เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ เบอร์โทรติดต่อ 080-392-334-0 นางสาวหมีฝ่า อะซอง (ต้าร์)

คุณลักษณะผู้ขอมีสัญชาติไทยตาม ม.7 ทวิ วรรคสอง ฯ กรณีจบ ป.ตรี
07/08/2026

คุณลักษณะผู้ขอมีสัญชาติไทยตาม ม.7 ทวิ วรรคสอง ฯ กรณีจบ ป.ตรี

📢การขอมีสัญชาติไทย ตามมาตรา 19/2 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 #ส่วนการทะเบียนราษฎร #สำนักบริหารการทะเบีย...
04/08/2026

📢การขอมีสัญชาติไทย ตามมาตรา 19/2 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534
#ส่วนการทะเบียนราษฎร
#สำนักบริหารการทะเบียน
#กรมการปกครอง
(ฝากกด like👍กดแชร์👏 เพจด้วยนะคะ)

ขณะนี้เรามีโรงพยาบาลเครือข่ายจัดเก็บสารพันธุกรรม จำนวน 36 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นหน่วยจัดเก็บสารพันธุกรรมให้กับประชาชนใ...
21/07/2026

ขณะนี้เรามีโรงพยาบาลเครือข่ายจัดเก็บสารพันธุกรรม จำนวน 36 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นหน่วยจัดเก็บสารพันธุกรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ต้องการตรวจสารพันธุกรรมเพื่อนำผลไปใช้ในทางทะเบียนราษฎรและการขอสัญชาติไทย

🟢 อำนวยความสะดวก ลดภาระการเดินทางแก่ประชาชน
🟢 สำหรับคนไทยที่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร หรือต้องการแก้ไขรายการในทะเบียนราษฎร
🟢 สนใจร่วมโครงการ เริ่มต้นด้วยการติดต่อหน่วยงานปกครองในพื้นที่ (ที่ว่าการอำเภอ, เทศบาล ฯลฯ) แจ้งความประสงค์ขอดำเนินการทางทะเบียนราษฎร
🟢 หากต้องใช้ผลตรวจ DNA ให้หน่วยงานปกครองส่งเอกสารขอความอนุเคราะห์ตรวจสารพันธุกรรม #มายังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมระบุโรงพยาบาลเครือข่ายที่ประสงค์จะไปเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม
🟢 รอการติดต่อนัดหมายจากเจ้าหน้าที่
🔴 โรงพยาบาลเครือข่ายเป็น "หน่วยจัดเก็บ" เท่านั้น ตัวอย่างสารพันธุกรรมจะถูกส่งมาตรวจ ณ ห้องปฏิบัติการของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
🔴 ฟรีค่าตรวจในห้องปฏิบัติการ (อาจมีค่าบริการของทางโรงพยาบาล ไม่เกิน 500 บาท/ท่าน)

-----------------------

⭐ สนใจเข้าร่วมโครงการตรวจ DNA เพื่องานทะเบียนราษฎร หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อกลุ่มนิติเวชคลินิก สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ☎️โทร. 063-2733602 ในวันและเวลาทำการ

DSI เข้าร่วมกิจกรรม “ฮอมฮัก ฮ่วมใจ๋ แก้ไขสถานะ G เจียงใหม่”บูรณาการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลกลุ่มเด็กนักเรียนอักษร G ร่วมกับภ...
20/07/2026

DSI เข้าร่วมกิจกรรม “ฮอมฮัก ฮ่วมใจ๋ แก้ไขสถานะ G เจียงใหม่”
บูรณาการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลกลุ่มเด็กนักเรียนอักษร G ร่วมกับภาคีเครือข่าย

วันศุกร์ที่ที 17 กรกฎาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การอำนวยการของพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เข้าร่วมกิจกรรม “ฮอมฮัก ฮ่วมใจ๋ แก้ไขสถานะ G เจียงใหม่” โดยมีนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศประกอบด้วย นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ นายคีน ชัม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายความคุ้มครอง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

​ กิจกรรมในครั้งนี้สืบเนื่องจากสภาพปัญหาของเด็กนักเรียนไร้รัฐไร้สัญชาติ หรือเด็กนักเรียนอักษร G ซึ่งมีข้อจำกัด ในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหลายด้าน แม้จะได้รับโอกาสทางการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิด้านการรักษาพยาบาล การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ การเดินทาง และการคุ้มครองตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ จากเหตุดังกล่าว กรมการปกครองและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย กองกิจการ อำนวยความยุติธรรม ได้ร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการพิจารณาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนเหล่านี้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันเป็นการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนและป้องกันการเกิดอาชญากรรมในอนาคต ทั้งนี้ สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีเด็กนักเรียนอักษร G จำนวน 24,821 ราย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ และอีก 6 อำเภอใกล้เคียง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วนจำนวน 10,457 ราย กรมการปกครองร่วมกับภาคีเครือข่ายจึงได้เร่งรัดการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ได้อย่างเท่าเทียม โดยกิจกรรมในวันนี้จึงเป็นกิจกรรมในเชิงสัญลักษณ์ ตลอดจนเพื่อเป็นการมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการและหน่วยงานภาคีเครือข่าย ให้ร่วมกันบูรณาการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในกลุ่มเด็กนักเรียนอักษร G ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

​ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในการช่วยเหลือประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว เสมอภาค ทั่วถึง และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยกองกิจการอำนวย ความยุติธรรมจะได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิที่ตนพึงได้รับตามกฎหมายอย่างถูกต้องและรวดเร็วต่อไป

#กรมสอบสวนคดีพิเศษ #ฮอมฮัก #ฮ่วมใจ๋ #แก้ไขสถานะGเจียงใหม่ #ปัญหาของเด็กนักเรียนไร้รัฐไร้สัญชาติ #เด็กนักเรียนอักษรG

17/07/2026

กสม. ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำทรมานและบังคับให้สูญหายประชาชนในช่วงการประกาศนโยบายสงครามยาเสพติดเมื่อปี 2546 แนะกรมคุ้มครองสิทธิฯ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ระบุว่ามูลนิธิผสานวัฒนธรรมลงพื้นที่ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับข้อร้องเรียนจากสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ถึงกรณีการบังคับให้สูญหายและฆาตกรรมหลายราย ระหว่างปี 2543 – 2546 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ซึ่งในขณะนั้นประชาชนที่ได้รับผลกระทบอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายความมั่นคง (ผู้ถูกร้อง) ปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ความรุนแรง กระทำทรมาน และบังคับให้สูญหาย จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคลและห้ามมิให้มีการกระทำที่เป็นการทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฎว่า ระหว่างปี 2543 – 2546 เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการประกาศสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด มีประชาชนหลายรายถูกบังคับให้สูญหายและถูกทำให้เสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ กสม. เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการดำเนินนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดของรัฐบาล เมื่อปี 2546 แล้ว ตามรายงานผลการพิจารณา ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 โดยเห็นว่า นโยบายดังกล่าวจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่เข้าใจว่ามีอำนาจที่จะจัดการทุกรูปแบบแม้แต่การใช้ความรุนแรงเพื่อให้ปัญหายาเสพติดหมดสิ้นไป ทำให้มีการปฏิบัติต่อประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ จนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง
ส่วนผู้เสียหายตามคำร้องซึ่งมีการร้องเรียนมาอีกครั้งนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 13 ราย แบ่งเป็นถูกบังคับให้สูญหาย 10 ราย และเสียชีวิต 3 ราย และจังหวัดเชียงราย 5 ราย แบ่งเป็นถูกบังคับให้สูญหาย 4 ราย และเสียชีวิต 1 ราย แม้ว่าในการตรวจสอบจะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ขาดความรับผิดทางอาญาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการพิจารณาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งคำให้การของญาติผู้เสียหายเกือบทุกรายสอดคล้องกันในสาระสำคัญว่ากลุ่มบุคคลที่ควบคุมตัวหรือกระทำต่อผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจรัฐ ได้แก่ การแต่งกายเครื่องแบบคล้ายทหารหรือตำรวจ การพกพาอาวุธปืน การใช้ยานพาหนะของราชการ และการเข้าปฏิบัติการเป็นกลุ่มที่มีการจัดระเบียบ เมื่อพยานหลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภาระในการแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างควรเป็นหน้าที่ของรัฐด้วย เนื่องจากรัฐเป็นผู้ครอบครองข้อมูล บันทึก และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ญาติผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงพยานหลักฐานดังกล่าวได้โดยง่าย
เมื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหายหรือผู้เสียชีวิต หลายคนเป็นหัวหน้าครอบครัว บางครอบครัวมีเด็กที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และทุกครอบครัวต้องอยู่ในความเศร้าเนื่องจากไม่ทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบสามประการที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก ได้แก่ (1) เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบริบทของการปฏิบัติตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ ชี้ให้เห็นว่ายังขาดระเบียบปฏิบัติในการควบคุมตัวที่ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน (2) พฤติการณ์การควบคุมตัวโดยไม่มีหมายจับและการทำร้ายร่างกายต่อหน้าพยานล้วนเป็นการกระทำต้องห้ามภายใต้ CAT และ ICPPED ซึ่งบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอาจขาดความรู้ความเข้าใจในพันธกรณีระหว่างประเทศ และ (3) การที่ญาติผู้เสียหายหลายรายยังคงเกรงกลัวต่อความปลอดภัยของตนแม้เวลาผ่านมากว่าสองทศวรรษ สะท้อนถึงความล้มเหลวของกลไกรับเรื่องร้องเรียนในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
แม้การบังคับให้สูญหายตามคำร้องนี้ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้กระทำหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบกับเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี ซึ่งยากต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบเชื่อได้ว่าการสูญหายหรือเสียชีวิตตามคำร้องเกิดจากการบังคับให้สูญหายที่ส่งผลให้สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการคุ้มครอง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้ดำเนินการ สรุปได้ดังนี้
(1) ให้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีการกระทำให้บุคคลสูญหายตามคำร้องนี้จนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหายและรู้ตัวผู้กระทำผิด โดยสืบสวนสอบสวนกรณีผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตตามคำร้องนี้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และการตรวจสอบบันทึกการปฏิบัติงานของหน่วยทหารและตำรวจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายในช่วงปี 2543 – 2546
ทั้งนี้ ให้ประสานงานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อบันทึกข้อมูลอัตลักษณ์ของผู้สูญหายทุกรายตามที่ปรากฏในรายงานนี้ลงในระบบฐานข้อมูลกลางในการจัดเก็บและสืบค้นข้อมูลบุคคลสูญหายและพิสูจน์ศพนิรนาม และดำเนินการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมของญาติผู้สูญหายทุกรายเพื่อเปรียบเทียบกับศพนิรนามที่อาจค้นพบในอนาคต รวมถึงตรวจสอบว่ามีศพนิรนาม ที่ค้นพบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายในช่วงปี 2543 – 2546 ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนหรือไม่
(2) ให้กำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาให้แก่ญาติหรือครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิต โดยเยียวยาทางการเงินให้แก่ครอบครัวผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตทุกรายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยมิต้องรอผลการพิสูจน์ความรับผิดทางอาญาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เนื่องจากครอบครัวได้รับความเสียหายและแบกรับภาระมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และให้ออกเอกสารรับรองสถานะผู้ถูกบังคับให้สูญหายแก่ผู้สูญหายทุกรายเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการทางกฎหมายของครอบครัว รวมทั้ง ให้มีการแจ้งผลการดำเนินการและความคืบหน้าแก่ญาติหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษรทุก 90 วัน จนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหายทุกราย
(3) ให้กำหนดมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ โดยประสานงานกับกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อจัดทำและปรับปรุงระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ที่มีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ และให้จัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่เกี่ยวกับกฎหมายและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทรมานและการบังคับให้สูญหาย รวมทั้ง ให้จัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้ง่าย โดยให้มีล่ามและสื่อประชาสัมพันธ์ในภาษาท้องถิ่น และกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ผู้เสียหายไม่ต้องเกรงกลัวการแจ้งเรื่องร้องเรียนด้วย

17/07/2026

กิจกรรมการแก้ไขปัญหาสถานะและสัญชาติของเด็กนักเรียน G

สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ จัดคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ ระยะที่ 2 เดินหน้าแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลนักศึกษาไร้รัฐไร้สัญ...
06/07/2026

สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคเหนือ จัดคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ ระยะที่ 2 เดินหน้าแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลนักศึกษาไร้รัฐไร้สัญชาติ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พื้นที่ภาคเหนือ (สำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคเหนือ) จัดกิจกรรม คลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมกาญสลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของนักศึกษาไร้รัฐไร้สัญชาติเป็นรายกรณี ให้สามารถเข้าสู่กระบวนการกำหนดหรือพิสูจน์สถานะบุคคลและสัญชาติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายภาณุพันธ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมกิจกรรมผ่านระบบ Zoom Meeting ด้วย
กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับและเปิดงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากนั้นคณะทำงานและภาคีเครือข่ายได้ร่วมตรวจคัดกรองเอกสาร ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้คำปรึกษาแก่กลุ่มนักศึกษา เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลเป็นรายกรณี พร้อมดำเนินการตรวจสอบเอกสารและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดกิจกรรม โดยมีนักศึกษาไร้รัฐไร้สัญชาติเข้าร่วมกว่า 200 คน ครอบคลุมผู้มีสถานะบุคคลหลากหลาย อาทิ ผู้ถือเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 0 เลข 8 รหัส G และผู้ที่อยู่ระหว่างกระบวนการกำหนดหรือพิสูจน์สถานะบุคคล เพื่อวางแนวทางการดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและกฎหมาย
นอกจากนี้ คณะทำงานยังได้ร่วมสรุปผลการดำเนินกิจกรรม แลกเปลี่ยนข้อค้นพบและอุปสรรคในการดำเนินงาน ตลอดจนหารือแนวทางพัฒนากลไกการช่วยเหลือนักศึกษาไร้รัฐไร้สัญชาติของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายในระยะยาว โดยมีข้อเสนอให้ศึกษารูปแบบการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อนำมาพัฒนาระบบการช่วยเหลือด้านสถานะบุคคลให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น
กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและภาคประชาสังคม ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมการปกครอง สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิแอ๊ดดร้า (ADRA) มูลนิธิพันธกิจลอว์ (LAW Foundation) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของนักศึกษาไร้รัฐไร้สัญชาติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม

25/06/2026

ฝ่ายปกครอง ร่วมกับเครือข่ายสถานะบุคคล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดห้องทะเบียนเคลื่อนที่ คัดกรองกลุ่มเด็กนักเรียนรหัส G เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ยังคงอาศัยในพื้นที่และมีตัวตนที่แท้จริงหรือไม่ หลังพบข้อมูลการทุจจริตสวมชื่อเด็กนักเรียนรหัส G ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และนำไปสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

#เด็กนักเรียนรหัสG #เชียงราย #เปิดประเด็นเป็นที่พึ่ง #ศูนย์ข่าวภาคเหนือ #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ

ที่อยู่

9/1 หมู่ 18 ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดChiang Mai
Chiang Mai
50150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 16:00
อังคาร 09:00 - 16:00
พุธ 09:00 - 16:00
พฤหัสบดี 09:00 - 16:00
ศุกร์ 09:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66603923340

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ:

ทางลัด

แชร์