Patani Forum - ปาตานีฟอรั่ม

Patani Forum - ปาตานีฟอรั่ม พื้นที่สาธารณะ พื้นที่แห่งการตื่นรู้

Patani Forum is a non-profit organization made up of former student leaders, NGO workers, academics and writers working to create an environment conducive for a rigorous and meaningful debate in about the nature of the conflict in Deep South Thailand.

04/08/2026

Pre-order จดหมายถึงกวีหนุ่ม พร้อมด้วยจดหมายจากกวีหนุ่ม
📌 งานพิมพ์จำนวนจำกัด 📌

“ขอให้คุณจงมีความอดทนต่อทุกสิ่งที่ยังไม่สามารถคลี่คลายออกได้ในใจของคุณ และจงพยายามรักตัวคำถามเหล่านั้นดั่งห้องที่ปิดลั่นดาล และดั่งหนังสือที่เขียนด้วยภาษาที่แปลกแสนแปลก อย่าเพิ่งพยายามแสวงหาคำตอบที่ยังไม่อาจมอบแก่คุณได้ เพราะคุณยังไม่สามารถมีชีวิตอยู่กับมันได้ และนั่นเกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอยู่กับทุกสิ่ง ณ ตอนนี้ จงมีชีวิตอยู่กับคำถามที่มี”

หนังสือรวมจดหมายโต้ตอบระหว่างไรเนอร์ มารีอา ริลเคอ (Rainer Maria Rilke) กวีเอกแห่งศตวรรษที่ 20 กับ ฟรันซ์ ซาเวอร์ คัพพุส (Franz Xaver Kappus) นักเรียนนายร้อยหนุ่มผู้มีความฝันอยากเป็นกวี

เกือบศตวรรษที่ผ่านมาผู้อ่านทั่วโลกรู้จักจดหมายถึงกวีหนุ่ม (Briefe an einen jungen Dichter) ผ่านจดหมายตอบซึ่งเปี่ยมไปด้วยความคิดเชิงกวีนิพนธ์และการดำเนินชีวิตเพียงสิบฉบับของริลเคอ ในการตีพิมพ์ครั้งนี้หนังสือได้ตีพิมพ์เผยแพร่ต้นฉบับจดหมายที่เคยเชื่อกันว่าสาบสูญของคัพพุสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (ยกเว้นฉบับแรกสุด) ซึ่งได้มาจากการสืบค้น เรียบเรียง วิเคราะห์ เและเผยแพร่โดยเอริช อุนเกลาบ์ (Erich Unglaub) นักวิชาการด้านริลเคอศึกษา ร่วมกับสำนักพิมพ์วัลล์ชไตน์ (Wallstein)

เมื่อจดหมายของผู้ถามได้รับการตีพิมพ์เคียงข้างกับจดหมายผู้ตอบเป็นครั้งแรก จดหมายถึงกวีหนุ่มจึงกลับคืนสู่บริบทที่สมบูรณ์ ทำให้คำตอบของริลเคอที่เคยสร้างแรงบันดาลใจอย่างมากมายให้กับผู้ทำงานสร้างสรรค์ในทุกแขนงเปล่งประกายอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่บทสนทนาใหม่ที่เชื้อเชิญให้ผู้อ่านร่วมตีความผลงานคลาสสิกชิ้นนี้อีกครั้ง

--
จดหมายถึงกวีหนุ่ม พร้อมด้วยจดหมายจากกวีหนุ่ม
ไรเนอร์ มารีอา ริลเคอ และ ฟรันซ์ ซาเวอร์ คัพพุส (Rainer Maria Rilke and Franz Xaver Kappus) เขียน
โปรดปราณ อรัญญิก แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน
จำนวน 352 หน้า ปกหุ้มไข
มีปกแข็งและปกอ่อนให้เลือก 📌 งานพิมพ์จำนวนจำกัด 📌

Pre-order ราคาพิเศษ วันที่ 1-10 สิงหาคม 2569
หนังสือปกแข็ง 480 บาท ลดเหลือ 435 บาท
หนังสือปกอ่อน 340 บาท ลดเหลือ 306 บาท

ราคาดีสุดที่อินบ็อกซ์ หรือเว็บ Fathom Bookspace

30/07/2026

ด้วยมูลนิธิสิทธิอิสราได้รับการติดต่อจากตัวแทนของทายาทและกลุ่มคนที่เคารพรักอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ผู้ได้ล่วงลับไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ถึงความประสงค์ที่จะบริจาคเงินทำบุญในงานฌาปนกิจศพของอาจารย์กุลลดาให้แก่มูลนิธิสิทธิอิสราไว้ใช้ในการดูแลให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องหา จำเลย และผู้ต้องขังทางการเมือง เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงอาจารย์ไว้ต่อไป

มูลนิธิสิทธิอิสราขอน้อมรับน้ำใจครั้งนี้ด้วยความขอบคุณเป็นอย่างสูง อาจารย์กุลลดาได้สนับสนุนการทำงานของเรามายาวนานนับแต่ในยุคเริ่มต้นของกองทุนราษฎรประสงค์ก่อนที่จะกลายมาเป็นมูลนิธิสิทธิอิสราทั้งที่เราไม่เคยรู้จักสัมพันธ์กันมาก่อนเลย ในการพบปะกันเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตที่บูธสำนักพิมพ์อ่านท่ามกลางผู้คนมากมายในงานออกร้านสัปดาห์หนังสือ อาจารย์ได้กรุณาเป็นฝ่ายเข้ามาแสดงไมตรี เอ่ยปากให้กำลังใจ และกล่าวสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มกำลังต่อหน้าสาธารณชนโดยเปิดเผย เป็นภาพความทรงจำที่ประทับอยู่ในใจ ไม่ลืมเลือน

อนุสรณ์จากอาจารย์มีอยู่มานานแล้วนับแต่รอยยิ้มสดใสและกำลังใจในครั้งนั้น ในวันนี้ที่อาจารย์ได้ละสังขาร แต่สปริตนั้น สปิริตของหัวใจที่กว้างใหญ่และรอยยิ้มอันเบิกบาน จะยังคงเป็นอนุสรณ์ต่อไปผ่านการทำงานของเรา ในนามมูลนิธิสิทธิอิสรา ที่แปลว่าราษฎรประสงค์ และแปลว่ากุลลดาประสงค์ด้วยเช่นกัน

-- ไอดา
ในนามมูลนิธิสิทธิอิสรา

ภาพประกอบมอบแด่อาจารย์ ดอกแก้วบานที่หน้าสำนักงานมูลนิธิสิทธิอิสรา

14/07/2026

เปิดให้โหลดเเล้ว ❗
New E-BOOK ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ✨
ขอบฟ้าแห่งความไม่แน่นอน ความเปราะบางของประชาธิปไตย และพันธกิจของสังคมศาสตร์
Uncertain Horizons, Democratic Fragility, and the Responsibility of Social Science
ผู้เขียน : ศาสตราจารย์ ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
ผู้แปล : ก้อง ฤทธิ์ดี
สามารถโหลด E-Book ได้ที่
👉 ver. ภาษาไทย https://shop.sac.or.th/th/product/202/
👉 ver. ภาษาอังกฤษ https://shop.sac.or.th/th/product/201/
Uncertain Horizons, Democratic Fragility, and the Responsibility of Social Science
ขอบฟ้าแห่งความไม่แน่นอน ความเปราะบางของประชาธิปไตย และพันธกิจของสังคมศาสตร์
.
ปาฐกถา โดย ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
หัวข้อ ขอบฟ้าแห่งความไม่แน่นอน ประชาธิปไตยอันเปราะบาง และภารกิจสังคมศาสตร์
วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 - 10.00 น.
ณ หอประชุม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
งานประชุมวิชาการนานาชาติสังคมวิทยาสาธารณะ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 2
อนาคตอันมืดมน : สังคมศาสตร์จะส่องสว่างอย่างไร
วันที่ 11-12 มิถุนายน 2569
ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
#หนังสือใหม่ #ขอบฟ้าแห่งความไม่แน่นอน #ความเปราะบางของประชาธิปไตย #พันธกิจของสังคมศาสตร์ #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

03/07/2026

สุดสัปดาห์นี้ชวนลงใต้ไปสัมผัสบรรยากาศเมืองปัตตานี พื้นที่แห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม กับเทศกาลศิลปะ ‘KENDURI SENI TOLONG MENOLONG’ ที่กลับมาจัดเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด ‘RASO : ศิลปะแห่งความรู้สึกแก่นแท้’ สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ดำเนินไปตามกรอบวัฒนธรรมอันลุ่มลึกของชาวมลายู-ปาตานี

นิทรรศการรวบรวมผลงานของศิลปินจากหลากหลายพื้นเพที่มาร่วมกันสำรวจตัวตนของมนุษย์ นำเสนอการใช้ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ในฐานะเครื่องมือของการเยียวยา การสื่อสารอย่างสันติ และการสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ร่วมกันในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยจะมีกิจกรรม Art on Tour ในช่วงเช้าวันที่ 4 กรกฎาคม พาผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมผลงาน 8 จุดทั่วปัตตานี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ตลอดทั้ง 2 วันยังมีกิจกรรมอีกมากมาย ทั้งการแข่งขันเรือยอกอง 5 ฝีพาย ทำขนมอาซูรอ ประกวดหุ่นไล่กา ประกวดวาดภาพสด อ่านบทกวี การแสดงประชันดิเกร์ระหว่างวงจากปัตตานีกับรัฐกลันตัน มาเลเซีย การแสดงละครเวที หนังตะลุงมลายู และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินท้องถิ่น

พร้อมเรียนรู้การสร้างสรรค์งานศิลปะแบบฉบับชาวปาตานีผ่านเวิร์กช็อปการทำภาพพิมพ์แกะไม้ การเขียนอักษรค็อต การเขียนลวดลายเรือกอและ และงานภาพพิมพ์สีจากธรรมชาติ (Eco Print) นอกจากนี้ยังมีตลาดนัดศิลปะที่รวบรวมงานคราฟต์จากชุมชนมาให้อุดหนุนส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่

เทศกาลศิลปะ KENDURI SENI TOLONG MENOLONG จัดในวันที่ 4 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 08.00 - 22.00 น. ที่ Patani Artspace จังหวัดปัตตานี และนิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Patani Artspace

พบกับเรื่องราวอื่น ๆ ของ The Cloud ที่น่าสนใจต่อได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.com

#งานศิลปะ #ปัตตานี #มลายู

RASO
22/06/2026

RASO

18/06/2026
24/05/2026

💻เวทีเสวนา “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026”: การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย

ท่ามกลางภูมิทัศน์การสื่อสารการเมืองที่เต็มไปด้วยข้อมูลบิดเบือน ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) และการโจมตีบนโลกดิจิทัล สื่อมวลชนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรูปแบบใหม่ ทั้งการสร้างความเกลียดชัง การคุกคามออนไลน์ และความพยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อในพื้นที่สาธารณะ

ขอเชิญร่วมรับฟังการเปิดตัวรายงาน “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026” พร้อมวงเสวนาที่จะชวนสำรวจพลวัตของสงครามข้อมูลข่าวสาร ผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อ และความท้าทายของสังคมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล การเสวนานี้จะดำเนินเป็นภาษาไทย โดยมีล่ามแปลสดตลอดงาน

วันที่: 27 พ.ค. 2569
เวลา: 19:00 - 21:00 น.
สถานที่: สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT), อาคารมณียาเซ็นเตอร์ ชั้น Penthouse

กำหนดการ
18:45 น. ลงทะเบียน
18:45 – 19:00 น. กล่าวต้อนรับ โดย ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19:00 – 19:15 น. เปิดตัวรายงาน “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026” จัดทำโดย iLaw
19:15 – 20:30 น. เสวนา “การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย”

ผู้เข้าร่วมเสวนา
- ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าว The Reporters
- อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชน
- ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw
- สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm
- ภาณุ วงศ์ชะอุ่ม ดำเนินรายการ

20:30 – 21:00 น. พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถาม–ตอบกับผู้เข้าร่วมงาน

24/05/2026

📢 We Watch ชวนอ่าน e-book รวมบทความเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เรื่อง “8 กุมภาพันธ์ 2569: พลวัตอำนาจ การเมืองเชิงเครือข่าย และประชาธิปไตยในห้วงเปลี่ยนผ่าน” ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน meb

We Watch และกลุ่มท้องถิ่นศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้รับความอนุเคราะห์จากนักวิชาการจำนวน 19 บทความ จากหลายหลายภูมิภาค เพื่อร่วมกันอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ มาดูกันเป็นน้ำจิ้มก่อนว่า แต่ละบทความพูดถึงการเลือกตั้งยังไงกันบ้าง

🚩 พลวัตอำนาจและการเมืองเชิงพื้นที่

ภิญญพันธ์ุ พจนะลาวัลย์ ได้อธิบายว่า พรรคประชาชนสามารถรักษาฐานที่มั่นในเขตเมืองได้ แต่พรรคกล้าธรรมเลือกใช้ผู้สมัครหน้าเดิม ซึ่งมีฐานเสียงในพื้นที่และเชี่ยวชาญการลงพื้นที่ จนสามารถชนะในหลายเขตโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ขณะที่คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยกลับขยับมาเป็นอันดับสาม สะท้อนให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นตัวเลือกใหม่ของฝ่ายอนุรักษนิยมในพื้นที่

วรวิทย์ นพแก้ว ได้วิเคราะห์การเมืองนครสวรรค์ว่า ได้เปลี่ยนจากการแข่งขันหลายขั้วในปี 2566 ไปเป็นการรวมศูนย์อำนาจภายใต้พรรคภูมิใจไทยที่ชนะถึง 5 จาก 6 เขต วรวิทย์ชี้ว่า ชัยชนะนี้เกิดขึ้นจากการสะสมทุนทางการเมือง ทั้งทุนชื่อเสียง เครือญาติ ราชการ ท้องถิ่น งบประมาณ และเครือข่ายอุปถัมภ์ที่แฝงฝังในชีวิตประจำวันของประชาชน

ประเทือง ม่วงอ่อน ได้นำข้อมูลภาคสนามในพื้นที่อุบลราชธานี เขต 7 มาฉายภาพให้เห็นว่า แม้ผู้สมัครรายเดิมที่เคยย้ายจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคภูมิใจไทยแต่ยังสามารถชนะเลือกตั้งอย่งขาดลอย สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการเลือกของประชาชนในพื้นที่ชนบทเลือกจาก “ปัจจัยส่วนบุคคล” หรือ “คนแบกพรรค” ต่างจากเขตเมือง (เขต 1) ที่ประชาชนเลือกจากพรรคที่ชื่นชอบแม้ผู้สมัครเป็นคนหน้าใหม่ หรือ “พรรคแบกคน”

จารุกิตติ์ ไชยรด ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครองในนครราชสีมา เช่น ผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอ จำนวนมากในพื้นที่ยุทธศาสตร์ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งข้าราชการเหล่านี้ถูกดึงมาทำหน้าที่ประธานการเลือกตั้งระดับอำเภอ ภายใต้สายบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งการโยกย้ายครอบคลุมหลายอำเภอเป็นการจัดวางบุคคล อาจเกี่ยวข้องกับการประสานกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ส่งผลต่อการเลือกตั้ง

พรไทย ศิริสาธิตกิจ ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่อง “คนใต้ไม่ขายเสียง” ว่า ผลสำรวจพบคนใต้เห็นความพยายามซื้อซื้อเสียงสูงสุด (65.3%) และเกิดสาธารณคติใหม่ที่ยอมรับความพยายามซื้อเสียงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งการเอาชนะการเลือกตั้งต้องอาศัย “ยุทธวิธี 3พ” คือ พวกพ้อง (เครือข่ายท้องถิ่น) พึ่งพา (ความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนต้องพึ่งบารมี สส.) และพันบาท คือ การซื้อเสียงที่พุ่งสูงถึงหลักพันบาท

🚩 มายาคติและการเมืองเชิงอุปถัมภ์

เสาวนีย์ อเลกซานเดอร์ ได้เขียนโต้แย้งวาทกรรมคนอีสานขายเสียง โดยชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีพฤติกรรมการเลือกแบบแบ่งคะแนน (sprit - ticket voting) ที่เลือก สส. เขตจากผลงานที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ถนน หรือประปา แต่ตัดสินใจเลือกบัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองที่ตรงกับอุดมการณ์ของตนเอง หรือการเลือกแบบประนีประนอม

โอฬาร ถิ่นบางเตียว ได้อธิบายถึงโครงข่ายทางการเมืองระบบอุปถัมภ์ ที่เติบโตจากช่องว่างที่ “รัฐราชการล้มเหลว” ประชาชนจึงต้องพึ่งพานักการเมืองเป็น “คนกลาง” ในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ ดังนั้น การเมืองไทยจึงสู้กันระหว่าง “นโยบายในอนาคต” กับ “ความสัมพันธ์ในปัจจุบัน” หรือความช่วยเหลือเฉพาะหน้า ตราบใดที่รัฐยังไม่กระจายอำนาจและงบประมาณอย่างเป็นธรรม ระบบอุปถัมภ์จะคงอยู่

ปฐวี โชติอนันต์ ฉายภาพให้เห็นการก้าวขึ้นมาของพรรคภูมิใจไทยในอีสาน เกิดจากสงครามทรัพยากรและจังหวะเวลา ที่สามารถชนะพรรคเพื่อไทยในอีสานด้วยการคุมกระทรวงสำคัญ เช่น สาธารณสุข และคมนาคม เพื่อจัดสรรงบประมาณและเครือข่าย อสม. รวมถึงนโยบายคนละครึ่งพลัสที่จับต้องได้ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ และยุทธศาสตร์การดึงตัวผู้สมัครจาก “บ้านใหญ่” นาทีสุดท้าย ทำให้คู่แข่งหาตัวแทนที่มีบารมีมาสู้ไม่ทัน

ณพล จาตุศรีพิทักษ์ วิเคราะห์ว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์อนุรักษนิยม แต่เกิดจากความแข็งแกร่งของเครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่น โดยสังเกตจากผู้สมัคร สส.เขตเกือบทุกเขตได้คะแนนสูงกว่าบัญชีรายชื่ออย่างมาก อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยได้เปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้พิทักษ์สถาบันฯ และเน้นเรื่องเสถียรภาพ เพื่อดึงคะแนนจากฝ่ายที่เบื่อพรรคเพื่อไทยและกลัวพรรคประชาชน

ชัยพงษ์ สำเนียง วิเคราะห์เรื่องการซื้อเสียงว่าต้องอาศัย “ต้นทุนทางสังคม” เช่น เครือญาติและผลงาน การใช้เงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถซื้อเสียงได้ หากไม่มีสายสัมพันธ์เดิมมาก่อน ชาวบ้านมองเรื่องเงินเป็น “สินน้ำใจ” หรือ “น้ำหล่อเลี้ยง” ความสัมพันธ์ นอกจากนี้ ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รอรับอย่างเดียว แต่ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือต่อรองประโยชน์ระยะสั้นและระยะยาว

🚩 วิกฤติประชาธิปไตยและการบงการการเลือกตั้ง

ธเนศวร์ เจริญเมือง วิพากษ์ความผิดปกติ 8 ข้อในการเลือกตั้ง เช่น การใช้กลไกมหาดไทยควบคุมการเลือกตั้ง บาร์โค้ดที่ทำลายความลับของผู้โหวต และความผิดปกติทางสถิติคะแนนในบางเขตที่สูงกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ อีกทั้ง มีการใช้ ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือในการชี้มูลความผิด ส.ส. ฝ่ายค้าน 44 คน เพียงวันเดียวหลังเลือกตั้ง เพื่อทำลายโครงสร้างพรรคการเมืองคู่แข่ง

วีรชน เกษสกุล วิเคราะห์กลยุทธ์ “กินสองเข้าฮอส” ที่พรรคภูมิใจไทยอาศัยโอกาสช่วงสุญญากาศทางอำนาจขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการโหวตของพรรคประชาชน รวมถึงการเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้สามารถกุมความได้เปรียบทั้งเรื่องงบประมาณ ตำแหน่ง และภาพลักษณ์เรื่องความมั่นคงก่อนวันเลือกตั้ง

ณัฐกรณ์ วิทิตานนท์ ได้ฉายให้เห็นภาพของความถดถอยขององค์กรจัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. ที่ยอมให้กระทรวงมหาดไทยกลับมามีบทบาทในการจัดการเลือกตั้ง เช่น นายอำเภอเป็น ผอ.เขต ซึ่งย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมที่ต้องการให้องค์กรจัดการเลือกตั้งเป็นอิสระจากฝ่ายปกครอง

เอกรินทร์ ต่วนศิริ ได้ชี้ให้เห็นภาพความจอมปลอมของระบบ โดยการเปรียบเทียบความตั้งใจของนักเรียนมัธยม ที่รณรงค์ประชามติในปัตตานีกับระบบการเมืองที่ “ยอมให้พูดแต่ไม่ยอมให้เปลี่ยน” คือ ทำประชามติไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ

พรอัมรินทร์ พรหมเกิด วิเคราะห์การวางแผนของฝ่ายอนุรักษนิยม ในการผนวกกลุ่มบ้านใหญ่และใช้กลไกมหาดไทยในการควบคุมทิศทางของคะแนนเสียง นำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้ง ที่มีข้อครหาว่ามีการทุจริตอย่างรุนแรง กระทบต่อความเสื่อมถอยของประชาธิไตยไทย

ประจักษ์ ก้องกีรติ เปรียบเทียบการเลือกตั้งปี 2569 ว่าสะท้อนถึง “เมนูของการบงการการเลือกตั้ง” ซึ้งเป็นวิธีการที่ผู้นำระบอบอำนาจนิยมใช้ควบคุมผลการเลือกตั้ง แต่ยังรักษาภาพประชาธิปไตยไว้ โดยประเทศไทยเป็น “ระบอบลูกผสม” ที่มีการบงการผ่านกติกาและสถาบันที่ซับซ้อน รวมถึงความผิดปกติเฉพาะเจาะจงที่เกิดขึ้น ประจักษ์สรุปว่า สิ่งเหล่านี้คือแบบแผนการสืบทอดอำนาจที่เป็นระบบและทำลายความชอบธรรมและวิกฤติศรัทธาต่อระบอบการเมืองไทยในระยะยาว

พงศธร กันทวงค์ และธนาพร จูฑะสมพากร ได้อธิบายให้เห็นว่า องค์กรจัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. ขาดความยึดโยงกับประชาชน เพราะมาจาก สว. ที่เลือกกันเอง และ กกต. ต้องตรวจสอบ สว. อีก กลายเป็นสาเหตุหนึ่งในการทำให้ขาดความรับผิดรับชอบ รวมถึงการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน โดยอ้างผลการสำรวจที่ประชาชนไม่พอใจ กกต. เกือบ 60%

เพียงกมล มานะรัตน์ ได้ตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลภาคสนามว่า กกต. มีความล้มเหลวเชิงประสิทธิภาพ โดยรวบรวมให้เห็นปัญหาหน้างาน เช่น การอบรมกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ไม่ได้มาตรฐาน ระบบรายงานผล ECT Report ล่ม และกีดกันอาสาสมัครสังเกตการณ์การเลือกตั้ง

สุดท้าย ปฐวี โชติอนันต์ และพงศธร กันทวงค์ ได้เขียนบทสรุปบรรณาธิการ ชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ภาพสะท้อนของ “สิ่งเก่าใกล้ตายแต่ยังไม่ตาย สิ่งใหม่จะเกิดแต่ยังเกิดไม่ได้” ทางออกคือการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง รื้อถือนกลไกสืบทอดอำนาจ และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและทรัพยากรได้มากขึ้น
อ่านฉบับเต็มแบบ e-book ฟรี: https://www.mebmarket.com/ebook-446843-

อ้างอิง
ปฐวี โชติอนันต์ และ พงศธร กันทวงค์. (2569). 8 กุมภาพันธ์ 2569: พลวัตอำนาจ การเมืองเชิงเครือข่าย และประชาธิปไตยในห้วงเปลี่ยนผ่าน. Crackerbooks. น. 2-146.

#กลุ่มท้องถิ่นศึกษา #เลือกตั้งประชามติ69

24/05/2026

เปิดให้โหลดเเล้ว ❗
New E-BOOK ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ✨
COFFEE MATTERS: โลกสมัยใหม่ในถ้วยกาแฟ
หนังสือรวมบทความวิชาการในซีรีส์ COFFEE MATTERS
บรรณาธิการ : วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
ผู้เขียน : วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ , จรัสศรี สมตน , ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข , ภานรินทร์ แสงศรี น้ำเพชร , พมิรา รักษ์อรศิลป์
จำนวน 87 หน้า
สามารถโหลด E-Book ได้ที่ 👉 https://shop.sac.or.th/th/product/198/
สารบัญ
บทนำ: กาแฟกับการแปลโลก
- วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
บทสำรวจว่าด้วย กาแฟ แรงงานทาส และอาณานิค
- จรัสศรี สมตน
เมื่อชนชั้นนำสยามจิบกาแฟ: การเมืองของความเป็นศิวิไลซ์ในยุคอาณานิคม
- ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข
เมื่อกาแฟไม่ใช่เรื่องเดียวกัน: บทสำรวจว่าด้วยความหมาย สถานะ เเละการเมืองของวัตถุ
- ภานรินทร์ แสงศรี น้ำเพชร
รสขมที่คุ้นเคย: กาแฟกับการผลิตมนุษย์ร่วมสมัย
- วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
จากพืชเศรษฐกิจสู่พืชทางวัฒนธรรม: กาแฟกับการเดินทางของความหมายในบริบทชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์
- พมิรา รักษ์อรศิลป์
Coffee Matters: โลกสมัยใหม่ในถ้วยกาแฟ หนังสือรวมบทความวิชาการขนาดสั้นจากซีรีส์ Coffee Matters ซึ่งชวนมอง “กาแฟ” มากกว่าเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน หากแต่เป็นหน้าต่างในการสำรวจโลกสังคม วัฒนธรรม อำนาจ และความสัมพันธ์ของมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ ผ่านประเด็นว่าด้วยประวัติศาสตร์อาณานิคม ระบบแรงงาน ชนชั้น รสนิยม ความศิวิไลซ์ ตลอดจนวิถีชีวิตและการจัดระเบียบเวลาในสังคมร่วมสมัย
หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า มานุษยวิทยาอาจเริ่มต้นจากสิ่งธรรมดาที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือกิจวัตรประจำวัน และการตั้งคำถามต่อสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ อาจทำให้เราเข้าใจโลกสังคมและความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย
#หนังสือใหม่ #โลกสมัยใหม่ในถ้วยกาแฟ #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

ที่อยู่

Muang Patani

เบอร์โทรศัพท์

073336040

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Patani Forum - ปาตานีฟอรั่ม โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Patani Forum - ปาตานีฟอรั่ม:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่