ลอยธรรมะมาลัย (LoyDhammaMalai)

ลอยธรรมะมาลัย (LoyDhammaMalai) "ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ ฯ"

วัตถุประสงค์
๑.เพื่อสืบสานปณิธานของสวนโมกข์
๒.เพื่อสร้างธรรมะอาสา เพื่อช่วยงานสวนโมกข์
๓.เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม
๔.เพื่อให้เยาวชนมาสนใจธรรมะมากขึ้น

24/11/2025

กัมมุนา วัตตะตี โลโก
โลกคือหมู่สัตว์
กรรมย่อมจำแนกตกแต่งให้ฉลาด โง่เขลาเบาปัญญา อายุสั้นพลันตาย หรืออายุยืนยาว ไม่เหมือนกัน ร่ำรวย สวย จน ก็ไม่เหมือนกัน เพราะกรรมเป็นผู้ตกแต่งให้ ไม่ใช่สิ่งใดดอกที่จะตกแต่งให้ มีแต่กรรมเท่านั้น
กรรมดีกรรมชั่วนั่นแหละ ที่ตกแต่งให้โลก ได้แก่สัตว์ทั้งหลายนี้ไม่เหมือนกัน
ถ้ากรรมดีมีแล้ว ก็ได้ดั่งใจหมาย จะทำไร่ทำนาก็เจริญ ค้าขายก็เจริญ ศึกษาเล่าเรียนก็เจริญ ทันสมัยเขา เป็นเจ้าเป็นนาย ฉลาดมีสติปัญญาดี เพราะบุญเป็นเครื่องเสริมนั่นแหละ
ถ้าบุญไม่มีแล้ว จะทำอะไรก็ล้าสมัยเขา ผลสุดท้ายก็บ่าแบกหลังหนุน น้ำเหงื่อไหลไคลย้อย ทุกข์จนข้นแค้นแสนกันดาร ทำงานวันยังค่ำก็ไม่พอกิน
โอ้... นี่เห็นจริงๆ นะ แหม ผมนั้นรูปร่างล่ำสันใหญ่ เขาจ้างให้ขุดโพนใหญ่ 2-3 วันแล้ว เลยพอได้กินสืบวันเท่านั้น นี่มันต่างกัน คนเขาร่ำรวยมีวาสนาไม่ได้ทำมากเท่าใดก็เหลือกินเหลือใช้ นั่นแหละคงจะเป็นอย่างว่า เกิดขึ้นเพราะกรรมดี กรรมชั่วทั้งนั้น
ทีนี้ก็ตั้งใจเจริญบุญมาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เจริญบุญทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เดินภาวนา ยืนภาวนา นั่งภาวนา อดนอนผ่อนอาหารมาไม่ลดละ
เมื่อเจริญมรรคเครื่องส่งจิตเข้าสู่ความสงบได้ ความสุขเยือกเย็นเกิดขึ้นภายใน คือความสงบสุขนั้นนั่นแหละ ก็เห็นอำนาจของบุญ คือความสุขเยือกเย็นที่แท้ หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี
สมัยเป็นฆราวาส กินลาบวัวลาบควายกับเหล้า ก็นึกว่ามันอร่อยเต็มที่แล้วนะ ซุปหน่อไม้ส้มกับปูนา แต่ก่อนนะ มันอร่อย แหม 100 ครั้ง ก็ไม่เท่าจิตสงบครั้งหนึ่งนะ
จิตสงบครั้งหนึ่ง แหมมันอร่อยเยือกเย็น หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี นั่นแหละเป็นรสชาติอันอร่อย
การสะสมบุญก็ส่งผลมาเป็นระยะๆ ถ้าบุญพาวาสนาส่ง ทั้งภพชาติก่อนโน้น จะได้สะสมไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็ดี มาองค์นี้ก็ดี ก็ขอจงดลบันดาลให้ข้าพเจ้ามีความยึดมั่นถือมั่นในศาสนาพุทธไม่ลดละ อย่าได้หวั่นไหวไปตามโลกตามสงสาร มีความยึดมั่นกระสันพอใจ เจริญธรรมทั้งเช้า กลางวัน เย็น กลางคืน อยู่ทุกเวลาไม่ประมาท นั่นแหละมันก็เห็นเป็นอย่างนั้นมีความมั่นมาเสมอ
หลวงปู่จันทา ถาวโร

14/11/2025

สุญญตา คือ "ธาตุรู้" ที่ไม่ปรากฏ ส่วนความว่างที่ไม่รู้เป็น "ธาตุอากาศ"

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเพียงสสาร... พลังงาน... ความว่าง... หรือช่องว่างที่เป็นธาตุอากาศ

แต่ไม่รู้จัก "ธาตุรู้"

"ธาตุรู้" จะรวมกับธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุอากาศ (ช่องว่าง) เกิดเป็นขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

"ธาตุรู้" เป็นวิสังขาร... ไม่ปรากฏจึงไม่เกิดดับ

แต่ "ขันธ์ห้า" เป็นสังขาร... จึงเกิดดับ

"วิญญาณขันธ์" ในขันธ์ห้าจะทำหน้าที่รู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ทางตา... หู... จมูก... ลิ้น กาย... ใจ... เมื่อเกิดผัสสะในปัจจุบันขณะโดยทำงานร่วมกับ เวทนา สัญญา สังขาร อีกสามขันธ์ซึ่งเรียกว่า... "เจตสิก"

ซึ่ง "เจตสิก" จะเกิดพร้อม... วิญญาณขันธ์ และดับพร้อมวิญญาณขันธ์

ซึ่งวิญญาณขันธ์จะทำหน้าที่ตามลำพังโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ และ "วิญญาณขันธ์" กับ "เจตสิก" จะเกิดดับในธาตุรู้ หรือ ใจดั้งเดิมแท้ หรือ จิตบริสุทธิ์ซึ่งไม่เกิดดับเพราะไม่มีอะไรปรากฏ

"ธาตุรู้" หรือ "ใจบริสุทธิ์" จึงได้แต่รู้สังขารที่เกิดดับในใจในปัจจุบันขณะ ส่วนธาตุรู้ หรือ ใจจะไม่ปรากฏ

ดังนั้น "ธาตุรู้" หรือ "ใจบริสุทธิ์" จึงไม่สามารถคิดปรุงแต่งยึดถือเป็นตัวเรา หรือ ของเราอันเป็นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็น "สมุทัย" คือ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้

*****ถ้าได้แต่รู้สังขารในใจ โดยไม่ปรากฏใจ หรือ ธาตุรู้ ก็จะไม่มีผู้ทุกข์

หรือ ความทุกข์ของสังขาร ซึ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามีอยู่ แต่ผู้ทุกข์ไม่มี

เรียกว่า "นิพพาน"

หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย
โอวาทธรรมจากปุจฉาวิสัชนา
22 มีนาคม 2564

11/11/2025

"ขอให้พวกเราสร้างสติขึ้นมาให้สมบูรณ์ ในอุบายวิธีที่อาตมาสอนให้สร้างสตินั้น เราจะสร้างแบบไหนก็สอนหมดแล้ว ตลอดการทดสอบทดลองสติการที่หนึ่ง การที่สอง การที่สาม อาตมาก็อธิบายให้ฟังแล้ว

ทีนี้ต่อจากนั้นไป เมื่อเราได้สติสมบูรณ์ดีแล้ว เราเอามาใช้กับอะไร นี่สติกับปัญญานะ เราก็เอามาใช้อย่างงี้

อาการเคลื่อนไหวของกายและวาจา ท่านเรียกว่า มารยาททางกายและวาจาเนี่ย..เป็นของสำคัญ เราก็ต้องเอามาแต่ง มาแต่งทางกายและวาจาของเรา เราแต่งแบบไหน..ก็อย่างที่อธิบายสู่ฟังนี่เอง เราจะลุก เราจะเหิน เราจะเดิน เราจะนั่ง เราจะนอน ตลอดอยู่ ฉัน ลิ้ม เลีย อะไรต่างๆทั้งหมดนี่แหละ เราต้องเอามาแต่ง นะ

คือว่าก่อนที่เราจะทำอะไรทั้งหมด ให้มีสติเป็นเบรคยับยั้งก่อน แล้วก็ใช้ปัญญาสอดส่อง ตรอง พิสูจน์ว่า จะน่าเกลียดมั้ย เหมาะสมมั้ยกับเพศ วัย ฐานะ ของเรา อย่างเงี้ย เราต้องสอดส่องซะก่อน

ไม่ใช่ว่าเกิดมีความรู้สึกขึ้นก็ให้ความรู้สึกเข็นเอาอาการอันนี้ให้เป็นไปตามอำนาจของมัน ไม่ใช่อย่างนั้น เนี่ย เราก็ต้องบังคับในทำนองที่อาตมาว่านี่ เรื่อยไป เรื่อยไป เรื่อยไป ให้ชำนิชำนาญ เป็นการทดสอบ ทดลอง ไปในตัว

เราจะก้าว จะเหิน จะเดินไปตรงไหน ก็ให้มีสติกำกับอยู่ในตัวเรื่อย ตรวจตราดูเสมอ ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เราทำ ตลอดกิจการงานที่เราทำก็ให้มีสติคุมอยู่อย่างงั้น อย่างเงี้ย

ทีนี้ต่อจากนั้นไปทีเนี้ย เค้าพูดอะไรกับเราซึ่งเรามีสติอยู่ในตัว เราก็รู้หมด เค้าพูดมีความหมายยังไง บทบาทชั้นเชิงที่แสดงมาแบบไหน ยังไง เราอ่านได้หมด พอเราอ่านได้..ความรู้สึกของจิตเราจะเป็นยังไงทีเนี้ย ต่อไป เมื่อความรู้สึกของจิตมันเป็นไปอย่างนี้ เราพอที่จะแก้ไขได้มั้ย

เมื่อไม่มีทางสามารถที่จะแก้ไขความรู้สึกของจิตได้ เราต้องรอบังคับอาการของกายและวาจาให้ได้ อย่าให้เป็นไปตามความรู้สึกอันนั้น..ในเมื่อจะเป็นไปเพื่อความเสียหาย นี่เป็นอย่างนี้

ทีนี้เมื่อความรู้สึกใด จะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์อันดีงาม คือเป็นไปในทางบุญกุศลนะ..เราก็ต้องพยายามบังคับเข้า ในเมื่อจิตจะท้อถอย มันนึกได้มันจะท้อถอย..รีบบังคับเข้า

เพราะฉะนั้นจึงว่า ทั้งทางดีและทางชั่วเราต้องบังคับ อันหนึ่งบังคับออก อันหนึ่งบังคับเข้า มันมีอยู่อย่างนี้

ทีนี้ เมื่อหากเราดำเนินอย่างนี้เรื่อยไป เรื่อยไป เรื่อยไป เรามองดูซิผลเป็นยังไง มองดูซิ ความงามของเรา ซึ่งอาการของเราที่จะเดิน เหิน นั่ง ยืน ทั้งหมด จะมองเห็นได้ว่างามแล้ว งามเหมาะสมมาก

ทีนี้ต่อจากนั้นไป ทีนี้ไอ้ส่วนความรู้สึกของจิตเมื่อเราเอาชัยชนะได้ทีนี้ ความรู้สึกของจิตเนี่ยมันนำพาให้เรารุนแรงหรือเป็นไปอะไรต่ออะไรต่างๆ เช่น พวกเรามีเวร มีกรรม ต่อกันก็ดี หรือว่าเป็นศัตรูคู่อริต่อกันก็ดี เนื่องจากว่าเราลุอำนาจความรู้สึกอันเนี้ย จึงเป็นเหตุให้สร้างความไม่ดีขึ้นมา อะไรในทำนองนี้ เมื่อหากพวกเรารู้อย่างนี้ พวกเราก็เข้าไปแก้ไขปรับปรุงความรู้สึกของจิตโดยตรง

ทีนี้ต่อจากนั้นไปก็คล้ายกันกับว่า ไอ้ความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งหลาย พูดถึงเรื่องเปลือกๆมันก็หมดไป หมดไป เมื่อหากพวกเราทำได้อย่างเนี้ย ต่อจากนั้นไป..ไอ้ในเรื่องกำหนดเข้าไปสู่ความละเอียดมันก็ง่ายทีนี้ มันก็ง่าย ผลสุดท้ายกำหนดมันก็ได้ที่..ได้ที่เลย

เมื่อได้ที่ทีนี้เราก็พิสูจน์ได้เลยทีเนี้ย เทียบเท่าเป็นลำดับว่าความรู้สึกของเราซึ่งเราสามารถหยั่งกระแสเข้าไปสู่อันดับนี้ เทียบเท่ากับความเป็นอยู่ของเทพเจ้าในโลกทิพย์ทันทีเลย ทีนี้เราจะหลงใหลมั้ยในความเป็นอยู่อย่างนี้ เราก็มองอีกต่อไป มันจะมีความรู้ชัชวาล มองเห็นสิ่งต่างๆบ้าง แล้วก็มีความสุข ปลื้ม เพลิดเพลิน อะไรต่างๆ มันหากมี ถ้าเรากำหนดเข้าไป..เราเห็นเองน่ะ ทีนี้เราก็พยายามหาทางแก้ไขปรับปรุงเช่นกันนี่อีก จิตของเราก็สามารถตกกระแสเข้าไปอีก อันดับที่สอง ที่สาม ไปเรื่อยเป็นลำดับ

แต่ถ้าหากพวกเราลืมในวิธีทำเบื้องต้น ต่อไปเราก็ทำไม่ถูกอีก เมื่อเราทำไม่ถูก..มันก็ไปติดอีกแหละ ติดอีก

เพราะเหตุนั้นจึงว่า กิเลสภายนอก ได้แก่ กามกิเลสอย่างหยาบๆเนี่ย..เราทำลายได้แล้ว ยังเหลือกิเลสส่วนละเอียดข้างหน้า ได้แก่ วิปัสสนูอุปกิเลส มันรอดักเล่นเราอยู่ข้างหน้าเยอะแยะ

เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราผู้ปฏิบัติเนี่ยให้สำคัญอย่างนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะสำคัญได้

แต่สำหรับการกำหนดดังกล่าว โดยจุดประสงค์ก็อย่างที่อธิบายสู่ฟังเป็นเบื้องต้นก่อน แต่ไม่ใช่ว่าไม่ให้กำหนดนะ ให้กำหนด ให้ทำอย่างงั้นแหละ พยายามบังคับไว้ แต่โดยจุดประสงค์ของเราก็ขอให้มีจุดประสงค์เพียงแค่อาตมาว่านี่เถอะ แล้วต่อจากนั้นการทำสมาธิของพวกเราก็จะรวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ นี่ก็มีอย่างนี้"

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย

พิจารณาเห็นตนมีคนอยู่เป็นจำนวนมากเข้าใจผิดไป คันมันเกิดความรู้ขึ้นในธรรมมันก็รู้เกิน มันไม่พอดี มันเกินส่วนไปซะ อย่างนี้...
08/11/2025

พิจารณาเห็นตน

มีคนอยู่เป็นจำนวนมากเข้าใจผิดไป คันมันเกิดความรู้ขึ้นในธรรมมันก็รู้เกิน มันไม่พอดี มันเกินส่วนไปซะ อย่างนี้นะ มันไม่เป็นมัชฌิมา สายกลาง เพราฉะนั้นเราฟังธรรมกันอยู่บ๊อยบ่อยอย่างนี้มันต้องให้รู้ความหมายนะ รู้ความหมาย เพราะว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นน่ะพระองค์สอนให้คนเรานั้นมีสติ มีปัญญา มาเพ่งพินิจดูชีวิตอันนี้นะ ดูร่างกายสังขารอันนี้ ว่ามันมีเหตุปัจจัยเป็นมาอย่างไร มันจึงเป็นอย่างนี้ แต่ลำพังสติปัญญาของเราน่ะเราไม่สามารถที่จะพิจารณาตัวเองได้เลย ไม่ทราบว่าตนเกิดมายังไงเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ แต่เมื่อยังไม่ได้สนใจธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้พูดอยู่นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน มืดแปดด้านเลย อย่างนี้แหละ ต่อเมื่อได้มาศึกษาสดับตรับฟังคำสอนของพระพุทธเจ้านี่เข้าไป ก็จึงได้รู้ว่า อันนี้คือ บาปอันนี้คือ บุญคุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ จึงได้รู้จึงได้เข้าใจ

ทีแรกก็บวชอยู่วัดบ้าน เอ้า พอมาเห็นพระเณรทำผิดวินัยเข้าไปอย่างนี้แล้ว เวลาประชุมกันเรียกว่าเราก็ชักชวนเพื่อน เอ๊ พวกเรานี้มันบวชเข้ามาแล้วมาทำผิดวินัยอยู่อย่างนี้ ล่วงวินัยอยู่อย่างนี้ มันจะได้บุญกุศลอะไรเล่า ผมว่านะถ้าเราบวชเข้ามาแล้วนี่เราต้องหวังบุญกุศล หวังชำระตนให้สะอาด ควรปฏิบัติตามพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงห้ามว่าไม่ให้ทำอะไรเราก็ไม่ทำ อย่างนี้จะไม่ดีเหรอ เอาไหม พวกเรามาปฏิบัติตามพระวินัย..อย่างนี้ องค์โน้นก็ว่าผมไม่ได้ ผมทำไม่ได้ องค์นี้ก็ว่าผมทำไม่ได้ ถ้าหากว่าใครก็ทำไม่ได้ ผมก็จะไม่อยู่กับพวกท่านแล้ว ผมจะหนีเข้าป่าไปเลยนะ จะตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้ตรงต่อพระวินัยทีนี้ อย่างนี้ ในที่สุดก็ได้หนีจากวัดบ้านจริงๆ นั่นแหละ

หนีเข้าป่ามา สำรวมกายวาจาใจของตนตามธรรมตามวินัย ก็จึงได้ความสบายจิตสบายใจมาโดยลำดับ การประพฤติปฏิบัติมาไม่มีถอยหลังเลย มีแต่ความพยายามก้าวหน้ามาเรื่อยๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นความเป็นอยู่ในการประพฤติพรหมจรรย์ก็จึงสม่ำเสมอมาโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน มันเป็นอย่างนั้นเรื่องมันน่ะ คือมันต้องเกิดความรู้สึกขึ้นในใจซะก่อน

ที่ยกเรื่องราวของส่วนตัวมาเล่าสู่ฟังนี่ ก็เพราะต้องการอยากให้ผู้ฟังนั้นได้ระลึกถึงตัวของตัวเอง เช่นอย่างว่า ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์เป็นนักบวชอย่างนี่ ก็มานึกถึงตัวเองว่าตนเองนั้นปัจจุบันนี้มันมีกิเลสตัณหามารบกวนจิตใจไหม จิตใจตนเองเป็นทุกข์กับกิเลสตัณหาหรือไม่ ต้องให้รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ รู้เรื่องของตัวเองรู้ทั้งนั้นแหละถ้าพิจารณานะ แต่ถ้าคนไม่พิจารณามันหากไม่รู้เท่านั้นเอง เออ เรื่องมันน่ะ

แต่ผู้พูดนี่เมื่อยังหนุ่มอยู่นั้น โอ๋ย..พิจารณาเห็นตัวเองอยู่เรื่อย บางทีฉันข้าว ฉันไป ฉันไป นึกถึงกิเลสขึ้นมาล่ะ เอาละ อย่าไปฉันหลายเถ๊อะ กิเลสมันหลาย เออ ยกบาตรออกไปเลย ไม่ทันอิ่มก็ยกออกไปแล้ว นี่มันเห็นโทษของตัวเอง ตัวเองกิเลสมันยังหนาอยู่ไปฉันอะไรมากมายอย่างนี้ เลี้ยงกิเลสให้มันอ้วนเข้าว่า

อย่างนี้แหละมันนึกถึงตัวเองอยู่เสม๊อเสมอ เพราะฉะนั้นอย่าไปย่อท้อ ถ้าหากว่าเราไม่มีกิเลสตัณหารบกวนจิตใจเป็นทุกข์เดือดร้อน พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้แสดงข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้พุทธบริษัททั้งหลายปฏิบัติตาม การที่พระองค์เจ้าแสดงข้อปฏิบัติไว้นี้ก็เพื่อให้ปฏิบัติตามที่พระองค์เจ้าแนะนำแล้วกิเลสมันจะได้น้อยจะได้เบาบางออกไปจากจิตใจ นี่ความหมายของข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนามันเป็นอย่างนี้นะ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

02/11/2025

#การภาวนาถือเป็นเรื่องสุดยอด

“ถ้าเราทำจิตให้เป็นปัจจุบันได้นะ เราจะหาทุกข์มาจากไหน นี่เรื่องเมื่อเช้าก็เอามาคิดตอนเย็น เรื่องตอนเย็นก็เอามาคิดตอนเช้า แล้วเราจะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างไร ธรรมะมันต้องลงที่ปุจจุบันนี่ เป็นปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต นั่นถ้าจิตเป็นปัจจุบัน มันจะลงไปสู่ความว่างเองอัตโนมัติ นั่นล่ะธรรมจึงจะเกิดขึ้น จิตที่มีธรรมที่แท้จริง คือ จิตปัจจุบันนี่ล่ะ”

"การภาวนานี้ อาตมาถือเป็นเรื่องสุดยอด เพราะการภาวนานี่ มันเปลี่ยนคนได้ มันเปลี่ยนชีวิตได้ เปลี่ยนจิตใจได้ เปลี่ยนจิตใจ จากจิตใจไม่ดี เป็นคนดี จากจิตใจไม่มีธรรม เป็นมีธรรม จิตใจไม่เห็นกาย ว่าเป็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา มาภาวนาแล้ว มองเห็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา นี่มันอัศจรรย์ตรงนี้ มันเปลี่ยนได้จริงๆ โยมท้อแท้ไม่ได้"

" ...ที่มันหนักเพราะเรากำเอาไว้...ไอ้นี่ก็ของข้า ไอ้นั่นก็ของข้า เจ้าด่าแม่ข้า เจ้าว่าพ่อข้า เจ้าดูถูกข้า มีแต่ข้าๆ ความจริงข้าๆ นี่มันไม่ได้ฆ่าใคร ฆ่าเราเอง ดังนั้น เราต้องมากำจัดความถือตัวถือตนของเราออกไป..."

"สมองคนเรามีเม็ด บรรจุใว้สองข้าง มีทั้งอริยเจ้าพระอรหันต์ก็อยู่นั้น มนุษย์ อมนุษย์ก็มีอยู่นั้น เปรตก็อยู่นั้นเหมือนกันถ้าเรา คิดไปทางต่ำมันก็บรรจุตรงนั้นมากๆน้ำหนักมันก็จะเพิ่มในสมองเรา ตอนนี้เริด แต่เรื่องชั่วทั้งหมด คิดเรื่องชั่ว
สิ่งที่ไปก็ไปทางชั่ว ถ้าเราคิดดี ความดีมันก็มาอีก ข้างหนึ่ง ถ้ามีความดีเยอะ มันก็จะคิดแต่เรื่องดี ทำแต่เรื่องดี”

ปฏิปทาดี ใช่ว่าจะรู้ธรรมนะโยมนะ ไม่รู้ธรรมก็มีนะ ประเภทค่อยๆเดิน เดิน ไม่เห็นจิต ก็มี ตมาเห็นจิต แล้วตมาก็เดินไปเลย จะช้าทำไม
ปฏิปทากับจิต นี่คนละอย่างนะ ปฏิปทาข้างนอก กับปฏิปทาในจิต มันก็อีกอย่างนะโยม

"ธรรมใดที่ปรุงแต่งได้ ธรรมนั้นยังเป็นสังขารอยู่ ธรรมใดที่ปรุงแต่งไม่ได้ ธรรมนั้นธรรมแท้”

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์
พระธรรมวชิรญาณโกศล วิ.
องค์หลวงตาเยื้อน ขันติพโล

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ตำบลจรัส
อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์

17/10/2025

เข้าใจพระพุทธศาสนาภายใน 10 นาที
1. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?
อริยสัจ 4 คือ
ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
สมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
นิโรธ คือความดับทุกข์
มรรค คือข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์
2. พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอะไร ?
ทุกข์กับการดับทุกข์
3. ภาพรวมของพระพุทธศาสนา มีดังนี้
3.1 ให้มองโลกตามความเป็นจริง (จริงขั้นสมมุติ=สมมุติสัจจ์, จริงแท้=ปรมัตถสัจจ์) อาทิ ตัวเรามีอยู่ แต่หาใช่ตัวตนที่แท้จริงไม่
3.2 ให้ถือทางสายกลาง ทางตึง (ทรมานกายให้ลำบาก) ก็ดี, ทางหย่อน (ฟุ้งเฟ้อหลงใหล มัวเมา) ก็ดี, มิใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา แต่ของพระพุทธศาสนา คือ มรรคมีองค์ 8 ทางสายกลางพอดี ๆ
3.3 ให้พึ่งตนเอง มิใช่พึ่งเทวดา โชคชะตาราศี หรือ ดวงดาว ฤกษ์ยาม
3.4 ไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดูฤกษ์ยาม การเจิม ฯลฯ มิใช่พุทธศาสนา
3.5 สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) มีใช่เกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือพรหมลิขิต จะดับทุกข์ได้ต้องดับที่เหตุ
3.6 โอวาทที่เป็นหลักเป็นประธาน (โอวาทปาฏิโมกข์) คือ ให้ละชั่ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์
3.7 สิ่งทั้งอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา, แม้พระนิพพาน ก็เป็นอนัตตาเช่นกัน หาใช่อัตตาตัวตนไม่
3.8 ให้เชื่อในหลักธรรม คือ ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว. ให้ทำตนอยู่เหนือดี เหนือชั่วนั่นแหละ จึงจะพบนิพพาน (คือเหนือกรรม)
3.9 จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน (ได้แก่สภาวะจิตที่สงบเย็น ปราศจากทุกข์)
3.10 สรุปธรรมทั้งปวง รวมลงในเรื่องเดียว คือ “ความไม่ประมาท”
4. การศึกษาธรรมะ 2 สมัย
4.1 สมัยปัจจุบัน คือ รู้จัก กับ รู้จำ อาศัยการฟัง อ่านค้นคว้า จึงมีความรู้อยู่ในสมองและในสมุด พูดธรรมะคล่องแต่ปฏิบัติไม่ค่อยได้ จึงได้ผลน้อย
4.2 สมัยพุทธกาล คือ รู้แจ้ง โดยเมื่อฟัง – จำแล้ว ลงมือปฏิบัติ ทำจริงในขณะนั้นทันที เกิดผลเป็นความรู้แจ้งเรื่องชีวิต ดับทุกข์ในขณะนั้นทันที
5. วิธีศึกษาพระพุทธศาสนา
เมื่อแรกพุทธปรินิพานนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ถือเอาเป็นศาสดาแทนพระองค์ มีเพียง 2 คือ ธรรมและวินัย หลังจากนั้นมา 300 ปี จึงเกิดมีพระไตรปิฎกขึ้น (สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก) บันนี้ล่วงกาลมาถึง 2500 กว่าปี คำสอนเดิม ขั้นปรมัตถ์ค่อย ๆ หายไป หมดไป เกิดมีคำสอนใหม่ ๆ เป็นพุทธศาสนาเนื้องอกจับใส่พระโอษฐ์ ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก ดังนั้นในการศึกษาพระพุทธศาสนาพึงอาศัยหลักดังนี้
– ด้านปริยัติ (ความรู้เนื้อหา) อ่าน ฟัง คิด วิจัย ให้เข้าใจคือให้ปฏิบัติได้จริง หากสงสัย ให้อาศัยหลักกาลามสูตรเข้าพิจารณาตัดสิน มิใช่เชื่อไปเสียหมด
– ด้านปฏิบัติ การปฏิบัติทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไม่ว่าการทำทานรักษาศีล ภาวนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ ทำเพื่อ “ละกิเลส” มิใช่เพื่อเอาหวังได้นั่นได้นี่ อันทำให้ยิ่งเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ หาใช่พุทธศาสนาไม่ ทุกวันนี้ไหว้เพื่อเอา เพื่อขอ ทำบุญเพื่อเอาสวรรค์ นิพพาน หวังผลทั้งชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งกลายเป็นพอกกิเลสยาวนาน
– ด้านปฏิเวธ (ผล) ทำเพื่อละ จะพบนิพพาน (จิตบริสุทธิ์ มีความสะอาด สว่าง สงบ) แต่ทำเพื่อเอา จะทำเพื่อเอา จะพบกิเลสในตนพอกพูนยิ่งขึ้น ๆ ยาวนาน และยิ่งมีทุกข์มาก
ดังนั้น จงมุ่งปฏิบัติเพื่อห่างไกลทุกข์โดยส่วนเดียว ให้ได้เห็นผลด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก)
6. จะศึกษาพุทธศาสนาได้ที่ไหน ?
ให้ศึกษาในร่างกายนี้ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และมิใช่จะต้องศึกษากับพระ และในวัดวาอารามเท่านั้น จึงศึกษาตนเอง อย่ามัวศึกษานอกตัว หรือมัวติดอยู่แค่พิธีกรรม หรือได้แต่ทำตาม ๆ เขาไป จะเสียทีที่ได้มีโอกาสเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ลิ้มรสแค่เปลือกกระพี้ มิได้ชิมรสอันเป็นเนื้อใน อันได้แก่ธรรมรสของความเย็นอกเย็นใจ (นิพพาน)
7. เหตุแห่งทุกข์และการดับทุกข์
เหตุ เกิดจากอุปทาน คือ การเข้าไปยึดถือว่า นี่คือ ตัวตนของเรา นี่ของๆ เรา
การดับ โดยละอุปทานเสีย (โดยพยายามปฏิบัติให้ “เห็นอนัตตา”) เถิด จะโดยบังคับจิตเป็นสมาธิ (เจโตวิมุตติ) หรือโดยพิจารณาธรรมด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) ก็ได้
8. พุทธพจน์ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
คำว่า “เห็นธรรม” คือ เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ วงจรที่ทุกข์เกิด และดับ โดยเริ่มต้นจากอวิชชา จนเกิดทุกข์
9. จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
คือ นิพพาน (สภาวะจิตที่สงบเย็น) ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งปวง (ชาวบ้านพูดว่า เย็นอก เย็นใจ) หาพบได้ที่ใจตัวเอง
10. สรุป ความทุกข์เกิดที่จิต พึงรักษาจิตให้เป็นประภัสสรไว้เสมอ ระวังการกระทบ (ผัสสะ) ทางตา หู ฯลฯ ให้ดี มีสติรู้ทันว่า…เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้เวทนา ตัณหา เกิดได้ แล้วท่าน จะพบความสงบเย็นตลอดเวลา
ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะเห็นผิดเมื่อผัสสะ
ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะ
ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ........................... (จากธรรมสมโภช 80 ปี พุทธทาสภิกขุ) ............

14/10/2025

#พระศาสนาไม่มีกรรมฐานเป็นที่ตั้ง
ก็เป็นพระศาสนาของ ' กิเลส '
.. ศาสนาของ' กิเลส ' ก็คือ กิเลสมันไม่สอนให้สนใจในกรรมฐาน สอนให้หันหลังใส่กรรมฐาน สอนให้ละเลยในกรรมฐาน กิเลสมันสอนอย่างนั้น ไม่ใช่ศาสนาของพระพุทธเจ้า
.. ในเมื่อไม่สนใจในกรรมฐาน แล้วจิตใจมันจะเป็นอย่างไร เห็นกองมูตรกองคูถ มันก็เห็นเป็นกองเงินกองทอง เห็นกองเหม็น มันก็กลายเป็นสิ่งน่าใคร่น่าปราถนา นี่กิเลสมันสอน จุดมุ่งหมายของมันเป็นอย่างนี้
.. กรรมฐานในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า สอนให้เน้นหนักลงไปในกรรมฐาน เน้นหนักในกรรมฐานแล้ว เห็นรูปสักแต่ว่ารูป เห็นเสียงก็สักแต่ว่าเสียง สักแต่ว่าธรรมเท่านั้น เกิดขึ้นมาแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของเขา ใจเราจะไปยินดียินร้ายในธรรมชาติที่เขาเป็นไปไม่ได้ ปล่อยมันต้องปล่อย
.. ในเมื่อมันเป็นธรรมแล้ว จะไปยึดมันไม่ถูก จึงว่าให้ใส่ใจในกรรมฐาน อันนี้เป็นที่ตั้งของพระศาสนา "
_____________________________________________

พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร ( หลวงปู่แบน ธนากโร )
วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร
#ธรรมะสอนใจ

13/10/2025

✨🙏🙏🙏✨นิพพานสมบัติ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิด
พระธรรมคำสอนจากพระรัตนตรัย

***เมื่อจิตของพระฉันนะ ท่านบริสุทธิ์ขนาดนี้คือตัดอุปทานขันธ์ 5 ได้ หรือตัด #สักกายทิฏฐิ ได้
พระพุทธองค์ก็ส่งฉัพพรรณรังสี ปรากฏกายให้พระฉันนะเห็น รับรองความคิดของพระฉันนะว่า ถูกต้องแล้ว กิจของฉันนะก็เข้าถึงความเป็นพระอรหัตผล ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ถึงพระองค์จะมารับรองหรือไม่มาก็ตาม
จิตของพระฉันนะ ก็ต้องจบกิจ เพราะหมดอุปทานขันธ์ 5 แล้ว
ส่วนเรื่องพรหมทัณฑ์นั้น หมายความว่าการปล่อยให้อยู่คนเดียวอย่างพรหม เพราะพรหมนั้นท่านมีวิมานหลังใหญ่โต แต่อยู่แค่องค์เดียวอย่างผู้มีจิตสงบเป็นฌานสมาบัติ
สงบจากนิวรณ์ทั้ง 5 เมื่อพิจารณาธรรมมาถึงจุดนี้
สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนว่า

เป็นอันว่าเจ้าเริ่มเข้าใจอารมณ์พรหมทัณฑ์แล้ว จงหมั่นระวังรักษาอารมณ์นี้ไว้ให้ดีๆใหม่ๆก็จะมีเผลอบ้างพลาดบ้าง จิตตกเป็นทาสของอารมณ์พอใจ ไม่พอใจอยู่บ้าง
เป็นธรรมดา

ขอจงตามดู และรู้การเสวยอารมณ์ รู้หนทางแก้ไขของอารมณ์ รู้หลักการระมัดระวังอารมณ์พรหมทัณฑ์ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โจทย์จิตของตนเองเอาไว้ให้ดีๆ
ถ้าหากทำได้ถึงที่สุด พวกเจ้าจักไม่อยู่แค่อนาคามีผลหรอก ก็จะเข้าถึงอรหัตผลได้

*** #ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
พล.ต.ท.นายแพทย์สมศักดิ์ สืบสงวน
: ผู้รวบรวมคำสอน

⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️⚜️

✨🙏🙏🙏✨ธรรมทานที่เผยแผ่​ ลูกขอน้อมกราบถวายเป็น พุทธบูชา​ ธรรมบูชา
อริยสังฆบูชา ทุกๆพระองค์
และ #หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

(!!)ข้าพเจ้าจะพยายามทำดีในพระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด โดยจะทำทุกอย่าง เพื่อ #พระนิพพาน ในชาตินี้จุดเดียวเท่านั้น

✨🙏🙏🙏✨นิพพานง่ายๆหลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง https://www.facebook.com/KaewVitoo/
ตัดกาย รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน

✨🙏🙏🙏✨แจกฟรี หนังสือ"ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น" เล่มที่ 1-10 จากทั้งหมด 18 เล่ม

https://sites.google.com/view/dharma-to-nirvana/home

✨🙏🙏🙏✨ห้องสมุดออนไลน์ "WATTHASUNG E-BOOK"
http://www.thasungmedia.com/wat/Ebook/book-26/books.html

✨🙏🙏🙏✨ ฟรี อีบุ๊คพระพุทธศาสนา ทั้งหมด 5,400 กว่าเล่ม เกือบ 1.1 ล้านกว่าหน้า หลายร้อยพระอาจารย์

เข้าหน้าเว็บเพจDEO กรุณาคลิ๊กลิงค์
https://sites.google.com/view/dhamma-ebook-online

https://www.facebook.com/DhammaEbook?mibextid=ZbWKwL

✨🙏🙏🙏✨รวมคำสอน #สมเด็จองค์ปฐม (เสียงอ่าน) #ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น (ปล่อยวาง) EP 1-48

https://youtube.com/playlist?list=PLp2EpsMb_RLHhkWq8WH-pijd7s69X3Ofu

#ปล่อยวาง

ที่อยู่

Muang Chaiya

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ลอยธรรมะมาลัย (LoyDhammaMalai)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ลอยธรรมะมาลัย (LoyDhammaMalai):

แชร์