หยุดภัยมลพิษ Pollution-Free EARTH โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์