ลอยธรรมะมาลัย (LoyDhammaMalai)

ลอยธรรมะมาลัย (LoyDhammaMalai) "ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ ฯ"

วัตถุประสงค์
๑.เพื่อสืบสานปณิธานของสวนโมกข์
๒.เพื่อสร้างธรรมะอาสา เพื่อช่วยงานสวนโมกข์
๓.เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม
๔.เพื่อให้เยาวชนมาสนใจธรรมะมากขึ้น

กำพระสวดมนต์ นั่งสมาธิและสัมผัสพลังงานจากพระด้วยจิตที่อยู่กับพระ เป็นวิธีการหนึ่งในการฝึกจิตให้มีสมาธิและศรัทธาในพลังงาน...
26/01/2026

กำพระสวดมนต์ นั่งสมาธิและสัมผัสพลังงานจากพระด้วยจิตที่อยู่กับพระ เป็นวิธีการหนึ่งในการฝึกจิตให้มีสมาธิและศรัทธาในพลังงานศักดิ์สิทธิ์ วิธีนี้สามารถทำได้ดังนี้
1. ให้กำพระ
ถือพระเครื่องหรือวัตถุมงคลไว้ในมือขณะสวดมนต์ ความรู้สึกที่สัมผัสวัตถุจะช่วยให้จิตใจอยู่กับสิ่งนั้น ไม่ฟุ้งซ่านออกไป

2. สวดมนต์
การสวดมนต์บทสวดศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระคาถาหรือบทสวดต่างๆ เป็นการเชื่อมโยงจิตใจเข้ากับคำสอนของพระพุทธเจ้าและการสร้างพลังบวกจากคำสวดนั้น

3. นั่งสมาธิ
นั่งในท่าที่สบาย หลับตา และนำจิตใจมาสู่ปัจจุบัน โดยโฟกัสที่ลมหายใจเข้า-ออก หรือความรู้สึกที่อยู่กับพระ

4. สัมผัสพลังงานพระ
ขณะที่จิตใจสงบจากการสวดมนต์และสมาธิ จิตจะสามารถรับรู้ถึงพลังงานบวกหรือความสงบที่มาจากการฝึกปฏิบัติธรรม การสัมผัสพลังงานจากพระคือการรับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของความสงบและเมตตา

5. จิตอยู่กับพระ
ฝึกให้จิตใจตั้งมั่นอยู่กับพระ ไม่วอกแวกไปยังเรื่องอื่นๆ ให้จิตสอดคล้องกับพลังแห่งความศรัทธา

ฉะนั้นเรื่อง "การสวดมนต์" นั้น
มันไม่ใช่ขลังที่บทสวด
ไม่ใช่ขลังด้วยคาถา แต่ขลังด้วย "สติ"
เมื่อเราสวดมนต์มากๆ เข้า
จิตใจก็จะสงบ เกิดสมาธิ
มีสติขึ้นมา มันจึงขลัง
ขลังด้วยสติ พอสวดมนต์
แล้วมีสติขึ้นมา ปัญญาก็เกิด
ปัญญาเกิด แก้ปัญหาได้
ชีวิตก็จะดีขึ้นมา ด้วยอานุภาพของ "การสวดมนต์”

#สาธุ
#กราบหลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ
#ศรัทธาบารมีวัตถุมงคลหลวงตาม้าวิริยธโรวัดถ้ำเมืองนะ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ปะทะวิญญาณกษัตริย์ขอม ณ ปราสาทเขาพนมรุ้ง• ฉากเหตุการณ์: หลวงปู่มั่นธุดงค์ขึ้นบำเพ็ญภาวนาที่เขาพนมร...
12/01/2026

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ปะทะวิญญาณกษัตริย์ขอม ณ ปราสาทเขาพนมรุ้ง

• ฉากเหตุการณ์: หลวงปู่มั่นธุดงค์ขึ้นบำเพ็ญภาวนาที่เขาพนมรุ้ง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่และขึ้นชื่อเรื่องอาถรรพ์
• การปรากฏตัว: วิญญาณกษัตริย์ขอมโบราณปรากฏกายเป็นเปรตสูงใหญ่ ถูกไฟนรกเผา ล่ามโซ่ตรวน แสดงความทุกข์ทรมานยาวนาน
• เหตุแห่งกรรม: อำนาจบารมีในอดีตถูกใช้กดขี่ไพร่ทาส ทำพิธีบูชายัญมนุษย์ และยึดติดในราชอำนาจ–สมบัติ จึงตกอยู่ในวังวนแห่งทุกข์
• การท้าทาย: วิญญาณพยายามแสดงฤทธิ์—พายุ เสียงคำราม ไฟอาคม—หวังข่มขวัญ
• ธรรมะเหนือฤทธิ์: หลวงปู่มั่นตั้งจิตมั่น แผ่เมตตา ใช้สมาธิขั้นสูง ไม่หวั่นไหวต่ออำนาจลี้ลับ
• จุดเปลี่ยน: ธรรมะทำให้วิญญาณอ่อนทิฐิ เห็นโทษแห่งความยึดมั่น
• การโปรดสัตว์: หลวงปู่มั่นเทศน์สอนเรื่องกรรม อนิจจัง และการปล่อยวาง วิญญาณสำนึกผิด ขออโหสิกรรม
• ผลลัพธ์: พ้นสภาพเปรต กลายเป็น เทพารักษ์ผู้ดูแลปราสาท
• การชำระอาถรรพ์: แผ่เมตตาปลดปล่อยดวงวิญญาณไพร่ทาสจำนวนมากที่ถูกผูกด้วยอาถรรพ์ ให้ไปสู่สุคติ
• บรรยากาศเปลี่ยน: จากความวังเวงน่ากลัว กลับกลายเป็นความสงบ เย็น และเป็นสิริมงคล

ข้อคิด: อำนาจและสมบัติยิ่งใหญ่เพียงใด หากยึดติดก็เป็นโซ่ตรวน ธรรมะและเมตตาเท่านั้นที่ปลดปล่อยได้
เปรียบเทียบ: เหมือนนักโทษที่กอดโซ่สนิมคิดว่าเป็นทอง เมื่อมีผู้รู้ชี้ทางและยอมวาง จึงออกจากคุกสู่แสงสว่างได้

🛑 #คำอธิษฐานปีใหม่🛑ผู้ถาม : ที่หลวงพ่อบอกว่า ให้นั่งหน้าพระพุทธรูปแล้วอธิษฐานว่า ความรวยจงปรากฏ มันเป็นอย่างไรครับ ?หลวง...
28/12/2025

🛑 #คำอธิษฐานปีใหม่🛑

ผู้ถาม : ที่หลวงพ่อบอกว่า ให้นั่งหน้าพระพุทธรูปแล้วอธิษฐานว่า ความรวยจงปรากฏ มันเป็นอย่างไรครับ ?

หลวงพ่อ : ล้อ " เจ้าขวัญ " มันว่า ถ้าอยากรวยก็เอาแบบนี้ซิ 5 ทุ่ม 45 นาทีใกล้ๆจะ 6 ทุ่มใช่ไหมเล่า ก็ไปนั่งหน้าพระพุทธรูป บูชาพระ นึกถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ เทวดา และพรหมทั้งหมด ครูบาอาจารย์ ผู้มีคุณทั้งหมด บูชาท่านขอลาภ

''ขอให้ความซวยทั้งหมด ความยากจน จงไปกับปีเก่า
แล้วความรวย ความดี ความโชคดี จงมากับปีใหม่ ''

หลัง จากนั้นก็ ภาวนา คาถาเงินล้าน เรื่อยๆไป พอนาฬิกาตีเป๊ง..ขึ้นปีใหม่ " ขอให้ความซวย จงหายไปพร้อมกับปีเก่า ฉันต้องการความรวย จากปีใหม่ "

ผู้ถาม : อ๋อ....หลวงพ่อพูดกับ ขวัญ เหรอ ?

หลวงพ่อ : ใช่

ผู้ถาม : แล้ว ลูกๆหลานๆ ที่ไม่ใช่ขวัญ จะได้ไหมครับ ?

หลวงพ่อ : ก็มีขวัญนี่ ลองก้มหัวดู คนไหนไม่มีขวัญทำไม่ได้ ความจริงไม่ต้องรอดึกก็ได้ ถึงวัด ถึงบ้าน อาบน้ำ สวดมนต์ไหว้พระ ก็อธิษฐานก่อนนอนเลยก็ได้ ไม่ต้องรอถึงเวลานั้น

คำอธิษฐานได้ผล

ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2531 นี้ ลูกได้ทำตามคำแนะนำของหลวงพ่อที่อธิษฐานว่า " ความซวยจงหมดไป พร้อมกับปีเก่า และขอความร่ำรวย จงมาพร้อมกับปีใหม่ 2532 นี้ " ปรากฏว่าวันนี้การค้าของลูกคล่องตัว ลูกอยู่ในโอวาท (แหม..นี่แกคงจะดีใจว่า ลูกอยู่ในโอวาทนะ) หากลูกจะอธิษฐานอย่างนี้ทุกคืนๆ ไป จะผิดกฏที่เทวดาเขาสงเคราะห์อยู่ในเวลานี้หรือเปล่าเจ้าคะ ?

หลวงพ่อ : ดีมาก ถ้าทำตามนั้นนะ จะดีมากเลย จะมีการทรงตัว เงินจะเหลือใช้ เอาทุกวันดีกว่า ไม่ใช่ทำวันเดียว

ผู้ถาม : อ๋อ..ยิ่งว่าบ่อยๆ ยิ่งดีหรือครับ

หลวงพ่อ : ใช่ ทำเป็นสมาธิแบบนั้น ก็ไม่ต้องใช้เวลาใกล้ 2 ยาม เวลาไหนก็ได้ที่เราเห็นสมควร ที่ว่าใกล้ 2 ยาม เพราะปีเก่าจะไป ปีใหม่จะมา เวลานี้เป็นเวลาของปีใหม่ ก็ใช้ได้ทุกเวลาตามที่ชอบใจ นั่นดีมากนะ ต่อไปจะรวยใหญ่ เมื่อทุกคนรวยใหญ่ ฉันก็สบายใจ สร้างวัดอีก 10 วัด (หัวเราะ)

ผู้ถาม : นี่ก็เป็นผลดีแก่แม่บ้านนะ มีผัวอยู่ในโอวาท เอ..ถ้าผู้ชายว่าบ้าง ลูกเมียจะอยู่ในโอวาท หรือเปล่าครับ ?

หลวงพ่อ : เราอยู่ในโอวาทเขา เขาก็อยู่ในโอวาทเรา " วันทโก ปฏิวันทนัง " ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ " ปูชา ลภเตปูชัง " ผู้บูชาย่อมได้รับการบูชาตอบ ในเมื่อเราอยู่ในโอวาทเขา เขาก็อยู่ในโอวาทเรา

🌟(จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ กุมภาพันธ์ 2532)🌟

24/11/2025

กัมมุนา วัตตะตี โลโก
โลกคือหมู่สัตว์
กรรมย่อมจำแนกตกแต่งให้ฉลาด โง่เขลาเบาปัญญา อายุสั้นพลันตาย หรืออายุยืนยาว ไม่เหมือนกัน ร่ำรวย สวย จน ก็ไม่เหมือนกัน เพราะกรรมเป็นผู้ตกแต่งให้ ไม่ใช่สิ่งใดดอกที่จะตกแต่งให้ มีแต่กรรมเท่านั้น
กรรมดีกรรมชั่วนั่นแหละ ที่ตกแต่งให้โลก ได้แก่สัตว์ทั้งหลายนี้ไม่เหมือนกัน
ถ้ากรรมดีมีแล้ว ก็ได้ดั่งใจหมาย จะทำไร่ทำนาก็เจริญ ค้าขายก็เจริญ ศึกษาเล่าเรียนก็เจริญ ทันสมัยเขา เป็นเจ้าเป็นนาย ฉลาดมีสติปัญญาดี เพราะบุญเป็นเครื่องเสริมนั่นแหละ
ถ้าบุญไม่มีแล้ว จะทำอะไรก็ล้าสมัยเขา ผลสุดท้ายก็บ่าแบกหลังหนุน น้ำเหงื่อไหลไคลย้อย ทุกข์จนข้นแค้นแสนกันดาร ทำงานวันยังค่ำก็ไม่พอกิน
โอ้... นี่เห็นจริงๆ นะ แหม ผมนั้นรูปร่างล่ำสันใหญ่ เขาจ้างให้ขุดโพนใหญ่ 2-3 วันแล้ว เลยพอได้กินสืบวันเท่านั้น นี่มันต่างกัน คนเขาร่ำรวยมีวาสนาไม่ได้ทำมากเท่าใดก็เหลือกินเหลือใช้ นั่นแหละคงจะเป็นอย่างว่า เกิดขึ้นเพราะกรรมดี กรรมชั่วทั้งนั้น
ทีนี้ก็ตั้งใจเจริญบุญมาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เจริญบุญทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เดินภาวนา ยืนภาวนา นั่งภาวนา อดนอนผ่อนอาหารมาไม่ลดละ
เมื่อเจริญมรรคเครื่องส่งจิตเข้าสู่ความสงบได้ ความสุขเยือกเย็นเกิดขึ้นภายใน คือความสงบสุขนั้นนั่นแหละ ก็เห็นอำนาจของบุญ คือความสุขเยือกเย็นที่แท้ หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี
สมัยเป็นฆราวาส กินลาบวัวลาบควายกับเหล้า ก็นึกว่ามันอร่อยเต็มที่แล้วนะ ซุปหน่อไม้ส้มกับปูนา แต่ก่อนนะ มันอร่อย แหม 100 ครั้ง ก็ไม่เท่าจิตสงบครั้งหนึ่งนะ
จิตสงบครั้งหนึ่ง แหมมันอร่อยเยือกเย็น หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี นั่นแหละเป็นรสชาติอันอร่อย
การสะสมบุญก็ส่งผลมาเป็นระยะๆ ถ้าบุญพาวาสนาส่ง ทั้งภพชาติก่อนโน้น จะได้สะสมไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็ดี มาองค์นี้ก็ดี ก็ขอจงดลบันดาลให้ข้าพเจ้ามีความยึดมั่นถือมั่นในศาสนาพุทธไม่ลดละ อย่าได้หวั่นไหวไปตามโลกตามสงสาร มีความยึดมั่นกระสันพอใจ เจริญธรรมทั้งเช้า กลางวัน เย็น กลางคืน อยู่ทุกเวลาไม่ประมาท นั่นแหละมันก็เห็นเป็นอย่างนั้นมีความมั่นมาเสมอ
หลวงปู่จันทา ถาวโร

14/11/2025

สุญญตา คือ "ธาตุรู้" ที่ไม่ปรากฏ ส่วนความว่างที่ไม่รู้เป็น "ธาตุอากาศ"

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเพียงสสาร... พลังงาน... ความว่าง... หรือช่องว่างที่เป็นธาตุอากาศ

แต่ไม่รู้จัก "ธาตุรู้"

"ธาตุรู้" จะรวมกับธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุอากาศ (ช่องว่าง) เกิดเป็นขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

"ธาตุรู้" เป็นวิสังขาร... ไม่ปรากฏจึงไม่เกิดดับ

แต่ "ขันธ์ห้า" เป็นสังขาร... จึงเกิดดับ

"วิญญาณขันธ์" ในขันธ์ห้าจะทำหน้าที่รู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ทางตา... หู... จมูก... ลิ้น กาย... ใจ... เมื่อเกิดผัสสะในปัจจุบันขณะโดยทำงานร่วมกับ เวทนา สัญญา สังขาร อีกสามขันธ์ซึ่งเรียกว่า... "เจตสิก"

ซึ่ง "เจตสิก" จะเกิดพร้อม... วิญญาณขันธ์ และดับพร้อมวิญญาณขันธ์

ซึ่งวิญญาณขันธ์จะทำหน้าที่ตามลำพังโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ และ "วิญญาณขันธ์" กับ "เจตสิก" จะเกิดดับในธาตุรู้ หรือ ใจดั้งเดิมแท้ หรือ จิตบริสุทธิ์ซึ่งไม่เกิดดับเพราะไม่มีอะไรปรากฏ

"ธาตุรู้" หรือ "ใจบริสุทธิ์" จึงได้แต่รู้สังขารที่เกิดดับในใจในปัจจุบันขณะ ส่วนธาตุรู้ หรือ ใจจะไม่ปรากฏ

ดังนั้น "ธาตุรู้" หรือ "ใจบริสุทธิ์" จึงไม่สามารถคิดปรุงแต่งยึดถือเป็นตัวเรา หรือ ของเราอันเป็นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็น "สมุทัย" คือ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้

*****ถ้าได้แต่รู้สังขารในใจ โดยไม่ปรากฏใจ หรือ ธาตุรู้ ก็จะไม่มีผู้ทุกข์

หรือ ความทุกข์ของสังขาร ซึ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามีอยู่ แต่ผู้ทุกข์ไม่มี

เรียกว่า "นิพพาน"

หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย
โอวาทธรรมจากปุจฉาวิสัชนา
22 มีนาคม 2564

11/11/2025

"ขอให้พวกเราสร้างสติขึ้นมาให้สมบูรณ์ ในอุบายวิธีที่อาตมาสอนให้สร้างสตินั้น เราจะสร้างแบบไหนก็สอนหมดแล้ว ตลอดการทดสอบทดลองสติการที่หนึ่ง การที่สอง การที่สาม อาตมาก็อธิบายให้ฟังแล้ว

ทีนี้ต่อจากนั้นไป เมื่อเราได้สติสมบูรณ์ดีแล้ว เราเอามาใช้กับอะไร นี่สติกับปัญญานะ เราก็เอามาใช้อย่างงี้

อาการเคลื่อนไหวของกายและวาจา ท่านเรียกว่า มารยาททางกายและวาจาเนี่ย..เป็นของสำคัญ เราก็ต้องเอามาแต่ง มาแต่งทางกายและวาจาของเรา เราแต่งแบบไหน..ก็อย่างที่อธิบายสู่ฟังนี่เอง เราจะลุก เราจะเหิน เราจะเดิน เราจะนั่ง เราจะนอน ตลอดอยู่ ฉัน ลิ้ม เลีย อะไรต่างๆทั้งหมดนี่แหละ เราต้องเอามาแต่ง นะ

คือว่าก่อนที่เราจะทำอะไรทั้งหมด ให้มีสติเป็นเบรคยับยั้งก่อน แล้วก็ใช้ปัญญาสอดส่อง ตรอง พิสูจน์ว่า จะน่าเกลียดมั้ย เหมาะสมมั้ยกับเพศ วัย ฐานะ ของเรา อย่างเงี้ย เราต้องสอดส่องซะก่อน

ไม่ใช่ว่าเกิดมีความรู้สึกขึ้นก็ให้ความรู้สึกเข็นเอาอาการอันนี้ให้เป็นไปตามอำนาจของมัน ไม่ใช่อย่างนั้น เนี่ย เราก็ต้องบังคับในทำนองที่อาตมาว่านี่ เรื่อยไป เรื่อยไป เรื่อยไป ให้ชำนิชำนาญ เป็นการทดสอบ ทดลอง ไปในตัว

เราจะก้าว จะเหิน จะเดินไปตรงไหน ก็ให้มีสติกำกับอยู่ในตัวเรื่อย ตรวจตราดูเสมอ ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เราทำ ตลอดกิจการงานที่เราทำก็ให้มีสติคุมอยู่อย่างงั้น อย่างเงี้ย

ทีนี้ต่อจากนั้นไปทีเนี้ย เค้าพูดอะไรกับเราซึ่งเรามีสติอยู่ในตัว เราก็รู้หมด เค้าพูดมีความหมายยังไง บทบาทชั้นเชิงที่แสดงมาแบบไหน ยังไง เราอ่านได้หมด พอเราอ่านได้..ความรู้สึกของจิตเราจะเป็นยังไงทีเนี้ย ต่อไป เมื่อความรู้สึกของจิตมันเป็นไปอย่างนี้ เราพอที่จะแก้ไขได้มั้ย

เมื่อไม่มีทางสามารถที่จะแก้ไขความรู้สึกของจิตได้ เราต้องรอบังคับอาการของกายและวาจาให้ได้ อย่าให้เป็นไปตามความรู้สึกอันนั้น..ในเมื่อจะเป็นไปเพื่อความเสียหาย นี่เป็นอย่างนี้

ทีนี้เมื่อความรู้สึกใด จะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์อันดีงาม คือเป็นไปในทางบุญกุศลนะ..เราก็ต้องพยายามบังคับเข้า ในเมื่อจิตจะท้อถอย มันนึกได้มันจะท้อถอย..รีบบังคับเข้า

เพราะฉะนั้นจึงว่า ทั้งทางดีและทางชั่วเราต้องบังคับ อันหนึ่งบังคับออก อันหนึ่งบังคับเข้า มันมีอยู่อย่างนี้

ทีนี้ เมื่อหากเราดำเนินอย่างนี้เรื่อยไป เรื่อยไป เรื่อยไป เรามองดูซิผลเป็นยังไง มองดูซิ ความงามของเรา ซึ่งอาการของเราที่จะเดิน เหิน นั่ง ยืน ทั้งหมด จะมองเห็นได้ว่างามแล้ว งามเหมาะสมมาก

ทีนี้ต่อจากนั้นไป ทีนี้ไอ้ส่วนความรู้สึกของจิตเมื่อเราเอาชัยชนะได้ทีนี้ ความรู้สึกของจิตเนี่ยมันนำพาให้เรารุนแรงหรือเป็นไปอะไรต่ออะไรต่างๆ เช่น พวกเรามีเวร มีกรรม ต่อกันก็ดี หรือว่าเป็นศัตรูคู่อริต่อกันก็ดี เนื่องจากว่าเราลุอำนาจความรู้สึกอันเนี้ย จึงเป็นเหตุให้สร้างความไม่ดีขึ้นมา อะไรในทำนองนี้ เมื่อหากพวกเรารู้อย่างนี้ พวกเราก็เข้าไปแก้ไขปรับปรุงความรู้สึกของจิตโดยตรง

ทีนี้ต่อจากนั้นไปก็คล้ายกันกับว่า ไอ้ความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งหลาย พูดถึงเรื่องเปลือกๆมันก็หมดไป หมดไป เมื่อหากพวกเราทำได้อย่างเนี้ย ต่อจากนั้นไป..ไอ้ในเรื่องกำหนดเข้าไปสู่ความละเอียดมันก็ง่ายทีนี้ มันก็ง่าย ผลสุดท้ายกำหนดมันก็ได้ที่..ได้ที่เลย

เมื่อได้ที่ทีนี้เราก็พิสูจน์ได้เลยทีเนี้ย เทียบเท่าเป็นลำดับว่าความรู้สึกของเราซึ่งเราสามารถหยั่งกระแสเข้าไปสู่อันดับนี้ เทียบเท่ากับความเป็นอยู่ของเทพเจ้าในโลกทิพย์ทันทีเลย ทีนี้เราจะหลงใหลมั้ยในความเป็นอยู่อย่างนี้ เราก็มองอีกต่อไป มันจะมีความรู้ชัชวาล มองเห็นสิ่งต่างๆบ้าง แล้วก็มีความสุข ปลื้ม เพลิดเพลิน อะไรต่างๆ มันหากมี ถ้าเรากำหนดเข้าไป..เราเห็นเองน่ะ ทีนี้เราก็พยายามหาทางแก้ไขปรับปรุงเช่นกันนี่อีก จิตของเราก็สามารถตกกระแสเข้าไปอีก อันดับที่สอง ที่สาม ไปเรื่อยเป็นลำดับ

แต่ถ้าหากพวกเราลืมในวิธีทำเบื้องต้น ต่อไปเราก็ทำไม่ถูกอีก เมื่อเราทำไม่ถูก..มันก็ไปติดอีกแหละ ติดอีก

เพราะเหตุนั้นจึงว่า กิเลสภายนอก ได้แก่ กามกิเลสอย่างหยาบๆเนี่ย..เราทำลายได้แล้ว ยังเหลือกิเลสส่วนละเอียดข้างหน้า ได้แก่ วิปัสสนูอุปกิเลส มันรอดักเล่นเราอยู่ข้างหน้าเยอะแยะ

เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราผู้ปฏิบัติเนี่ยให้สำคัญอย่างนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะสำคัญได้

แต่สำหรับการกำหนดดังกล่าว โดยจุดประสงค์ก็อย่างที่อธิบายสู่ฟังเป็นเบื้องต้นก่อน แต่ไม่ใช่ว่าไม่ให้กำหนดนะ ให้กำหนด ให้ทำอย่างงั้นแหละ พยายามบังคับไว้ แต่โดยจุดประสงค์ของเราก็ขอให้มีจุดประสงค์เพียงแค่อาตมาว่านี่เถอะ แล้วต่อจากนั้นการทำสมาธิของพวกเราก็จะรวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ นี่ก็มีอย่างนี้"

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย

พิจารณาเห็นตนมีคนอยู่เป็นจำนวนมากเข้าใจผิดไป คันมันเกิดความรู้ขึ้นในธรรมมันก็รู้เกิน มันไม่พอดี มันเกินส่วนไปซะ อย่างนี้...
08/11/2025

พิจารณาเห็นตน

มีคนอยู่เป็นจำนวนมากเข้าใจผิดไป คันมันเกิดความรู้ขึ้นในธรรมมันก็รู้เกิน มันไม่พอดี มันเกินส่วนไปซะ อย่างนี้นะ มันไม่เป็นมัชฌิมา สายกลาง เพราฉะนั้นเราฟังธรรมกันอยู่บ๊อยบ่อยอย่างนี้มันต้องให้รู้ความหมายนะ รู้ความหมาย เพราะว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นน่ะพระองค์สอนให้คนเรานั้นมีสติ มีปัญญา มาเพ่งพินิจดูชีวิตอันนี้นะ ดูร่างกายสังขารอันนี้ ว่ามันมีเหตุปัจจัยเป็นมาอย่างไร มันจึงเป็นอย่างนี้ แต่ลำพังสติปัญญาของเราน่ะเราไม่สามารถที่จะพิจารณาตัวเองได้เลย ไม่ทราบว่าตนเกิดมายังไงเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ แต่เมื่อยังไม่ได้สนใจธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้พูดอยู่นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน มืดแปดด้านเลย อย่างนี้แหละ ต่อเมื่อได้มาศึกษาสดับตรับฟังคำสอนของพระพุทธเจ้านี่เข้าไป ก็จึงได้รู้ว่า อันนี้คือ บาปอันนี้คือ บุญคุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ จึงได้รู้จึงได้เข้าใจ

ทีแรกก็บวชอยู่วัดบ้าน เอ้า พอมาเห็นพระเณรทำผิดวินัยเข้าไปอย่างนี้แล้ว เวลาประชุมกันเรียกว่าเราก็ชักชวนเพื่อน เอ๊ พวกเรานี้มันบวชเข้ามาแล้วมาทำผิดวินัยอยู่อย่างนี้ ล่วงวินัยอยู่อย่างนี้ มันจะได้บุญกุศลอะไรเล่า ผมว่านะถ้าเราบวชเข้ามาแล้วนี่เราต้องหวังบุญกุศล หวังชำระตนให้สะอาด ควรปฏิบัติตามพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงห้ามว่าไม่ให้ทำอะไรเราก็ไม่ทำ อย่างนี้จะไม่ดีเหรอ เอาไหม พวกเรามาปฏิบัติตามพระวินัย..อย่างนี้ องค์โน้นก็ว่าผมไม่ได้ ผมทำไม่ได้ องค์นี้ก็ว่าผมทำไม่ได้ ถ้าหากว่าใครก็ทำไม่ได้ ผมก็จะไม่อยู่กับพวกท่านแล้ว ผมจะหนีเข้าป่าไปเลยนะ จะตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้ตรงต่อพระวินัยทีนี้ อย่างนี้ ในที่สุดก็ได้หนีจากวัดบ้านจริงๆ นั่นแหละ

หนีเข้าป่ามา สำรวมกายวาจาใจของตนตามธรรมตามวินัย ก็จึงได้ความสบายจิตสบายใจมาโดยลำดับ การประพฤติปฏิบัติมาไม่มีถอยหลังเลย มีแต่ความพยายามก้าวหน้ามาเรื่อยๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นความเป็นอยู่ในการประพฤติพรหมจรรย์ก็จึงสม่ำเสมอมาโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน มันเป็นอย่างนั้นเรื่องมันน่ะ คือมันต้องเกิดความรู้สึกขึ้นในใจซะก่อน

ที่ยกเรื่องราวของส่วนตัวมาเล่าสู่ฟังนี่ ก็เพราะต้องการอยากให้ผู้ฟังนั้นได้ระลึกถึงตัวของตัวเอง เช่นอย่างว่า ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์เป็นนักบวชอย่างนี่ ก็มานึกถึงตัวเองว่าตนเองนั้นปัจจุบันนี้มันมีกิเลสตัณหามารบกวนจิตใจไหม จิตใจตนเองเป็นทุกข์กับกิเลสตัณหาหรือไม่ ต้องให้รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ รู้เรื่องของตัวเองรู้ทั้งนั้นแหละถ้าพิจารณานะ แต่ถ้าคนไม่พิจารณามันหากไม่รู้เท่านั้นเอง เออ เรื่องมันน่ะ

แต่ผู้พูดนี่เมื่อยังหนุ่มอยู่นั้น โอ๋ย..พิจารณาเห็นตัวเองอยู่เรื่อย บางทีฉันข้าว ฉันไป ฉันไป นึกถึงกิเลสขึ้นมาล่ะ เอาละ อย่าไปฉันหลายเถ๊อะ กิเลสมันหลาย เออ ยกบาตรออกไปเลย ไม่ทันอิ่มก็ยกออกไปแล้ว นี่มันเห็นโทษของตัวเอง ตัวเองกิเลสมันยังหนาอยู่ไปฉันอะไรมากมายอย่างนี้ เลี้ยงกิเลสให้มันอ้วนเข้าว่า

อย่างนี้แหละมันนึกถึงตัวเองอยู่เสม๊อเสมอ เพราะฉะนั้นอย่าไปย่อท้อ ถ้าหากว่าเราไม่มีกิเลสตัณหารบกวนจิตใจเป็นทุกข์เดือดร้อน พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้แสดงข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้พุทธบริษัททั้งหลายปฏิบัติตาม การที่พระองค์เจ้าแสดงข้อปฏิบัติไว้นี้ก็เพื่อให้ปฏิบัติตามที่พระองค์เจ้าแนะนำแล้วกิเลสมันจะได้น้อยจะได้เบาบางออกไปจากจิตใจ นี่ความหมายของข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนามันเป็นอย่างนี้นะ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

02/11/2025

#การภาวนาถือเป็นเรื่องสุดยอด

“ถ้าเราทำจิตให้เป็นปัจจุบันได้นะ เราจะหาทุกข์มาจากไหน นี่เรื่องเมื่อเช้าก็เอามาคิดตอนเย็น เรื่องตอนเย็นก็เอามาคิดตอนเช้า แล้วเราจะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างไร ธรรมะมันต้องลงที่ปุจจุบันนี่ เป็นปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต นั่นถ้าจิตเป็นปัจจุบัน มันจะลงไปสู่ความว่างเองอัตโนมัติ นั่นล่ะธรรมจึงจะเกิดขึ้น จิตที่มีธรรมที่แท้จริง คือ จิตปัจจุบันนี่ล่ะ”

"การภาวนานี้ อาตมาถือเป็นเรื่องสุดยอด เพราะการภาวนานี่ มันเปลี่ยนคนได้ มันเปลี่ยนชีวิตได้ เปลี่ยนจิตใจได้ เปลี่ยนจิตใจ จากจิตใจไม่ดี เป็นคนดี จากจิตใจไม่มีธรรม เป็นมีธรรม จิตใจไม่เห็นกาย ว่าเป็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา มาภาวนาแล้ว มองเห็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา นี่มันอัศจรรย์ตรงนี้ มันเปลี่ยนได้จริงๆ โยมท้อแท้ไม่ได้"

" ...ที่มันหนักเพราะเรากำเอาไว้...ไอ้นี่ก็ของข้า ไอ้นั่นก็ของข้า เจ้าด่าแม่ข้า เจ้าว่าพ่อข้า เจ้าดูถูกข้า มีแต่ข้าๆ ความจริงข้าๆ นี่มันไม่ได้ฆ่าใคร ฆ่าเราเอง ดังนั้น เราต้องมากำจัดความถือตัวถือตนของเราออกไป..."

"สมองคนเรามีเม็ด บรรจุใว้สองข้าง มีทั้งอริยเจ้าพระอรหันต์ก็อยู่นั้น มนุษย์ อมนุษย์ก็มีอยู่นั้น เปรตก็อยู่นั้นเหมือนกันถ้าเรา คิดไปทางต่ำมันก็บรรจุตรงนั้นมากๆน้ำหนักมันก็จะเพิ่มในสมองเรา ตอนนี้เริด แต่เรื่องชั่วทั้งหมด คิดเรื่องชั่ว
สิ่งที่ไปก็ไปทางชั่ว ถ้าเราคิดดี ความดีมันก็มาอีก ข้างหนึ่ง ถ้ามีความดีเยอะ มันก็จะคิดแต่เรื่องดี ทำแต่เรื่องดี”

ปฏิปทาดี ใช่ว่าจะรู้ธรรมนะโยมนะ ไม่รู้ธรรมก็มีนะ ประเภทค่อยๆเดิน เดิน ไม่เห็นจิต ก็มี ตมาเห็นจิต แล้วตมาก็เดินไปเลย จะช้าทำไม
ปฏิปทากับจิต นี่คนละอย่างนะ ปฏิปทาข้างนอก กับปฏิปทาในจิต มันก็อีกอย่างนะโยม

"ธรรมใดที่ปรุงแต่งได้ ธรรมนั้นยังเป็นสังขารอยู่ ธรรมใดที่ปรุงแต่งไม่ได้ ธรรมนั้นธรรมแท้”

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์
พระธรรมวชิรญาณโกศล วิ.
องค์หลวงตาเยื้อน ขันติพโล

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ตำบลจรัส
อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์

ที่อยู่

Muang Chaiya

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ลอยธรรมะมาลัย (LoyDhammaMalai) โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ลอยธรรมะมาลัย (LoyDhammaMalai):

ทางลัด

แชร์