ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น Center for ASEAN Studies, KKU

ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น Center for ASEAN Studies, KKU ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

05/06/2026

สถานทูตจีนตีปี๊บอีกระบุให้ความสำคัญปกป้องสิ่งแวดล้อม-ระบบนิเวศแม่น้ำโขง “ศ.สุริชัย”จี้ถามความรับผิดชอบธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
-------------------
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เพจ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อความเป็นการตอบถามผู้สื่อข่าวของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยกรณีกลุ่มองค์กรภาคประชาชนในภาคเหนือของประเทศไทยได้จัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับปัญหามลพิษในลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง และเรียกร้องให้ฝ่ายจีนเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ ฝ่ายจีนมีความคิดเห็นอย่างไรว่า ได้ทราบรายงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านพรมแดนระหว่างไทยและเมียนมา ตามที่ทราบว่า ไทยและเมียนมากำลังจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ และกำลังเตรียมที่จะดำเนินการตรวจสอบร่วมกัน เชื่อว่าจะได้ผลตรวจสอบตามหลักวิทยาศาสตร์และมีความรับผิดชอบ

“การปกป้องสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของแม่น้ำโขงเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ยึดมั่นในการพัฒนาแบบสีเขียวภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังกำหนดให้วิสาหกิจจีนที่ก้าวออกสู่ตลาดโลกต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องและปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย วิสาหกิจจีนจะไม่ยอมเสียสละสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด และการละเมิดใด ๆ จะถูกดำเนินการอย่างจริงจังตามกฎหมายและข้อบังคับ” โฆษกสถานทูตจีน ระบุ

เพจของสถานทูตระบุด้วยว่า นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพิ่งเสร็จสิ้นการเยือนเชียงราย โดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องของเชียงรายเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างจีนและไทย รวมถึงประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยและสถานกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่จะยังคงเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับภาคเหนือของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อสร้างประโยชน์สุขต่อทั้งสองประเทศและประชาชนของทั้งสองประเทศ

ขณะที่ ศ.กิตติคุณสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง กล่าวว่า ความจริงของพื้นที่กับการตอบสนองตัดสินใจระดับสูงยังห่างไกลกันมาก การเผยแพร่ข่าวของสถานทูตจีนแม้ทำให้เห็นว่ามีความสนใจเกี่ยวกับการปนเปื้อนของแม่น้ำข้ามแดนที่มีต้นตอมาจากเหมืองแร่อยู่บ้าง แต่ไม่มีเนื้อหาที่เผยแพร่ก็ไม่ได้เป็นการตอบรับหรือรับรู้ หรือมาตรการที่เป็นขั้นตอนที่เป็นความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา จริงๆสถานการณ์เช่นนี้อยากเรียกร้องการทำงานฉับไวของสถานทูตจีน เพราะเมื่อจีนประกาศว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อมโลกสูงถึงขนาดสร้างอารยธรรมนิเวศวิทยา ก็น่าจะเอาความตั้งใจนั้นเดินหน้าจริงจังมากกว่าการเผยแพร่ข่าวที่ไม่มีคำตอบ

“ รัฐบาลไทยเองก็ยังติดอยู่กับรูปแบบของทางการ ยังไม่มีมาตรการถึงพื้นที่ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน เพราะความเสี่ยงของชาวบ้านอยู่บนความจริง เพราะสารพิษเริ่มซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ รัฐบาลจึงควรเตรียมระบบรับมือให้แข็งแรง และควรมีข้อตกลงร่วมมือหลายระดับ”ศ.สุริชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงแร่แรร์เอิร์ทซึ่งจีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ศ.สุริชัย กล่าวว่า จีนอยู่ในฐานะพิเศษกรณีแรร์เอิร์ธ ซึ่งโจทย์สำคัญคือความรับผิดชอบธุรกิจและสิทธิมนุษยชน จีนควรเอาเรื่องนี้มาหารือระหว่างประเทศ เพราะจีนเป็นเป้าที่ถูกวิจารณ์แน่นอนจึงไม่ควรเป็นเป้านิ่ง และควรทำงานเชิงรุกมาก

 #ประชาสัมพันธ์
01/06/2026

#ประชาสัมพันธ์

31/05/2026

Với góc nhìn từ Bangkok, Phó Giáo sư, Tiến sĩ Thananan Boonwanna, nhà nghiên cứu lịch sử Việt Nam dành riêng cho phóng viên Báo Nhân Dân thường trú tại Thái Lan cuộc trả lời phỏng vấn nhân dịp Tổng Bí thư, Chủ tịch nước Tô Lâm và Phu nh....

KKU – APAG เวียดนาม แลกเปลี่ยน MOU ด้านการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีผู้นำสูงสุด ไทย-เวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยาน———* ลง...
30/05/2026

KKU – APAG เวียดนาม แลกเปลี่ยน MOU ด้านการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีผู้นำสูงสุด ไทย-เวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยาน

———
* ลงนาม MOU ด้านการศึกษา
* ผู้นำไทย–เวียดนามร่วมสักขีพยาน
* ฉลอง 50 ปีสัมพันธ์การทูต
* ขยายความร่วมมือวิชาการอาเซียน
* เตรียมกิจกรรมร่วมปลายปี 2569

[อ่านต่อในคอมเม้นต์ 👇]

#มหาวิทยาลัยขอนแก่น #ไทยเวียดนาม50ปี #ขอนแก่น

 #สาระน่ารู้อาเซียน
28/05/2026

#สาระน่ารู้อาเซียน

50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
ยกระดับ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’
สำรวจบทบาทเวียดนามที่มีต่อไทย
เมื่อวานนี้ (27 พฤษภาคม 2026) โต เลิม (Tô Lâm) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยภริยา โง เฟือง ลี (Ngô Phương Ly) เดินทางถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ซึ่งจะใช้เวลาพำนักอยู่ที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2026
การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนประเทศไทย ‘ครั้งแรก’ ของโต เลิม หลังขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ อีกทั้งไทยยังเป็น ‘ประเทศแรก’ ของอาเซียน ที่โต เลิมเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวียดนามอีกด้วย
ขณะเดียวกัน การเยือนรอบนี้ยังมีความสำคัญอีกประการ เนื่องจากวันที่ 6 สิงหาคมที่จะถึงนี้ จะถือเป็นวาระ ‘ครบรอบ 50 ปี’ ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ภายหลังที่ทั้ง 2 ประเทศสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1976
นอกจากเป็นการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นแล้ว การพบกันระหว่างผู้นำทั้ง 2 ชาติ ยังอาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความร่วมมือระดับภูมิภาคอีกด้วย
The Momentum พูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พิทยา สุวคันธ์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อย้อนมองอดีต ทำความเข้าใจปัจจุบัน และตั้งรับเส้นทางอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
• ย้อนรอยความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา
ก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ไทยและเวียดนามเคยมีขั้วอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันในช่วงที่สงครามเย็นกำลังร้อนระอุ โดยไทยเลือกยืนหยัดเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ในฐานะเสรีนิยมประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือเข้าร่วมกับสหภาพโซเวียตและยึดแนวทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
เมื่อกระแสการแข่งขันด้านอุดมการณ์การเมืองในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มคลี่คลายลงในปี 1975 เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้สามารถรวมประเทศได้สำเร็จ ภายใต้การนำของ โฮ จิ มินห์ (Hồ Chí Minh) รัฐบุรุษคนสำคัญและประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนามเหนือ
ต่อมา ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ประเทศไทยภายใต้การนำของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ได้ผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง ‘เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า’ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ผ่านการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์
พลวัตดังกล่าวนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 สิงหาคม 1976 ก่อนที่ทั้ง 2 ประเทศจะเริ่มต้นกระชับความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
อนึ่ง หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญภายในเวียดนาม เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเริ่มต้นปฏิรูปประเทศผ่านการประกาศใช้นโยบาย ‘โด่ยเหมย’ (Đổi Mới) ในปี 1986 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ จากเดิมรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง (Centrally Planned Economy) มาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแนวสังคมนิยม (State-Led Market Economy) ที่ถึงแม้จะยังมีรัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ก็เปิดโอกาสให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น
ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้เวียดนามเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา
พิทยาชี้ว่า ในจุดนี้ นอกจากเวียดนามจะมองจีน หนึ่งในมหาอำนาจของโลกและประเทศพี่น้องที่มีความใกล้ชิดทางอุดมการณ์ ในฐานะ ‘ต้นแบบ’ ของการพัฒนาแล้ว เวียดนามยังมองไทยเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญเช่นกัน
โดยเวียดนามมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีพัฒนาการโดดเด่นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในปี 1961 จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ปัจจุบันเวียดนามยังเดินหน้าเร่งพัฒนาประเทศผ่าน ‘การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ’ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปราบปรามคอร์รัปชัน การยุบหรือควบรวมกระทรวง ทบวง กรม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ และจวบจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจเวียดนามก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 7.5 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
• เป้าหมายการพบกันของไทย-เวียดนามในครั้งนี้คืออะไร?
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ไทย-เวียดนามดำเนินความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยล่าสุด หุ้นส่วนทั้ง 2 ประเทศยกระดับความสัมพันธ์เป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เพื่อขยายความร่วมมือในทุกมิติมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและประชาชน
สำหรับการพบกันในครั้งนี้ พิทยามองว่า ทั้งไทยและเวียดนามต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันในฐานะ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ ให้ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
1. ด้านการเมืองและความมั่นคง
อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า ในมุมมองเวียดนาม เวียดนามต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะหนึ่งใน ‘ผู้นำของอาเซียน’ ร่วมกับไทย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งองค์กร
ขณะที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เวียดนามพยายามผลักดันบทบาทของตนเองให้โดดเด่นขึ้นมาเหนือกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยถือเป็นกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนภายหลัง และยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจช้ากว่าประเทศอื่นภายในภูมิภาค
2. ด้านเศรษฐกิจ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศดาวเด่นของอาเซียน หลังเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องและผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product: GDP) ภายในประเทศ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเริ่มมีศักยภาพเหนือหลายประเทศในภูมิภาคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามต่างมีการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง และต้องการขยายหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-เวียดนามมากขึ้น ผ่าน ‘การเชื่อมโยง 3 ด้าน’ (Three Connects) ได้แก่
1. ด้านห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกัน
2. ด้านเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย รวมถึงธุรกิจท้องถิ่น
3. ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน กับเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ของประเทศไทย และยุทธศาสตร์การพัฒนาสีเขียวของเวียดนาม
3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำสูงสุดของเวียดนามยังต้องการกระชับความสัมพันธ์กับ ‘กลุ่มเวียดนามโพ้นทะเลในประเทศไทย’ ซึ่งถือเป็นชุมชนที่มีบทบาทและอิทธิพลไม่น้อยในสังคมไทย โดยพิทยาชี้ว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมเวียดนามเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือแฟชั่นแบบเวียดนาม
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ก็มีความใกล้ชิดมากขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของเวียดนามหลายแห่งทั่วประเทศเริ่มเปิดหลักสูตรไทยศึกษา ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่งก็เปิดสอนภาษาเวียดนามมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีโครงการแลกเปลี่ยนนิสิต-นักศึกษาระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษา การศึกษา และวัฒนธรรมร่วมกัน
ในด้านการท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีชาวเวียดนามเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 6 แสนราย ขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเวียดนามประมาณ 3 แสนราย
• ปัจจุบันมีการพูดถึง ‘Rising Vietnam’ มากขึ้น ไทยควรมองประเด็นนี้อย่างไร?
อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชี้ว่า ในตอนนี้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม
กล่าวคือ ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาล และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น พิทยายกตัวอย่างความร่วมมือในแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันตก ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างเวียดนาม ลาว ไทย กับพม่า โดยมีจุดเริ่มต้นที่เมาะลำไย เมียวดี แม่สอด พิษณุโลก ขอนแก่น มุกดาหาร สะหวันนะเขต เว้ และสิ้นสุดที่ดานัง
กิจกรรมที่ตามมาจากความร่วมมือดังกล่าวคือ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่าง 4 ประเทศ รวมถึงเพิ่มการกระชับความร่วมมือระหว่างภูมิภาคมากขึ้น
นอกจากนี้ ไทยและเวียดนามยังมีการลงทุนและการค้าระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยไทยมุ่งส่งออกสินค้าในกลุ่มเคมีภัณฑ์และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไปยังเวียดนาม ขณะที่เวียดนามส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง
พิทยาอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ไทยและเวียดนามจะมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองประเทศกลับสามารถเกื้อหนุนกันได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และการศึกษา ซึ่งยังถือเป็นจุดแข็งสำคัญและอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การเติบโตของเวียดนามจึงไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความได้เปรียบของไทย ในทางกลับกันสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ร่วมกันให้กับไทยมากขึ้น
• เวียดนามกับอาเซียน
เมื่อถามถึงบทบาทของเวียดนามในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองว่า แม้เวียดนามต้องการยกระดับบทบาทของตนเองในฐานะประเทศผู้นำอาเซียนร่วมกับไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาคท่ามกลางการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ
ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามเองยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้กับจีน หรือการรักษาความสัมพันธ์และสร้างเสถียรภาพกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันอย่างกัมพูชา
ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงยังมองความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีเป็นหลัก ขณะเดียวกัน เวียดนามยังคงผลักดันและสนับสนุนหลักการสำคัญของอาเซียน ทั้งแนวคิดไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก และหลักฉันทมติ (Consensus) ที่กำหนดให้ทุกข้อตกลงต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทุกประเทศสมาชิกเสมอ
• ไทย-เวียดนามกับชาติมหาอำนาจ สงคราม และวิกฤตพลังงาน
สำหรับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันและพลังงาน อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง พิทยามองว่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนลักษณะของความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่ต่างจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายภูมิภาคทั่วโลก
ในมุมนี้ พิทยามองว่า ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องร่วมมือและผนึกกำลังกันให้มากขึ้น เพื่อรักษาดุลอำนาจต่อรอง รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงของอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันและแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและการค้าระหว่างประเทศที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวก็มีความเปราะบางมากขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความพยายามของชาติมหาอำนาจที่ต้องการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หลังช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัดจากการถูกปิด และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
“เราต้องยืดหยัดในเรื่องการสร้างความมั่นคงไปด้วยกัน พร้อมๆ กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อเร่งการเติบโตให้มากขึ้น” พิทยากล่าวทิ้งท้าย
ที่มา:
- https://www.mfa.go.th/th/content/official-visit-to-vietnam-2025-th?cate=5d5bcb4e15e39c306000683b
- https://themomentum.co/analysis-vietnam-state-reformation/
- https://english.vov.vn/en/travel/vietnamese-arrivals-to-thailand-see-sharp-decline-in-2025-post1256092.vov
#ไทย #เวียดนาม #โตเลิม #หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน #พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม #อาเซียน #ความสัมพันธ์ทางการทูต #อาเซียน #ภูมิรัฐศาสตร์

27/05/2026
📍กิจกรรมทางวิชาการด้านอาณาบริเวณศึกษาระหว่าง 3 สถาบัน มข. มธ. และมศว.
27/05/2026

📍กิจกรรมทางวิชาการด้านอาณาบริเวณศึกษาระหว่าง 3 สถาบัน มข. มธ. และมศว.

 #ประชาสัมพันธ์
22/05/2026

#ประชาสัมพันธ์

For all the faculty members, ECON students and interested parties, you're invited to attend GMS Research Webinar Series. ✨️🌏

"Impact of climate change on food security in Laos" 🌿

by Assoc.Prof. Dr. Alay Phonvisay, Deputy director of research division, Faculty of Economics and Business Management, National University of Laos.

📅 Date: 29 May 2026
🕐 Time: 1:00 – 2:30 PM (GMT+7)
💻 Platform: Zoom Meeting
📝 Register: Link in comment

📍ขอแสดงความยินดีกับ ผู้อำนวยการ ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กีรติพร จูตะวิริยะ ✨เนื่องในโอ...
22/05/2026

📍ขอแสดงความยินดีกับ ผู้อำนวยการ ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กีรติพร จูตะวิริยะ ✨
เนื่องในโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็น
“คณะที่ปรึกษาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)”
ตามคำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ 1/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
สั่ง ณ วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
โดยหน้าที่ของคณะที่ปรึกษาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำหน้าที่เป็น "คลังสมองด้านความมั่นคง" มีบทบาทหลักในการให้คำปรึกษา เสนอแนะเชิงวิชาการ และสะท้อนมุมมองที่รอบด้านแก่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานสภาฯ (นายกรัฐมนตรี) และ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงของชาติ
การได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และสะท้อนถึงความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระดับนโยบายและความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ ยังถือเป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอย่างยิ่ง
#ศูนอาเซียนศึกษา
#มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 #ประชาสัมพันธ์
21/05/2026

#ประชาสัมพันธ์

📢 ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) ขอเชิญร่วมฟังปาฐกถาพิเศษ ISC Special Talk “การทูต 2.0” โดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

📅 วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569
⏰ เวลา 14.00 - 16.00 น.
📍 ณ ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ (ถ.ศรีอยุธยา)

📌 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานที่ https://forms.gle/yQjZSs3PuEYVtUHq7

#เรียนรู้ไปด้วยกันกับISC

*ขอสงวนสิทธิให้อาจารย์ นักวิจัย นิสิตนักศึกษา บุคลากรด้านการศึกษามีโอกาสเข้าร่วมก่อนครับ ISC จะมีอีเมลแจ้งยืนยันการเข้าร่วมไปที่ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จอีกครั้งครับ

ที่อยู่

123 หมู่ 16 ถ. มิตรภาพ ตำบล ศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น
Khon Kaen
40002

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น Center for ASEAN Studies, KKUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น Center for ASEAN Studies, KKU:

แชร์