สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กำหนดยุทธศาสตร์ วิจัยด้านการค้าในประเทศและต่างประเทศและร่วมงานกับหอการค้าในทุกมิติ

บทวิเคราะห์ : Intertrade Insights ประจำเดือนกรกฎาคม 2569"ส่งออกโตสองหลักจากทองคำและตลาดไม่กี่แห่ง: ท่ามกลางมูลค่าเพิ่มใน...
30/09/2026

บทวิเคราะห์ : Intertrade Insights ประจำเดือนกรกฎาคม 2569
"ส่งออกโตสองหลักจากทองคำและตลาดไม่กี่แห่ง: ท่ามกลางมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ไม่โตตาม เดือนสิงหาคม 2569"
อ่านต่อได้ที่ : https://tradestrategies.utcc.ac.th/intertrade-insights-august-2026/

รายงานสรุปสถานการณ์การค้าประจำสัปดาห์ ประจำวันที่ 21 – 25 ก.ย. 2569สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปอ...
29/09/2026

รายงานสรุปสถานการณ์การค้าประจำสัปดาห์ ประจำวันที่ 21 – 25 ก.ย. 2569
สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือนจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างด้านเทคโนโลยีและแร่หายากยังคงค้างคา ท่ามกลางภาวะต้นทุนทางการเงินโลกที่พุ่งสูง ส่งผลให้เกิดการตั้งกำแพงการค้าใหม่ ทั้งสงครามภาษีสหรัฐฯ-แคนาดาที่ลุกลามสู่สินค้าอุปโภคบริโภค และกฎระเบียบการค้าเหล็กฉบับใหม่ของ EU ที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดวัตถุดิบ
สำหรับภาคธุรกิจไทย ผู้ส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบกลางควรใช้หน้าต่างโอกาส 2 เดือนนี้เร่งระบายสินค้า และบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนรับมือค่าเงินผันผวน ขณะที่ผู้ผลิตเหล็ก สินค้าไลฟ์สไตล์ และกลุ่มเกษตร/EV ต้องเร่งปรับระบบตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบตามเกณฑ์ใหม่ของ EU พร้อมกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น
อ่าน Weekly Trade Monitor ฉบับเต็ม : https://tradestrategies.utcc.ac.th/weekly-trade-monitor-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-14-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b1/

ถอดรหัสความเสี่ยง Stablecoin: เสถียรภาพการเงินอินโดนีเซีย ที่แขวนอยู่กับพันธบัตรสหรัฐฯทศพล ยะตินันท์*เงาพันธบัตรสหรัฐฯ ท...
21/09/2026

ถอดรหัสความเสี่ยง Stablecoin: เสถียรภาพการเงินอินโดนีเซีย ที่แขวนอยู่กับพันธบัตรสหรัฐฯ
ทศพล ยะตินันท์*
เงาพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ซ่อนในกระเป๋าเงินดิจิทัล
จากรายงาน Economic Report on Indonesia ที่ทาง Bank Indonesia เผยแพร่มีประเด็นเล็กๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “Digital Innovation: Opportunities and Challenges for the Economy” ที่หลายคนอาจอ่านผ่านเพราะฟังดูเหมือนบทสรุปมาตรฐานว่าด้วย AI และคริปโต แต่ประโยคหนึ่งในนั้นสมควรทำให้ผู้ที่ติดตามเศรษฐกิจอินโดนีเซียหยุดคิด — ธนาคารกลางของอินโดนีเซียได้กล่าวไว้ว่าเงินสำรองของ Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลกส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ในตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ และความเชื่อมโยงนี้ “สร้างช่องทางส่งผ่านใหม่สำหรับแรงกระแทกจากภายนอก โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพคล่องโลกตึงตัว” นี่ไม่ใช่คำเตือนลอยๆ เพราะ Market Capitalization ของ Stablecoin ทั่วโลกเพิ่งพุ่งขึ้นราว 49% ในปี 2025 แตะระดับกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และผู้เล่นหลักอย่าง Tether กับ Circle ครองส่วนแบ่งรวมกันกว่า 80% ของตลาด คำถามที่ผู้เขียนอยากชวนคิดคือ อินโดนีเซียซึ่งกำลังเดินหน้าเรื่อง AI และ Digital Rupiah ไปพร้อมกัน จะรับมือกับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่หลังนวัตกรรมเหล่านี้ได้
มากน้อยเพียงใด บทความนี้จะพิจารณาปัญหานี้จาก 3 มุมมอง คือ กลไกการส่งผ่านความเสี่ยงจาก Stablecoin เข้าสู่ระบบการเงินอินโดนีเซีย ความเปราะบางด้านสภาพคล่องและพฤติกรรมแห่ถอน และผลกระทบรองจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานชิปที่กระจุกตัวในไต้หวัน
สะพานที่มองไม่เห็นข้ามมหาสมุทร
หรือก็คือ กลไกที่ผูก Stablecoin เข้ากับเสถียรภาพการเงินอินโดนีเซียไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เดินผ่านช่องทางที่ชัดเจน ตามข้อมูลของ Tether และ Circle ที่ Bank Indonesia มีการอ้างอิงถึง พบว่าเงินสำรองส่วนใหญ่ของทั้งสองที่เป็นผู้ออก Stablecoin วางอยู่ใน US Treasury Securities และ Money Market Instruments ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่มีเงินไหลเข้า Stablecoin เพิ่ม เท่ากับมีแรงซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้นเพิ่มขึ้น โดยอัตโนมัติ ธนาคารกลางยุโรปเคยชี้ไว้ในรายงาน Financial Stability Review เดือนพฤศจิกายน 2025 ว่าผู้ออก Stablecoin รายใหญ่กลายเป็นหนึ่งในผู้ซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นของสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในตลาดโลกไปแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนมองว่าน่ากังวลกว่านั้นคือทิศทางตรงกันข้าม — เมื่อใดที่สภาพคล่องโลกตึงตัวและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นเร็ว เม็ดเงินที่เคยไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่รวมถึงอินโดนีเซีย ก็มีแนวโน้มไหลกลับไปหาสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนปลอดภัยกว่า Stablecoin จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือการลงทุนใหม่ แต่อาจกลายเป็นช่องทางเพิ่มเติมที่ทำให้วัฏจักรสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงตลาดเงินรูเปียห์ได้เร็วขึ้นกว่าช่องทางดั้งเดิม
เมื่อความเชื่อมั่นพังทลายในไม่กี่ชั่วโมง
กลไกส่งผ่านที่ว่ามานี้จะไม่มีความหมายเลย หากไม่มีจุดอ่อนที่ทำให้มันเริ่มทำงานจริง และจุดอ่อนนั้นก็คือโครงสร้างเงินสำรองของเหรียญ Stablecoin เอง รายงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน 2026 ระบุว่า Tether มีสินทรัพย์คุณภาพสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากธนาคาร สำรองไว้เพียงราว 3 ใน 4 ของมูลค่าเหรียญที่หมุนเวียนอยู่จริงเท่านั้น ในขณะที่ Circle สำรองไว้เต็มจำนวน 100% ความต่างตรงนี้ไม่ใช่แค่รายละเอียดทางบัญชี แต่คือความเสี่ยงที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เคยเตือนไว้ว่า Stablecoin มีลักษณะใกล้เคียงกับ “กองทุนรวมตลาดเงิน” (Money Market Fund) ซึ่งเคยเป็นตัวขยายความรุนแรงของวิกฤตการเงินปี 2008 หลังธนาคาร Lehman Brothers ล้มละลาย พูดง่ายๆ คือ หากคนถือ Stablecoin จำนวนมากแห่กันมาขอถอนเงินคืนพร้อมกัน ผู้ออกเหรียญก็ต้องรีบเทขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจำนวนมากในเวลาอันสั้น ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันย้อนกลับไปที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เองได้ คำถามที่ตามมาคือ เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นจริงในตลาดคริปโตมาแล้วหรือไม่ และให้บทเรียนอะไรกับอินโดนีเซียบ้าง
บทเรียนจาก Terra/Luna ที่อินโดนีเซียยังไม่ได้เรียน
หากมองย้อนกลับไปถึงอดีต สิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว และเกิดเร็วกว่าที่ใครจะรับมือทัน ช่วงเดือนพฤษภาคม 2022 ระบบนิเวศ Terra ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเครือข่ายคริปโตใหญ่เป็นอันดับสามของโลกรองจาก Bitcoin และ Ethereum ล่มสลายลงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ มูลค่าตลาดหายไปราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จุดเริ่มต้นมาจากการที่คนแห่ถอนเงิน UST จำนวนมากออกจากแพลตฟอร์ม Anchor ซึ่งเคยเสนอผลตอบแทนสูงถึง 20% ต่อปีเพื่อจูงใจให้คนฝากเงิน จนดึงดูดเม็ดเงินกว่า 3 ใน 4 ของ UST ที่หมุนเวียนอยู่ทั้งหมดให้กระจุกตัวอยู่ที่เดียว เมื่อความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน การถอนเงินจำนวนมากทำให้ UST หลุดจากอัตราผูกค่า 1 ดอลลาร์ และกลไกที่ออกแบบมาให้พยุงราคา (การพิมพ์เหรียญ LUNA เพิ่มเพื่อดูดซับความผันผวน) กลับยิ่งเร่งให้ราคาของทั้งระบบร่วงลงเป็นวงจรที่หยุดไม่ได้ จนมูลค่าหายไปเกือบทั้งหมด ผู้เขียนมองว่าบทเรียนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า UST เป็นเหรียญที่ใช้กลไกคำนวณอัตโนมัติล้วนๆ โดยไม่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง ซึ่งต่างจาก Tether และ USDC ที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง แต่บทเรียนสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมการแห่ถอนเงินเอง กล่าวคือ ตลาดคริปโตเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด ต่างจากตลาดหุ้นทั่วไปที่มีกลไกหยุดการซื้อขายชั่วคราวเมื่อราคาผันผวนรุนแรง และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียก็ทำให้ความตื่นตระหนกแพร่กระจายเร็วกว่าที่หน่วยงานกำกับดูแลแบบเดิมจะตอบสนองทัน สินทรัพย์ที่มีของจริงหนุนหลังอย่าง Tether และ USDC จึงน่าเชื่อถือกว่าในทางทฤษฎี แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยจากการแห่ถอนเงินแบบเดียวกันเสียทีเดียว เพียงแต่สาเหตุที่จะทำให้มันพังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ “พังเพราะกลไกคำนวณผิดพลาด” กลายเป็น “พังเพราะสินทรัพย์ที่สำรองไว้ไม่พอรองรับการถอนเงินพร้อมกันจำนวนมาก” ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ผูกติดกับตลาดพันธบัตรโลกโดยตรง สำหรับอินโดนีเซียซึ่งพึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ และมีตลาดคริปโตที่เติบโตเร็วในหมู่นักลงทุนรายย่อย ความเร็วของการแห่ถอนเงินแบบ Terra/Luna คือสิ่งที่กรอบกำกับดูแลการเงินแบบดั้งเดิมของประเทศยังไม่เคยถูกทดสอบมาก่อน
เรื่องชิปๆ ที่ถือกุญแจเงินเฟ้อด้านพลังงาน
ความเสี่ยงอีกประเด้นหนึ่งซึ่งถูกกล่าวถึงแต่มักถูกมองข้ามคือด้านอุปทาน ที่ไม่ใช่ด้านการเงิน แต่เป็นการขยายตัวของ AI ที่ Bank Indonesia เองยอมรับว่าจะช่วยยกระดับผลิตภาพในระยะกลาง กลับผูกติดอยู่กับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รายงานระบุไว้ตรงๆ ว่าไต้หวันควบคุมกำลังการผลิตชิปมากกว่า 60% ของโลก ตัวเลขนี้ไม่ได้เกินจริง เพราะข้อมูลล่าสุดยืนยันตรงกันว่าไต้หวันครองส่วนแบ่งรายได้ตลาด foundry โลกในระดับ 60-70% และมากกว่า 90% สำหรับชิปขั้นสูงที่ใช้ในโมเดล AI ยุคใหม่ การกระจุกตัวระดับนี้หมายความว่าการลงทุนด้าน data center ที่กำลังเร่งตัวทั่วโลกจะไม่กระจายความเสี่ยงไปตามภูมิศาสตร์เลย และในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือ second-order effect ที่คนมักมองข้าม ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่า AI จะมาถึงอินโดนีเซียเร็วแค่ไหน แต่คือคำถามว่าหากเกิดแรงสั่นสะเทือนใดๆ ในห่วงโซ่อุปทานนี้ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาด้านพลังงานในไต้หวันเอง ต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลกรวมถึงอินโดนีเซียจะปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทันที และความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก data center เองก็มีแนวโน้มกดดันเงินเฟ้อ ด้านพลังงานในประเทศที่กำลังพยายามดึงดูดการลงทุน AI เข้ามาด้วยเช่นกัน
สามความเสี่ยงที่นัดพบกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อนำทั้งสามมุมมองมาเรียงต่อกัน เราจะเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่าความเสี่ยงจากนวัตกรรมดิจิทัลของอินโดนีเซียไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเอง แต่อยู่ที่ “จุดเชื่อมต่อ” ระหว่างเทคโนโลยีกับโครงสร้างการเงินและอุปทานโลกที่อินโดนีเซียแทบไม่มีอำนาจควบคุม ทั้งการที่ Stablecoin ผูกโยงรูเปียห์เข้ากับวัฏจักรพันธบัตรสหรัฐฯ ความเสี่ยงในการแห่ถอนเงินที่แฝงอยู่ในโครงสร้างสำรองที่ไม่เท่ากันของผู้ออกแต่ละราย และการพึ่งพาไต้หวันเป็นจุดเดียวสำหรับชิปที่ขับเคลื่อน AI ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยงแบบ Tail risk ที่มีโอกาสเกิดต่ำในแต่ละปี แต่เมื่อเกิดขึ้นจะกระทบพร้อมกันหลายช่องทาง สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนพอมองในแง่ดีอยู่บ้างคือ Bank Indonesia เองไม่ได้นิ่งเฉย การประกาศแผน Digital Rupiah ในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งออกแบบให้มีหลักทรัพย์รัฐบาลหนุนหลังโดยตรงแทนที่จะปล่อยให้ประชาชนพึ่งพา Stablecoin เอกชนที่ผูกกับดอลลาร์ทั้งหมด สะท้อนว่าธนาคารกลางอ่านความเสี่ยงข้อ 1 และ 2 ออกแล้วและพยายามสร้างทางเลือกภายในประเทศ แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือกรอบกำกับดูแล Stablecoin เอกชนและมาตรการเผื่อสภาพคล่องหากการแห่ถอนเงินเกิดขึ้นจริงในตลาดโลกนั้นพร้อมแค่ไหน เพราะ Digital Rupiah เองก็ยังอยู่ในขั้นทดลองไม่ใช่การใช้งานเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ดี หากมองไปข้างหน้า สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี AI และ Stablecoin จะเติบโตต่อหรือไม่ –คำตอบดังกล่าวนั้นแทบไร้ข้อสงสัย — แต่เป็นคำถามว่าเมื่อวัฏจักรสภาพคล่องโลกกลับทิศทางครั้งต่อไป อินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่มีเกราะป้องกันเพียงพอ หรือจะเป็นประเทศที่ต้องเรียนรู้บทเรียนราคาแพงเหมือนที่ตลาดคริปโตเคยเรียนรู้จากกรณี Terra/Luna มาแล้วครั้งหนึ่ง และสำหรับไทยเองในฐานะประเทศที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีเดียวกันกับอินโดนีเซีย คำถามนี้อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด
*บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด
ภาพ: Bank Indonesia, Tether, Circle, Goldman Sachs GIR

รายงานสรุปสถานการณ์การค้าประจำสัปดาห์ ประจำวันที่ 14 – 18 ก.ย. 2569การยกระดับมาตรการภาษี การคว่ำบาตร และนโยบายการเงินถูก...
21/09/2026

รายงานสรุปสถานการณ์การค้าประจำสัปดาห์ ประจำวันที่ 14 – 18 ก.ย. 2569
การยกระดับมาตรการภาษี การคว่ำบาตร และนโยบายการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเปิดเผย ท่ามกลางการพบกันของสี จิ้นผิงและทรัมป์ที่วอชิงตัน จุดเด่นคือสภาคองเกรสผ่านกฎหมายคว่ำบาตรเปิดทางลงโทษผู้นำเข้าพลังงานรัสเซียรายใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ขณะที่ทรัมป์กดดัน Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ให้ลดดอกเบี้ย และให้ USTR บีบบราซิลทบทวนการขายเหมืองนิกเกิลให้ทุนจีน นอกจากนี้ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีกำลังทวีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากค่าปรับละเมิดการควบคุมส่งออกของสหรัฐฯ ที่พุ่ง 18 เท่า และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า EU-UK ที่เข้มงวดขึ้น ส่วนวิกฤตพลังงานทำให้จีนมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ขณะที่บริษัทเยอรมันยังเพิ่มการลงทุนในจีน สวนทางนโยบาย "De-risking"
สำหรับภาคธุรกิจไทย ผู้ส่งออกต้องรับมือความผันผวนของค่าเงินบาท และยกระดับการตรวจสอบปลายทางสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบพลังงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการคว่ำบาตร ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องปรับตัวตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้นของ EU-UK อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสใช้ยุทธศาสตร์ China+1 ในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเอกชนยุโรปที่ต้องการกระจายฐานการผลิตเข้ามายังภูมิภาคอาเซียน
อ่าน Weekly Trade Monitor ฉบับเต็ม : https://tradestrategies.utcc.ac.th/weekly-trade-monitor-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-13-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b1/

ถอดรหัสดัชนีความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ (ECI) และ Productivity ของมาเลเซีย “ส่งออกเติบโต แต่มูลค่าเพิ่มต่ำ”มหพล วันแก้ว*ภาพลว...
14/09/2026

ถอดรหัสดัชนีความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ (ECI) และ Productivity ของมาเลเซีย “ส่งออกเติบโต แต่มูลค่าเพิ่มต่ำ”
มหพล วันแก้ว*
ภาพลวงตาของการส่งออก
ถ้าดูเฉพาะโครงสร้างสินค้าส่งออกของมาเลเซีย หลายคนคงสรุปว่านี่คือประเทศที่ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศรายได้สูง เพราะกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) และเครื่องจักรกล (Machinery) ครองสัดส่วนมูลค่าส่งออกทั้งหมดของมาเลเซียสูงถึง 46% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 38% เมื่อเทียบกับสิบปีก่อน จากอัตราการเติบโตเสมือนว่ามาเลเซียกำลังเดินมา
ถูกทาง แต่จากรายงาน Malaysia Economic Monitor ฉบับเดือนเมษายน 2026 ของ World Bank
กลับบ่งชี้ให้เห็นภาพที่ขัดแย้งกัน นั่นคือ อันดับดัชนีความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Complexity Index (ECI) ของมาเลเซีย ปรับอันดับลงจากอันดับ 23 ในปี 2564 มาอยู่ที่อันดับ 32 ในปี 2567 นอกจากนี้ การผลิตและส่งออกสินค้าของมาเลเซีย เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ทัศนศาสตร์ ล้วนสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Value Added หรือ DVA) ได้เพียง 54% ของมูลค่าส่งออกรวมเท่านั้น
คำถามสำคัญที่ชวนให้คิดต่อจึงไม่ใช่คำถามที่ว่า มาเลเซียส่งออกสินค้าเทคโนลียีขั้นสูงมากน้อยเพียงใด แต่คือคำถามที่ว่า “ทำไมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของมาเลเซียที่เติบโตสูง ไม่ได้กระจายความมั่งคั่ง
สู่ภายในประเทศอย่างเต็มที่” บทความนี้จึงได้ทำกสนพิจารณาความท้าทายทางเศรษฐกิจของมาเลเซียผ่าน 3 มิติ ได้แก่ 1) สัญญาณเตือนจากดัชนี ECI เมื่อเทียบกับเวียดนาม 2) ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมกับการก้าวกระโดดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ และ 3) การวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างมูลค่าการส่งออกรวมกับมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อเวียดนามแซงในสนามที่มาเลเซียเคยนำ
การที่อันดับ Economic Complexity Index (ECI) ของมาเลเซียร่วงจากอันดับ 23 มาอยู่ที่อันดับ 32 ภายในเวลาเพียง 3 ปี ไม่ใช่ความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจทั่วไป แต่สะท้อนการชะลอตัวของ "ความรู้และทักษะในการผลิต" (Productive Knowledge) ที่ประเทศสะสมไว้ ผ่านความหลากหลายและความซับซ้อนของสินค้าส่งออกที่แข่งขันได้ อันดับของมาเลเซียที่ร่วงลงหมายความว่าประเทศคู่แข่งสะสมความรู้ในการผลิตได้เร็วกว่ามาเลเซีย ไม่ใช่ว่ามาเลเซียถดถอยลง โดยเวียดนาม คือ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ไต่อันดับขึ้นมาถึง 20 อันดับ จากปี 2557 โดยโครงสร้างส่งออกของเวียดนามยังกระจายตัวค่อนข้างมาก กลุ่มสินค้าไฟฟ้าและเครื่องจักร (E&E and Machinery) ครองสัดส่วนนำอยู่ที่ 30% ควบคู่กับสิ่งทอและสินค้าเกษตรที่ยังมีน้ำหนักสูง แต่ในปี 2567 กลุ่มสินค้าไฟฟ้าและเครื่องจักรขยายสัดส่วนขึ้นเป็น 53% ที่น่าสนใจคือเวียดนามเริ่มต้นจากจุดที่มีความซับซ้อนทางเศรษฐกิจน้อยกว่ามาเลเซียมาก แต่กลับขยับอันดับได้เร็วกว่า สะท้อนว่ามาเลเซียอาจเริ่มมีข้อจำกัดในการปรับตัวเชิงโครงสร้างมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า การอยู่ในจุดตั้งต้นที่ดีอยู่แล้วอย่างมาเลเซีย อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบาย เพราะเมื่ออุตสาหกรรมเดิมยังทำกำไรได้ดี แรงจูงใจในการลงทุนใหม่ ๆ เพื่อก้าวข้ามไปสู่การผลิตสินค้าที่ซับซ้อนกว่าเดิมก็อาจลดน้อยลงตามไปด้วย แม้รายงานฉบับนี้จะไม่ได้ระบุกลไกนี้ไว้โดยตรง แต่ก็เป็นความย้อนแย้งที่นักเศรษฐศาสตร์ต่างพบเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายประเทศที่ติดอยู่ตรงกลางของบันไดแห่งการพัฒนา
ต่อยอดหรือกระโดด โจทย์ที่ตอบผิดไม่ได้
จากรายงาน Malaysia Economic Monitor ฉบับเดือนเมษายน 2026 เสนอเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการตอบคำถามว่ามาเลเซีย ควรกระจายความเสี่ยงไปทางไหน นั่นคือแผนที่ Product Complexity เทียบกับ Feasibility ซึ่งวางสินค้าที่มาเลเซียยังไม่ได้ผลิตไว้บนสองแกน แกนหนึ่งคือความซับซ้อนของสินค้านั้น อีกแกนคือ "ระยะห่าง" จากขีดความสามารถที่มาเลเซียมีอยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือสินค้าอย่างสารเคมีสำหรับงานถ่ายภาพ หรือเครื่องจักรสำหรับตัดวัสดุด้วยเลเซอร์ อยู่ในตำแหน่งที่ทั้งซับซ้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ยปัจจุบันของมาเลเซีย (ECI ที่ 0.86) และมีระยะห่างจากขีดความสามารถเดิมค่อนข้างสั้น พูดง่ายๆ คือมาเลเซียมีฐานความรู้ที่ใกล้เคียงพอจะต่อยอดไปสู่สินค้ากลุ่มนี้ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ผู้เขียนมองว่านี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หักล้างความเชื่อยอดนิยมสองแบบพร้อมกัน แบบแรกคือความเชื่อที่ว่าประเทศต้องกระโดดไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ไม่เกี่ยวข้องกับฐานเดิมเลยจึงจะพัฒนาได้จริง ซึ่งมักนำไปสู่นโยบายอุตสาหกรรมที่ฝืนธรรมชาติของตลาดและสิ้นเปลืองทรัพยากรมาก แบบที่สองคือความเชื่อที่ว่าการอยู่กับอุตสาหกรรมเดิมไปเรื่อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งจะทำให้ ECI ยิ่งร่วงต่อไปตามที่เห็นในข้อมูลจริง ทางออกที่สมเหตุสมผลกว่าคือการ "ต่อยอดแบบมีทิศทาง" กล่าวคือ “ใช้ขีดความสามารถที่ประเทศมีอยู่แล้วเป็นสะพานเชื่อมไปสู่สินค้าที่ซับซ้อนกว่าแบบทีละขั้น”
ไฮเทคที่ไม่ทำให้รวย ความจริงเบื้องหลังตัวเลขส่งออก
แม้มาเลเซียเลือกทิศทางการกระจายความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านการผลิตได้ถูกต้อง คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ต่อให้ผลิตสินค้าซับซ้อนได้มากขึ้น มาเลเซียจะได้ประโยชน์จากมันจริงหรือไม่ ตรงนี้คือจุดที่ตัวเลข Gross Export หลอกตาที่สุด เพราะสินค้าในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ทัศนศาสตร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของมาเลเซีย กลับมี DVA เพียง 54% ของมูลค่าส่งออกรวม หมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าที่ปรากฏในสถิติการค้าจริงแล้วเป็นมูลค่าที่นำเข้าจากต่างประเทศผ่านมาเลเซียเพียงในฐานะจุดประกอบหรือแปรรูปขั้นปลายก่อนส่งออกต่อไป สิ่งนี้อธิบายได้ด้วยลักษณะของห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chain) ที่กระจุกตัวอยู่ในขั้นตอนที่ใช้แรงงานเข้มข้นหรือการประกอบ
ขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จับต้องได้ง่ายและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้เร็ว แต่กลับเป็นขั้นตอนที่สร้างมูลค่าเพิ่มน้อยที่สุดในห่วงโซ่ทั้งหมด ตรงกันข้ามกับกลุ่มเคมีภัณฑ์ ซึ่งแม้จะดูมีความซับซ้อนน้อยกว่าในสายตาคนทั่วไป แต่กลับกักเก็บ DVA ได้สูงถึง 61% ของมูลค่าส่งออก สะท้อนว่ามาเลเซียมีขีดความสามารถภายในประเทศที่ลึกกว่าในอุตสาหกรรมนี้ ผู้เขียนมองว่าความแตกต่างระหว่างสองอุตสาหกรรมนี้คือบทเรียนสำคัญที่สุดของรายงานฉบับนี้ นั่นคือ ความซับซ้อนของสินค้าที่ปรากฏในสถิติการค้า ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวกันกับความซับซ้อนของขีดความสามารถภายในประเทศ และประเทศที่ไล่ตามการเติบโตของตัวเลขการส่งออกเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าใครเป็นผู้ถือครองความมั่งคั่งจากมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่นั้นๆ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียง "โรงงานประกอบที่ทันสมัย" มากกว่าจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีเศรษฐกิจซับซ้อนอย่างแท้จริง
เดิมพันที่มาเลเซียแบกรับ และคำถามที่ไทยต้องถาม
จากทั้งสามมุมมองข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่าการยกระดับ Economic Complexity จะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนผลิตภาพการผลิตและคุณภาพของแรงงานได้จริงก็ต่อเมื่อมาเลเซียทำสามเรื่องไปพร้อมกัน คือ
เลือกกระจายความเสี่ยงไปยังสินค้าที่ต่อยอดจากขีดความสามารถเดิมอย่างมีทิศทาง ลงทุนสร้างขีดความสามารถภายในประเทศในขั้นตอนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของห่วงโซ่คุณค่า ไม่ใช่แค่ดึง FDI เข้ามาประกอบชิ้นส่วน และวัดความสำเร็จด้วย DVA ไม่ใช่ Gross Export เพียงอย่างเดียว หากขาดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ความเสี่ยงคือมาเลเซียอาจเห็นตัวเลขส่งออกสวยงามต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่รายได้ต่อหัวและคุณภาพงานในประเทศไม่ได้ขยับตามเท่าที่ควร ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "กับดักรายได้ปานกลาง" (Middle-Income Trap) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ประเทศเติบโตจนถึงระดับรายได้ปานกลางแล้ว แต่ไม่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมและผลิตภาพต่อไปสู่ระดับรายได้สูงได้ สำหรับประเทศไทยเอง กรณีของมาเลเซียคือกระจกสะท้อนที่ควรมองอย่างจริงจัง เพราะโครงสร้างการส่งออกไทยก็เผชิญคำถามคล้ายกันในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อไทยเองก็มีสัดส่วนการพึ่งพาปัจจัยการผลิตนำเข้าในภาคอุตสาหกรรมสูงเช่นกัน แม้จะยังไม่มีการเทียบเคียงตัวเลข DVA รายอุตสาหกรรมแบบเดียวกับมาเลเซียโดยตรง คำถามที่ผู้เขียนทิ้งไว้จึงไม่ใช่แค่ "มาเลเซียจะไล่ตามความซับซ้อนทางเศรษฐกิจได้หรือไม่" แต่คือ "ไทยเองกำลังตกอยู่ในกับดักเดียวกันโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า"
*บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด
ภาพ: The Atlas of Economic Complexity

ถอดรหัสวิกฤตบ้านเวียดนาม เมื่อสินเชื่อท่วมตลาด แต่คนกลับซื้อบ้านไม่ได้กวิน งามสุริยโรจน์*ช่องว่างระหว่างรายได้กับราคาที่...
14/09/2026

ถอดรหัสวิกฤตบ้านเวียดนาม เมื่อสินเชื่อท่วมตลาด แต่คนกลับซื้อบ้านไม่ได้
กวิน งามสุริยโรจน์*
ช่องว่างระหว่างรายได้กับราคาที่อยู่อาศัยในเวียดนาม
ข้อมูลจากธนาคารโลกใน Viet Nam Economic Update ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุตัวเลขที่น่าสนใจ นั่นคือแม้แต่พนักงานธนาคารในฮานอยที่มีเงินเดือนสูงถึง 55 ล้านดองต่อเดือน ก็ยังต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะสามารถซื้อคอนโดมิเนียมกลางเมืองได้ ตัวเลขนี้สอดคล้องกับข้อมูลเชิงระบบที่รายงานระบุว่า อัตราส่วนราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยต่อรายได้ในบางพื้นที่ของเวียดนามพุ่งสูงถึง 30 เท่าของรายได้ต่อปี ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานสากลสำหรับความสามารถในการซื้อบ้านอยู่ที่เพียง 3-8 เท่าเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้ควรค่าแก่การพิจารณาคือ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวถึง 42% ในปี 2568 เกือบสองเท่าของอัตราการเติบโตสินเชื่อทั้งระบบที่ 19% จนสัดส่วนสินเชื่ออสังหาฯ แตะระดับ 25.5% ของสินเชื่อคงค้างทั้งหมด คำถามที่น่าพิจารณาคือ เหตุใดเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์มากขนาดนี้ จึงไม่ได้ทำให้การเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไปดีขึ้นตามไปด้วย บทความนี้จะพิจารณาปัญหานี้จาก 4 มุมมอง คือ กลไกการส่งผ่านของสินเชื่อที่ "ติดหนึบ" อยู่ในภาคอสังหาฯ การกระจายผลประโยชน์ที่บิดเบือนไปจากภาคเศรษฐกิจจริง ปมของ Housing Paradox ที่แท้จริง และความเสี่ยงเชิงระบบที่สะสมตัวอยู่เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตดังกล่าว
สภาพคล่องส่วนเกินที่ไหลไปยังสินทรัพย์แทนที่จะไหลไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
กลไกแรกที่ควรทำความเข้าใจคือ เหตุใดเงินจำนวนมากที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเวียดนามผ่านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย จึงไม่ได้แปลงเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ข้อมูลชี้ว่า Broad Money (M2) ขยายตัวเร็วกว่า GDP เชิงระบุ (Nominal GDP) มาอย่างต่อเนื่อง จนผลักให้ Velocity of Money หรือความเร็วของการหมุนเวียนเงินร่วงลงมาอยู่ที่ 0.6 ในปี 2568 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ
ในทางเศรษฐศาสตร์ Velocity ที่ลดลงหมายความว่าเงินหนึ่งหน่วยถูกใช้จ่ายซ้ำในระบบเศรษฐกิจน้อยครั้งลงในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคที่ระมัดระวัง ความไม่แน่ใจของภาคธุรกิจ และการสะสมเงินออมที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เงินที่ "หมุนช้า" นี้ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เฉยๆ แต่เปลี่ยนช่องทางไหลจากภาคการผลิตและการบริโภคทั่วไป ไปสู่สินทรัพย์ที่มีหลักประกันสูงอย่างอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องบริหารความเสี่ยงของตัวเองจึงมีแนวโน้มปล่อยกู้ให้กับภาคที่มีที่ดินและอาคารเป็นหลักประกันมากกว่าธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงกว่าแต่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า นี่คือกลไกการส่งผ่านที่ทำให้สภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินกลายเป็นแรงดันขึ้นของราคาสินทรัพย์ มากกว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนของอุปสงค์และผลผลิตจริง
เมื่อแรงจูงใจของธนาคารไม่สอดคล้องกับภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ
หากมองในมิติของการกระจายผลประโยชน์ จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์โต 42% สินเชื่อภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมกลับเติบโตเพียง 12.1% และ 9.1% ตามลำดับ ส่วนสินเชื่อ SME ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของการจ้างงานในประเทศ ก็ยังคงเติบโตในระดับไม่มากนักตามคำอธิบายของธนาคารโลกเอง
ความแตกต่างนี้สะท้อน Structural Credit Misallocation ที่ฝังอยู่ในโครงสร้างแรงจูงใจของภาคธนาคาร กล่าวคือ ธนาคารมีแนวโน้มปล่อยกู้ให้ภาคที่มีหลักประกันสูงแต่ผลิตภาพต่ำ (Collateral-Rich but Low-Productivity Segments) มากกว่าภาคที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและการจ้างงาน คำถามที่น่าพิจารณา คือ นี่คือความล้มเหลวของกลไกตลาด หรือเป็นผลลัพธ์ที่มีเหตุมีผลจากมุมมองของธนาคารแต่ละแห่งที่ต้องบริหารความเสี่ยงเฉพาะตัว คำตอบน่าจะอยู่ตรงกลาง นั่นคือ เมื่อผู้กำกับดูแลยังไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการจูงใจให้สินเชื่อไหลไปสู่ภาคที่มีผลิตภาพสูงกว่า พฤติกรรมที่เหมาะสมในระดับจุลภาคของแต่ละธนาคารจึงอาจรวมกันกลายเป็นผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ในระดับมหภาค นี่คือสิ่งที่ตำราเศรษฐศาสตร์เรียกว่าปัญหา Market Failure ที่เกิดจากแรงจูงใจของธนาคารแต่ละแห่งไม่สอดคล้องกับประโยชน์ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม (Misaligned Incentives) ซึ่งต้องอาศัยกลไกเชิงนโยบายเข้ามาช่วยปรับทิศทาง มากกว่าจะปล่อยให้กลไกตลาดจัดการเองทั้งหมด
นโยบายที่มีอยู่แล้ว แต่ยังไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย
นี่นำมาสู่ผลลำดับที่สองซึ่งเป็นแก่นของ Housing Paradox — เหตุใดสินเชื่อที่ไหลเข้าสู่ภาคอสังหาฯ อย่างมาก จึงไม่ได้ทำให้การเข้าถึงที่อยู่อาศัยดีขึ้นตามสัดส่วน รัฐบาลเวียดนามเองตระหนักถึงประเด็นนี้ และได้ออกนโยบายสามชุดเพื่อพยายามเปลี่ยนทิศทางสินเชื่อไปสู่ที่อยู่อาศัยราคาประหยัด ได้แก่ โครงการอุดหนุนดอกเบี้ย โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม และโครงการ "หนึ่งล้านหลังคาเรือน" ที่ตั้งเป้าสร้างที่อยู่อาศัยราคาประหยัดอย่างน้อยหนึ่งล้านยูนิตสำหรับครัวเรือนรายได้น้อยและแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม
สิ่งที่ธนาคารโลกชี้ให้เห็นคือ แม้กรอบนโยบายและกลไกทางการเงินจะมีอยู่แล้ว การนำไปปฏิบัติกลับล่าช้าและกระจัดกระจาย ถูกจำกัดด้วยอุปสรรคทางกฎหมาย การเวนคืนที่ดินที่ล่าช้า ความสามารถในการทำกำไรที่จำกัดของผู้พัฒนาโครงการ และกระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ที่ซับซ้อน ข้อสังเกตนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอาจไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนตั้งแต่แรก แต่เป็นปัญหาเชิงสถาบันและกระบวนการที่ทำให้เงินทุนซึ่งมีอยู่แล้วไม่สามารถไหลไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน สินเชื่ออสังหาฯ กระแสหลักยังคงไหลเข้าสู่โครงการเชิงพาณิชย์ที่ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนเป็นสำคัญ มากกว่าผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ทำให้ราคาบ้านได้รับแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์เชิงลงทุนไม่น้อยไปกว่าอุปสงค์เพื่อการอยู่อาศัย
ความเสี่ยงเชิงระบบที่สะสมตัว และนัยต่อไทย
เมื่อพิจารณาทั้งสามมุมมองข้างต้นร่วมกัน ประเด็นสำคัญของเวียดนามอาจไม่ใช่การขาดแคลนสินเชื่อ แต่คือการจัดสรรสินเชื่อที่ยังไม่สอดคล้องกับทิศทางที่เศรษฐกิจต้องการ ซึ่งกำลังสะสมความเสี่ยงเชิงระบบอยู่เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตที่ดูดี ธนาคารที่พึ่งพาเงินฝากระยะสั้นเพื่อปล่อยกู้อสังหาฯ ระยะยาวกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก Maturity Mismatch ซึ่งหากเกิดการถอนสภาพคล่องกะทันหันอาจสร้างแรงกดดันต่องบดุลธนาคารได้ไม่ต่างจากบทเรียนในอดีต ทั้งวิกฤตตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนปี 2565-2566 และกรณีธนาคาร SCB ที่แสดงให้เห็นว่าความเครียดในภาคอสังหาฯ สามารถลุกลามสู่ระบบการเงินในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ Capital Adequacy Ratio ของระบบธนาคารเวียดนามอยู่ที่เพียง 12.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่าเวียดนามมีกันชนรองรับความเสี่ยงที่ค่อนข้างบาง ในขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงกลับกระจุกตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีนัยต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยที่มีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้นในตลาดทุนและภาคอสังหาริมทรัพย์เวียดนาม รวมถึงต่อภาพรวมเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาคอาเซียนที่ไทยเชื่อมโยงอยู่ผ่านห่วงโซ่การค้าและการลงทุน หากความเปราะบางในภาคธนาคารของเวียดนามปรากฏชัดขึ้น ผลกระทบอาจไม่จำกัดอยู่เพียงประเทศเดียว ประเด็นที่ควรติดตามต่อไปคือ เวียดนามจะสามารถปรับทิศทางสินเชื่อจากภาคอสังหาฯ ไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่สร้างผลิตภาพและการจ้างงานได้ทันเวลาเพียงใด ก่อนที่ความเสี่ยงที่สะสมไว้จะกลายเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะถัดไป
*บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด
ภาพ: World Bank, VietNamNet Global

บทวิเคราะห์ : Intertrade Insights ประจำเดือนกรกฎาคม 2569"ก.ค. ส่งออกโตต่อเนื่อง 25 เดือน ท่ามกลางส่วนแบ่งตลาดถดถอย จากดุ...
28/08/2026

บทวิเคราะห์ : Intertrade Insights ประจำเดือนกรกฎาคม 2569

"ก.ค. ส่งออกโตต่อเนื่อง 25 เดือน ท่ามกลางส่วนแบ่งตลาดถดถอย จากดุลการค้าที่ขาดดุลขยายตัวเร็วกว่าอัตราส่งออก"

อ่านต่อได้ที่ : https://tradestrategies.utcc.ac.th/intertrade-insights-july-2026/

ที่อยู่

Din Daeng
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6626976357

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย:

ทางลัด

แชร์