Thai Climate Justice for All

Thai Climate Justice for All เพจการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภ? สร้างความตื่นตัวของพลเมืองต่อปัญหาสภาวะโลกร้อน ให้เกิดเป้าหมาย ความหวัง มีบทบาท ปรับตัวต่อผลกระทบได้อย่างยั่งยืน

18/08/2026

🔴"EEC คือปีศาจหลุมดำที่ดูดกลืนทุกอย่าง!" นักวิชาการแฉโมเดลพัฒนาข้ามหัวชาวบ้าน ย้ำปราจีนฯ คือจุดยุทธศาสตร์ต้องหยุดก่อนสายเกินแก้
บนเวทีการชุมนุมของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งที่หน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรีวันที่สอง ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ได้ร่วมขึ้นปราศรัยแสดงทัศนะต่อการผลักดันจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไว้อย่างดุเดือด โดยเปรียบเทียบโครงการดังกล่าวเป็นดั่ง "ปีศาจหลุมดำ" ที่จ้องจะสูบกลืนทรัพยากรทุกอย่างไปจากคนในพื้นที่
🔴บทเรียนราคาแพงจากระยอง ทะเลพัง-ชาวประมงล่มสลาย

ดร.กฤษฎา ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ EEC เดิม โดยยกตัวอย่างจังหวัดระยองที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ตอนนี้ระบบนิเวศพังทลาย ทะเลเน่าเสีย มลพิษสะสมขั้นรุนแรง ส่งผลให้สัตว์น้ำลดฮวบจนชาวประมงพื้นบ้านแทบสูญพันธุ์และตกอยู่ในภาวะยากจน

🔴โครงการเสี่ยงภัยกักเก็บคาร์บอน

มีการผลักดันโครงการดักจับก๊าซคาร์บอนลงใต้ทะเลระยองโดยขาดการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน เสี่ยงทำให้ทะเลมีสภาพเป็นกรด อุณหภูมิน้ำร้อนขึ้น และซ้ำเติมระบบนิเวศทางทะเลให้วิกฤตยิ่งขึ้น

🔴แฉโมเดลลอกการบ้านจีน ที่แลกด้วยหายนะสิ่งแวดล้อม
เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ระบุว่า โมเดลเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ริเริ่มมาตั้งแต่ยุค คสช. โดยนำแนวคิดมาจากประเทศจีนและพยายามโฆษณาว่าประสบความสำเร็จ แต่กลับปกปิดผลกระทบอีกด้านไว้อย่างมิดชิด

🔴ธรรมชาติพังจนฟื้นฟูไม่ได้
โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษ ควันพิษ และขยะพิษสะสมลงสู่ดินและน้ำ ซึ่งเทคโนโลยีใดๆ ก็ไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้
🔴การสูบทรัพยากรเบ็ดเสร็จ
ที่ดินถูกกว้านซื้อ น้ำถูกผันสร้างเขื่อนป้อนโรงงาน ไฟฟ้าถูกดึงไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่แรงงานท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซ้ำยังขาดสวัสดิการและการคุ้มครองตามมาตรฐาน
🔴"นี่คืออนาคตของใคร?" หมุดหมายหยุดหายนะที่ปราจีนบุรี
ดร.กฤษฎา ทิ้งท้ายด้วยการตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมว่า แผนการพัฒนานี้ทำขึ้นเพื่อใครกันแน่?
"คนปราจีนฯ กำหนดอนาคตตัวเองไว้ชัดเจนแล้วว่าเราจะเป็นดินแดนเกษตรอินทรีย์และเมืองแห่งสุขภาพ แต่ EEC กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตของเราให้กลายเป็นของกลุ่มทุน นี่จึงไม่ใช่แค่การปกป้องปราจีนบุรีเพื่อคนปราจีนฯ เท่านั้น แต่ปราจีนฯ คือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่เราต้องร่วมกันหยุด 'ปีศาจหลุมดำ' ตัวนี้ เพื่อเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจให้กลับมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง"
#หยุดปีศาจหลุมดำEEC #คัดค้านEECปราจีนบุรี #เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง #ไม่เอาEEC #สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ีนบุรี #ข่าวสิ่งแวดล้อม
#ไม่เอาEEC

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่แค่เรื่องคาร์บอนฯ ตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่การบริหารทรัพย์สิน แนว climate finance...
13/08/2026

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่แค่เรื่องคาร์บอนฯ ตามหลักวิทยาศาสตร์

ไม่ใช่แค่การบริหารทรัพย์สิน แนว climate finance ตามหลักเศรษฐศาสตร์

แต่ยังอาจหมายถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติตามโลกทัศน์ของชนพื้นเมือง

และมิติความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ นิเวศ และสังคม เมื่อมองทางรัฐศาสตร์

การเปลี่ยนแปลงสภาพบริการจึงสามารถถูกตีความแตกต่างกันไป ตามวิธีคิด วัฒนธรรม และประสบการณ์

ถ้าเรายึดความคิดแค่ชุดเดียวมาออกแบบนโยบายรับมือปัญหาสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางอื่นถูกมองข้าม นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice)

Thai Climate Justice for All ร่วมกับ Bangkok Climate Action Week ขอเชิญมาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองที่หลากหลายต่อวิกฤตภูมิอากาศ ในงานเสวนาออนไลน์

"หลากกระบวนทัศน์ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"

เพราะการเปิดรับความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองที่หลากหลาย เป็นสิ่งสำคัญของการออกแบบนโยบายรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพและความเป็นธรรม

รายละเอียดงานเสวนา
📅 28 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00–16.00 น.
📍รูปแบบ: ออนไลน์
👉 ลงทะเบียนโดยสแกน QR code ตามภาพ

งานนี้ร่วมเสวนาโดย

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมงานกับ IPCC

ผศ.ดร.ชโลธร แก่นสันติสุขมงคล นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ธรรมศาสตร์

ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ปราชญ์และนักวิชาการปกากะญอเชียงราย ผู้ถ่ายทอดโลกทัศน์ชนพื้นเมือง

ดร.กฤษฎา บุญชัย จาก TCJA นำเสนอ สิทธิและความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศในกรอบคิดด้านรัฐศาสตร์และมานุษยวิทยา

ดำเนินรายการโดย วงศธร แก้ววิลัย TCJA/LDI

แล้วเจอกันนะคะ ❤️

ประกาศรับสมัครประกวดภาพวาดหัวข้อ "ระบบอาหารที่คุณอยากเห็น"จัดแสดงใน Event “Food Trans Lecture & Playground” ซึ่งเป็นส่วน...
11/08/2026

ประกาศรับสมัครประกวดภาพวาด
หัวข้อ "ระบบอาหารที่คุณอยากเห็น"

จัดแสดงใน Event “Food Trans Lecture & Playground”
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok climate action week
วันที่ 10-11 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม ASAI Chainatown

Theme
"Future Food System: ระบบอาหารในอนาคต"
ชวนทุกคนถ่ายทอดจินตนาการผ่านงานศิลปะ
• อาหารที่เป็นธรรมต่อคนและโลก
• การรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
• เกษตรกรรมแห่งอนาคต
• โปรตีนทางเลือก
• เมืองกับความมั่นคงทางอาหาร
• ความหลากหลายทางชีวภาพ
• ระบบอาหารที่ทุกคนเข้าถึงได้
สามารถตีความได้อย่างอิสระ

คุณสมบัติ
• ไม่จำกัดอายุ
• ส่งได้คนละ 1 ผลงาน
• วาดด้วยเทคนิคใดก็ได้
• ผลงานต้องเป็นต้นฉบับ ไม่เคยได้รับรางวัล

รูปแบบการส่ง
ส่งไฟล์
• JPG / PNG
• ความละเอียด 300 dpi
• ขนาด A3 แนวนอนหรือแนวตั้ง
• พร้อมคำอธิบายแนวคิดไม่เกิน 200 คำ

เกณฑ์การตัดสิน
• ความคิดสร้างสรรค์ 40%
• การสื่อสารประเด็นระบบอาหาร 30%
• ความสวยงามของผลงาน 20%
• ความสอดคล้องกับ Theme 10%

รางวัล
🥇 รางวัลชนะเลิศ 5,000 บาท
🥈 รองชนะเลิศอันดับ 1 3,000 บาท
🥉 รองชนะเลิศอันดับ 2 2,000 บาท
รวมเงินรางวัล 10,000 บาท

ศึกษาเพิ่มเติมและส่งผลงานได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeI-359GmsnCs1HL_ZjK75UIRcwrwuzbm7lPuL0TvYHFQtLag/viewform?usp=dialog

ทั้งนี้ผลงานที่ได้รับคัดเลือก 20 ผลงาน จะถูกจัดแสดงในงาน
Food Trans Lecture & Playground โดยให้เครดิตชื่อเจ้าของผลงานทุกผลงาน

หมดเขตรับผลงาน 15 กันยายน 2569
ประกาศผลวันที่ 30 กันยายน 2569

หมายเหตุ: ผู้จัดจะเป็นผู้ดำเนินการพิมพ์ผลงานเพื่อจัดแสดง โดยผู้เข้าประกวดไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพิมพ์

06/08/2026

ความหวัง ปรับตัว เรียนรู้ ท่ามกลางสถานการณ์ และวิกฤตโลก

"วิธีการดูแลและรักษาทะเล
ของกลุ่มชาติพันธ์ชาวเล อูรักลาโวย "

ตำบลเกาะศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

04/08/2026

บอกเล่าเรื่องราวอย่างภาคภูมิใจ ในรากฐานกำเนิดจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน

"สิทธิของธรรมชาติในวิถีชาติพันธ์ุจากสากลสู่ชนชาติพันธ์ไทย"

นางสาวนารี วงศาชล เครือข่ายกลุ่มชาติพันธ์ชาวเล อุรักลาโว้ย หมู่บ้านเกาะจำ จังหวัดกระบี่

Food Systems Exchange | กรกฎาคม 2026เราผลิตอาหารอย่างไร จึงจะสร้างอนาคตร่วมกันได้เชิญรับฟังและร่วมแลกเปลี่ยนเสวนาออนไลน์...
25/07/2026

Food Systems Exchange | กรกฎาคม 2026

เราผลิตอาหารอย่างไร จึงจะสร้างอนาคตร่วมกันได้

เชิญรับฟังและร่วมแลกเปลี่ยนเสวนาออนไลน์ วันที่ 28 กรกฎาคมนี้เวลา 16.00-17.00 น.4-5 โมงเย็น

BKKCAW 2026 Food Systems Community

ทุกคำที่เรากิน กำลังร่วมกำหนดอนาคตของโลก

อาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต แต่ยังเป็นตัวกำหนดอนาคตของธรรมชาติ ชุมชน เศรษฐกิจ และสภาพภูมิอากาศ

เราจะผลิตอาหารอย่างไร ให้สามารถฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เป็นธรรมต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค และส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้คนรุ่นต่อไป

Food Systems Exchange เดือนกรกฎาคม ขอชวนทุกคนมาร่วมค้นหาคำตอบ ผ่านบทสนทนาจากผู้ลงมือปฏิบัติจริงในสามพื้นที่ของประเทศไทย ที่กำลังพิสูจน์ว่าการผลิตอาหารสามารถเป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงได้

ร่วมแลกเปลี่ยนกับ

🌱 ดร.กฤษฎา บุญชัย Thai Climate Justice for All, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา - LDI (กรุงเทพฯ)
นักวิจัยและนักพัฒนาที่ทำงานด้านนิเวศวัฒนธรรม ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

🌿 คุณกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา
Food for Change (เชียงใหม่)
ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงผู้บริโภคกับการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน และส่งเสริมการบริโภคที่รับผิดชอบต่อผู้คนและโลก

🌾 คุณวัชระ วรางกูร
บ้านวรางกูร (ฉะเชิงเทรา)
ผู้นำชุมชน เกษตรกร และผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ ผู้อนุรักษ์และพัฒนาชุมชนสวนยกร่องกว่า 1,200 ไร่ ให้เป็นต้นแบบของการผลิตอาหารที่เติบโตเคียงคู่กับธรรมชาติและวิถีชุมชน

กำหนดการ

5 นาที | กล่าวเปิดและแนะนำหัวข้อ

45 นาที | How We Produce: Growing a Shared Future
เสวนาว่าด้วยการผลิตอาหารที่ฟื้นฟูธรรมชาติ สร้างความเป็นธรรม เสริมพลังชุมชน และนำไปสู่ระบบอาหารที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

10 นาที | ถาม–ตอบ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

5 นาที | อัปเดตกิจกรรมของ Food Systems Community

- กิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นและโอกาสในการมีส่วนร่วม
- ข่าวสาร ประกาศกิจกรรม และการสร้างเครือข่ายของสมาชิก

---

เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบอาหาร ไม่ได้เริ่มต้นจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากวิธีที่เราผลิต เชื่อมโยง และเห็นคุณค่าของอาหารร่วมกัน

มาร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และออกแบบอนาคตของระบบอาหารที่ฟื้นฟูธรรมชาติ เป็นธรรมต่อผู้คน และสร้างความมั่นคงให้กับโลกไปพร้อมกัน

สนใจลงทะเบียนได้เลยครับ

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week

ในปีที่ฤดูกาลหลงทาง ความเปราะบางของระบบอาหารกับซูเปอร์เอลนีโญภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ระบบอาหารสมัยใหม่เริ่มเผยให้เห็นความ...
21/07/2026

ในปีที่ฤดูกาลหลงทาง
ความเปราะบางของระบบอาหารกับซูเปอร์เอลนีโญ

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ระบบอาหารสมัยใหม่เริ่มเผยให้เห็นความเปราะบางของตนเองอย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่กำลังเผชิญวิกฤตไม่ใช่เพียง “ผลผลิตทางการเกษตร” หากคือสมมติฐานที่ระบบอาหารทั้งโลกยึดถือมาโดยตลอด นั่นคือ ความเชื่อว่าภูมิอากาศจะคงที่ ทรัพยากรจะมีใช้อย่างต่อเนื่อง และการผลิตอาหารสามารถขยายตัวได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

เมื่อซูเปอร์เอลนีโญทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล แหล่งน้ำลดลง และคลื่นความร้อนยาวนานกว่าที่เคย ความเปราะบางของระบบอาหารจึงปรากฏขึ้นพร้อมกันตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรที่ไม่สามารถคาดการณ์ฤดูกาลเพาะปลูก ผู้ผลิตที่เผชิญต้นทุนอาหารสัตว์และพลังงานสูงขึ้น ไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องเผชิญราคาสินค้าอาหารผันผวนมากกว่าที่เคย วิกฤตจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่แปลงเกษตร แต่ค่อย ๆ เดินทางมาถึงโต๊ะอาหารของผู้คนทุกคน

สิ่งที่ทำให้ซูเปอร์เอลนีโญแตกต่างจากเอลนีโญในอดีต คือการเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อนที่ผลักให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การทับซ้อนของความแปรปรวนตามธรรมชาติกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์” (compound climate extremes)

เมื่อโลกมีอุณหภูมิพื้นฐานสูงกว่าเดิม แม้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยก็สามารถเร่งให้คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ดึงความชื้นออกจากดินได้เร็วกว่าเดิม และทำให้ภัยแล้งยืดเยื้อกว่าที่เคยเกิดในอดีต ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฤดูกาลหนึ่ง หากสามารถส่งต่อไปยังฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป ผ่านการขาดแคลนน้ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และผลผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมซูเปอร์เอลนีโญจึงถูกมองว่าเป็น “ตัวเร่ง” (risk multiplier) ที่ทำให้ความเปราะบางของระบบอาหารโลกปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าที่เคย

ยิ่งไปกว่านั้น ความเปราะบางของระบบอาหารไม่ได้เกิดจากสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการที่โลกกำลังฝากความมั่นคงทางอาหารไว้กับทรัพยากรและชนิดอาหารเพียงไม่กี่ประเภท องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า แม้มนุษย์จะรู้จักพืชที่รับประทานได้มากกว่า 6,000 ชนิด

แต่ปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ประชากรโลกได้รับกลับมาจากพืชเพียงสามชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลี ขณะที่แหล่งโปรตีนของโลกก็ยังกระจุกตัวอยู่กับปศุสัตว์และพืชเศรษฐกิจไม่กี่ชนิด การพึ่งพาอาหารเพียงไม่กี่ชนิดอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะสั้น แต่กลับลดความยืดหยุ่นของระบบอาหารในระยะยาว เพราะเมื่อพืชหรือสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โรคระบาด หรือคลื่นความร้อน ผลกระทบจะลุกลามไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

เป็นเหตุผลที่รายงาน Global Nutrition Report 2026 ไม่ได้เสนอให้โลกเพียง “กินโปรตีนพืชมากขึ้น” กลับเสนอให้ปรับโครงสร้างระบบอาหารให้มี ความหลากหลายและความยืดหยุ่น (diversity and resilience) มากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือกับโลกที่ภูมิอากาศกำลังแปรปรวนอย่างถาวร

ในบริบทนี้ “โปรตีนพืช” จึงควรถูกทำความเข้าใจในฐานะ ความหลากหลายของแหล่งโปรตีน มากกว่าการเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์เพียงไม่กี่ชนิด เพราะธรรมชาติได้สร้างแหล่งโปรตีนไว้หลากหลายกว่าที่ระบบอาหารสมัยใหม่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลันเตา ถั่วลูกไก่ งา งาขี้ม่อน เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ควินัว บักวีต ผักใบเขียวบางชนิด สาหร่าย เห็ด รวมถึงพืชพื้นเมืองอีกจำนวนมากที่สามารถเป็นแหล่งโปรตีนและสารอาหารสำคัญได้เช่นกัน

แหล่งโปรตีนเหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าเพียงในเชิงโภชนาการ แต่ยังสะท้อนภูมิปัญญาการปรับตัวของธรรมชาติ พืชบางชนิดทนแล้งได้ดี บางชนิดเติบโตได้ในดินเสื่อมโทรม บางชนิดใช้น้ำน้อย หรือสามารถปลูกร่วมกับพืชอื่นเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ เช่น พืชตระกูลถั่วที่ช่วยตรึงไนโตรเจนกลับคืนสู่ดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และเพิ่มความหลากหลายของระบบเกษตร

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้โปรตีนพืชไม่ใช่เพียง “อาหารทางเลือก” แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบอาหารที่สามารถปรับตัวต่อโลกที่กำลังร้อนขึ้น

สำหรับประเทศไทย ความหลากหลายดังกล่าวมีอยู่แล้วในระบบอาหารพื้นบ้าน ตั้งแต่ถั่วพื้นเมือง งา ข้าวพันธุ์ท้องถิ่น เห็ดป่า สาหร่ายน้ำจืด ไปจนถึงพืชอาหารชาติพันธุ์ที่ได้รับการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน หากแต่ระบบเกษตรเชิงเดี่ยวและตลาดอาหารสมัยใหม่ได้ค่อย ๆ ลดบทบาทของอาหารเหล่านี้ลง จนความหลากหลายซึ่งเคยเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ของชุมชน กลับถูกแทนที่ด้วยระบบผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพสูง แต่เปราะบางต่อความผันผวนของภูมิอากาศมากกว่าเดิม

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนพืชจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเมนูอาหาร หากคือการออกแบบระบบอาหารใหม่ให้สามารถอยู่ร่วมกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมได้อีกต่อไป เพราะในปีที่ฤดูกาลหลงทาง สิ่งที่มนุษย์ต้องการอาจไม่ใช่การผลิตอาหารให้มากกว่าเดิม หากคือการสร้างระบบอาหารที่ยืดหยุ่นพอจะอยู่รอดได้ แม้ในวันที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล แม่น้ำไม่ไหลเหมือนเดิม และโลกไม่สามารถมอบความอุดมสมบูรณ์แบบที่เราเคยคุ้นชินได้อีกแล้ว

#กินอย่างใส่ใจ

แหล่งอ้างอิง
Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO). (2024). El Niño exit leaves a lasting impact on Southeast Asia’s agricultural systems. Retrieved from https://www.fao.org/asiapacific/news/news-detail/El-Ni%C3%B1o-exit-leaves-a-lasting-impact-on-Southeast-Asia%27s-agricultural-systems-stressing-the-need-for-preventive-measures/en

Global Nutrition Report. (2026). Food systems strategies to adapt to and mitigate the effects of climate change for better nutrition. Retrieved from https://globalnutritionreport.org/reports/2026-global-nutrition-report/food-systems-strategies-to-adapt-to-and-mitigate-the-effects-of-climate-change-for-better-nutrition/

Ritchie, H., et al. (2024). Plant-based diets and sustainable food systems. PubMed Central. Retrieved from https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11648618/

Yoon, C.-H., Park, J., & Cheoun, M.-K. (2024). Deciphering Super El Niño: Development of a Novel Predictive Model Integrating Local and Global Climatic Signals. arXiv. Retrieved from https://arxiv.org/abs/2409.06161

"เมื่อการสู้โลกร้อน เริ่มต้นได้จากในจานข้าวของเรา"Thai Climate Justice For All เพิ่งมีโอกาสไปจัด Workshop เรื่อง "การเปล...
17/07/2026

"เมื่อการสู้โลกร้อน เริ่มต้นได้จากในจานข้าวของเรา"
Thai Climate Justice For All เพิ่งมีโอกาสไปจัด Workshop เรื่อง "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านระบบโปรตีน" ให้กับเครือข่าย กลุ่มครัวใบโหนด จังหวัดสงขลา

วงสนทนา ครั้งนี้เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย ทั้งครู เกษตรกร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และแม่บ้านจากหลายตำบล ทุกคนเป็นแกนนำกลุ่มสหกรณ์เกษตรที่เข้มแข็งและตื่นตัวจะเตรียมรับมือกับ "ผลกระทบจากโลกร้อน"

อาจารย์กฤษฎาชวนคุยเรื่องปัญหาโลกร้อนและภัยพิบัติที่ภาคเกษตรกรต้องเผชิญ มีเกษตรกรเล่าว่า น้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้ทุเรียนอายุกว่า 30 ปี ยืนต้นตายทั้งสวน หลายไร่สูญหายในเวลาไม่นาน ขณะที่บางปีต้องเจอกับภัยแล้งและอากาศร้อนจนทำงานกลางแจ้งแทบไม่ไหว และ "เอลนีโญ" (El Niño) ที่กำลังจะเกิดขึ้น ภาคเกษตรจะเผชิญกับภัยแล้งแบบ Super El Niño ที่จะร้อนแรงรุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา เกษตกรเราเอง รู้สึกอย่างไร จะรับมืออย่างไร แลกเปลี่ยนกันก่อน เข้าสู่แนวทางการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารสู้โลกร้อน

ในช่วงการเรียนรู้เรื่องโปรตีนพืช ต้องเล่าก่อนว่า ระบบการผลิตอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 1 ใน 3 ของโลก โดยเฉพาะการผลิตเนื้อสัตว์ที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมากและปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณสูง ขณะที่ในประเทศไทย การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังเชื่อมโยงกับการบุกรุกป่าและปัญหาฝุ่น PM2.5 ดังนั้นการเพิ่มสัดส่วน โปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว เห็ด ธัญพืช และพืชพื้นถิ่น จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เสริมความมั่นคงทางอาหาร และสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลก อาจเริ่มต้นได้จากอาหารหนึ่งมื้อของเราทุกคน

เราได้ค้นพบว่าในชุมชน มีพืชที่เป็นแหล่งโปรตีนมากกว่า 70 ชนิด หลายชนิดอยู่ในสวนและครัวของชุมชนอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เคยหยิบมามองในฐานะแหล่งโปรตีนมาก่อน ความหลากหลายทางอาหารของแต่ละภูมิภาคยังชวนให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ๆ เช่น ความแตกต่างของการกินขี้เหล็กระหว่างภาคตะวันออกกับภาคใต้ หรือการประยุกต์เมนูพื้นบ้านให้มีสัดส่วนโปรตีนจากพืชมากขึ้น โดยยังคงอัตลักษณ์ของอาหารท้องถิ่นไว้

อีกหนึ่งช่วงสำคัญของเวิร์กช็อป คือการร่วมกันออกแบบแนวทางรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปลูกพืชผสมผสาน ลดการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว เพิ่มไม้ยืนต้น จัดการน้ำและดินอย่างเหมาะสม ลดการเผาในพื้นที่เกษตร รวมถึงการสร้างระบบอาหารที่พึ่งพาพืชท้องถิ่นมากขึ้น ตั้งแต่ครัวเรือน โรงเรียน ไปจนถึงตลาดชุมชนและการผลักดันเชิงนโยบาย

"ครูตั้งใจจะนำความรู้ไปพัฒนาเมนูอาหารกลางวันและกิจกรรมในโรงเรียน ให้เด็กได้รู้จักพืชโปรตีนผ่านการปลูก การทำอาหาร และการลงมือทำจริง"

"แกนนำชุมชนอยากต่อยอดเป็นค่ายเด็กและเยาวชน เพื่อให้เรื่องอาหาร เชื่อมกับเรื่องภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหารตั้งแต่วัยเรียน"

"ส่วนเกษตรกรก็ร่วมกันออกแบบแนวทางรับมือโลกร้อน ตั้งแต่การปลูกพืชผสมผสาน เพิ่มไม้ยืนต้น เก็บน้ำฝน ลดการเผา และฟื้นระบบเกษตรที่สอดคล้องกับภูมินิเวศของพื้นที่"

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วม หลายคนตั้งใจจะนำความรู้ไปต่อยอดทันที ทั้งการจัดอบรมในชุมชน การพัฒนาเมนูอาหารกลางวันในโรงเรียนจากโปรตีนพืช การชวนเด็กเรียนรู้ผ่านแปลงเกษตรจริง รวมถึงการสร้างค่ายเยาวชนเพื่อเชื่อมโยงเรื่องอาหาร สุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน

การเปลี่ยนผ่านระบบโปรตีน คงไม่ได้หมายถึงการบอกให้ทุกคนเลิกกินเนื้อสัตว์ แต่ให้วางแผนถึงการสร้างระบบอาหารที่พึ่งพาทรัพยากรในท้องถิ่นมากขึ้น การกินอย่างสมดุล พืช50%และสัตว์ 50% เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิอากาศ และสำคัญคือ สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน และทำให้คนทุกวัยเข้าถึงอาหารที่ดีต่อทั้งสุขภาพและโลก เพราะบางครั้ง "การรับมือกับโลกร้อน อาจเริ่มต้นจากการมองสำรับอาหารตรงหน้าใหม่อีกครั้ง"

งานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69 "ใต้เงาวิกฤต" ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง Under The Shadow Of Crisis : Li...
16/07/2026

งานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69
"ใต้เงาวิกฤต"

ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง
Under The Shadow Of Crisis : Lives And New Imagery Amid Structural Deterioration

"สิทธิของธรรมชาติในวิถีชาติพันธ์ุจากสากลสู่ชนชาติพันธ์ไทย"

ฟังเสียงจริงจากคนในพื้นที่ และฟังเสียงประสบการณ์โดยตรงจากคนลงพื้นที่ศึกษาสิทธิของธรรมชาติในวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ตามหลักการของปฏิญญาสากลแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมามีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ภาษา ศาสนา หรือสถานะอื่นใด

การส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธ์ุ เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์จากแนวทางการพัฒนาที่เน้นการสงเคราะห์ ไปสู่รูปแบบการพัฒนาที่เน้นการเสริมสร้างพลังความเป็นเจ้าของที่ยอมรับว่ากลุ่มชาติพันนธ์ุที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ในสถานการณ์ที่ภาครัฐเร่งขยายพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มการดูดซับคาร์บอน หวังนำมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม โดย...
15/07/2026

ในสถานการณ์ที่ภาครัฐเร่งขยายพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มการดูดซับคาร์บอน หวังนำมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลที่ไม่สามารถลดการปล่อยได้ตามที่คาดหวัง รัฐจึงผลักดันให้กลุ่มทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ป่า แลกกับคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง

ผลที่ตามมาคือ ป่าที่เคยเป็นสิทธิและฐานการพึ่งพาของชุมชน เริ่มมีนายทุนเข้ามามีส่วนครอบครองผ่านกลไกใหม่ คุณค่าของป่าจึงค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนจากระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ไปสู่การเป็น "ทรัพย์สินคาร์บอน"

ได้รับคำเชิญจาก ThaiCCAN (Thai Climate Change Action Network)
ให้มาร่วมจัดกิจกรรมเรียนรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตกับป่าชุมชน โดยมีชาวบ้านและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

หากการทำความเข้าใจคาร์บอนเครดิตมุ่งอยู่เพียงเรื่องการตรวจวัดคาร์บอนและการซื้อขายเครดิต เราจะไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างของปัญหาทั้งหมดได้

ผมจึงเริ่มต้นด้วยการชวนทำความเข้าใจว่า คาร์บอนที่เคยหมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศตามธรรมชาติ ได้ถูกแทนที่ด้วยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณที่เกินกว่าธรรมชาติจะดูดซับได้ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

นี่คือปัญหาที่ท้าทายระบบทุนนิยม แต่ระบบทุนนิยมก็ก้าวไปอีกขั้นด้วยการปรับตัวเป็น "ทุนนิยมสีเขียว" สร้างชุดความเชื่อใหม่ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ พร้อมกับสร้างความหวังเรื่อง "เน็ตซีโร่" ในอีกกว่า 20 ปีข้างหน้า ว่าเพียงหักลบการปล่อยคาร์บอนแล้วโลกจะปลอดภัย โดยละเลยข้อเท็จจริงว่า "เพดานคาร์บอน" ที่โลกยังเหลืออยู่กำลังจะหมดลง และอุณหภูมิโลกกำลังเข้าใกล้หรือทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ช้า เน็ตซีโร่อาจช้าเกินไปแล้ว

ทุนนิยมสีเขียวได้สลายเส้นแบ่งระหว่างคาร์บอนในธรรมชาติกับคาร์บอนจากอุตสาหกรรม ทำให้ทั้งสองกลายเป็นหน่วยวัดเดียวกัน ก่อนจะแปลงให้เป็นทรัพย์สิน และพัฒนาไปสู่ระบบการเงินคาร์บอนในที่สุด

คาร์บอนเครดิตจึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนความหมายจาก "ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ" ไปเป็น "ผู้ลงทุนเพื่อปกป้องโลก" ผ่านการเปลี่ยนป่า ทะเล และระบบนิเวศต่าง ๆ ให้กลายเป็นสินค้า เปลี่ยนชุมชนที่ดูแลรักษาป่าและธรรมชาติให้เป็นแรงงานในการผลิตสินค้าคาร์บอน สวนป่าคาร์บอน ฟาร์มเกษตรคาร์บอน และโครงการลักษณะเดียวกันจึงเกิดขึ้นมากมาย ภายใต้แรงจูงใจว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ชุมชนในฐานะแรงงาน และเข้าสู่รัฐในฐานะผู้กำกับดูแลทรัพยากร

ไม่เพียงระบบนิเวศและชุมชนจะถูกสร้างความหมายใหม่ให้เป็นแรงงานและสินค้าในระบบตลาด แต่นโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรของรัฐก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุนทางธุรกิจคาร์บอน ที่มีภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนและมีบทบาทกำกับผลลัพธ์มากขึ้น

เมื่อถึงจุดนี้ ผู้ก่อปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับถูกฟอกเขียวให้กลายเป็นผู้ลงทุนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและสนับสนุนชุมชน

คาร์บอนเครดิตถูกนำมาใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมรายใหญ่ ขณะที่ตลาดคาร์บอนเติบโตขึ้นในฐานะระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการลงทุนและการเก็งกำไร สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งเหล่านี้ทำให้สังคมค่อย ๆ หลงลืมว่า ใครคือผู้ที่ควรรับผิดชอบหลักต่อปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการยุติกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลืมไปว่าชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากได้ปกป้องระบบนิเวศและทรัพยากรด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ จนธรรมชาติยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงโลกมาจนถึงทุกวันนี้ แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนจนที่ไม่สามารถดูแลธรรมชาติได้ ถูกทำให้เชื่อว่า "ป่าจะอยู่ไม่ได้ถ้าคนยังหิว" และหากไม่มีเงินทุนจากคาร์บอนเครดิต ทั้งคนและป่าจะอยู่รอดไม่ได้ ทั้งที่ความรับผิดชอบควรอยู่ที่การกำกับให้ทุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง มิใช่ออกแบบนโยบายให้ทุนกลายเป็นศูนย์กลางของการอนุรักษ์

เมื่อถึงจุดนี้ ป่าในฐานะความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชน ถูกลดทอนความสำคัญลงเหลือเพียง "คาร์บอน" ชุมชนต้องวัดว่าป่าของตนกักเก็บคาร์บอนได้เท่าใด และต้องแสดงคุณค่าของตนผ่านปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้ จึงจะได้รับความชอบธรรมในนโยบายที่มีตลาดคาร์บอนเป็นตัวนำ และจึงจะได้รับผลประโยชน์จากทุน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ถูกวิพากษ์ว่าเป็นผู้ทำลายระบบนิเวศและก่อภาวะโลกร้อน

การต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนในยุคตลาดคาร์บอน จึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินหรือทรัพยากรเท่านั้น หากยังเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดคุณค่าและความหมายของป่าและชุมชนด้วย

หลังจากอธิบายประวัติศาสตร์และพัฒนาการของตลาดคาร์บอนให้ผู้เข้าร่วมได้รับทราบแล้ว ผมจึงชวนทุกคนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่า ว่าทั้งสองฝ่ายต่างให้และรับต่อกันอย่างไร ตั้งแต่มิติการดำรงชีพไปจนถึงมิติทางจิตวิญญาณ

จากนั้นจึงตั้งโจทย์ว่า หากมีโครงการคาร์บอนเครดิตเข้ามาพร้อมเงื่อนไขในการกำกับดูแลป่าของชุมชนในฐานะสินค้าคาร์บอน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ทั้งนักศึกษาและชุมชนร่วมกันระดมความเห็นอย่างลึกซึ้ง จนพบว่าความสัมพันธ์และการพึ่งพากันในหลายมิติได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลระบบนิเวศ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ภาระความรับผิดชอบที่ไม่เป็นธรรมที่ชุมชนต้องแบกรับ หรือการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่เคยนับรวมคุณค่าของหยาดเหงื่อและแรงกายที่ชุมชนใช้ปกป้องป่ามาอย่างยาวนาน

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า ระบบเช่นนี้เป็นธรรมต่อชุมชน ต่อป่าไม้ และต่อโลกจริงหรือไม่

คาร์บอนเครดิตภายใต้ระบบทุนนิยมสีเขียว ไม่ได้เยียวยาโลกหรือยอมรับสิทธิของชุมชน หากแต่ยังเปิดพื้นที่ให้อุตสาหกรรมที่ก่อปัญหาภาวะโลกร้อนสามารถเติบโตและสะสมความมั่งคั่งต่อไป คาร์บอนเครดิตไม่เพียงถูกใช้เป็นตัวเลขเพื่อสร้างความชอบธรรม ทั้งที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง แต่ยังทำให้คุณค่าของป่าถูกลดทอนเหลือเพียงมูลค่าคาร์บอน และเปิดโอกาสให้ผู้ก่อมลพิษลดทอนความรับผิดชอบต่อการฟื้นฟูโลกและเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศ

ขณะที่ตลาดคาร์บอนยังคงเติบโต ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกก็ยังเพิ่มขึ้น เพดานคาร์บอนที่เหลืออยู่ก็ยิ่งเข้าใกล้ขีดจำกัด จนโลกอาจไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะสมดุลได้อีกเป็นเวลาหลายร้อยปี

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทั้งชุมชน นักศึกษา และนักพัฒนา ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการฟอกเขียวผ่านคาร์บอนเครดิตในครั้งนี้

ที่อยู่

ซอยชินเขต 1 แยก 19
Lak Si
10210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Thai Climate Justice for All โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์