15/05/2026
กุ้งไทย 1 ปี ที่เราเข้มงวดตรวจสารตกค้าง
ยุทธศาสตร์ "กุ้งที่ดีที่สุด" เพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรม
น้องสัมภาษณ์ พี่หนุ่ม "เอกพจน์ ยอดพินิจ" นายกสมาคมกุ้งไทย กรณีกุ้งไทยตรวจเจอสารตกค้าง ที่ อเมริกา 1 รายการจาก 99 รายการ ของคู่แข่ง ไว้ดังนี้
🤔สถานการณ์และยุทธศาสตร์ความปลอดภัยอาหารในระดับสากล
ผมต้องขอเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า ภูมิทัศน์การค้ากุ้งโลกในปี 2026 ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขอนามัยอีกต่อไป แต่คือ "อาวุธทางยุทธศาสตร์" ที่มีอานุภาพทำลายล้างหรือสร้างโอกาสให้แก่อุตสาหกรรมได้ในพริบตา โดยเฉพาะเมื่อองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ยกระดับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจหาสารกัมมันตรังสีและการเพิ่มความถี่ในการสุ่มตรวจยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นผลพวงจากการเรียกคืนสินค้าจำนวนมหาศาลในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
หัวใจสำคัญของการส่งออกสินค้าเกษตรคือ "ความไว้วางใจ" (Trust) ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุด หากความไว้วางใจนี้ถูกทำลายลงจากการพบสารตกค้างแม้เพียงเคสเดียว ผลกระทบจะลามไปถึง "แบรนด์ประเทศ" (Country Brand) นำไปสู่การถูกกักสินค้าที่ท่าเรือ และการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างถาวร การเพ่งเล็งเรื่องสารกัมมันตรังสีควบคู่กับยาปฏิชีวนะจะยิ่งทำให้ต้นทุนการตรวจสอบหน้าด่านพุ่งสูงขึ้น และระยะเวลาการระบายสินค้าจะล่าช้าจนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขัน
ผมจะมาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปีของการรณรงค์ตรวจเข้มสารตกค้างในไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่าง "การอยู่รอด" หรือ "การล่มสลาย"
🦐ผลการดำเนินงาน 1 ปี: ไทยเทียบกับคู่แข่งในเวทีโลก
ตลอดหนึ่งปีของการรณรงค์ตรวจเข้มสารตกค้าง ก่อนจับกุ้ง ความสำเร็จเบื้องต้นของไทยคือการรักษาภาพลักษณ์ "พื้นที่ปลอดภัย" ไว้ได้ ในขณะที่คู่แข่งกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา ข้อมูลการปฏิเสธนำเข้า (Import Refusal) ของ FDA สหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งมีการปฏิเสธรวมถึง 90 รายการ (Entry Lines) แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนดังนี้:
-อินโดนีเซีย หนักมากที่สุด ข่าวเผยแพร่กันทั่วโลกล้วนเป็นฟาร์ม BAP
-อินเดีย 5 จาก 7 รายการที่พบยาปฏิชีวนะ (จาก 3 บริษัท) Amoxicillin, Chloramphenicol, Nitrofurans วิกฤตเชิงระบบ (Systemic Crisis): ถูกบรรจุใน Import Alert 16-124 และ 16-129 อย่างต่อเนื่อง
-เวียดนาม พบในกุ้งแปรรูป (เช่น กุ้งชุบแป้งทอด) Nitrofurans (AOZ) ความเสี่ยงในสินค้ามูลค่าเพิ่ม: กระทบต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูง
-ประเทศไทย 1 รายการ (1 บริษัท) Veterinary Drug Residues สัญญาณเตือนสุดท้าย (Final Warning): ยังไม่ติด Red List แต่เป็นเป้าสายตาใหม่ของ FDA
วิเคราะห์ "So What?": แม้ตัวเลขของไทยจะดูน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่อย่าได้ชะล่าใจ ความได้เปรียบนี้เปราะบางอย่างยิ่ง หากเรายังปล่อยให้มีเคสหลุดรอด แม้เพียง 1 รายการ ก็เพียงพอที่จะทำให้ FDA ยกระดับการตรวจสอบกุ้งไทยทั้งประเทศ ซึ่งจะมาพร้อมกับต้นทุนการกักตรวจสารกัมมันตรังสีและยาปฏิชีวนะที่เพิ่มขึ้นมหาศาล "วินัยของไทย" คือสิ่งเดียวที่กั้นเราไว้ไม่ให้ตกลงไปในวิกฤตเดียวกับอินเดียและเวียดนาม หากเราประมาท ความได้เปรียบนี้จะกลายเป็นความพ่ายแพ้ทันที
🦐ภัยเงียบจากสาร Nitrofurans และมาตรฐาน Import Alert 16-129
สาร Nitrofurans คือ "เส้นตาย" ที่ผู้ส่งออกไม่สามารถละเมิดได้โดยเด็ดขาดในมุมมองของความปลอดภัยสาธารณะสากล ตามข้อบังคับ Import Alert 16-129 สารกลุ่มนี้ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic) และเป็นพิษต่อพันธุกรรม (Genotoxic)
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องตระหนัก:
• ความทนทานสูง: สารเมแทบอไลต์ (Metabolites) ของ Nitrofurans มีความเสถียรมาก ไม่สามารถทำลายได้ด้วยการปรุงอาหารผ่านความร้อนสูง ไม่ว่าจะเป็นการต้ม นึ่ง ย่าง หรือไมโครเวฟ
• มาตรการ DWPE: FDA ใช้มาตรการกักสินค้าโดยไม่ต้องตรวจพิสูจน์ (Detention Without Physical Examination) ทันทีสำหรับบริษัทใน Red List
• สถานะบริษัทไทย: ปัจจุบัน ปรากฏใน Red List เนื่องจากตรวจพบสาร Semicarbazide (SC) ซึ่งเป็นสารเมแทบอไลต์ของ Nitrofurazone (หนึ่งในตระกูล Nitrofurans) ขณะที่กรณีในเดือนมีนาคม 2026 แม้จะถูกปฏิเสธนำเข้าแต่ "ยังไม่ได้ถูกบรรจุใน Red List" นี่คือโอกาสสุดท้ายในการแก้ไขก่อนจะถูกแบนถาวร
การปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยส่งผลกระทบลูกโซ่ที่รุนแรง โดยเฉพาะ "ห้องเย็น" ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ การกักสินค้า และความเสี่ยงในการถูกขึ้นบัญชีดำแทนเกษตรกรที่มักง่าย
สิ่งที่ผมพูดเสมอมาคือปัญหาการ "สวมรอย" และช่องโหว่ในระบบตรวจสอบระดับฟาร์ม
สิ่งที่น่าห่วงกังวลที่สุดตามทัศนะของนายกสมาคมกุ้งไทย คือพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสในระดับฟาร์ม ซึ่งกำลังทำลายระบบนิเวศการส่งออกของชาติ
เกษตรกรบางรายใช้วิธีนำกุ้งจากบ่อที่สะอาดไปตรวจเพื่อเอาใบรับรองมาสวมสิทธิ์ให้กุ้งจากบ่อที่มีสารตกค้าง พฤติกรรม "เพื่อให้ตัวเองรอด" นี้คือการส่งต่อ "กรรม" ไปยังห้องเย็นอย่างโหดร้าย เพราะเมื่อสินค้าไปถึงปลายทางและถูกตรวจพบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะสูงกว่าราคากุ้งหลายเท่าตัว
เราลองคิดดูว่า หากห้องเย็นได้รับความเสียหายสะสมจนไม่สามารถแบกรับภาระได้ พวกเขาจะเริ่มใช้มาตรการ "ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist)" ฟาร์มที่มีประวัติความเสี่ยง หรือหยุดรับซื้อกุ้งจากพื้นที่นั้นๆ ทันที ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของช่องทางการจำหน่ายของเกษตรกรทั้งระบบในระยะยาว การกระทำของฟาร์มเพียงไม่กี่แห่งกำลังวางระเบิดเวลาให้กับเพื่อนร่วมอาชีพทั้งประเทศ
อย่าลืมตลาด อเมริกากับบทลงโทษใหม่และจุดเปลี่ยนสำคัญ: "ทำลายทิ้ง" แทน "ส่งกลับ"
เราต้องยอมรับว่ายุคของการ "ขอความเห็นใจ" ได้จบลงแล้ว ในอดีตเมื่อพบสารตกค้าง ประเทศอย่างเวียดนามเคยขอร้องให้ส่งกุ้งกลับเพื่อนำมาให้คนยากจนในประเทศบริโภคเพื่อลดความเสียหาย แต่ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่และแรงกดดันจากกลุ่มผู้ผลิตในสหรัฐฯ (เช่น Southern Shrimp Alliance) มาตรการที่กำลังจะถูกนำมาใช้คือ "การเผาทำลายทิ้งทันที" (Immediate Incineration)
มาตรการนี้จะทำให้มูลค่าสินค้ากลายเป็น "ศูนย์" ในทันที โดยไม่มีโอกาสส่งกลับมาขายในประเทศหรือแปรรูปใหม่ ผู้ส่งออกต้องแบกรับทั้งค่าสินค้าและค่าทำลายทิ้งมหาศาล ผมคิดว่า "ถ้าถึงจุดนั้น จะไม่มีห้องเย็นรายใดกล้าเสี่ยงส่งออกอีกต่อไป" เพราะนั่นไม่ใช่แค่การขาดทุน แต่คือ การพินาศของกระแสเงินสดและชื่อเสียงธุรกิจ
วันนี้ยุทธศาสตร์ "กุ้งที่ดีที่สุด" เพื่อโอกาสเดียวในการไปต่อของพวกเรา
อุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่มีที่ว่างสำหรับความประมาทอีกต่อไป เราต้องเปลี่ยนวิกฤตสารตกค้างของคู่แข่งให้เป็นโอกาสในการประกาศว่า "กุ้งไทยคือกุ้งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดในโลก" เพื่อรักษาที่ยืนในเวทีโลก ผมขอเสนอแนวทางปฏิบัติ (Actionable Recommendations) ดังนี้
-ความซื่อสัตย์คือทางรอดเดียว: เลิกพฤติกรรมการสลับตัวอย่างบ่ออย่างเด็ดขาด กระบวนการเก็บตัวอย่างต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ 100%
-Zero Tolerance ต่อสาร Nitrofurans และ Chloramphenicol: รณรงค์เลิกใช้ยาปฏิชีวนะต้องห้ามทุกชนิด โดยเฉพาะสารในตระกูล Nitrofurans ที่ FDA เพ่งเล็งเป็นพิเศษ
-การใช้เทคโนโลยี Traceability: ห้องเย็นและฟาร์มต้องร่วมมือกันนำระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัลมาใช้ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์บ่อกุ้งและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้า
-การกำจัดจุดอ่อน: ห้องเย็นควรมีมาตรการเด็ดขาดในการ Blacklist ฟาร์มที่ไม่ซื่อสัตย์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ทำความดี
เราเตือนเพราะเราไม่อยากให้อุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลและหล่อเลี้ยงคนไทยจำนวนมากต้องพังพินาศเพราะความมักง่ายของคนเพียงไม่กี่คน ในโลกการค้ายุคใหม่ "คุณภาพและความโปร่งใส" คือใบเบิกทางเดียวที่เหลืออยู่สำหรับกุ้งไทยในการรักษาชัยชนะในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
เอกพจน์ ยอดพินิจ
นายกสมาคมกุ้งไทย