Thai Shrimp Association

Thai Shrimp Association ประสานความเข้าใจ ร่วมมือ เพื่อดำเน?

15/05/2026

กุ้งไทย 1 ปี ที่เราเข้มงวดตรวจสารตกค้าง
ยุทธศาสตร์ "กุ้งที่ดีที่สุด" เพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรม

น้องสัมภาษณ์ พี่หนุ่ม "เอกพจน์ ยอดพินิจ" นายกสมาคมกุ้งไทย กรณีกุ้งไทยตรวจเจอสารตกค้าง ที่ อเมริกา 1 รายการจาก 99 รายการ ของคู่แข่ง ไว้ดังนี้

🤔สถานการณ์และยุทธศาสตร์ความปลอดภัยอาหารในระดับสากล

ผมต้องขอเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า ภูมิทัศน์การค้ากุ้งโลกในปี 2026 ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขอนามัยอีกต่อไป แต่คือ "อาวุธทางยุทธศาสตร์" ที่มีอานุภาพทำลายล้างหรือสร้างโอกาสให้แก่อุตสาหกรรมได้ในพริบตา โดยเฉพาะเมื่อองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ยกระดับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจหาสารกัมมันตรังสีและการเพิ่มความถี่ในการสุ่มตรวจยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นผลพวงจากการเรียกคืนสินค้าจำนวนมหาศาลในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

หัวใจสำคัญของการส่งออกสินค้าเกษตรคือ "ความไว้วางใจ" (Trust) ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุด หากความไว้วางใจนี้ถูกทำลายลงจากการพบสารตกค้างแม้เพียงเคสเดียว ผลกระทบจะลามไปถึง "แบรนด์ประเทศ" (Country Brand) นำไปสู่การถูกกักสินค้าที่ท่าเรือ และการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างถาวร การเพ่งเล็งเรื่องสารกัมมันตรังสีควบคู่กับยาปฏิชีวนะจะยิ่งทำให้ต้นทุนการตรวจสอบหน้าด่านพุ่งสูงขึ้น และระยะเวลาการระบายสินค้าจะล่าช้าจนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขัน
ผมจะมาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปีของการรณรงค์ตรวจเข้มสารตกค้างในไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่าง "การอยู่รอด" หรือ "การล่มสลาย"

🦐ผลการดำเนินงาน 1 ปี: ไทยเทียบกับคู่แข่งในเวทีโลก
ตลอดหนึ่งปีของการรณรงค์ตรวจเข้มสารตกค้าง ก่อนจับกุ้ง ความสำเร็จเบื้องต้นของไทยคือการรักษาภาพลักษณ์ "พื้นที่ปลอดภัย" ไว้ได้ ในขณะที่คู่แข่งกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา ข้อมูลการปฏิเสธนำเข้า (Import Refusal) ของ FDA สหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งมีการปฏิเสธรวมถึง 90 รายการ (Entry Lines) แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนดังนี้:

-อินโดนีเซีย หนักมากที่สุด ข่าวเผยแพร่กันทั่วโลกล้วนเป็นฟาร์ม BAP
-อินเดีย 5 จาก 7 รายการที่พบยาปฏิชีวนะ (จาก 3 บริษัท) Amoxicillin, Chloramphenicol, Nitrofurans วิกฤตเชิงระบบ (Systemic Crisis): ถูกบรรจุใน Import Alert 16-124 และ 16-129 อย่างต่อเนื่อง
-เวียดนาม พบในกุ้งแปรรูป (เช่น กุ้งชุบแป้งทอด) Nitrofurans (AOZ) ความเสี่ยงในสินค้ามูลค่าเพิ่ม: กระทบต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูง
-ประเทศไทย 1 รายการ (1 บริษัท) Veterinary Drug Residues สัญญาณเตือนสุดท้าย (Final Warning): ยังไม่ติด Red List แต่เป็นเป้าสายตาใหม่ของ FDA

วิเคราะห์ "So What?": แม้ตัวเลขของไทยจะดูน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่อย่าได้ชะล่าใจ ความได้เปรียบนี้เปราะบางอย่างยิ่ง หากเรายังปล่อยให้มีเคสหลุดรอด แม้เพียง 1 รายการ ก็เพียงพอที่จะทำให้ FDA ยกระดับการตรวจสอบกุ้งไทยทั้งประเทศ ซึ่งจะมาพร้อมกับต้นทุนการกักตรวจสารกัมมันตรังสีและยาปฏิชีวนะที่เพิ่มขึ้นมหาศาล "วินัยของไทย" คือสิ่งเดียวที่กั้นเราไว้ไม่ให้ตกลงไปในวิกฤตเดียวกับอินเดียและเวียดนาม หากเราประมาท ความได้เปรียบนี้จะกลายเป็นความพ่ายแพ้ทันที

🦐ภัยเงียบจากสาร Nitrofurans และมาตรฐาน Import Alert 16-129
สาร Nitrofurans คือ "เส้นตาย" ที่ผู้ส่งออกไม่สามารถละเมิดได้โดยเด็ดขาดในมุมมองของความปลอดภัยสาธารณะสากล ตามข้อบังคับ Import Alert 16-129 สารกลุ่มนี้ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic) และเป็นพิษต่อพันธุกรรม (Genotoxic)
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องตระหนัก:
• ความทนทานสูง: สารเมแทบอไลต์ (Metabolites) ของ Nitrofurans มีความเสถียรมาก ไม่สามารถทำลายได้ด้วยการปรุงอาหารผ่านความร้อนสูง ไม่ว่าจะเป็นการต้ม นึ่ง ย่าง หรือไมโครเวฟ
• มาตรการ DWPE: FDA ใช้มาตรการกักสินค้าโดยไม่ต้องตรวจพิสูจน์ (Detention Without Physical Examination) ทันทีสำหรับบริษัทใน Red List
• สถานะบริษัทไทย: ปัจจุบัน ปรากฏใน Red List เนื่องจากตรวจพบสาร Semicarbazide (SC) ซึ่งเป็นสารเมแทบอไลต์ของ Nitrofurazone (หนึ่งในตระกูล Nitrofurans) ขณะที่กรณีในเดือนมีนาคม 2026 แม้จะถูกปฏิเสธนำเข้าแต่ "ยังไม่ได้ถูกบรรจุใน Red List" นี่คือโอกาสสุดท้ายในการแก้ไขก่อนจะถูกแบนถาวร

การปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยส่งผลกระทบลูกโซ่ที่รุนแรง โดยเฉพาะ "ห้องเย็น" ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ การกักสินค้า และความเสี่ยงในการถูกขึ้นบัญชีดำแทนเกษตรกรที่มักง่าย

สิ่งที่ผมพูดเสมอมาคือปัญหาการ "สวมรอย" และช่องโหว่ในระบบตรวจสอบระดับฟาร์ม
สิ่งที่น่าห่วงกังวลที่สุดตามทัศนะของนายกสมาคมกุ้งไทย คือพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสในระดับฟาร์ม ซึ่งกำลังทำลายระบบนิเวศการส่งออกของชาติ
เกษตรกรบางรายใช้วิธีนำกุ้งจากบ่อที่สะอาดไปตรวจเพื่อเอาใบรับรองมาสวมสิทธิ์ให้กุ้งจากบ่อที่มีสารตกค้าง พฤติกรรม "เพื่อให้ตัวเองรอด" นี้คือการส่งต่อ "กรรม" ไปยังห้องเย็นอย่างโหดร้าย เพราะเมื่อสินค้าไปถึงปลายทางและถูกตรวจพบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะสูงกว่าราคากุ้งหลายเท่าตัว

เราลองคิดดูว่า หากห้องเย็นได้รับความเสียหายสะสมจนไม่สามารถแบกรับภาระได้ พวกเขาจะเริ่มใช้มาตรการ "ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist)" ฟาร์มที่มีประวัติความเสี่ยง หรือหยุดรับซื้อกุ้งจากพื้นที่นั้นๆ ทันที ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของช่องทางการจำหน่ายของเกษตรกรทั้งระบบในระยะยาว การกระทำของฟาร์มเพียงไม่กี่แห่งกำลังวางระเบิดเวลาให้กับเพื่อนร่วมอาชีพทั้งประเทศ

อย่าลืมตลาด อเมริกากับบทลงโทษใหม่และจุดเปลี่ยนสำคัญ: "ทำลายทิ้ง" แทน "ส่งกลับ"
เราต้องยอมรับว่ายุคของการ "ขอความเห็นใจ" ได้จบลงแล้ว ในอดีตเมื่อพบสารตกค้าง ประเทศอย่างเวียดนามเคยขอร้องให้ส่งกุ้งกลับเพื่อนำมาให้คนยากจนในประเทศบริโภคเพื่อลดความเสียหาย แต่ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่และแรงกดดันจากกลุ่มผู้ผลิตในสหรัฐฯ (เช่น Southern Shrimp Alliance) มาตรการที่กำลังจะถูกนำมาใช้คือ "การเผาทำลายทิ้งทันที" (Immediate Incineration)
มาตรการนี้จะทำให้มูลค่าสินค้ากลายเป็น "ศูนย์" ในทันที โดยไม่มีโอกาสส่งกลับมาขายในประเทศหรือแปรรูปใหม่ ผู้ส่งออกต้องแบกรับทั้งค่าสินค้าและค่าทำลายทิ้งมหาศาล ผมคิดว่า "ถ้าถึงจุดนั้น จะไม่มีห้องเย็นรายใดกล้าเสี่ยงส่งออกอีกต่อไป" เพราะนั่นไม่ใช่แค่การขาดทุน แต่คือ การพินาศของกระแสเงินสดและชื่อเสียงธุรกิจ

วันนี้ยุทธศาสตร์ "กุ้งที่ดีที่สุด" เพื่อโอกาสเดียวในการไปต่อของพวกเรา
อุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่มีที่ว่างสำหรับความประมาทอีกต่อไป เราต้องเปลี่ยนวิกฤตสารตกค้างของคู่แข่งให้เป็นโอกาสในการประกาศว่า "กุ้งไทยคือกุ้งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดในโลก" เพื่อรักษาที่ยืนในเวทีโลก ผมขอเสนอแนวทางปฏิบัติ (Actionable Recommendations) ดังนี้

-ความซื่อสัตย์คือทางรอดเดียว: เลิกพฤติกรรมการสลับตัวอย่างบ่ออย่างเด็ดขาด กระบวนการเก็บตัวอย่างต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ 100%
-Zero Tolerance ต่อสาร Nitrofurans และ Chloramphenicol: รณรงค์เลิกใช้ยาปฏิชีวนะต้องห้ามทุกชนิด โดยเฉพาะสารในตระกูล Nitrofurans ที่ FDA เพ่งเล็งเป็นพิเศษ
-การใช้เทคโนโลยี Traceability: ห้องเย็นและฟาร์มต้องร่วมมือกันนำระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัลมาใช้ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์บ่อกุ้งและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้า
-การกำจัดจุดอ่อน: ห้องเย็นควรมีมาตรการเด็ดขาดในการ Blacklist ฟาร์มที่ไม่ซื่อสัตย์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ทำความดี

เราเตือนเพราะเราไม่อยากให้อุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลและหล่อเลี้ยงคนไทยจำนวนมากต้องพังพินาศเพราะความมักง่ายของคนเพียงไม่กี่คน ในโลกการค้ายุคใหม่ "คุณภาพและความโปร่งใส" คือใบเบิกทางเดียวที่เหลืออยู่สำหรับกุ้งไทยในการรักษาชัยชนะในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

เอกพจน์ ยอดพินิจ
นายกสมาคมกุ้งไทย

27/04/2026

🔴ประกาศด่วน....จากกระแสการปล่อยข่าว งานวิชาการหนึ่งของจีน เรื่องไวรัส CMNV เจอในตามนุษย์นั้น นักวิชาการไทยออกโรงโต้ โดยแจ้งประชาสัมพันธ์ดังนี้
(เข้าใจให้ตรงกันเพื่อช่วยกันชี้แจง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อทำลายอุตสาหกรรมกุ้งกันนะคะ)

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการของผลงานวิชาการเรื่อง An emerging human eye disease is associated with aquatic virus zoonotic infection. Nature Microbiology.
โดย
🔴ดร. กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช.
🔴ดร. จำเริญศรี ถาวรสุวรรณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำสงขลา กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง
🔴น.สพ. ปราการ เจียระคงมั่น บริษัท แอ๊ดว้านซ์ฟาร์ม่า จำกัด
Infographic โดย ดร. อุดม แซ่อึ่ง ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช.

หลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอในการยืนยันว่า CMNV เป็นสาเหตุของโรคตา POH-VAU ในคนหรือโรคติดเชื้อจากสัตว์น้ำสู่คน (zoonosis) แต่มีการพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค การตีความผลการศึกษาควรดำเนินด้วยความระมัดระวัง และจำเป็นต้องมีการศึกษามากขึ้นก่อนที่จะสรุปเชิงนโยบายหรือเชิงอุตสาหกรรม

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน Nature Microbiology รายงานว่าเชื้อ Covert Mortality NodaVirus (CMNV) ซึ่งเป็นไวรัสที่พบในสัตว์น้ำมีความสัมพันธ์กับโรคตาในมนุษย์ชนิดใหม่ที่เรียกว่า Persistent Ocular Hypertensive Viral Anterior Uveitis (POH-VAU) โดยใช้หลักฐานหลายระดับ ได้แก่ การทดลองฉีดเชื้อไวรัสที่แยกได้จากกุ้งทะเลเข้าไปในหนูทดลอง การตรวจพบสารพันธุกรรมและอนุภาคไวรัสในเนื้อเยื่อตาของผู้ป่วย การตรวจพบระดับแอนติบอดี รวมไปถึงการวิเคราะห์ทางระบาดวิทยา และการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค POH-VAU

งานวิจัยนี้เกิดจากการพบว่าระหว่างปี ค.ศ. 2022-2024 มีผู้ป่วยที่มีอาการม่านตาอักเสบ (Anterior Uveitis) เพิ่มขึ้นจำนวนมากในจังหวัดที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้ง 17 จังหวัดของจีน โดยเฉพาะใน 7 จังหวัดที่มีการผลิตสัตว์น้ำปริมาณมากกว่า 10 ล้านตัน โดยพบผู้ป่วยมากกว่าอีก 11 จังหวัด ที่มีผลผลิตน้อยกว่า 1 ล้านตันใน ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มักมีอาการม่านตาอักเสบร่วมกับมีความดันในลูกตาสูง (Persistent Ocular Hypertensive Viral Anterior Uveitis, POH-VAU) มากกว่า 45 mm Hg (ค่าปกติ 20-21 mm Hg) เมื่อนำเนื้อเยื่อกระจกตาของผู้ป่วยมาตรวจ พบอนุภาคของไวรัสที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 นาโนเมตร และมีลักษณะคล้ายกับไวรัสที่ชื่อ Covert Mortality Nodavirus (CMNV) ที่ทางทีมนักวิจัยของ Prof. Qingli Zhang ที่ Yellow Sea Fisheries Research Institute มีการศึกษาอยู่ ไวรัส CMNV มีรายงานครั้งแรกในสัตว์น้ำในประเทศจีนโดยกลุ่มวิจัย และในปัจจุบันยังไม่มีรายงานการระบาดของไวรัส CMNV ในสัตว์น้ำในประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย

ผลการทดลองการฉีดไวรัสของสัตว์น้ำเข้าไปในหนูน่าจะเป็นหลักฐานสำคัญในการสรุปว่าไวรัสจากสัตว์น้ำสามารถก่อโรคในคนได้หรือไม่ การฉีดเชื้อ CMNV ในหนูทดลองพบอาการที่มีความสัมพันธ์กับโรค POH-VAU เช่น ความดันในลูกตาสูง ในหนูได้ในวันที่ 28 หลังการฉีด และตรวจพบผลบวก ISH อย่างไรก็ดีการทดลองนี้ยังเป็นเพียงผลบ่งชี้เบื้องต้นเท่านั้น จำเป็นต้องมีการพิสูจน์เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าทีมวิจัยของจีนกำลังดำเนินการดังกล่าวอยู่
ตามหลักการทดสอบว่าไวรัสชนิดนั้นๆว่าเป็นสาเหตุของโรคหรือไม่ ต้องพิสูจน์ตามสมมติฐานของคอค (Koch's Postulates for Viruses) คือ ถ้าไวรัสเป็นสาเหตุของโรคนั้นๆจริง ต้องดำเนินการทดลองเพิ่ม คือ

1. แยกเชื้อได้: ต้องสามารถแยกไวรัสออกจากเนื้อเยื่อหรือสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย และทำให้บริสุทธิ์ได้ในห้องปฏิบัติการที
2. ก่อโรคได้: เมื่อนำไวรัสที่แยกได้และทำให้บริสุทธิ์แล้วไปฉีดหรือทำให้ติดเชื้อในสัตว์ทดลองหรือเซลล์เพาะเลี้ยงที่ไวต่อเชื้อ ตัวทดลองนั้นต้องแสดงอาการของโรคเดียวกัน
3. แยกเชื้อซ้ำ: ต้องสามารถแยกเชื้อไวรัสชนิดเดิมออกมาจากสัตว์ทดลองที่ป่วยได้อีกครั้ง

ผลการทดลองอื่นๆ ที่สนับสนุนสมมติฐานโดยตรง คือ เมื่อตรวจเนื้อเยื่อตาของผู้ป่วยด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนและพบอนุภาคที่เหมือนไวรัส CMNV ในเนื้อเยื่อตาของผู้ป่วยและไม่พบในเนื่อเยื่อตาของคนปกติ และการย้อมด้วยเทคนิค Immunogold electron microscopy (IEM) ยืนยันว่ามีเชื้อไวรัสอยู่และอาจจะเป็นเชื้อ CMNV นอกจากนี้ยังพบความสามารถในการเพิ่มจำนวนของเชื้อ CMNV ในเซลล์เพาะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ในหลอดทดลอง
ผลการทดลองที่สนับสนุนสมมติฐานทางอ้อม เช่น
- การตรวจเชื้อ CMNV ในคนป่วย POH-VAU รวม 20 คน และ คนไม่ป่วยด้วย POH-VAU (33 คน) ที่มีความดันในลูกตาแตกต่างกันด้วยวิธี PCR พบผลบวกทั้งในผู้ป่วย POH-VAU และผู้ไม่ป่วย โดยพบผลบวกในผู้ป่วย POH-VAU 11 คนจากจำนวนผู้ป่วย 18 คน และตรวจพบผลบวกในผู้ไม่ป่วย 7 คนจากจำนวน 33 คน
- การตรวจระดับแอนติบอดีต่อโปรตีนของเชื้อไวรัส CMNV พบระดับ IgM และ IgY ต่อเชื้อในผู้ป่วยและผู้ไม่ป่วย ในขณะที่ IgY สูงกว่าในกลุ่มที่เป็นโรคและมีการเป็นซ้ำ
- จากการสำรวจความเสี่ยงของผู้ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำ (เช่น อายุ เพศ คนนำสัตว์น้ำไปเตรียมอาหารโดยไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกัน หรือ การกินสัตว์น้ำดิบ เป็นต้น) กับการเกิดโรค POH-VAU ไม่พบความสัมพันธ์กัน ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่มีเกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำเหล่านี้อาจเกิดโรคหรือไม่เกิดโรคก็ได้
- สำหรับการสำรวจภายในกลุ่มผู้ป่วย POH-VAU จำนวน 70 คนพบว่าเป็นกลุ่มที่เป็นคนที่จัดการสัตว์น้ำเพื่ออาหารในครอบครัวโดยไม่มีการป้องกันสูงสุด คือ 51.3% (ประมาณ 36 คน) กลุ่มที่กินสัตว์น้ำดิบอยู่บ่อยๆเป็นประจำ (วันละหลายครั้ง) คิดเป็น 15.71% (ประมาณ 10 คน) และกลุ่มที่มีการสัมผัสกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคิดเป็น 15.71% (ประมาณ 10 คน)
- การสำรวจผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีขายอยู่ในตลาดด้วยการตรวจหาเชื้อ CMNV โดยใช้วิธี qPCR พบว่ามีจำนวนตัวอย่างหอยที่ให้ผลบวก 58.7% ตัวอย่างปลาที่ให้ผลบวก 54.7% จำนวนตัวอย่างเซฟาโลปอด (เช่น ปลาหมึก) ที่ให้ผลบวก 47.1% จำนวนตัวอย่างกุ้งที่ให้ผลบวก 28.1% และมีจำนวนตัวอย่างอื่นๆ (เช่น หนอนซ้อน) ที่ให้ผลบวก 33.3% แสดงให้เห็นว่า CMNV พบในสัตว์น้ำหลากหลายในตลาดในประเทศจีน

หมายเหตุ: การวิเคราะห์และสรุปผลงานวิจัยนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่มีความตั้งใจเพื่อวิเคราะห์บทความโดยใช้แนวทางด้าน
การทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ผู้สนใจในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการแปลผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

@แฟนตัวยง

23/04/2026

การนำเข้ากุ้งของโลก 10 อันดับ ในปี 2568 ล้วนแต่นำเข้าเพิ่มขึ้น ยกเว้นจีนลดลงเพียงเล็กน้อย จับตาเวียดนามนำเข้ากว่า 9 หมื่นตัน สร้างสมดุลการผลิตในประเทศลดลง นำเข้าเพื่อการส่งออกสร้างรายได้ให้กับประเทศ (ปี 2568 นำเข้ากุ้งโลกรวม 3.93 ล้านตันทุกผลิตภัณฑ์ ทำลายสถิติการนำเข้าสูงสุด)

22/04/2026

"อัปเดตด่วน! สถานการณ์กุ้งไทย 2568... เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ!" 🌊📈

AQUA BIZ สรุปประเด็นร้อนจากเวที "สมาคมกุ้งไทยพบสื่อมวลชน" ที่คนในวงการห้ามพลาด!

✅ ภาคใต้ตอนล่างกับตัวชี้วัดภัยพิบัติใหม่: น้ำท่วมใหญ่สร้างความเสียหายหลักพันล้าน! ถึงเวลาต้องคิดใหม่เรื่องการวางระบบมอเตอร์และผังฟาร์ม
✅ กุ้งกุลาดำฟีเวอร์: จาก 1% พุ่งสู่ 30% ในบางพื้นที่! ทำไมกุลาดำถึงเป็นทางเลือกที่ "คุ้มทุน" กว่ากุ้งขาวในสภาวะอากาศแปรปรวน?
✅ พลังบริโภคในประเทศ: ข่าวดี! คนไทยกินกุ้งเพิ่มขึ้นเท่าตัว ช่วยพยุงราคาปากบ่อให้เกษตรกรไม่ต้องพึ่งพาส่งออกเพียงอย่างเดียว
✅ งบประมาณรัฐที่จำกัด: วิงวอนภาครัฐหนุนงบตรวจโรคให้ศูนย์วิจัยในพื้นที่ เพราะการตรวจกุ้งทุกสัปดาห์คือหัวใจของความสำเร็จ

คลิปนี้มีคำตอบว่าปีหน้าวงการกุ้งไทยจะเดินไปทิศทางไหน และเราต้องปรับตัวอย่างไรให้รอด! 👇

29/03/2026

❤️วิกฤตกุ้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เราต้องรวมใจฝ่าวิกฤติและ ก้าวข้ามความท้าทายด้วยความเข้มแข็งไปด้วยกัน

ถึง พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่รักทุกท่าน

ในฐานะนายกสมาคมกุ้งไทย และในฐานะ "พี่หนุ่ม" ของพวกเราทุกคน ผมขอสื่อสารกับพี่น้องด้วยความเข้าใจและจริงใจต่อสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ สิ่งที่พวกเรากำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่เพียงพายุชั่วคราว แต่คือ "ก้าวที่ยากลำบาก" ครั้งสำคัญของภาคเกษตรกรรมทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่ต้องใช้ทั้งสติ ปัญญา และความเข้มแข็งของจิตใจเพื่อก้าวผ่านไปให้ได้

1. วิกฤตต้นทุนและพลังงาน: ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบระดับโลก

เราต้องยอมรับความจริงว่า อุตสาหกรรมกุ้งกำลังเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างระดับมหภาค โดยเฉพาะราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ทุกประเทศที่เป็นคู่แข่งของเราก็เผชิญกับภาระนี้ไม่ต่างกัน

ในเมื่อเราควบคุมปัจจัยภายนอกไม่ได้ สิ่งเดียวที่จะทำให้เราอยู่รอดคือการปรับตัวเชิงรุก เราต้องเลิกตั้งคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ แล้วหันมาโฟกัสที่การจัดการภายในฟาร์ม การเพิ่มประสิทธิภาพและ "การลดความสูญเสียด้านพลังงาน" คือชัยชนะเดียวที่เราสามารถกำหนดเองได้ในขณะนี้

2. วิเคราะห์ความจริงของตลาด: ข้อมูลเปรียบเทียบที่ต้องรู้

ผมอยากให้พี่น้องวางความกังวลจากกระแสข่าวลงชั่วคราว และหันมามองข้อมูลจริง (Benchmarking) เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ:

* เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: หากมองไปที่ "เวียดนาม" เพื่อนบ้านของเรา สถานการณ์เขาน่ากังวลกว่าเรามาก ปัจจุบันราคากุ้งไซส์ 30 ตัว (กุ้งน้ำแข็ง) ที่เวียดนามตกลงไปอยู่ที่ประมาณ 160 บาทเท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าเรายังอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่า
* เปรียบเทียบกับอดีต: หากมองย้อนกลับไป เราเคยผ่านจุดที่ขายกุ้งได้เพียง 130-140 บาทมาแล้ว เมื่อเทียบกับตัวเลขในอดีต ราคาปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ "บริหารจัดการได้" หากเรามีการจัดการที่ดีพอ
* สาเหตุที่แท้จริงของราคา: การที่ราคาขยับลงในช่วงนี้ ไม่ใช่เพราะการถูกกดราคาจากผู้ซื้อ แต่เป็นเพราะ "การขาดออเดอร์" จากตลาดต่างประเทศ ผู้ซื้อเองก็แบกสต็อกจนไม่สามารถรับเพิ่มได้ กลไกนี้คือความจริงของตลาดที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง

3. ยุทธศาสตร์การปรับตัว: การจัดการที่เข้มงวดและสัญญาณบวก

เมื่อตลาดภายนอกผันผวน ตัวแปรเดียวที่เราคุมได้คือ "ภายในรั้วฟาร์ม" ผมขอฝากแนวทางให้พี่น้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด:

* ลดต้นทุนพลังงานอย่างเด็ดขาด: สำรวจทุกจุดที่มีการรั่วไหล ทั้งระบบตีน้ำและระบบสูบน้ำ ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานคือขีดความสามารถในการแข่งขันที่สำคัญที่สุดในนาทีนี้
* การดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง (Cautionary Approach): วางแผนการลงกุ้งและการลงทุนอย่างรอบคอบที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนระยะสั้น
* สัญญาณแห่งความเชื่อมั่น: มีจุดสังเกตหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนเห็น คือแม้เราจะบ่นเรื่องราคา แต่พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคง "ลงกุ้งอย่างต่อเนื่อง" นี่คือหลักฐานที่ซื่อสัตย์ที่สุดว่าพื้นฐานของธุรกิจกุ้งไทยยังแข็งแกร่งและไปต่อได้ เพราะหากธุรกิจไม่มีอนาคต มืออาชีพอย่างพวกเราย่อมต้องหยุดไปนานแล้ว

4. พลังแห่งความสามัคคี: ก้าวผ่านเดือนเมษายนด้วยหัวใจนักสู้

ผมขอพูดตรงๆ อย่างจริงใจว่า "การบ่นด่าหรือการโทษกันไปมาไม่มีประโยชน์" และไม่ได้ช่วยให้ต้นทุนลดลงหรือออเดอร์เพิ่มขึ้น สิ่งที่พวกเราต้องทำคือการหยุดวัฒนธรรมแห่งการตำหนิ และเปลี่ยนมาเป็นการ "รวมใจสู้"

โดยเฉพาะใน "เดือนเมษายน-พฤษภาคม" ที่จะถึงนี้ จะเป็นบททดสอบที่หนักหนาสาหัสและสำคัญที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมเรา เราต้องเตรียมความพร้อมให้ถึงที่สุด ก้าวข้ามความยากลำบากนี้ไปด้วยความสามัคคี ใครที่มีกำลังก็ต้องประคองคนข้างๆ เราต้องผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้ด้วยกัน

5. บทสรุป: ความเชื่อมั่นและคำมั่นสัญญา

ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของเกษตรกรกุ้งไทย เราเคยผ่านวิกฤตที่หนักกว่านี้มาหลายครั้ง และครั้งนี้ก็จะเป็นอีกครั้งที่เราจะพิสูจน์ความแข็งแกร่ง สมาคมกุ้งไทยและตัวผมเองจะยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องทุกคน เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขอให้พี่น้องบริหารจัดการด้วยสติ รักษาพลังใจให้มั่นคง เตรียมความพร้อมเพื่อความแข็งแกร่งในระยะยาว แล้วเราจะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันอย่างภาคภูมิใจ

ด้วยความเคารพและเชื่อมั่นในพลังของทุกคน

เอกพจน์ ยอดพินิจ
นายกสมาคมกุ้งไทย

23/02/2026
https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/646722
18/12/2025

https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/646722

อุตสาหกรรมกุ้งไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวปี 2569 รับแรงหนุนตลาดสหรัฐ–ญี่ปุ่น–จีน และโอกาสเปิด FTA ไทย–อียูสมาคมกุ้งไ...

https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/featured/article_325670
18/12/2025

https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/featured/article_325670

ปี 2569 อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีโอกาสที่ฟื้นตัว จากปัจจัยบวกทั้งตลาดภายในและตลาดส่งออก และยิ่งหากไทยสามารถเพิ่....

16/12/2025

TFFA มีข่าวดีมาบอก

เรียน พี่ๆฟาร์มและแพ ทุกท่านทราบ

ตั้งแต่เริ่มโครงการตรวจยาปฏิชีวนะก่อนประมูลกุ้ง เดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

สมาคมฯ ขอขอบคุณ ฟาร์ม/ แพ และโรงงาน ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจยาปฏิชีวนะก่อนประมูลกุ้งอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีจากทุกท่านต่อไปนะคะ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระและลดต้นทุนให้กับทุกท่าน

สมาคมฯ และพันธมิตรฯ ได้เจรจากับห้องปฏิบัติการกลาง และได้รับราคาพิเศษสำหรับตรวจยาปฏิชีวนะในกุ้ง 6 รายการในราคา 6,000 บาท/ตย. (เดิมราคา 6,500 บาท/ตย.)
*เริ่ม 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป*

ทั้งนี้ ขอให้ฟาร์ม/แพ แจ้งราคาใหม่กับลูกค้าก่อนการประมูลหรือขายกุ้งให้กับลูกค้านะคะ

TFFA 16-12-2568

https://youtu.be/HyINFhoU9rA
07/12/2025

https://youtu.be/HyINFhoU9rA

การเสวนา หัวข้อ “สงครามภาษี : เกษตรกรไทยในยุค ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่จะก้าวอย่างไร” ในพิธีเปิดโครงการสัมมนาและ.....

ที่อยู่

เลขที่ 1-1/1 ชั้น2 ซอยเย็นจิตร 2 แยก 1 แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร
Klong Toey
10120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thai Shrimp Associationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Thai Shrimp Association:

แชร์