ภูมิ จิระเดชวงศ์

ภูมิ จิระเดชวงศ์ ประวัติศาสตร์บ้านเมืองเป็นเรื่องราวของเราทุกๆคน

✨ "หนึ่งศรัทธาของท่าน... สู่การร่วมสร้างมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่" ✨ 🙏🏻 ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน กัลยาณมิตร และผู้มีจิตศรัทธาทุก...
07/08/2026

✨ "หนึ่งศรัทธาของท่าน... สู่การร่วมสร้างมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่" ✨

🙏🏻 ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน กัลยาณมิตร และผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน
มาร่วมสืบสานพระพุทธศาสนาและสร้างมหากุศลอันยิ่งใหญ่
ที่จะจารึกเป็นเสบียงบุญติดตัวไปตลอดกาล

☸️ ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ “กฐินสามัคคีแห่งมหาศรัทธา”
🛕 เพื่อสมทบทุนสร้าง "มหาเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ"
อานิสงส์แห่งการสร้างพระธาตุเจดีย์นั้นยิ่งใหญ่ไพศาล
ถือเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้สถาพรยั่งยืนสืบไป

🗓 กำหนดการมหาบุญ:
วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

📍 สถานที่:
ณ พุทธสถาน พระบรมธาตุพระพุทธบาทควนสงฆ์
ตำบลนาโยงใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง

🪷 ท่านที่ประสงค์จะร่วมบุญออนไลน์ สามารถโอนปัจจัยได้ที่:
🏦 ธนาคารกรุงไทย (สาขาโรบินสัน ตรัง)
🔢 เลขที่บัญชี: 666-1-52935-0
👤 ชื่อบัญชี: วัดรัตนาภิมุข เพื่อพุทธสถาน พระบรมธาตุพระพุทธบาทควนสงฆ์

📞 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
🔸 นายทศจักร ปัญญานันต์ (อ.ทศ ปัญญา) โทร. 085 519 5259
🔸 คุณโสปรินญา ไชยพลบาล (หมอเอ๋) โทร. 062 897 8297

🕯️ ขอบุญกุศลแห่งมหาทานบารมีในครั้งนี้
จงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ปราศจากสรรพทุกข์ สรรพโศก โรคภัยทั้งปวงเทอญ สาธุ 🙏🏻✨

#กฐินสามัคคี #บอกบุญ #ทำบุญ #สร้างเจดีย์ #มหากุศล #พุทธสถานพระบรมธาตุพระพุทธบาทควนสงฆ์ #ตรัง

 #ขอเชิญร่วมพิธีบวงสรวงพระเสื้อเมืองนครศรีธรรมราชสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง มากว่าห้าศตวรรษวันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม ...
06/08/2026

#ขอเชิญร่วมพิธีบวงสรวงพระเสื้อเมืองนครศรีธรรมราช
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง มากว่าห้าศตวรรษ

วันอาทิตย์ที่ ๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ ศาลเจ้าพระเสื้อเมือง นครศรีธรรมราช
ขอเชิญพุทธศาสนิกชนและประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมพิธีบวงสรวงประจำปี เพื่อสักการบูชาและน้อมรำลึกถึงพระเสื้อเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งความเคารพศรัทธาของประชาชน และเป็นคติความเชื่อในการปกปักรักษาบ้านเมืองให้เกิดความสงบร่มเย็นสืบมาอย่างยาวนานกว่า ๕๐๐ ปี

ร่วมตั้งจิตอธิษฐานขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง หน้าที่การงานมั่นคง การค้าขายก้าวหน้า สุขภาพแข็งแรง และดำเนินชีวิตด้วยความราบรื่นปลอดภัย
โดยได้รับเกียรติจาก
คุณหญิงพรทิพย์ โรจนะสุนันท์
เป็นเจ้าภาพพิธีบวงสรวงในครั้งนี้
ขออานุภาพแห่งพระเสื้อเมือง เทพผู้คุ้มครองบ้านเมือง โปรดอภิบาลรักษาทุกท่านและครอบครัว ให้ประสบความสุข ความเจริญ มีผู้คนเมตตาเกื้อกูล หน้าที่การงานก้าวหน้า สุขภาพแข็งแรง และแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

แผนที่การเดินทางไปยังศาลเจ้าพระเสื้อเมืองนครศรีธรรมราช
https://maps.app.goo.gl/dM6NS6MaujiWRuJS8

“ อยากเป็นนายให้อยู่วัดท่าโพธิ์ อยากกินขนมโคให้อยู่วัดวัง อยากเป็นช่างให้อยู่วัดจันทร์ ”เลิกวัง ตั้งวัด #ประวัติความเป็น...
05/08/2026

“ อยากเป็นนายให้อยู่วัดท่าโพธิ์ อยากกินขนมโคให้อยู่วัดวัง อยากเป็นช่างให้อยู่วัดจันทร์ ”

เลิกวัง ตั้งวัด
#ประวัติความเป็นมาวัดท่าโพธิ์วรวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์

วัดท่าโพธิ์วรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรี ฝ่ายธรรมยุตินิกาย ตั้งอยู่ที่ ถ.ท่าโพธิ์ ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่อีกวัดหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีความเป็นมาเริ่มต้น ในยุคกรุงศรีอยุธยา ก่อนได้รกร้างไปหลายร้อยปี จนได้มีการบูรณะพลิกฟื้นกลับมาเป็นวัดอีกครั้ง

จากการค้นคว้าและเขียนประวัติความเป็นมาของวัดท่าโพธิ์วรวิหาร โดย ครูน้อม อุปรมัย อดีตสมาชิกผู้แทนราษฎรนครศรีธรรมราช ๔ สมัย ได้กล่าวประวัติของวัดท่าโพธิ์ไว้ ในหนังสือที่ระลึกของวัดท่าโพธิ์ไว้ ว่า แต่เดิมแล้ว วัดท่าโพธิ์นั้นตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนเทศบาลวัดท่าโพธิ์ โดยปรากฏหลักฐานพระพุทธรูปยุคโบราณองค์ใหญ่ ที่มีการสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระประธานของพระอุโบสถ ความเป็นมาเริ่มต้นของวัดท่าโพธิ์ สันนิษฐานว่า ได้สร้างขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ในราวปี พ.ศ.๒๐๒๗ ซึ่งชื่อของวัด มาจากภูมิประเทศของวัด ที่ตั้งอยู่ใกล้กับท่าน้ำ และมีต้นโพธิ์เป็นจุดสังเกต

วัดท่าโพธิ์ ได้เจริญสืบความเป็นวัดอยู่ราว ๑๔๔ ปี ใน พ.ศ.๒๑๗๑ รัชสมัยของสมเด็จพระอาทิตย์วงศ์ วัดท่าโพธิ์ถูกทำลายจากการรุกรานของกองทัพจากนครรัฐยะโฮร์ ในสงครามการรุกรานเมืองนครศรีธรรมราชครั้งนั้น วัดท่าโพธิ์ถูกเผาเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนสภาพได้เลย ผู้คนจึงเรียกวัดท่าโพธิ์แห่งนั้นว่า วัดท่าโพธิ์เก่า

ท่าโพธิ์ถึงวัดจะร้าง แต่ก็ยังคงชื่ออยู่ ในฐานะท่าที่ใช้ในการสัญจรไปยังตัวเมืองนครศรีธรรมราช และเป็นสายน้ำที่เชื่อมต่อไปยังคลองท่าเรียน ที่สามารถพายเรือขึ้นไปยังคลองท่าดี ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวเหนือบนลานสกาได้
ต่อมาในยุคสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงแต่งตั้งให้หลวงสิทธินายเวร ( หนู ) ขึ้นเป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าประเทศราชเสมอด้วยเมืองเชียงใหม่ ทางด้านเจ้าพัฒน์ เชื้อพระวงศ์บ้านพลูหลวงที่หลบหนีลี้ภัยมายังนครศรีธรรมราช ได้สมรสกับ ท่านหญิงนวล ธิดาคนโตของ พระเจ้านครศรีธรรมราช ( หนู ) โดยในยุคประเทศราช พระเจ้านครศรีธรรมราช ( หนู ) ได้แต่งตั้งเจ้าพัฒน์ขึ้นเป็นอุปราช เรียกกันว่า อุปราชพัฒน์ ซึ่งอุปราชพัฒน์ได้ทำการตั้งวังขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของท่าโพธิ์ ต่อมาเมื่อถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองนครศรีธรรมราชถูกลดฐานะเป็นเมืองในระดับเจ้าพระยามหานครตามเดิม และทางราชสำนัก ได้แต่งตั้งให้ เจ้าพัฒน์ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชถัดจาก พระเจ้านครศรีธรรมราช ( หนู )
เมื่อเจ้าพัฒน์ได้รับการโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแล้ว จำต้องสละวังที่อยู่เดิมเพื่อไปอาศัยยังวังเจ้าเมือง ( ปัจจุบันวังเจ้าเมือง อยู่ในบริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ) เจ้าพระยานครฯ ( พัฒน์ ) จึงได้ถวายพื้นที่วังของตนเพื่อสร้างเป็นวัด เรียกกันว่า “ วัดท่าโพธิ์ใหม่ ” ซึ่งวัดท่าโพธิ์แห่งนี้ เป็นหนึ่งในวัดที่อุปถัมภ์โดย สกุล ณ นคร ในตลอดการดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองของเจ้าพระยานครฯ ( พัฒน์ ) ได้ทำการสร้างวัดท่าโพธิ์แห่งนี้ จนกระทั่งเจ้าพระ ยานครฯ ( พัฒน์ ) ถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ.๒๓๕๘ เจ้าพระยานครฯ ( น้อย ) เจ้าเมืองนครท่านถัดมา จึงได้นำอัฐฐิของเจ้าพระยานครฯ ( พัฒน์ ) มาบรรจุในเจดีย์ที่อยู่ด้านหลังพระประธาน เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงผู้สร้างวัด
วัดท่าโพธิ์ เท่าที่มีการสืบทราบ มีรายชื่ออดีตเจ้าอาวาสดังต่อไปนี้ คือ
๑. พระครูกาเดิม ( ปุ่น ) ( ยุครัชกาลที่ ๓ )
๒. พระอธิการบุญจันทร์ ( ยุครัชกาลที่ ๓ )
๓. พระอธิการศรีปาน ( ยุครัชกาลที่ ๔ )
๔. พระอธิการหนู ( ยุครัชกาลที่ ๔ )
๕. พระอธิการศรีไหม ( ยุครัชกาลที่ ๕ )

หลังการมรณภาพของพระอธิการศรีไหม วัดท่าโพธิ์ได้รกร้างลงถึง ๒ ปี เพราะขาดกำลังคนที่จะเข้าไปดูแล จากที่ครูน้อม อุปรมัยได้บรรยายในงานเขียนของท่าน วัดท่าโพธิ์ได้ร้างจนสภาพเปลี่ยนเป็นป่าละเมา มีต้นไม้และวัชพืชงอกเต็มพื้นที่ จนท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ( หนูพร้อม ณ นคร ) ได้นิมนต์พระครูการาม ( จู ) เจ้าอาวาสวัดมเหยงค์ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ ซึ่งพระครูการาม ( จู ) ได้พัฒนาบูรณะวัดท่าโพธิ์ จนกลับฟื้นคืนสภาพความเป็นวัด
ภายหลังการมรณภาพของพระครูการาม ( จู ) เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์รูปต่อมา คือ พระมหาม่วง สิริรัตน์ ( ต่อมาดำรงสมณศักดิ์เป็นพระรัตนธัชมุนี หรือที่รู้จักกันว่า ท่านเจ้าคุณวัดท่าโพธิ์ บ้างก็เรียกท่านเจ้าคุณม่วง ) เนื่องจากท่านพระรัตนธัชมุนี ( พระมหาม่วง สิริรัตน์ ) เป็นพระผู้พัฒนาการศึกษา ดำเนินการ ศึกษาทั้งทางโลก และ ทางธรรม โดยท่านได้ดำเนินการสร้างโรงเรียน สถาน ศึกษาสำหรับกุลบุตร กุลธิดาทั่วภาคใต้ จึงทำให้วัดท่าโพธิ์ ถูกยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้น วรวิหาร ในปี พ.ศ.๒๔๖๐ ซึ่งเป็นปลายยุคสมัยรัชกาลที่ ๖

วัดท่าโพธิ์วรวิหาร มีความเป็นมาตั้งแต่ยุคสมัยเป็นวัดราษฎร์ฯ ผ่านการรกร้างผ่านการปรักหักพัง มีทั้งเจริญรุ่งเรือง และ ร่วงโรยไปตามกฎวัฎสงสารในโลก เป็นโชคดีที่ในยุคหลัง วัดท่าโพธิ์วรวิหารได้รับการทำนุบำรุงอยู่ตลอด จึงทำให้วัดมีความเจริญสืบต่อกันมา นอกจากนี้ วัดท่าโพธิ์วรวิหาร ยังเป็นการศึกษา แหล่งชุมนุมของผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ – รัชกาลที่ ๖ ในยุคสมัยที่ท่านพระรัตนธัชุมนี ( เจ้าคุณม่วง ) เป็นเจ้าอาวาส จึงมีคำเปรียบเปรยในยุคนั้นเกี่ยวกับวัดท่าโพธิ์เอาไว้ว่า “ อยากเป็นนายให้อยู่วัดท่าโพธิ์ อยากกินขนมโคให้อยู่วัดวัง อยากเป็นช่างให้อยู่วัดจันทร์ ” สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรือง และแหล่งการศึกษาที่สำคัญของวัดท่าโพธิ์วรวิหารในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

*** บทความนี้ได้เคยเผยแพร่ไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔

"วาจาสิทธิ์ จิตเมตตา เทวดาเมืองคอน"พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ หรือพระครูพิศิษฐ์อรรถการ (คล้าย จันทสุวัณโณ)
04/08/2026

"วาจาสิทธิ์ จิตเมตตา เทวดาเมืองคอน"
พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ หรือพระครูพิศิษฐ์อรรถการ (คล้าย จันทสุวัณโณ)

"หยั่งรากพุทธศาสน์ สร้างองค์เจดีย์พระบรมธาตุคู่แผ่นดิน"รำลึกบารมี พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และ พระนางเลือดขาว บรรพชนผู้สืบส...
04/08/2026

"หยั่งรากพุทธศาสน์ สร้างองค์เจดีย์พระบรมธาตุคู่แผ่นดิน"
รำลึกบารมี พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และ พระนางเลือดขาว บรรพชนผู้สืบสานความงามแห่งธรรม ส่งมอบมรดกแห่งศรัทธา... ให้ลูกหลานได้กราบไหว้ตราบสืบไป

มองกี่ครั้ง…ก็ยังเหมือน “เทริดโนรา” ประตูสู่วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช“สถาปัตยกรรมบางแห่ง มิได้มีเพียงความงามให้ชื่นชม ห...
03/08/2026

มองกี่ครั้ง…ก็ยังเหมือน “เทริดโนรา” ประตูสู่วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

“สถาปัตยกรรมบางแห่ง มิได้มีเพียงความงามให้ชื่นชม หากยังเปิดพื้นที่ให้ความทรงจำและจินตนาการของผู้คนได้สนทนากับอดีต”

ซุ้มประตูเยาวราช ประตูทางเข้าสู่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ นับเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญที่มีรูปทรงงดงาม โดดเด่น และผสมผสานรายละเอียดทางศิลปกรรมไว้อย่างมีเอกลักษณ์
สำหรับผู้เขียนแล้ว ทุกครั้งที่เงยหน้ามองส่วนยอดของซุ้มประตูแห่งนี้ ภาพที่ปรากฏในความรู้สึกยังคงคล้ายคลึงกับ “เทริดโนรา” เครื่องประดับศีรษะอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้
ความรู้สึกเช่นนี้มิใช่เพิ่งเกิดขึ้น หากก่อตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อได้มองซุ้มประตูจากหลากหลายมุม ยิ่งพิจารณา ก็ยิ่งเห็นความสอดคล้องของเส้นสาย รูปทรง และจังหวะขององค์ประกอบ ซึ่งชวนให้นึกถึงความสง่างามของเทริดโนราอย่างน่าประหลาด
แม้มุมมองดังกล่าวจะเป็นข้อสังเกตส่วนบุคคล มิใช่ข้อสรุปทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเจตนาในการออกแบบ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมสามารถเชื่อมโยงกับรากวัฒนธรรมและความทรงจำของผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง
เพราะบางครั้ง สิ่งที่มองเห็นด้วยสายตา อาจเป็นเพียงรูปทรงของอาคาร
แต่สิ่งที่มองเห็นด้วยหัวใจ อาจคืออัตลักษณ์ของแผ่นดินที่ซ่อนอยู่ภายใน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง
ซุ้ม “ประตูเยาวราช” กับวัดพระมหาธาตุเมืองนคร
ได้ที่
https://www.facebook.com/jiradejwong/posts/pfbid02Dog94FgTFxdAHjKxKRRX6XSz9DD432vetr1mHUxPzL574faN495HG3qDb6EWGXGgl

ถอดรหัสความเชื่อโบราณเหตุใดจึง “ #ห้ามเหยียบธรณีประตู”ณ วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชและพุทธสถานสำคัญ  โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์...
01/08/2026

ถอดรหัสความเชื่อโบราณ
เหตุใดจึง “ #ห้ามเหยียบธรณีประตู”
ณ วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชและพุทธสถานสำคัญ โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์

หากใครเคยมีโอกาสไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือพุทธสถานเก่าแก่ที่สำคัญแห่งอื่นๆ มักจะได้รับคำเตือนจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่า “ห้ามเหยียบธรณีประตู” หลายคนอาจสงสัยว่า ท่อนไม้ที่วางขวางอยู่กึ่งกลางประตูนี้มีความสำคัญอย่างไร และเหตุใดเราจึงต้องใช้วิธี “ก้าวข้าม” แทนที่จะเหยียบลงไป?

แท้จริงแล้ว ข้อห้ามดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อที่งมงาย แต่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง “ความศรัทธา” และ “ภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม” ของคนโบราณที่แฝงกุศโลบายไว้อย่างลึกซึ้ง ดังนี้

๑. มิติแห่งความศรัทธา ที่สถิตของเทพพิทักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในคติความเชื่อโบราณ "ธรณีประตู" ไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบของอาคาร แต่ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกภายนอกและพื้นที่ภายใน

#ที่สถิตของพระแม่ธรณี คำว่า "ธรณี" มีรากศัพท์ที่สื่อถึงผืนแผ่นดิน คนโบราณเชื่อว่าบริเวณนี้เป็นที่สิงสถิตของ “พระแม่ธรณี” เทพยดาผู้ปกปักรักษาผืนดิน การเหยียบธรณีประตูจึงเปรียบเสมือนการเหยียบย่ำและลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

#พระภูมิประตูหรือทวารบาล มีคติความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า ประตูของสถานที่สำคัญจะมีเทพารักษ์หรือบริวารของพระภูมิเจ้าที่ คอยทำหน้าที่เป็น “นายทวาร” ปกป้องคุ้มครองสถานที่นั้นๆ ไม่ให้สิ่งชั่วร้ายหรืออัปมงคลเล็ดลอดเข้ามาได้ การก้าวข้ามจึงเป็นการแสดงความเคารพต่ออารักษ์ผู้รักษาประตู
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศอย่าง วัดพระบรมธาตุฯ นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ การก้าวข้ามธรณีประตูจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการ "สำรวมกาย วาจา ใจ" ก่อนเข้าสู่เขตพุทธาวาสอันบริสุทธิ์

๒. มิติแห่งภูมิปัญญา กุศโลบายเชิงสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่
นอกเหนือจากเรื่องความเชื่อแล้ว หากมองในมุมของช่างไม้และสถาปัตยกรรมไทยโบราณ ธรณีประตู (ไม้ขนาดใหญ่ที่ไสตกแต่งทาสีและฝังขวางอยู่ด้านล่าง) มีหน้าที่ทางโครงสร้างที่สำคัญมาก

• ปกป้องบานประตูพังทลาย: ประตูโบราณไม่มีบานพับเหล็กแบบปัจจุบัน แต่ใช้ระบบ "เดือยไม้" ที่ทำยื่นออกมาจากบานประตูเพื่อเสียบลงไปในรูของธรณีประตู (เรียกว่า เดือยธรณี) หากมีคนเดินเหยียบธรณีประตูบ่อยๆ น้ำหนักและการเสียดสีจะทำให้เนื้อไม้ทรุดหรือสึกหรอ เมื่อรูเดือยหลวม บานประตูที่หนักมากอาจเอียง หลุดล้มลงมาทับคน หรือทำให้โครงสร้างเสียหายได้

• ดักสิ่งแปลกปลอม: ธรณีประตูทำหน้าที่ปิดช่องว่างด้านล่างบานประตู ช่วยป้องกันฝุ่นละออง น้ำฝน รวมถึงสกัดกั้นสัตว์เลื้อยคลานและแมลงมีพิษไม่ให้เข้ามาในอาคาร

• กุศโลบายเตือนสติ: การที่ธรณีประตูมีขนาดใหญ่และนูนสูงขึ้นมา บังคับให้ผู้ที่เดินผ่านต้อง "ก้มมองและก้าวข้าม" กุศโลบายนี้ช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการเดินสะดุดหกล้ม และในขณะเดียวกัน การก้มศีรษะลงเพื่อมองพื้นก็คือการปรับสรีระให้เกิดความอ่อนน้อมถ่อมตนและมีสติโดยอัตโนมัตินั่นเอง

ความเชื่อเรื่องการ “ห้ามเหยียบธรณีประตู” จึงเป็นมากกว่าข้อห้ามโบราณ แต่เป็นมรดกทางความคิดที่บรรพบุรุษไทยสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรม ป้องกันอุบัติเหตุ และขัดเกลาจิตใจของผู้คนให้มีความกะตือรือร้น มีสติ และรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนเมื่อก้าวเข้าสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

(เนื้อหานี้ถูกปรับปรุงและขยายความเพิ่มเติมจากบทความเดิมของ ภูมิ จิระเดชวงศ์ เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๐)

 #เปิดหน้าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่จาก “เจดีย์กลางวิหาร” สู่ “พระประธานองค์ใหญ่”ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงภายในวิหารหลวง วัดพร...
31/07/2026

#เปิดหน้าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่
จาก “เจดีย์กลางวิหาร” สู่ “พระประธานองค์ใหญ่”
ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงภายในวิหารหลวง วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช
เมื่อพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์ ถูกปรับเปลี่ยนเป็นที่ประดิษฐานพระประธานองค์ใหญ่ในตำแหน่งเดิม
โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์

พระวิหารหลวง แห่ง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช คืออาคารศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนหยัดคู่กับองค์พระบรมธาตุเจดีย์มาหลายศตวรรษ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานของ พระศากยมุนีศรีธรรมราช พระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่ที่สง่างาม แต่มี สมมติฐานทางโบราณคดี ที่น่าสนใจซ่อนอยู่ใต้ฐานพระประธานที่เรากราบไหว้อยู่ อาจเคยเป็น ที่ประดิษฐานเจดีย์องค์เล็กมาก่อน
รูปแบบสถาปัตยกรรมนี้คือ "ถูปาฆาระ" (Thupaghara) หรือ วิหารครอบเจดีย์ ซึ่งไม่ใช่รูปแบบของสยามแต่เป็น อิทธิพลของลังกา นี่คือการสืบเสาะหา " #เจดีย์ที่หายไป" ที่จะเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในมิติของคติความเชื่อและอำนาจทางการเมือง-ศาสนาของอาณาจักรเมืองนครฯ

๑. #หลักฐานจากตำนานและแบบแผนสถาปัตยกรรม
ปริศนานี้เริ่มต้นจาก เอกสารปฐมภูมิ ที่สำคัญที่สุดของนครศรีธรรมราช คือ " #ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช" ซึ่งเป็นหลักฐานที่นักวิชาการได้ตีความและวิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงการก่อสร้างวิหารหลวงโดย ศรีมหาราชา (สันนิษฐานว่าอยู่ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 18-19):
"ศรีมหาราชาสร้างพรวิหาร... เปนมรฎบล้อมแลก่อพรเจดีย์ในพรวิหารลง...แล้วกอพรพุทธรูปเปนดั้บสีด้าน..."
• แก่นของหลักฐาน: ข้อความนี้ไม่ได้เน้นที่พระพุทธรูปเป็นประธาน แต่กล่าวถึงการ "ก่อพระเจดีย์ในพระวิหาร" และมีพระพุทธรูป 36 องค์ล้อมรอบ
• การเชื่อมโยงสู่ลังกา: นักโบราณคดี (เช่น อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์) ได้เปรียบเทียบรูปแบบนี้กับ "วฏะทาเค (Vaṭadāge)" ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะของศรีลังกา (ลังกา) ที่ออกแบบให้มีวิหารทรงกลมหรือสี่เหลี่ยม ครอบสถูป (เจดีย์) ประธาน เพื่อการบูชาพระบรมสารีริกธาตุโดยตรง การค้นพบนี้เป็น พยานสำคัญ ยืนยันถึง ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง และอิทธิพลทางพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ที่เดินทางมาสู่เมืองนครฯ

๒. #จุดเปลี่ยนทางคติ: การแปลงโฉมในรัตนโกสินทร์
ถูปาฆาระ ที่เป็นศูนย์กลางความศรัทธาได้ หายไป หรือ ถูกเปลี่ยนโฉม ในช่วง รัตนโกสินทร์ตอนต้น ประมาณ รัชกาลที่ ๒–๓ (ราว พ.ศ. ๒๓๕๔ – ๒๓๘๒)
• แรงจูงใจทางคติ: ในยุคนี้ คติการบูชาได้เปลี่ยนไป ราชธานีสยามให้ความสำคัญกับการสร้าง พระพุทธรูปขนาดใหญ่ ในพระวิหาร เพื่อเป็น ตัวแทนของพระพุทธเจ้า และเป็นศูนย์กลางความศรัทธาแทนที่เจดีย์
• สมมติฐานการเปลี่ยนผ่าน: การบูรณะครั้งสำคัญภายใต้การกำกับของ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ และ เจ้าพระยานคร (น้อย) จึงไม่ใช่เพียงการซ่อมแซม แต่เป็นการ "ปฏิรูป" พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ครั้งใหญ่ ช่างหลวงอาจใช้ ๒ วิธีการ:
๑. รื้อถอนเจดีย์ องค์เดิมออก
๒. "หุ้ม" เจดีย์องค์เดิมไว้ภายในฐาน แล้วสร้าง พระศากยมุนีศรีธรรมราช ประดิษฐานแทนที่ ซึ่ง การก่อครอบ เป็นวิธีการที่พบได้จริงในสถาปัตยกรรมพุทธศาสนา

บทสรุปการเปลี่ยนผ่าน: นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการบูชาที่เน้น พระบรมสารีริกธาตุ ตามแบบลังกา ไปสู่การบูชา พระพุทธรูปองค์ประธาน ตามแบบอย่างที่นิยมในราชธานีสยาม

๓ #ความท้าทายทางโบราณคดี ตามหาโครงสร้างที่ถูกซ่อน
แม้จะมี หลักฐานเชิงเอกสาร ยืนยันการมีอยู่ของเจดีย์ แต่ยังขาด หลักฐานเชิงประจักษ์ชั้นต้น เพื่อยืนยันการถูกทำลายหรือซ่อนไว้ การไขปริศนาจึงต้องอาศัย ปฏิบัติการทางโบราณคดีสมัยใหม่ อย่างเข้มงวด โดยมีสองแนวทางหลัก:
๓.๑ การใช้เรดาร์เจาะทะลุพื้นดิน (GPR)
เทคนิค ไม่ทำลายโครงสร้าง (Non-Destructive) นี้ใช้ สแกน โครงสร้างใต้ฐานพระประธาน เพื่อค้นหา ร่องรอยอิฐ/ปูนก่อ ที่แตกต่างกัน (ฐานเจดีย์เดิม) รวมถึงตรวจจับ ช่องว่าง หรือ การรบกวนของชั้นดิน ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นหลักฐานเชิงกายภาพที่สำคัญ
๓.๒. การค้นคว้าเอกสารราชสำนัก
จำเป็นต้องตรวจสอบ หอจดหมายเหตุ เพื่อค้นหา รายงานการบูรณะ ในช่วง รัชกาลที่ ๒–๓ เอกสารเหล่านี้อาจบรรจุ แบบแปลน หรือ บันทึกการรื้อถอน/ก่อสร้าง ที่สามารถให้คำตอบสุดท้ายได้
การค้นพบทางกายภาพจาก GPR จะเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพื่อยืนยันเรื่องราวที่เริ่มต้นจากเพียงตำนานโบราณ

บทสรุป ความสำคัญของการสืบเสาะ
การตามรอย ถูปาฆาระ ที่พระวิหารหลวง ไม่ได้เป็นเพียงการตามหาซากปรักหักพัง แต่เป็นการศึกษา พลวัตทางวัฒนธรรมและคติความเชื่อ ที่ไหลบ่าจากลังกาสู่สยาม และการปรับตัวของศาสนสถานเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอำนาจและการเมือง การพิสูจน์การมีอยู่ของเจดีย์ที่หายไปนี้ จะเป็นการ เติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมภาคใต้ และยืนยันความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาเถรวาทที่แน่นแฟ้นของภูมิภาคนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการนำเสนอในเวทีวิชาการระดับโลก

บทความนี้ได้เคยเผยแพร่ไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ในครั้งนี้ผู้เขียนได้เพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนเข้ามาเพื่อความสมบูรณ์มากขึ้น

https://www.facebook.com/groups/771841749673718/?multi_permalinks=1235313053326583&hoisted_section_header_type=recently_seen

“ #สงบพบสุข”เมื่อใจวางความยึดมั่น ความวุ่นวายย่อมคลายลงความสุขที่แท้ มิได้เกิดจากการครอบครอง หากเกิดจากใจที่รู้จักพอ รู้...
31/07/2026

“ #สงบพบสุข”
เมื่อใจวางความยึดมั่น ความวุ่นวายย่อมคลายลง
ความสุขที่แท้ มิได้เกิดจากการครอบครอง หากเกิดจากใจที่รู้จักพอ รู้จักปล่อยวาง และตั้งมั่นอยู่ในสติ
ผู้มีใจสงบ ย่อมมองเห็นความจริงของชีวิต และดำเนินตนด้วยปัญญา
*พระพุทธรูปนี้ ประดิษฐานอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช

ถอดรหัส “ #เครื่องแต่งกายสมัยศรีวิชัย” #อัตลักษณ์ที่เลือนหาย ระหว่างภาพจำกับความจริงทางโบราณคดี“เครื่องแต่งกายมิใช่เพียง...
30/07/2026

ถอดรหัส “ #เครื่องแต่งกายสมัยศรีวิชัย”
#อัตลักษณ์ที่เลือนหาย ระหว่างภาพจำกับความจริงทางโบราณคดี

“เครื่องแต่งกายมิใช่เพียงสิ่งห่มกาย หากคือรหัสแห่งอารยธรรมที่บอกเล่ารากเหง้า ความเชื่อ และตัวตนของผู้คนข้ามกาลเวลา”

เมื่อคำว่า “แต่งกายแบบศรีวิชัย” ถูกกล่าวถึงในงานสำคัญของบ้านเมือง เราจึงควรถามให้ลึกกว่าความงดงามที่ปรากฏต่อสายตาว่า สิ่งที่เห็นนั้นคืออัตลักษณ์แห่งศรีวิชัยอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงภาพจำจากวัฒนธรรมต่างยุคที่ถูกนำมาสวมทับอดีต

“การรื้อฟื้นอดีต มิใช่การแต่งเติมให้ถูกใจปัจจุบัน แต่คือการคืนความจริงและตัวตนให้แก่บรรพชน”

ถอดรหัส “เครื่องแต่งกายสมัยศรีวิชัย”
อัตลักษณ์ที่ถูกลืมเลือน ระหว่างภาพจำกับความจริงทางโบราณคดี
โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์

“การแต่งกาย มิใช่เพียงผืนผ้าที่คลุมกาย
หากคือภาษาเงียบที่อารยธรรมใช้บอกเล่าตัวตนของตนเองข้ามกาลเวลา”
#ชาวศรีวิชัยแต่งกายกันอย่างไร?
คำถามสั้น ๆ หากแต่แฝงด้วยนัยยะอันลึกซึ้งต่อโครงสร้างการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทยร่วมสมัย
ในวาระพิธีกรรมและงานสำคัญของบ้านเมือง เรามักได้ยินการประกาศอย่างหนักแน่นว่าเป็นการ “ #รื้อฟื้นการแต่งกายแบบศรีวิชัย” เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์โบราณของคาบสมุทรภาคใต้ ทว่าเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ปรากฏต่อสายตา #กลับเป็นเครื่องแต่งกายแบบอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมคนละยุค คนละบริบท และตั้งอยู่บนโลกทัศน์ที่แตกต่างจากศรีวิชัยโดยสิ้นเชิง
ปรากฏการณ์เช่นนี้ มิใช่เพียงความคลาดเคลื่อนทางรูปแบบ หากแต่เป็นภาวะของการ “ #ทับซ้อนอัตลักษณ์” ที่อาจทำให้รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของศรีวิชัยค่อย ๆ เลือนหาย ภายใต้ภาพจำที่คุ้นตาและถูกทำให้เป็นมาตรฐานกลางมากกว่า
จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง ตรองมองให้ลึก และหันกลับมาศึกษา “หลักฐาน” แทน “ความเคยชิน” เพื่อให้การอ้างถึงศรีวิชัยตั้งอยู่บนความรู้ มิใช่เพียงความรู้สึก
เสื้อผ้าหนึ่งในสี่รากฐานแห่งอารยธรรมมนุษย์
เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย คือหนึ่งใน ปัจจัยพื้นฐานสี่ประการของชีวิตมนุษย์ นับตั้งแต่หลังยุคสำริดเป็นต้นมา มนุษย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีการนำเส้นใยจากพืช มาปั่น ทอ และถักเป็นผืนผ้า เพื่อปกปิดและปกป้องร่างกายจากสภาพแวดล้อม ทั้งความหนาวร้อน ฝุ่นผง และสัตว์แมลง
อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้ามิได้ทำหน้าที่เพียงเชิงกายภาพ หากยังทำหน้าที่เป็น #เครื่องหมายแห่งอารยธรรม สะท้อนสถานะทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา ค่านิยม และรสนิยมทางศิลปะของผู้คนในแต่ละวัฒนธรรม
จึงอาจกล่าวได้ว่า
“อารยธรรมใดมีแบบแผนการแต่งกาย อารยธรรมนั้นย่อมมีตัวตน
และอารยธรรมใดไร้การศึกษาเรื่องเครื่องแต่งกาย อารยธรรมนั้นย่อมถูกทำให้เลือนราง”
ศรีวิชัย อาณาจักรทางทะเล ผู้มีโลกทัศน์ข้ามคาบสมุทร
อาณาจักรศรีวิชัย คือรัฐโบราณสำคัญแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจริญรุ่งเรืองระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๘ ครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย เป็นอาณาจักรการค้าทางทะเลที่มีบทบาทโดดเด่นในเครือข่ายการค้าโลกโบราณ และดำรงอิทธิพลยาวนานกว่า ๕๐๐ ปี
ด้วยสถานะเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ศรีวิชัยจะปราศจากวัฒนธรรมด้านเครื่องแต่งกาย หากในทางตรงกันข้าม ศรีวิชัยกลับเป็นศูนย์กลางของการรับ ถ่ายทอด และปรับอิทธิพลจากภายนอก โดยเฉพาะจาก ชมพูทวีปฝั่งตะวันออก ได้แก่
• อาณาจักรปัลลวะ
• อาณาจักรเสนะ–ปาละ
อิทธิพลจากอาณาจักรเหล่านี้ปรากฏอย่างชัดเจนในงานศิลปกรรมและพุทธศาสนามหายาน และย่อมสะท้อนมาสู่รูปแบบการแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นการนุ่งผ้า การประดับเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ หรือการจัดวางเครื่องประดับตามคติความเชื่อทางศาสนา
หลักฐานสำคัญ เมื่อโบราณคดีพูดแทนจินตนาการ
การศึกษาลักษณะการแต่งกายของชาวศรีวิชัยในบทความนี้ อาศัยข้อมูลจาก
“ #สมุดภาพแสดงเครื่องแต่งกายตามสมัยประวัติศาสตร์และโบราณคดี”
จัดทำโดย กรมศิลปากร และตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ ในสมัยที่ คุณธนิต อยู่โพธิ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร
การวิเคราะห์และวาดภาพเครื่องแต่งกายสมัยศรีวิชัย ดำเนินการโดย นายประพัฒน์ โยธาประเสริฐ ซึ่งใช้หลักฐานจากเทวรูปและรูปเคารพในศิลปะศรีวิชัยเป็นฐานข้อมูลหลัก อาทิ
• #เทวรูปพระอวโลกิเตศวร
• #พระปัทมปาณี
• #พระวัชรสัตว์
• #เทวรูปนางตารา
• #รูปเคารพพ่อหมอเฒ่า
หลักฐานเหล่านี้ถือเป็น “ภาพสะท้อนร่วมสมัย” ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากเป็นศิลปกรรมที่สร้างขึ้นภายใต้โลกทัศน์ ความเชื่อ และรสนิยมของสังคมศรีวิชัยเอง มิใช่การตีความย้อนหลังจากยุคหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือดังกล่าวยังนำเสนอ ภาพถ่ายบุคคลที่สวมเครื่องแต่งกายจำลองแบบศรีวิชัย ช่วยให้เห็นสัดส่วน รูปทรง และการจัดวางเครื่องประดับอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ศึกษา นักออกแบบ และหน่วยงานที่ต้องการนำองค์ความรู้ไปใช้ในงานวัฒนธรรมร่วมสมัย
อัตลักษณ์ที่ต้อง “รู้ก่อนใช้”
“ #อัตลักษณ์มิใช่สิ่งที่สร้างจากความเคยชิน
#หากต้องงอกงามจากความรู้ที่ถูกต้องและความรับผิดชอบต่ออดีต”
การสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ประวัติศาสตร์อย่างนครศรีธรรมราช จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผ่านการศึกษาค้นคว้าอย่างรอบคอบ มิใช่เพียงการเลือกสิ่งที่ดูงดงามหรือคุ้นตา
บทความนี้ใคร่ขอฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และผู้จัดงานวัฒนธรรมทั้งหลาย ให้ร่วมกันศึกษา ใช้ และเผยแพร่องค์ความรู้ทางโบราณคดีอย่างจริงจัง เพื่อให้ “ศรีวิชัย” ปรากฏต่อสายตาชาวโลกอย่างสง่างาม สมศักดิ์ศรี และถูกต้องตามความจริงทางประวัติศาสตร์

ขอขอบพระคุณ
พระครูเหมเจติยาภิบาล แห่งวัดพระนคร จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่กรุณาให้ข้อมูลและหนังสือสำคัญเพื่อการค้นคว้า อันนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้และการสร้างอัตลักษณ์ที่ถูกต้องแก่ท้องถิ่น

(เรียบเรียงและปรับปรุงจากบทความเดิมของ ภูมิ จิระเดชวงศ์, เผยแพร่ครั้งแรก เมื่อ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ )

ที่อยู่

Nakhon Si Thammarat
80000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ภูมิ จิระเดชวงศ์ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่