หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค

หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค เป็นกลไกการคุ้มครองผู้บริโภค หน้าที่ในการสร้างความเข้มแข็งของผู้บริโภค

หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค เป็นกลไกการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่ในการสร้างความเข้มแข็งของผู้บริโภค เข้าไปมีส่วนร่วมในพัฒนากฎหมาย นโยบาย ในการคุ้มครองผู้บริโภค และประสานความร่วมมือระหว่างผู้บริโภค กับภาคส่วนต่าง ๆ โดยในระยะแรกได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งโดย สภาองค์กรของผู้บริโภค เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562

20/09/2026

ปีหน้า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย จะมีอายุครบ 25 ปี นับจากวันที่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคทำให้คนไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครบทั้งประเทศเมื่อปี 2545 ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ภายใต้การผลักดันของเครือข่ายประชาสังคม

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ระบบที่ช่วยชีวิตคนมหาศาล ผ่านแรงเสียดสีทั่วสารทิศ กลายเป็นหนึ่งในผลงานด้านสาธารณสุขของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เป็นตัวอย่างระดับโลกของการใช้ความมุ่งมั่นทางการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน และระบบการเงินการคลังที่ทำให้ UHC (Universal Health Coverage) เกิดผลจริง

แต่ปัจจุบันมีร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2 ฉบับอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อประชาชน ขณะที่ข้อเสนอปฏิรูปจากฝั่งวุฒิสภาก็พูดถึงทั้งการเปลี่ยนโครงสร้างบอร์ด วิธีจ่ายเงิน และการแก้กฎหมายเพื่อให้ระบบ “ยั่งยืน” มากขึ้น

แน่นอนว่าบัตรทองไม่ได้เป็นระบบที่ไม่มีปัญหา โรงพยาบาลมีต้นทุนเพิ่มขึ้น บุคลากรทำงานหนัก ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย และงบประมาณมีข้อจำกัด แต่คำถามคือ ทำไมทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา คำตอบจึงมักย้อนกลับมาที่การเปลี่ยนหลักการของบัตรทอง เปลี่ยนโครงสร้าง สปสช. หรือเพิ่มอำนาจให้ผู้ให้บริการ มากกว่าการถามว่าเงินที่มีอยู่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครรักหรือเกลียดบัตรทอง แต่อยู่ที่ว่า ระบบบัตรทองไปเปลี่ยนเส้นทางของเงินและอำนาจในระบบสุขภาพไทยอย่างไร ใครได้ประโยชน์จากระบบแบบนี้ และใครเสียประโยชน์

หากตามรอยเงินและผลประโยชน์จะเห็นตัวละครอย่างน้อย 4 กลุ่มที่ไม่อยากให้ระบบบัตรทองและอำนาจของ สปสช.แข็งแรงไปมากกว่านี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

+ + +

1.ความสำเร็จของบัตรทองจะกระทบแหล่งรายได้ของโรงพยาบาลใหญ่

ความสำเร็จของบัตรทองไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ประชาชนมีสิทธิรักษา แต่คือการทำให้เงินที่มีจำกัดดูแลคนได้มากที่สุด ผ่าน Strategic Purchasing หรือการจัดซื้อบริการสุขภาพเชิงกลยุทธ์

สปสช.ใช้ทั้งเหมาจ่ายรายหัว DRG ภายใต้งบปลายปิด ตรวจสอบการเบิก และจัดซื้อรวมเพื่อต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ เงินที่ประหยัดได้ก็กลับไปเพิ่มบริการให้ประชาชน

ลองเทียบกับสวัสดิการข้าราชการ ปี 2569 ค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเกิน 1.1 แสนล้านบาท ดูแลคนประมาณ 5 ล้านคน ขณะที่บัตรทองดูแลประมาณ 47.5 ล้านคน ด้วยงบเหมาจ่ายรายหัวราว 1.98 แสนล้านบาท พูดง่าย ๆ คือใช้เงินมากกว่าครึ่งของบัตรทอง แต่ดูแลคนประมาณ 1 ใน 10

ส่วนหนึ่งมาจากวิธีจ่าย ผู้ป่วยนอกข้าราชการยังเป็น Fee-for-Service ให้บริการเท่าไรก็เบิกตามรายการ ขณะที่บัตรทองใช้ระบบปลายปิด

ตรงนี้เองที่เรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสวัสดิการข้าราชการเป็นแหล่งรายได้สำคัญของโรงพยาบาลใหญ่ โดยเฉพาะโรงเรียนแพทย์ หากกรมบัญชีกลางเอาวิธีที่ สปสช.ทำแล้วได้ผลไปใช้ ทั้งการจัดซื้อรวม ต่อรองราคา หรือตรวจสอบการเบิก เงินที่รัฐประหยัดได้ก็หมายถึงรายได้บางส่วนของโรงพยาบาลที่ลดลง

นี่จึงเป็นความกังวลหนึ่งที่มีอยู่ในหมู่ผู้บริหารโรงพยาบาลใหญ่บางแห่งว่า วันหนึ่งกรมบัญชีกลางจะเอาวิธีบริหารเงินแบบ สปสช.ไปใช้กับสิทธิข้าราชการ

และยิ่ง สปสช.พิสูจน์ว่าควบคุมค่าใช้จ่ายได้มากเท่าไร คำถามก็ยิ่งดังขึ้นว่า แล้วทำไมสวัสดิการข้าราชการจึงไม่ใช้วิธีเดียวกัน

ที่สำคัญ เรายังแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งมีรายได้ เงินบำรุง และเงินสะสมอยู่เท่าไร เพราะข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลกลุ่มนี้ยังเป็น “แดนสนธยา” ที่สาธารณชนมองเห็นได้ยาก

เคยมีผู้บริหารโรงเรียนแพทย์ท่านหนึ่งกล่าวในการประชุมหนึ่งว่า หากระบบสวัสดิการข้าราชการบังคับให้จ่ายยาต้นแบบน้อยลง จ่ายยาชื่อสามัญมากขึ้น อาจทำรายได้ของโรงพยาบาลหายไปสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี

+ + +

2.ต้องการอำนาจในการบริหารเงินกองทุน

หัวใจของบัตรทองคือการแยก “ผู้ซื้อบริการ” ออกจาก “ผู้ให้บริการ” สปสช.บริหารเงินและซื้อบริการแทนประชาชน ส่วนโรงพยาบาลเป็นผู้ให้บริการ สองฝ่ายจึงต้องต่อรองกันเป็นเรื่องปกติ

แต่ข้อเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้มีความพยายามเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. โดยให้เหตุผลว่าเสียงผู้ให้บริการน้อยเกินไป และอัตราจ่ายต้องสะท้อนต้นทุนโรงพยาบาลมากขึ้น

ฟังเผินๆ ก็สมเหตุสมผล แต่ปัญหาคือ เมื่อผู้ให้บริการเข้ามามีอำนาจในฝั่งผู้ซื้อมากขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้ให้อาจจะเกินกึ่งหนึ่ง หลักคิดของระบบก็อาจเปลี่ยน

จากเดิมที่ถามว่า
“ประชาชนจำเป็นต้องได้รับบริการอะไร แล้วจะบริหารเงินอย่างไรให้เข้าถึงบริการนั้นได้”

กลายเป็น
“โรงพยาบาลมีต้นทุนเท่าไร มีเงินเท่าไร แล้วรักษาได้แค่ไหน”

ความหมายระหว่างบรรทัดของคำว่า “งบไม่พอ” จึงอาจกลายเป็นว่า มีเงินเท่านี้ก็รักษาได้เท่านี้ ถ้าอยากให้รักษามากกว่านี้ รัฐก็ต้องเพิ่มเงิน

แต่หน้าที่ของผู้บริหารกองทุนต้องมากกว่านั้น ต้องต่อรองราคา ออกแบบวิธีจ่าย ตรวจสอบการเบิก ลดความสูญเปล่า และทำให้เงินภาษีที่มีจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุด

เพราะถ้าทุกครั้งที่ต้นทุนเพิ่ม คำตอบมีเพียงให้รัฐใส่เงินเพิ่ม โดยไม่ถามว่าทรัพยากรเดิมถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือยัง สุดท้ายภาระทั้งหมดก็กลับมาตกที่เงินภาษีของประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่าจะเพิ่มหมอในบอร์ดอีกกี่คน แต่คือ สปสช.จะยังเป็นผู้ซื้อบริการแทนประชาชน หรือจะค่อยๆ กลายเป็นกลไกที่ผู้ให้บริการเข้ามากำหนดว่าตนเองควรได้รับเงินเท่าไร

ตัวอย่างชัดๆ มีให้เห็นแล้วจากนโยบายฟอกไต ปี 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นผู้ผลักดันให้เปลี่ยนนโยบายจาก PD First ที่ให้การล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก มาเป็น “เลือกฟอกไตแบบที่ใช่ ได้ทุกคน” เปิดให้ผู้ป่วยเลือกฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2565

แต่หลังเปลี่ยนนโยบายเพียง 2 ปี ผลกระทบเริ่มชัด ผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือ HD เพิ่มจากประมาณ 25,000 คน เป็น 55,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 124% ขณะที่ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง หรือ PD ลดจาก 26,000 คน เหลือ 17,000 คน ที่สำคัญพบข้อมูลว่าผู้ป่วย HD เสียชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็นสะสมประมาณ 5,500 คนในเวลา 2 ปี โดยเฉพาะการเสียชีวิตภายใน 90 วันหลังเริ่มฟอกเลือด ขณะที่งบบำบัดทดแทนไตเพิ่มจากต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี เป็นประมาณ 16,000 ล้านบาท

ผลกระทบรุนแรงจนปลายปี 2567 บอร์ด สปสช.ต้องมีมติให้นำ PD First กลับมาใช้โดยทันที พร้อมกำหนดระบบตรวจสอบความเหมาะสมก่อนเข้าสู่การบำบัดทดแทนไต และมาตรการควบคุมงบประมาณ เพื่อแก้ทั้งปัญหาการเสียชีวิตและความยั่งยืนของกองทุน

เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพว่า ใครมีอำนาจกำหนดทิศทางในบอร์ด สปสช. สามารถเปลี่ยนทั้งวิธีรักษาคนและทิศทางการใช้เงินกองทุนได้จริง

+ + +

3.บริษัทยาข้ามชาติย่อมไม่ชอบผู้ซื้อที่ต่อรองราคาเก่ง

อีกกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์จากความสำเร็จของบัตรทอง คือบริษัทยาและเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีผู้ขายน้อยรายหรือมีสิทธิบัตร

เพราะ สปสช.ไม่ได้เพียงจ่ายค่ายา แต่รวมอำนาจซื้อของประชาชนหลายสิบล้านคนไปต่อรองกับผู้ขาย

ผลเกิดขึ้นมาแล้วทั้งยา เลนส์แก้วตาเทียม ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจ และน้ำยาล้างไต งานวิชาการช่วงหนึ่งพบว่าการต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ช่วยประหยัดเงินกองทุนรวมกว่า 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,850 ล้านบาทในมูลค่าเงินช่วงปี 2555

ในมุมประชาชน นี่คือประสิทธิภาพ

แต่ในมุมผู้ขาย เงินที่กองทุนต่อรองลงมาได้ก็คือรายได้ที่ผู้ขายไม่ได้รับในระดับเดิม ยิ่งกองทุนใหญ่และต่อรองเก่ง อำนาจกำหนดราคาของบริษัทก็ยิ่งลดลง

สหรัฐเป็นตัวอย่างชัด Medicare เคยไม่มีอำนาจเจรจาราคายากับผู้ผลิตโดยตรง จนกฎหมายปี 2022 เปิดทางให้ต่อรองได้ ยา 10 รายการแรกเพียงอย่างเดียว CMS ประเมินว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ราว 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 22% และอุตสาหกรรมยาก็ออกมาต่อต้านถึงขั้นฟ้องศาล

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ซื้ออยากได้ยาที่มีคุณภาพในราคาที่ต่ำลง เพื่อให้เงินก้อนเดิมดูแลคนได้มากขึ้น ส่วนผู้ขายย่อมต้องการรักษาราคาและรายได้ของตัวเอง

ความสำเร็จอีกด้านของบัตรทองจึงคือ ทำให้รัฐมีอำนาจต่อรองกับตลาดยาเพิ่มขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงอำนาจของผู้ขายที่ลดลงตามไปด้วย

+ + +

4.สิทธิบัตรทองยิ่งครอบคลุม ประกันเอกชนยิ่งขายยาก

ประกันสุขภาพเอกชนเสียประโยชน์ไม่ต่างจากบริษัทยา เพราะถ้ารัฐรักษาได้ครอบคลุม เจ็บป่วยแล้วไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ และแทบไม่มีการร่วมจ่าย คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีเหตุผลต้องซื้อประกันเอกชนมารับผิดชอบค่ารักษาพื้นฐานอีกชั้นหนึ่ง

งานของธนาคารโลกที่ศึกษาประเทศไทยพบว่า หลังเกิด UHC ประกันเอกชนมีบทบาทเป็น “ประกันเสริม” มากกว่าจะเข้ามาแทนระบบของรัฐ

พูดง่ายๆ คือ รัฐดูแลมากเท่าไร สิ่งที่ประกันเอกชนเหลือให้ขายก็น้อยลงเท่านั้น

แต่ตลาดนี้ไม่เล็ก ปี 2568 เบี้ยประกันสุขภาพมีมูลค่าถึง 154,502 ล้านบาท และสมาคมประกันชีวิตไทยเองก็ใช้คำว่า ประกันเอกชนทำหน้าที่ “เติมเต็มสิทธิประโยชน์”

คำว่า “เติมเต็ม” นี่เองที่น่าสนใจ

เพราะตรงไหนที่สิทธิของรัฐไปไม่ถึง ตรงนั้นก็คือตลาดของประกันเอกชน

และข้อเสนอเรื่องสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ที่ถูกกำหนดในร่างกฎหมายที่เสนอมาตรา 5 กับการเปิดให้ผู้มีกำลังจ่ายจ่ายเพิ่ม หรือ Co-payment จึงมีความหมายมากกว่าการบริหารงบประมาณ

ถ้าวันหนึ่งรัฐบอกว่า สิทธิของคุณมีเท่านี้ (สิทธิพื้นฐาน) ส่วนที่เกินจากนี้ต้องจ่ายเอง สิ่งที่รัฐไม่จ่ายก็กลายเป็นตลาดทันที คนมีเงินอาจจ่ายเอง ส่วนคนที่ไม่อยากเสี่ยงก็ซื้อประกันไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่เห็นชัดในตอนนี้คือ ผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง ถ้าสิทธิบัตรทองยังครอบคลุม ประกันเอกชนก็อยู่ในตลาดเสริม แต่ถ้าสิทธิของรัฐแคบลง สิ่งที่หายไปจากสิทธิประชาชนก็มีโอกาสกลายเป็นสินค้าที่บริษัทประกันนำไปขายได้มากขึ้น

เมื่อมองทั้ง 4 ข้อ จะเห็นว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ความเห็นต่างทางวิชาการว่า “บัตรทองควรบริหารอย่างไร” แต่เป็นเรื่องของ เงิน อำนาจ และผลประโยชน์ ที่ระบบบัตรทองเข้าไปเปลี่ยนตั้งแต่วันแรก ยิ่ง สปสช.ต่อรองเก่ง คุมค่าใช้จ่ายได้ และทำให้สิทธิประชาชนครอบคลุมมากขึ้น ก็ยิ่งมีคนบางกลุ่มเสียพื้นที่เดิมของตัวเองไป

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในแต่ละกลุ่มคิดเหมือนกันหรือร่วมมือกันล้มบัตรทอง แต่ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมระบบที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก จึงต้องเผชิญแรงเสียดทานภายในประเทศมาตลอดเกือบ 25 ปี


text : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

#ระบบประกันสุขภาพ #บัตรทอง #สามสิบบาทรักษาทุกโรค

20/09/2026

🚨 204 เรื่องร้องเรียน… แล้วคุณล่ะ?

เรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคในจังหวัดกาญจนบุรี
ไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว และอาจใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด
🏥 บริการสุขภาพ
💰 การเงินและการธนาคาร
📱 การสื่อสารและโทรคมนาคม
🏠 อสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย
🚌 การขนส่งและยานพาหนะ
รวมถึงปัญหาสินค้าและบริการอีกหลายด้าน

บางเรื่อง…เกิดขึ้นตอนซื้อของ
บางเรื่อง…เกิดขึ้นตอนใช้บริการ
และบางเรื่อง…อาจเกิดขึ้นกับคุณโดยที่คุณไม่รู้ว่า “เรามีสิทธิร้องเรียน”

แล้วคุณล่ะ? กำลังเจอปัญหาเหล่านี้อยู่หรือเปล่า?

อย่าปล่อยให้ปัญหาของคุณเป็นเพียงเรื่องที่ต้องยอมรับ
เพราะ ทุกปัญหาของผู้บริโภค มีสิทธิที่จะได้รับการแก้ไข

📌 ชมคลิปนี้ แล้วลองถามตัวเองว่า
“ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรา…เราจะรู้ไหมว่าต้องทำอย่างไร?”

หากกำลังประสบปัญหาด้านสินค้าและบริการ
หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผู้บริโภค
#ร้องทุกข์1ครั้งดีกว่าบ่น1000ครั้ง
#หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี
#สภาองค์กรของผู้บริโภคสายด่วน1502

19/09/2026

📍22 กันยายน 2569 นี้ Car Free Day ชวนชาวกาญจนบุรี “ลดใช้รถยนต์ หันมาใช้ขนส่งสาธารณะ” เพื่อเมืองที่น่าอยู่ของเรากัน
ในช่วงที่ผ่านมา จังหวัดกาญจนบุรีมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 (M81) และการก่อสร้างปรับปรุงเส้นทางและจุดตัดสำคัญหลายพื้นที่ ซึ่งล้วนส่งผลต่อรูปแบบการเดินทางและสภาพการจราจรในจังหวัด
เมื่อจำนวนรถยนต์และการเดินทางบนท้องถนนเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เพียง “รถติด” แต่ยังหมายถึงเวลาที่เราเสียไปบนท้องถนน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเชื้อเพลิง มลพิษทางอากาศ ความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการขับรถ รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะสร้างถนนเพิ่มได้อย่างไร?”

แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้คนกาญจนบุรีมีทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้?”

หนึ่งในคำตอบคือ การพัฒนาขนส่งสาธารณะ
และวันนี้กาญจนบุรีมีอีกหนึ่งทางเลือกอย่าง EV Bus รถโดยสารพลังงานไฟฟ้าให้บริการโดย อบจ.กาญจนบุรี ที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในเมืองและช่วยให้เราลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวได้
🚘 Car Free Day จึงไม่ใช่แค่การ “งดใช้รถ 1 วัน”

แต่เป็นโอกาสให้เราลองเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง และชวนกันตั้งคำถามว่า

“ถ้ามีขนส่งสาธารณะที่ดี เราจะลดการใช้รถส่วนตัวได้มากแค่ไหน?” ...อ่านเพิ่มเติม https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/57307
ขอบคุณภาพและเรื่องราว : Phatcharin Phatthanaphichai

#กาญจนบุรี #ลดใช้รถยนต์ #เมืองน่าอยู่ #นักข่าวพลเมือง

ขอแสดงความยินดีกับ อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่น ระดับจังหวัดกาญจนบุรี ประจำปี 2570 ทั้ง 2 ท่าน ผู้ซึ่งไม่เพียงมีบทบาทสำคัญด้...
19/09/2026

ขอแสดงความยินดีกับ อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่น ระดับจังหวัดกาญจนบุรี ประจำปี 2570 ทั้ง 2 ท่าน ผู้ซึ่งไม่เพียงมีบทบาทสำคัญด้านสาธารณสุขในชุมชน แต่ยังเป็นกำลังสำคัญขององค์กรสมาชิก สภาองค์กรของผู้บริโภค จังหวัดกาญจนบุรี ในการขับเคลื่อนงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

🌟 นางภูวณีย์ ทับมะลิผล
ได้รับรางวัลสาขา การจัดการสุขภาพชุมชนและอนามัยสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือ ที่ปรึกษาศูนย์สิทธิปากแพรก ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งมีส่วนร่วมในการส่งเสริมความรู้ รับฟังปัญหา และช่วยขับเคลื่อนการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในชุมชน

🌟 นางศยามน ชนกโชค
ได้รับรางวัลสาขา การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกลุ่มคนรักสุขภาพบ้านเขาใหญ่ ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภค และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานสุขภาพกับงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในระดับชุมชน

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อสม. และองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่สามารถเป็นพลังเดียวกันในการดูแลทั้ง “สุขภาพ” และ “สิทธิของประชาชน” ตั้งแต่การเฝ้าระวังปัญหา ให้ความรู้ รับเรื่องร้องเรียน ไปจนถึงการประสานความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค ขอร่วมแสดงความยินดีและภาคภูมิใจกับทั้งสองท่าน พร้อมเป็นกำลังใจในการทำงานเพื่อประชาชน และร่วมกันพัฒนากลไกคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นต่อไป

#อสมดีเด่น2570 #อสมกาญจนบุรี #สภาองค์กรของผู้บริโภค #คุ้มครองผู้บริโภค #สิทธิผู้บริโภค #สุขภาพชุมชน #พลังชุมชน #กาญจนบุรี

กาญจนบุรีชี้แจงแนวทางของบกองทุนหลักประกันสุขภาพ ปี 2570 เชื่อมท้องถิ่น–สาธารณสุข–ภาคประชาชน ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาพพื้นท...
19/09/2026

กาญจนบุรีชี้แจงแนวทางของบกองทุนหลักประกันสุขภาพ ปี 2570 เชื่อมท้องถิ่น–สาธารณสุข–ภาคประชาชน ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาพพื้นที่

กาญจนบุรี – 18 กันยายน 2569 มีการประชุมชี้แจงแนวทางการขอรับงบประมาณจาก กองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดกาญจนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รุ่นที่ 2 ณ ห้องประชุมบุษราคัม ชั้น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ แนวทาง และกระบวนการจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนฯ

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดกาญจนบุรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จากพื้นที่อำเภอพนมทวน อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอเลาขวัญ อำเภอหนองปรือ อำเภอสังขละบุรี และอำเภอทองผาภูมิ

ในการนี้ นายสุนทร สุริโย ผู้แทนศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมประชุมในฐานะ กรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดกาญจนบุรี และองค์กรภาคี เพื่อร่วมรับฟังแนวทางการสนับสนุนงบประมาณ ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองในการพัฒนาโครงการด้านสุขภาพที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่

การประชุมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมความร่วมมือระหว่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสาธารณสุข และภาคประชาชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดกาญจนบุรีเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนได้อย่างตรงกับบริบทของพื้นที่

ยกระดับความปลอดภัยเด็กและเยาวชน! สภาผู้บริโภคกาญจนบุรี ร่วมภาคีผลักดันโรงเรียนหนองรีประชานิมิตเป็นต้นแบบกาญจนบุรี – 18 ก...
19/09/2026

ยกระดับความปลอดภัยเด็กและเยาวชน! สภาผู้บริโภคกาญจนบุรี ร่วมภาคีผลักดันโรงเรียนหนองรีประชานิมิตเป็นต้นแบบ

กาญจนบุรี – 18 กันยายน 2569 หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค เข้าร่วมประชุมตามคำเชิญของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อร่วมจัดทำแผนงานและสร้างความเข้าใจในการดำเนินกิจกรรมด้านความปลอดภัยทางถนน ภายใต้โครงการเชื่อมพลังภาคีเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ องค์กร และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

การประชุมครั้งนี้ นางสาวอมาวสี หนองพรมมา ผู้รับผิดชอบงาน โครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย เป็นธรรม โดยการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้แทนหน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรีเข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานและเชื่อมประสานความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการดำเนินงาน คือการสนับสนุนการพัฒนา โรงเรียนหนองรีประชานิมิต อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็น โรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน โดยมุ่งบูรณาการความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอบ่อพลอย (พชอ.) ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับตำบลและอำเภอ (สปถ.) ตลอดจนสภาผู้บริโภคกาญจนบุรี เข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานและขับเคลื่อนมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับแผนกิจกรรมระดับจังหวัด มีแนวทางสำคัญทั้งการพูดคุยแลกเปลี่ยนร่วมกับคณะทำงาน การเชื่อมประสานหน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล การสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน ตลอดจนการสรุปบทเรียนและแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดกลไกความร่วมมือที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

การเข้าร่วมครั้งนี้ยังเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงงาน คุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบขนส่งสาธารณะ เข้ากับงาน ความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการและผู้เดินทางที่ควรได้รับการคุ้มครองด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น สถานศึกษา และภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี.

"ชุมชนต้องเข้าถึงสิทธิ! สภาผู้บริโภคกาญจนบุรี ผนึกกลุ่มคนรักสุขภาพ ปูทาง เดินหน้าเสริมศักยภาพ อสม. 27 ชุมชน เป็นกลไกคุ้ม...
19/09/2026

"ชุมชนต้องเข้าถึงสิทธิ! สภาผู้บริโภคกาญจนบุรี ผนึกกลุ่มคนรักสุขภาพ ปูทาง เดินหน้าเสริมศักยภาพ อสม. 27 ชุมชน เป็นกลไกคุ้มครองสิทธิ"

วันที่ 18 กันยายน 2569 หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมประชุมคณะกรรมการ กลุ่มคนรักสุขภาพเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ณ ที่ทำการกลุ่มฯ ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภค และขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยรับเรื่องร้องเรียนกับสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยมีนางอุษาวดี อยู่สถาพร เป็นประธาน

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ ตลอดจนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของหน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี โดย **นายสุนทร สุริโย หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค** ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมยกตัวอย่างกรณีร้องเรียนในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้คณะกรรมการเห็นแนวทางการใช้สิทธิและกระบวนการช่วยเหลือผู้บริโภคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หนึ่งในคณะกรรมการได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งเคยเป็นผู้ร้องทุกข์จากปัญหาที่พยายามประสานหลายหน่วยงาน รวมถึงทำหนังสือถึงกระทรวงแรงงาน แต่ไม่ได้รับการแก้ไข จนกระทั่งนำปัญหามาปรึกษากับประธานกลุ่มและเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่ ก่อนจะได้รับการประสานช่วยเหลือจนสามารถแก้ไขปัญหาได้ และยังส่งผลให้ผู้ได้รับความเดือดร้อนในกรณีเดียวกันได้รับการช่วยเหลือ คิดเป็นมูลค่ารวมหลายล้านบาท

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้คณะกรรมการคนอื่น ๆ นำปัญหาที่พบในชุมชนมาแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม เช่น กรณี **สายสื่อสารเกี่ยวคอผู้ขับขี่จนรถล้ม** ซึ่งเหตุเกิดมานานกว่าหนึ่งปี แต่ผู้ประสบเหตุไม่ทราบว่าจะร้องเรียนหรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากบริษัทเจ้าของสายผ่านช่องทางใด ส่งผลให้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีประเด็นปัญหาผู้บริโภคอีกหลายกรณีที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ

จากการแลกเปลี่ยน ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ ไม่รู้สิทธิของตนเอง และไม่ทราบช่องทางร้องเรียนเมื่อได้รับความเสียหาย จึงมีแนวคิดพัฒนาระบบกระจายความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเชื่อมโยงกับเครือข่าย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชนในแต่ละชุมชน

เบื้องต้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประธาน อสม. ระดับชุมชนในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จำนวน 27 ชุมชน เพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภค ช่องทางร้องเรียน และกระบวนการช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อแก่ประชาชนในพื้นที่ได้ ขณะเดียวกัน ในการประชุมประจำเดือนของ อสม. ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 300 คน หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรีจะร่วมลงพื้นที่เปิดบูธให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภค พร้อมเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนประเด็นเกี่ยวกับ ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีความเห็นร่วมกันที่จะเผยแพร่ข้อมูลและช่องทางการแสดงความคิดเห็นของประชาชน พร้อมนำคิวอาร์โค้ดสำหรับเข้าถึงข้อมูลและร่วมแสดงเจตจำนงไปติดตามบ้าน ร้านค้า และจุดต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับข้อมูลและมีส่วนร่วมมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การคุ้มครองผู้บริโภคจะเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อประชาชนรู้สิทธิ รู้ช่องทางร้องเรียน และมีกลไกในระดับชุมชนที่สามารถเชื่อมต่อปัญหาไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว โดยความร่วมมือระหว่างองค์กรผู้บริโภคและเครือข่าย อสม. จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการทำให้ความรู้และการคุ้มครองสิทธิเข้าถึงประชาชนในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรีมากยิ่งขึ้น

เปลี่ยนปัญหาในชุมชนเป็นพลังแก้ไข! เครือข่ายท่ามะขามวางแผนคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคปี 2570วันที่ 18 กันยายน 2569 หน่วยงานประ...
19/09/2026

เปลี่ยนปัญหาในชุมชนเป็นพลังแก้ไข! เครือข่ายท่ามะขามวางแผนคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคปี 2570

วันที่ 18 กันยายน 2569 หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค ลงพื้นที่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ณ ที่ทำการศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตำบลท่ามะขาม เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์ฯ ติดตามผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหาผู้บริโภคในพื้นที่ และหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในปีงบประมาณ 2570

ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตำบลท่ามะขาม เดิมจดแจ้งเป็นองค์กรผู้บริโภคในชื่อ “กลุ่มคนรักสุขภาพบ้านเขาใหญ่” ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภค และขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยรับเรื่องร้องเรียนกับสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยมี นางศยามน ชนกโชค เป็นประธาน

ในการประชุมครั้งนี้ นายสุนทร สุริโย หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ชี้แจงบทบาท ภารกิจ และแนวทางการทำงานของหน่วยงานประจำจังหวัด พร้อมยกตัวอย่างกรณีร้องเรียนในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้คณะกรรมการศูนย์ฯ มีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน การประสานแก้ไขปัญหา และการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนปัญหาผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลท่ามะขาม ซึ่งพบว่ายังมีปัญหาหลากหลายด้านและเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นร่วมกันถึงความสำคัญของการสร้างความรู้และความตระหนักด้านสิทธิผู้บริโภคให้เข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนมากขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตำบลท่ามะขามเตรียมนำข้อมูลจากการประชุมไปออกแบบกิจกรรมในปีงบประมาณ 2570 โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านสิทธิผู้บริโภคแก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างความรู้เท่าทัน รู้จักป้องกันตนเอง และสามารถใช้สิทธิเมื่อประสบปัญหาจากการซื้อสินค้าและบริการ อันจะช่วยยกระดับกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ผู้บริโภคหนองหญ้าไม่ทน! เปลี่ยน “เรื่องบ่น” เป็น “เรื่องร้องเรียน” ดันปัญหาสู่การแก้ไขจริงวันที่ 14 กันยายน 2569 หน่วยงา...
19/09/2026

ผู้บริโภคหนองหญ้าไม่ทน! เปลี่ยน “เรื่องบ่น” เป็น “เรื่องร้องเรียน” ดันปัญหาสู่การแก้ไขจริง

วันที่ 14 กันยายน 2569 หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค ลงพื้นที่ตำบลหนองหญ้า ณ วัดพุทธกาญจนมุนี (วัดวังปลาหมู) โดยการประสานงานของ ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ประชาชนตำบลหนองหญ้า องค์กรผู้บริโภคที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยรับเรื่องร้องเรียนกับสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยมี นางนันท์นภัส ฤทธี เป็นประธาน

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ สิทธิของผู้บริโภค ช่องทางการร้องเรียน และแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้บริโภคในระดับชุมชน พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และประชุมคณะกรรมการองค์กรผู้บริโภคเพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหาและกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน

จากการจัดกิจกรรม มีประชาชนเข้ามาแจ้งปัญหาและร้องเรียน กว่า 10 ราย ครอบคลุมปัญหาผู้บริโภคหลายด้าน โดยหนึ่งในกรณีที่ได้รับการแก้ไขเป็นรูปธรรม คือ ผู้บริโภคถูกเรียกเก็บค่าบริการจาก SMS โดยไม่รู้ตัวมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งภายหลังได้รับการประสานและดำเนินการแก้ไขปัญหา

18/09/2026

ที่อยู่

68 1 หัวนาบน ซอย 1/6 ตำบล ปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี
Kanchanaburi
71000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66804373337

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค:

ทางลัด

แชร์