ร่วมเชิญอ่านประวัติคนบ้านโจด ในภาษาไทย และภาษาอังกฤษด้านล่าง คะ
Denne siden er opprettet,for å la verden få vite litt mere om landsbyen Banjod Bauban.
Vi tenkte at det å opprette en side på facebook , kan være en fin start for å la resten av verden få vite mere om stedet her.
All info om Banjod Bauban ,blir postet etterhvert.
Alle som ønsker det,er velkommen til å poste litt historie eller ting som skjer i hverdagen.
La oss kalle dette en info side,nyhetsside og masse mere.
Ettersom ingen har opprettet en slik side tidligere så har vi masse å ta tak i ,som å informere ved hjelp av bilder av diverse butikker osv sånn at alle kan få et helhetsbilde av hva som skjer her 24/7.
Vi tror at det bor ca.10.000 - 12.000 i hele Banjod Bauban,mere info befolknings delen kommer også etterhvert.
ประวัติความเป็นมาของชาวบ้านโจดบัวบาน
บรรพบุรุษของคนบ้านโจดพื้นเพเดิมนั้นมีเชื้อสายมาจากเมืองนครจำปาสี (พระธาตุนาดูนในปัจจุบัน) บริเวณ บ้านนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม เคยเป็นเมืองโบราณมาก่อน( สันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็น “เมืองนครจำปาศรี” ตามที่มีจารึกไว้ในหนังสือก้อม ซึ่งเป็นหนังสือผูกใบลานที่ค้นพบโดยพระอริยนุวัตรเขมจารีเถระ เมื่อพ.ศ.2492 ที่วัดหนองทุ่ม ต.นาดูน เพราะได้พบหลักฐานสถูปเจดีย์และวัตถุโบราณเป็นจำนวนมาก มีสถูปสัมฤทธิ์ และพระพิมพ์ดินเผา เป็นต้น
แสดงถึงหลักฐานความรุ่งเรืองของเมืองนครจำปาศรีในสมัยทวารวดี ราว พ.ศ.1000-1200 และอยู่อาศัยต่อเนื่องมาถึงสมัยลพบุรี ราว พ.ศ.1600-1800 พบศาสนสถานในยุคนี้ มีกู่ที่ก่อด้วยศิลาแลงแบบขอมอยู่หลายแห่ง เช่น กู่น้อย และกู่สันตรัตน์ บริเวณกลางเมืองนครจำปาศรีแห่งนี้ ได้พบศิลาจารึก เอ่ยถึงพระนามกษัตริย์เขมร “พระบาทกมรเตงอัญศรีชัยวรมันเทวะ” อาจหมายถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 หรือพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 แห่งอาณาจักรเขมรโบราณ
ภายในนครจำปาศรีมีลักษณะเป็นเนินดินมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานและแหล่งฝังศพของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ พบภาชนะดินเผาแบบทุ่งกุลา อายุราว 3,000 ปีมาแล้ว)เป็นบรรพชนของชาวนครจำปาศรีและชาวนาดูนในปัจจุบัน นครจำปาสีถูกภัยสงครามจนเป็นเหตุให้เจ้าเมืองนครจำปาสี และภรรยาถึงแก่ความตาย คนที่อยู่ในนครก็หนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง โดยแตกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ แต่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน เมื่อ 3 กลุ่มนั้นเดินทางหนีภัยสงครามมาถึงบ้านโนนเมือง (ในพื้นที่อำเภอโกสุมพิสัยในปัจจุบัน) จึงได้แยกเดินทางออกเป็น 3 สาย กลุ่มที่ 1 เดินทางไปทางเมืองฟ้าแดดสูงยาง (จังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน) กลุ่มที่ 2 เดินทางไปทางด้านทิศเหนือข้ามแม่น้ำโขงมุ่งสู่นครเวียงจันทน์หรือหลวงพระบาง ส่วนกลุ่มที่ 3 เดินทางมาตามลำน้ำพอง พอมาถึงบริเวณทิศตะวันตกของที่ตั้งวัดศิริธรรมิกาวาส บ้านโคกสีในปัจจุบันได้พากันพักอาศัยอยู่ชั่วคราว ทำให้เกิดความคิดขึ้นว่าตรงบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ พอที่จะตั้งหมู่บ้านเป็นหลักแหล่งได้ จึงได้ตั้งหมู่บ้านพากันพำนักอาศัยอยู่ ส่วนกลุ่มคนที่ตั้งหมู่บ้านอยู่บริเวณที่เป็นที่ตั้งบ้านโคกสีปัจจุบัน ก็เริ่มตั้งตัวเป็นปึกแผ่นตามลำดับ ต่อมาได้มีพระสงฆ์ 2 รูป คือ พระอาจารย์จันดี กับ พระอาจารย์โสดา เดินทางมาจากเมืองสาเกตุ (จังหวัดร้อยเอ็ด) ได้มาร่วมตั้งหมู่บ้าน พร้อมกับตั้งวัดขึ้นประจำหมู่บ้านและได้ตั้งชื่อหมู่บ้านและวัด ขึ้นว่า “บ้านโคกก่อง” และ “วัดบ้านโคกก่อง” ทั้งสองพระอาจารย์และชาวบ้านญาติโยมก็อยู่กันมาโดยปกติสุขตามลำดับ แต่ต่อมาได้เกิดโรคระบาดขึ้น เป็นเหตุให้ผู้คนล้มตาย พระอาจารย์ทั้งสองกับชาวบ้าน จึงร่วมใจกันทำพิธีแก้เคล็ดย้ายบ้านและวัดข้ามฟากถนนมาทางด้านทิศตะวันออก เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2393 และเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลจึงได้ตั้งชื่อบ้านขึ้นใหม่ว่า “บ้านโคกสี” และ “วัดบ้านโคกสี” แต่อีกส่วนหนึ่ง ได้เดินทางต่อไปทางเมืองหนองคาย เมื่อไปถึงได้เล่าถึงความเดือดร้อนให้เจ้าเมืองหนองคายทราบ เจ้าเมืองจึงได้จัดสถานที่ให้อยู่ตามแนวลำน้ำโขง โดยในกลุ่มนี้มีลูกชายคนเล็กของเจ้าเมืองนครจำปาสีมีนามว่า “เจ้าวัชระกุมาร” ที่รอดพ้นชีวิตจากภัยสงครามร่วมเดินทางมาด้วย เจ้าวัชระกุมาร จึงได้แต่งงานกับสามัญชนธรรมดา มีบุตรร่วมกัน10คน จาก (บทความนี้มาจาก ประวัติวัดโคกสี หลวงพ่อโคกสี )ดังนั้น จากคำบอกเล่าของคนแก่ จากรุ่นสู่รุ่นจึงได้สัญนิษฐานว่า คนบ้านโจดจึงเป็นคนกลุ่มที่1 และแยกจากกลุ่มใหญ่ที่เดินทางไป เมืองกาฬสินธ์ ในระหว่างทาง ปู่ทวดได้เดินทางผ่านข้ามลุ่มนำ้พอง เดินทางผ่านบ้านกู่ทองปัจจุบัน และได้เดินทางเข้ามาทางบ้านเมืองเพ็งปัจจุบัน ปู่ทวดท่านและ คนที่ติดตามมา จึงได้ตั้งเป็นเมืองขึ้นมา เรียกว่า (เมืองเพ็ง)เนื่องจากยังมีภัยสงครามและภัยทางการเมืองจึงทำให้เมืองเพ็งแตกแยกผู้คนล้มตายได้แค่ตั้งถิ่นฐานใกล้ลุ่มนำ้ ระแวกนั้นมีลุ่มนำ้ ปัจจุบัน คือ กุดบักลาย ในยุคนั้น มีทั้งภัยสงครามและภัยทางการเมือง ข้าวยาก หมากแพง ทำให้ พี่ชายน้องชาย พี่สาว น้องสาว ต้องแยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ตามครอบครัวใหม่เช่นสามีภรรยา และ ทำให้ผู้คนได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่เนื่องจากตามลุ่มนำ้(กุดบักลาย)นั้นมีนำ้ท่วมบ่อยจึงได้ย้ายมาตั้งในที่สูงเนิน ปัจจุบันคือบ้านโจด (ในปี2556 อ้างถึง นาคุณแม่ยนต์คุณพ่อเจริญ ยาวโนภาสได้ขุดบ่นำ้ที่นาของตัวเอง และ ทางรถแมคโครขุดพบกระดูกชิ้นส่วนของมนุษย์พร้อมด้วยเครื่องถ้วยชามแตก ในตอนนั้น ได้มีตำรวจและ ผู้นำหมู่บ้านได้เข้ามาดู ซึ่งบริเวณดังกล่าวในสมัยนั้นเป็นป่าและ รุ่นปู่ย่าตายายก็พากันมาถางป่าเพื่อที่จะทำไร่ทำนาและยังไม่เคยพบว่ามีผู้คนมาอาศัยอยู่ก่อนจะมาถางป่าเพื่อทำสวนทำนา และทางตำรวจและผู้นำลงมติกันว่าไม่เคยมีอาจชญากรรมใดๆไม่มีใครสูญหายและ ที่สำคัญมันเป็นที่นาส่วนบุคคลเลยไม่อยากให้มีเรื่องลาวออกไป ทางรถแมคโครจึงได้ทำพิธีขอขมาและบวงสรวงทำบุญให้กับชิ้นส่วนกระดูกคนตายจึงได้ขุดต่อให้เสร็จ) ปู่ทวดท่านมีช้างอยู่3เชือก ฝูงม้า วัวควายอีกและวิถีการทำมาหากินของคนสมัยนั้นได้พากันถางป่าเพื่อทำไร่ ทำนาคาดว่าในปี2502ได้มีจากจัดตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ บ้านโจดมี ต้นโจดเยอะ จึ่งได้เรียกว่า บ้านโจด ตามสภาพแวดล้อมของหมู่บ้าน ส่วนปู่ท่านมีชื่องเสียงเพราะท่านเป็น นายฮ้อย ซึ่งเป็นสมบัติจากปู่ทวด ดังนั้นประวัติความเป็นมา คนบ้านโจดทุกเรื่องได้ยินได้ฟังมาจากปู่และคนแก่ หนึ่งในนั้น มี ยายบิ้งเป็นยายของคุณพ่อ กำนันเวส ท่านบอกและชอบพูดเรื่องราวสมัยก่อนให้ฟังสมัยแอดมินเป็นเด็ก ุคณยายบิ้งแกบอกว่า ท่านเกิดทัน พระมหากษัติย์ สี่ สมัยอันนี้เป็น แค่สัญนิษฐาน หาก ผู้ใดมีข้อมูลมาเพิ่มเติม หรือ ผิดไปจากนี้ ก็ขอให้แจ้งทางแอดมินเพื่อจะได้ลงความคิดเห็นเกี่ยวกับประวัติของชาวบ้านโจด เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
Read about the history of Banjod. . The ancestors of the original Jodi people are descended from the city of Champasak. At present, Phra That Na Dun is home to Na Dun, Na Dun, Maha Sarakham. Assumed that this area is likely. "City of Champa Sri" as it is inscribed in the book. The book is tied to the leaf found by the goddess Nagari By 1949
At Wat Nongtun, Na Dun, because many pagodas and antiquities have been found. There is a stupor. And clay, etc. The evidence of the prosperity of the city of Champasak in the Dvaravati period ฺBuddisht Era 1000-1200 and continued to live until the Lopburi period uddisht era 1600-1800. Found religious places in this era. There are many laterite mantras like Kham Noi and Ku Sattarat. This area of the city of Champasak. Found stone inscription Named the Khmer King
Inside Champasak, there is a mound of traces of settlement and prehistoric burial grounds. Found a Tung Kula pottery about 3,000 years ago as the ancestors of the Champa Sri Muang and the present Naar. Champa Cola was a war disaster until the city of Champasak. And his wife died. The people in the city were scattered and scattered. They split into 3 groups, but together they came together when the three groups fled the war to Ban Non Muang.