22/06/2026
บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านปัญหา ‘อื้อ’ โฆษณาให้‘หมดห่วง’ แต่บริการจริงเถื่อนจน‘หมดหวัง’ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พาผู้เสียหายร้อง พม. แล้ววันนี้!!
“เราจ่ายเดือนละ 30,000 กว่าบาท เปลี่ยนผู้ดูแลมาแล้วกว่า 10 คน พอเกิดเรื่อง ศูนย์ก็ติดต่อไม่ได้ เราต้องสูญเสียเงินจำนวนมากและไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามากำกับดูแลเลย” สุเนตร เชี่ยวชลาคม คือหนึ่งในจำนวนหลายสิบรายของผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบจากการใช้บริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุ และขณะนี้จากหลัก
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภค โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายผู้บริโภค ร่วมกับผู้เสียหายจากการใช้บริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุเข้าร้องเรียนปัญหาต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมยื่นข้อเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาสถานบริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยมีนายอภิชา เลิศพัชรกมล คณะทำงานรัฐมนตรี พม. เข้ารับหนังสือและนโยบาย
ความเดือดร้อนของประชาชนจากการใช้บริการเอกชนดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพึ่งพิงที่บ้านจัดอยู่ในสถาน ‘วิกฤต’ ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 69 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงจัดงานเสวนา เรื่อง “สะท้อนปัญหาสถานบริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้าน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม” เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา และข้อค้นพบสำคัญจากงานเสวนาคือ ปัญหาสถานบริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตเพราะการกำกับดูแลบริการดูแลผู้สูงอายุเกี่ยวข้องกับหน่วยงานโดยตรงถึง 6 หน่วยงานคือ 1. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สุข ดูแลกำกับมาตรฐานการอบรมของผู้ดูแลและมาตรฐานสถานบริการ 2. กรมอนามัย ดูแลผู้ดูแลที่มาดูแลที่บ้าน และได้ถ่ายโอนอำนาจการกำกับตามกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำหน้าที่รับจดทะเบียนบริษัทแต่รวมถึงการดูแลคุณภาพและมาตรฐาน 4.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบอำนาจกำกับติดตามผู้ดูแลที่ส่งบริการที่บ้านแต่ยังขาดเทศบัญญัติและความชัดเจนในการกำกับดูแล 5.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ดูแลสัญญาและการโฆษณาที่เป็นธรรมแต่ไม่สามารถเยียวยาได้หากติดต่อบริษัทเถื่อนไมได้ 6. กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลภาพรวมของศูนย์แต่ไม่มีอำนาจจัดการศูนย์จัดส่งเอกชนตามบ้าน ...และ6 หน่วยงานดังกล่าวยังขาดการทำงานร่วมกัน ทำให้ประชาชนผู้เดือดร้อนเคว้ง ขาดที่พึ่ง
“มีหน่วยงานเกี่ยวข้องถึง 6 หน่วยงานแต่เราถามง่ายๆ เลยวันนี้ หากผู้บริโภคใช้บริการจ่ายเงินทำสัญญาแต่วันต่อมาผู้ดูแลปิดโทรศัพท์หนีหายไปแล้ว แล้วเราทำอะไรได้บ้าง มีหน่วยงานไหนทำอะไรได้บ้างวันนี้คือไม่มีเลย” สุเนตร เชี่ยวชลาคม เล่าจากประสบการณ์ของเธอที่มีคุณพ่อเป็นผู้ป่วยติดเตียงตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเธอจึงได้ใช้บริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและประสบกับปัญหาผู้ดูแลขาดความสามารถ ไม่ได้คุณภาพ สถานดูแลเถื่อนไม่จดทะเบียน เธอจำเป็นต้องเปลี่ยนศูนย์ดูแลและเปลี่ยนผู้ดูแลมาแล้วนับ 10 ราย และการเข้าร้องเรียนยังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคก็ไม่ใช่หน่วยงานแรก...หากแต่เข้าร้องทุกข์กับหลายหน่วยงานมาก่อนและไม่เห็นหนทาง
“เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก่อนที่จะมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พี่ร้องเรียนมาหลายหน่วยงานแล้วทั้งกรมอนามัย ทั้งสาธารณสุขจังหวัด โทรไปติดแต่เมื่อคุยกับเจ้าหน้าที่เขาบอกว่า ไม่ได้อยู่ในความดูแล เขาไม่มีอำนาจแล้วสรุปต้องเป็นหน่วยงานไหน วันนี้ปัญหาสถานบริการแบบให้เข้าไปพักอาศัยมีปัญหาอยู่มากแล้วแต่พี่ขอเป็นตัวแทนเสียงผู้ใช้บริการเลยว่า บริการที่ส่งผู้ดูแลมาที่บ้านอาจหนักกว่า เพราะไม่มีเจ้าภาพดูแลเลย แล้วเมื่อผู้ใช้บริการเดือดร้อนเราจะทำอะไรได้”
“ในวันนี้ที่พี่เข้ามายื่นหนังสือด้วยตนเอง เพราะเห็นความจำเป็น ความสำคัญของข้อเสนอที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเข้ามายื่น โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางที่ขึ้นทะเบียนผู้ดูแล ตรงนี้จำเป็นอย่างมาก ในวันที่เราต้องการใช้บริการผู้ดูแลอยากบอกเลยว่ามันเร่งด่วนมากไม่เหมือนคนท้องที่มีเวลา 9 เดือนในการเตรียมตัว หาข้อมูล ความเจ็บป่วยมันกระทันหันค่ะ ตอนที่ตัดสินใจเราก็เข้าไปดูว่า ศูนย์ก็มีเว็บไซต์ มีเจ้าหน้าที่คอยติดต่อต่างๆ แล้วแต่ก็ยังไม่พออีก วันนี้มันเกินความสามารถของผู้บริโภคอย่างเราที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ อยากให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาฐานข้อมูลตรงนี้ร่วมกัน เพื่อผู้บริโภคจะได้เข้ามาใช้ข้อมูลก่อนตัดสินใจใช้บริการได้”
“กรณีของพี่เปลี่ยนผู้ดูแลมา 10 กว่าคนแล้วในช่วง 2 ปีนี้แต่ของเพื่อนบ้านหนักกว่าของเขาภายใน 3 เดือนเป็น 10 คน ขนาดเราพอมีข้อมูลต่างๆ ได้บอกเตือนเขาไปบ้าง วันนี้จึงอยากจะบอกถึงสังคมว่าขนาดของปัญหามันเยอะ และลึกมันกระทบจิตใจเยอะและเราเป็นสังคมสูงวัย ความเดือดร้อนของคนพี่เชื่อว่าเยอะ ที่มาร้องเรียนกับมูลนิธิคือเล็กน้อยเพราะสะดวกที่จะมาได้ ถ้าเราไม่ได้แก้ปัญหานี้กัน อนาคตสังคมเราจะแย่มากๆ” ความเสียหายจริงของผู้ใช้บริการทั้งหมดมีขนาดใหญ่มาก ย่อมเป็นความจริงหากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ในส่วนของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่รวบรวมข้อมูลพบว่า เฉพาะบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านในปี 2568 จำนวน 29 เรื่องร้องเรียน มีมูลค่าความเสียหาย 1.22 ล้านบาท เฉลี่ยค่าเสียหายที่แต่ละครอบครัวต้องสูญเสียฟรีคือ 42,206 บาท/ ครอบครัว
ธนัช ธรรมิสกุล หัวหน้าหน่วยประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร และ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่าตลอดที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบ เสียหายจากการสูญเงินแต่ไม่ได้รับบริการที่มีคุณภาพจำนวนมากจึงตระหนักว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรจะต้องร่วมกันแก้ไข ในปี 2568 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงดำเนินการในฐานะหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภคยื่นฟ้องแพ่งต่อผู้ให้บริการบางรายแล้วในฐาน "ผิดสัญญาและปฏิเสธความรับผิดชอบที่มีต่อผู้บริโภค”ซึ่งการฟ้องคดีก็ยังไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ของปัญหา “เราทราบดีว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและไม่ใช่เพียงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เท่านั้นแต่เราอยากให้การยื่นหนังสือและข้อเสนอของเราในวันนี้จุดประกายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมพูดคุยหารือกันว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบจริงๆ เมื่อมาพูดคุยพร้อมๆ กันแล้วใครต้องทำอะไร”
ข้อเสนอที่หน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกอบด้วย 6 ข้อทั้งเพื่อป้องกันความเดือดร้อนเสียหายก่อนรับบริการ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตลอดการใช้บริการ คือ
1.จัดตั้งระบบขึ้นทะเบียนและรับรองผู้ดูแลแบบบูรณาการจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบการได้รับอนุญาตของผู้ให้บริการและคุณสมบัติของผู้ดูแลแบบรวมศูนย์เพื่อป้องกันการแอบอ้าง โฆษณาเกินจริง
2. กำหนดและควบคุมมาตรฐานสัญญาการให้บริการที่เป็นธรรม ด้วยการระบุหน้าที่ ความรับผิดชอบ ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาและที่สำคัญคือเงื่อนไขการยกเลิกและการคืนเงินต้องชัดเจนและเป็นธรรม
3.ควบคุมและกำกับดูแลการเรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียม โดยห้ามเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมแอบแฝงเพิ่มเติมโดยไม่แจ้งและโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้บริโภคล่วงหน้า
4.เสริมสร้างกลไกการรับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการ โดยให้มีช่องทางร้องเรียนเฉพาะกิจและกลไกตรวจสอบหลังการให้บริการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
5.เพิ่มมาตรการทางกฎหมายและบทลงโทษที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรง เหมาะสมต่อผู้ประกอบการ กรณีละเมิดสิทธิทำร้ายร่างกาย หรือให้บริการที่ทอดทิ้ง ไม่เป็นไปตามข้อตกลง
6.ส่งเสริมความรู้และเท่าทันสิทธิผู้บริโภคแก่ภาคประชาชน โดยให้ความรู้เชิงรุกแก่ประชาชนในการคัดกรองศูนย์บริการ การทำสัญญาและสิทธิในการเรียกร้องเพื่อการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
อภิชา เลิศพัชรกมล คณะทำงานรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ได้พิจารณาข้อเสนอทั้ง 6 ประการที่ได้รับและเห็นความสำคัญตระหนักว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่หลายหน่วยงานจะต้องเร่งเข้ามาพูดคุยหารือกัน โดยยอมรับว่าปัญหา ความเดือดร้อนจากการใช้บริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุไม่ได้อยู่ในขอบเขตการดูของกระทรวง พม.ทั้งหมดแต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงมีกลไกคณะกรรมการผู้สูงอายุ แห่งชาติที่ประกอบด้วยคณะกรรมการจาก ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลังต่างๆ กว่า 20 หน่วยงาน จึงจะนำปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนเรื่องปัญหาสถานบริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมเพื่อให้เกิดการพูดคุยหารือเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกิด ความเป็นธรรมต่อไป
อ่านรายะเอียดต่อได้ที่ https://www.chaladsue.com/articles/4910
#หน่วยประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร #สภาองค์กรของผู้บริโภค #สังคมสูงวัย #นิตยสารฉลาดซื้อ #มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านปัญหา ‘อื้อ’ โฆษณาให้‘หมดห่วง’ แต่บริการจริงเถื่อนจน‘หมดหวัง’ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พาผู้เสียหายร้อง พม. แล้ววันนี้!!
“เราจ่ายเดือนละ 30,000 กว่าบาท เปลี่ยนผู้ดูแลมาแล้วกว่า 10 คน พอเกิดเรื่อง ศูนย์ก็ติดต่อไม่ได้ เราต้องสูญเสียเงินจำนวนมากและไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามากำกับดูแลเลย” สุเนตร เชี่ยวชลาคม คือหนึ่งในจำนวนหลายสิบรายของผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบจากการใช้บริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุ และขณะนี้จากหลักสิบอาจพุ่งถึงหลักร้อยเคสจากการรับเรื่องร้องเรียนของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในระหว่างปี 2568-2569
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภค โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายผู้บริโภค ร่วมกับผู้เสียหายจากการใช้บริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุเข้าร้องเรียนปัญหาต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมยื่นข้อเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาสถานบริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยมีนายอภิชา เลิศพัชรกมล คณะทำงานรัฐมนตรี พม. เข้ารับหนังสือและนโยบาย
ความเดือดร้อนของประชาชนจากการใช้บริการเอกชนดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพึ่งพิงที่บ้านจัดอยู่ในสถาน ‘วิกฤต’ ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 69 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงจัดงานเสวนา เรื่อง “สะท้อนปัญหาสถานบริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้าน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม” เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา และข้อค้นพบสำคัญจากงานเสวนาคือ ปัญหาสถานบริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตเพราะการกำกับดูแลบริการดูแลผู้สูงอายุเกี่ยวข้องกับหน่วยงานโดยตรงถึง 6 หน่วยงานคือ 1. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สุข ดูแลกำกับมาตรฐานการอบรมของผู้ดูแลและมาตรฐานสถานบริการ 2. กรมอนามัย ดูแลผู้ดูแลที่มาดูแลที่บ้าน และได้ถ่ายโอนอำนาจการกำกับตามกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำหน้าที่รับจดทะเบียนบริษัทแต่รวมถึงการดูแลคุณภาพและมาตรฐาน 4.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบอำนาจกำกับติดตามผู้ดูแลที่ส่งบริการที่บ้านแต่ยังขาดเทศบัญญัติและความชัดเจนในการกำกับดูแล 5.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ดูแลสัญญาและการโฆษณาที่เป็นธรรมแต่ไม่สามารถเยียวยาได้หากติดต่อบริษัทเถื่อนไมได้ 6. กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลภาพรวมของศูนย์แต่ไม่มีอำนาจจัดการศูนย์จัดส่งเอกชนตามบ้าน ...และ6 หน่วยงานดังกล่าวยังขาดการทำงานร่วมกัน ทำให้ประชาชนผู้เดือดร้อนเคว้ง ขาดที่พึ่ง
“มีหน่วยงานเกี่ยวข้องถึง 6 หน่วยงานแต่เราถามง่ายๆ เลยวันนี้ หากผู้บริโภคใช้บริการจ่ายเงินทำสัญญาแต่วันต่อมาผู้ดูแลปิดโทรศัพท์หนีหายไปแล้ว แล้วเราทำอะไรได้บ้าง มีหน่วยงานไหนทำอะไรได้บ้างวันนี้คือไม่มีเลย” สุเนตร เชี่ยวชลาคม เล่าจากประสบการณ์ของเธอที่มีคุณพ่อเป็นผู้ป่วยติดเตียงตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเธอจึงได้ใช้บริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและประสบกับปัญหาผู้ดูแลขาดความสามารถ ไม่ได้คุณภาพ สถานดูแลเถื่อนไม่จดทะเบียน เธอจำเป็นต้องเปลี่ยนศูนย์ดูแลและเปลี่ยนผู้ดูแลมาแล้วนับ 10 ราย และการเข้าร้องเรียนยังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคก็ไม่ใช่หน่วยงานแรก...หากแต่เข้าร้องทุกข์กับหลายหน่วยงานมาก่อนและไม่เห็นหนทาง
“เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก่อนที่จะมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พี่ร้องเรียนมาหลายหน่วยงานแล้วทั้งกรมอนามัย ทั้งสาธารณสุขจังหวัด โทรไปติดแต่เมื่อคุยกับเจ้าหน้าที่เขาบอกว่า ไม่ได้อยู่ในความดูแล เขาไม่มีอำนาจแล้วสรุปต้องเป็นหน่วยงานไหน วันนี้ปัญหาสถานบริการแบบให้เข้าไปพักอาศัยมีปัญหาอยู่มากแล้วแต่พี่ขอเป็นตัวแทนเสียงผู้ใช้บริการเลยว่า บริการที่ส่งผู้ดูแลมาที่บ้านอาจหนักกว่า เพราะไม่มีเจ้าภาพดูแลเลย แล้วเมื่อผู้ใช้บริการเดือดร้อนเราจะทำอะไรได้”
“ในวันนี้ที่พี่เข้ามายื่นหนังสือด้วยตนเอง เพราะเห็นความจำเป็น ความสำคัญของข้อเสนอที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเข้ามายื่น โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางที่ขึ้นทะเบียนผู้ดูแล ตรงนี้จำเป็นอย่างมาก ในวันที่เราต้องการใช้บริการผู้ดูแลอยากบอกเลยว่ามันเร่งด่วนมากไม่เหมือนคนท้องที่มีเวลา 9 เดือนในการเตรียมตัว หาข้อมูล ความเจ็บป่วยมันกระทันหันค่ะ ตอนที่ตัดสินใจเราก็เข้าไปดูว่า ศูนย์ก็มีเว็บไซต์ มีเจ้าหน้าที่คอยติดต่อต่างๆ แล้วแต่ก็ยังไม่พออีก วันนี้มันเกินความสามารถของผู้บริโภคอย่างเราที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ อยากให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาฐานข้อมูลตรงนี้ร่วมกัน เพื่อผู้บริโภคจะได้เข้ามาใช้ข้อมูลก่อนตัดสินใจใช้บริการได้”
“กรณีของพี่เปลี่ยนผู้ดูแลมา 10 กว่าคนแล้วในช่วง 2 ปีนี้แต่ของเพื่อนบ้านหนักกว่าของเขาภายใน 3 เดือนเป็น 10 คน ขนาดเราพอมีข้อมูลต่างๆ ได้บอกเตือนเขาไปบ้าง วันนี้จึงอยากจะบอกถึงสังคมว่าขนาดของปัญหามันเยอะ และลึกมันกระทบจิตใจเยอะและเราเป็นสังคมสูงวัย ความเดือดร้อนของคนพี่เชื่อว่าเยอะ ที่มาร้องเรียนกับมูลนิธิคือเล็กน้อยเพราะสะดวกที่จะมาได้ ถ้าเราไม่ได้แก้ปัญหานี้กัน อนาคตสังคมเราจะแย่มากๆ” ความเสียหายจริงของผู้ใช้บริการทั้งหมดมีขนาดใหญ่มาก ย่อมเป็นความจริงหากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ในส่วนของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่รวบรวมข้อมูลพบว่า เฉพาะบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านในปี 2568 จำนวน 29 เรื่องร้องเรียน มีมูลค่าความเสียหาย 1.22 ล้านบาท เฉลี่ยค่าเสียหายที่แต่ละครอบครัวต้องสูญเสียฟรีคือ 42,206 บาท/ ครอบครัว
ธนัช ธรรมิสกุล หัวหน้าหน่วยประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร และ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่าตลอดที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบ เสียหายจากการสูญเงินแต่ไม่ได้รับบริการที่มีคุณภาพจำนวนมากจึงตระหนักว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรจะต้องร่วมกันแก้ไข ในปี 2568 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงดำเนินการในฐานะหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภคยื่นฟ้องแพ่งต่อผู้ให้บริการบางรายแล้วในฐาน "ผิดสัญญาและปฏิเสธความรับผิดชอบที่มีต่อผู้บริโภค”ซึ่งการฟ้องคดีก็ยังไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ของปัญหา “เราทราบดีว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและไม่ใช่เพียงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เท่านั้นแต่เราอยากให้การยื่นหนังสือและข้อเสนอของเราในวันนี้จุดประกายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมพูดคุยหารือกันว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบจริงๆ เมื่อมาพูดคุยพร้อมๆ กันแล้วใครต้องทำอะไร”
ข้อเสนอที่หน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกอบด้วย 6 ข้อทั้งเพื่อป้องกันความเดือดร้อนเสียหายก่อนรับบริการ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตลอดการใช้บริการ คือ
1.จัดตั้งระบบขึ้นทะเบียนและรับรองผู้ดูแลแบบบูรณาการจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบการได้รับอนุญาตของผู้ให้บริการและคุณสมบัติของผู้ดูแลแบบรวมศูนย์เพื่อป้องกันการแอบอ้าง โฆษณาเกินจริง
2. กำหนดและควบคุมมาตรฐานสัญญาการให้บริการที่เป็นธรรม ด้วยการระบุหน้าที่ ความรับผิดชอบ ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาและที่สำคัญคือเงื่อนไขการยกเลิกและการคืนเงินต้องชัดเจนและเป็นธรรม
3.ควบคุมและกำกับดูแลการเรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียม โดยห้ามเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมแอบแฝงเพิ่มเติมโดยไม่แจ้งและโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้บริโภคล่วงหน้า
4.เสริมสร้างกลไกการรับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการ โดยให้มีช่องทางร้องเรียนเฉพาะกิจและกลไกตรวจสอบหลังการให้บริการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
5.เพิ่มมาตรการทางกฎหมายและบทลงโทษที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรง เหมาะสมต่อผู้ประกอบการ กรณีละเมิดสิทธิทำร้ายร่างกาย หรือให้บริการที่ทอดทิ้ง ไม่เป็นไปตามข้อตกลง
6.ส่งเสริมความรู้และเท่าทันสิทธิผู้บริโภคแก่ภาคประชาชน โดยให้ความรู้เชิงรุกแก่ประชาชนในการคัดกรองศูนย์บริการ การทำสัญญาและสิทธิในการเรียกร้องเพื่อการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
อภิชา เลิศพัชรกมล คณะทำงานรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ได้พิจารณาข้อเสนอทั้ง 6 ประการที่ได้รับและเห็นความสำคัญตระหนักว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่หลายหน่วยงานจะต้องเร่งเข้ามาพูดคุยหารือกัน โดยยอมรับว่าปัญหา ความเดือดร้อนจากการใช้บริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุไม่ได้อยู่ในขอบเขตการดูของกระทรวง พม.ทั้งหมดแต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงมีกลไกคณะกรรมการผู้สูงอายุ แห่งชาติที่ประกอบด้วยคณะกรรมการจาก ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลังต่างๆ กว่า 20 หน่วยงาน จึงจะนำปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนเรื่องปัญหาสถานบริการเอกชนรับจ้างดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมเพื่อให้เกิดการพูดคุยหารือเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกิด ความเป็นธรรมต่อไป
อ่านรายะเอียดต่อได้ที่ https://www.chaladsue.com/articles/4910
#หน่วยประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร #สภาองค์กรของผู้บริโภค #สังคมสูงวัย #นิตยสารฉลาดซื้อ #มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค