เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ เบอร์โทรติดต่อ 080-392-334-0 นางสาวหมีฝ่า อะซอง (ต้าร์)

สืบเนื่องจากเทศการสงกรานต์ ตามประเพณี ทางเครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ นำโดยนางสาวหมี่ฝ่า อะซอง ประธานเครือข...
21/04/2026

สืบเนื่องจากเทศการสงกรานต์ ตามประเพณี ทางเครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ นำโดยนางสาวหมี่ฝ่า อะซอง ประธานเครือข่ายอาสาฯ ได้นำเจ้าหน้าที่และอาสาชุมชนเข้ารดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่อำเภอแม่แตง เริ่มจากดำหัวพ่อเมืองแม่แตง นายจักรพันธุ์ ทองอ่ำ นายอำเภอแม่แตง นางสาวอุบล บุญมาก นายกเทศมนตรีตำบลอินทขิล และผู้นำชุมชน11หมู่บ้านในพื้นที่การทำงาน และได้พาทีมอาสารดน้ำดำหัวผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล และ ที่ปรึกษามูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ ผู้อำนวยการมูลนิธิพันธกิจลอว์ พวกเราขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุข และสุขสมหวังในหน้าที่การงานทุกท่าน ครับ / ค่ะ

HUMANRIGHTS: เส้นทางยาวไกล  ของ 'แฝดไร้สัญชาติที่เกิดต่างโรงพยาบาล' สู่สถานะทางกฎหมาย และสัญชาติ  22 ปีที่รอคอย จุดเปลี่...
04/04/2026

HUMANRIGHTS: เส้นทางยาวไกล ของ 'แฝดไร้สัญชาติที่เกิดต่างโรงพยาบาล' สู่สถานะทางกฎหมาย และสัญชาติ 22 ปีที่รอคอย จุดเปลี่ยนจากมติคณะรัฐมนตรี

เช้าวันหนึ่งเมื่อ 22 ปีก่อน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นถึงสองครั้งในโรงพยาบาลสองแห่งที่อยู่ห่างกันราวหนึ่งชั่วโมงในจังหวัดเชียงใหม่

'กนกวรรณ นงเยาว์' แฝดผู้พี่ ลืมตาดูโลกก่อนที่โรงพยาบาลดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด เธอมีน้ำหนักแรกเกิดเพียง 900 กรัม เล็กจนสามารถวางอยู่บนอุ้งมือของพ่อได้ พยาบาลอุ้มทารกตัวน้อยไปหา 'ซอ คำปัน' ผู้เป็นพ่อ และถามเขาว่า ยังต้องการจะเก็บทารกไว้หรือไม่ เพราะโอกาสรอดชีวิตมีน้อยมาก

“ลูกของผม ผมจะดูแลเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” เขาตอบ

หลังคลอด 'กนกวรรณ' ผู้เป็นแม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ขณะที่แฝดผู้น้องยังอยู่ในครรภ์ เธอจึงถูกส่งตัวด่วนไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่นั่น 'กมลวรรณ นงเยาว์' แฝดผู้น้องได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีน้ำหนักแรกเกิด 1.1 กิโลกรัม

ฝาแฝดคู่นี้จึงถือกำเนิดต่างโรงพยาบาล ต่างสถานที่ ท่ามกลางความพยายามของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตแม่และเด็ก

สองเดือนแรกของชีวิต ทารกทั้งสองต้องอยู่ในตู้อบ ชีวิตเล็ก ๆ ที่เปราะบางยังแขวนอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย แต่ในที่สุด เด็กหญิงทั้งคู่ก็รอดชีวิต เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง และผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้

แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเธอไม่ได้รับตั้งแต่แรกเกิด กลับเป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ สัญชาติ

วันนี้ กนกวรรณ และ กมลวรรณ มีอายุ 22 ปี ทั้งสองอาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่ชายที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ครอบครัวของเธอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์โดยพ่อแม่ทำงานรับจ้างก่อสร้าง

ตามกฎหมายแล้ว เด็กทั้งสองมีสิทธิได้รับสัญชาติไทย แต่ความคลาดเคลื่อนของเอกสารตั้งแต่วันแรกของชีวิต กลับทำให้สิทธินั้นไม่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ และกลายเป็นปัญหาที่ติดตัวมานานกว่าสิบปี

“เรื่องมันเริ่มจากความผิดพลาดในเอกสารของพ่อค่ะ ตอนแจ้งเกิดพวกหนู ชื่อพ่อในใบเกิดกับในบัตรประชาชนปัจจุบันไม่ตรงกัน ทำให้เอกสารของหนูกับน้องและพี่ชายมีปัญหาตามไปด้วยค่ะ” กนกวรรณ เล่า

ในช่วงเวลานั้น เอกสารประจำตัวของพ่อมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ทั้งชื่อที่ใช้ไม่ตรงกัน บัตรที่ถูกยกเลิก และหมายเลขประจำตัวที่ออกใหม่ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ ในเอกสาร แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของชีวิต

การไม่มีสัญชาติทำให้โอกาสหลายอย่างในชีวิตหายไป เวลาจะสมัครเรียนต่อหรือสมัครทุนการศึกษา ซึ่งมักกำหนดว่าผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย พวกเธอก็หมดสิทธิทันที การกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวก็ทำไม่ได้

ครอบครัวจึงต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายค่าเทอม ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเอง นอกจากนี้ หากต้องการเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อฝึกงานหรือเข้าร่วมการแข่งขัน ก็ต้องขออนุญาตจากอำเภอ

“มันเหมือนโอกาสในการพัฒนาตัวเองถูกปิดกั้นค่ะ ทั้งที่พวกหนูตั้งใจเรียนมาตลอด และมีคุณสมบัติพอจะได้รับโอกาสนั้น แต่กลับเสียโอกาสเพียงเพราะไม่มีสัญชาติ” กมลวรรณกล่าว

ภาวะไร้สัญชาติส่งผลต่อชีวิตเด็กคนหนึ่งในทุกมิติ เด็กย่อมมีความเสี่ยงต่อความยากจนมากขึ้น และเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และการคุ้มครองตามกฎหมาย

เมื่อเติบโตขึ้น เด็กที่ไร้สัญชาติมักมีความเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกแสวงประโยชน์ หรือจำเป็นต้องทำงานที่เสี่ยงอันตรายและมีรายได้น้อย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบุคคลไร้สัญชาติจำนวนมากของโลก ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีบุคคลไร้สัญชาติมากกว่า 509,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่า 150,000 คน

แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในด้านกฎหมายและนโยบาย แต่การดำเนินงานในระดับพื้นที่ยังคงซับซ้อนและใช้เวลานาน เจ้าหน้าที่ระดับอำเภอมักต้องรับมือกับภาระงานจำนวนมากและมีทรัพยากรจำกัด ขณะเดียวกันก็อาจยังไม่คุ้นเคยกับนโยบายหรือขั้นตอนต่าง ๆ ในการพัฒนาสถานะบุคคล

ขณะเดียวกัน บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติเองก็มักขาดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นกระบวนการอย่างไร
สำหรับครอบครัวนงเยาว์ กระบวนการนี้คือการเดินทางอันยาวนาน
ตลอดเวลากว่าสิบปี ซอ คำปัน พยายามแก้ไขเอกสารประจำตัวของตนเอง ครอบครัวต้องยื่นเอกสารซ้ำแล้วซ้ำเล่า และผ่านการสัมภาษณ์หลายครั้ง

ในปี 2565 กมลวรรณ กนกวรรณ รวมถึงพี่ชายและพ่อของเธอ ได้เข้ารับการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นขอสัญชาติ

“ครอบครัวเราเหนื่อยกับการรอคอยครับ เรายื่นเอกสารหลายรอบมาก สอบปากคำก็แล้ว ตรวจ DNA ก็แล้ว แต่เรื่องก็เงียบไปนาน จนพวกเราเกือบจะท้อกันแล้วครับ แทบจะนึกภาพไม่ออกว่าจะมีโอกาสได้ไหม เพราะทุกครั้งที่ไปติดตามเรื่อง ก็มักได้คำตอบว่าให้รอ แล้วพอใกล้ถึงนัดก็เลื่อนออกไปอีก” กมลภพ พี่ชายของสองแฝด กล่าว

ในปี 2564 ยูนิเซฟและมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคลทางกฎหมาย ได้ริเริ่มโครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เพื่อช่วยเหลือเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติให้ได้รับสถานะทางกฎหมาย รวมถึงสัญชาติ

ภายใต้โครงการนี้ เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ไปยังชุมชนและโรงเรียนในหลายจังหวัดของภาคเหนือ เพื่อช่วยเด็กไร้สัญชาติและเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยช่วยเด็ก ๆ และผู้ปกครองเตรียมเอกสารที่จำเป็น และประสานงานกับที่ว่าการอำเภอในการยื่นเรื่องขอสถานะบุคคล ตลอดจนติดตามความคืบหน้าของเด็กแต่ละคน

โครงการนี้ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเด็ก กฎหมาย และขั้นตอนของรัฐไทยในการพัฒนาสถานะบุคคล อีกทั้งช่วยอำนวยความสะดวกและลดภาระของครอบครัว ครู และเจ้าหน้าที่อำเภอ ซึ่งช่วยให้กระบวนการมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ ห้องทะเบียนเคลื่อนที่ได้เข้าถึงเด็กไร้สัญชาติมากกว่า 50,000 คน และเด็กกว่า 10,000 คน ได้รับการพัฒนาสถานะทางกฎหมายแล้ว ครอบครัวนงเยาว์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

อย่างไรก็ตาม กระบวนการในการขอสัญชาติยังคงดำเนินไปอย่างช้า จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ

ในเดือนตุลาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเร่งรัดกระบวนการการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้กับบุคคลไร้สัญชาติกว่า 483,000 คน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2527 รวมถึงเด็กประมาณ 142,000 คน ซึ่งเกิดในประเทศไทยและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
สำหรับครอบครัวจำนวนมากที่รอคอยมานานหลายปี หรือแม้กระทั่งหลายทศวรรษ เช่น ครอบครัวนงเยาว์ มติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

“มติคณะรัฐมนตรีปี 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง กระบวนการที่เคยใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี สามารถย่นเหลือเพียงไม่กี่วันในหลายกรณี สำหรับเด็กแล้ว สิ่งนี้มีความหมายมาก เพราะหมายถึงการปลดล็อกอุปสรรคในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา การคุ้มครอง และโอกาสต่าง ๆ” ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว

ในเดือนตุลาคม 2568 กนกวรรณ กมลวรรณ และกมลภพ ได้ยื่นขอสัญชาติอีกครั้ง และเพียงหนึ่งเดือนต่อมา ทั้งหมดก็ได้รับสัญชาติไทย

“รู้สึกโล่งใจมากค่ะ เรารอมานานจนเกือบจะเลิกหวังไปแล้ว” กมลวรรณกล่าว

สำหรับ กนกวรรณ การได้สัญชาติมีความหมายกับอนาคตของเธออย่างมาก เพราะเธอมีความฝันอยากเป็นข้าราชการครู ซึ่งจำเป็นต้องมีสัญชาติไทย ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ตอนที่เธอเลือกเรียน เธอยังไม่ได้สัญชาติไทย และก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะได้รับสัญชาติหรือไม่

“ตอนที่เลือกเรียนก็ยอมรับว่าเสี่ยงค่ะ แต่หนูอยากเป็นข้าราชการครู และอยากกลับไปสอนเด็ก ๆ ในชุมชนที่ห่างไกล หนูรู้ดีว่าพวกเขามีปัญหาหลายอย่าง เลยอยากให้พวกเขาได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด” กนกวรรณ กล่าว

ส่วนกมลวรรณ แฝดผู้น้อง ก็กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่เช่นกัน และหวังจะสร้างอนาคตในสายธุรกิจ

สำหรับฝาแฝดคู่นี้ ปาฏิหาริย์ครั้งที่สองในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในตู้อบของโรงพยาบาล แต่เกิดขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอ ผ่านการออกบัตรประชาชนไทย

“ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติสามารถแก้ไขได้ และสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว หากมีนโยบายที่ชัดเจน เจตจำนงที่จริงจัง และการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ”

ปริญญา กล่าวว่า ยูนิเซฟยังคงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับรัฐบาลและพันธมิตรในการดำเนินการตามมติดังกล่าว ทั้งผ่านโครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่ การพัฒนาระบบลงทะเบียนออนไลน์ และการสนับสนุนในด้านอื่น ๆ ที่จำเป็น ในการขจัดภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อมอบความหวัง ศักดิ์ศรี และโอกาสให้กับเด็กทุกคนในประเทศไทย

“ไม่มีเด็กคนใดควรเติบโตขึ้นมาโดยไร้ตัวตนทางกฎหมายเด็กทุกคนควรได้รับการจดทะเบียนการเกิดและได้รับการรับรองตามกฎหมาย เพราะเมื่อเด็กได้รับสถานะทางกฎหมาย เราไม่ได้เพียงมอบบัตรประจำตัวให้แก่พวกเขา แต่กำลังมอบอนาคตที่เด็กทุกคนสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่” ” ปริญญากล่าวย้ำ

รายงาน : ณัฐฐา กีนะพันธ์
ภาพ: อรุณ ร้อยศรี

#เดอะรีพอร์ตเตอร์ #ยุติไร้รัฐไร้สัญชาติ

04/04/2026
ฝาแฝดกับภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ (กว่าจะได้สัญชาติ)
01/04/2026

ฝาแฝดกับภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ (กว่าจะได้สัญชาติ)

ไม่มีเด็กคนใดควรเติบโตขึ้นมาโดยไร้ตัวตนทางกฎหมายเพราะนั่นหมายถึงการเข้าถึงสิทธิและบริการที่จำเป็นได้...

31/03/2026
UPDATE: DOPA N.I.C.E. ร่วมกับ 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการ 'ตัดบัตรกรุงเก่า' จับปลัดอำเภอ-นายหน้า รวม 6 ราย ทุจริต 'ส่วยบัต...
31/03/2026

UPDATE: DOPA N.I.C.E. ร่วมกับ 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการ 'ตัดบัตรกรุงเก่า' จับปลัดอำเภอ-นายหน้า รวม 6 ราย ทุจริต 'ส่วยบัตรเด็ก' ทำบัตรประชาชนให้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย 217 ราย พบเป็นเด็กต่ำกว่า 15 ปี

วันนี้ (31 มี.ค. 69) คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. ร่วมกับ 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการ 'ตัดบัตรกรุงเก่า' จับกุมเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตสวมสิทธิทางทะเบียน ที่ที่ว่าการอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำโดย นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง และหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และ พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นายปริญญา วิกุลศิริรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พันตำรวจตรี เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาคผู้นำหน่วย

คดีนี้สืบเนื่องจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 1 (สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 1) ได้รับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ กรณี มีนายหน้านำพาบุคคลต่างด้าวย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในพื้นที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย เป็นจำนวนมากผิดปกติ ประกอบกับในขณะนั้น สื่อสังคมออนไลน์ ได้เผยแพร่ข่าวในกรณีดังกล่าว ซึ่งอยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน

สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 1 จึงได้ประสานไปยังกรมการปกครอง ผ่านส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ปรากฏพบว่า ฝ่ายทะเบียนและบัตรที่ทำการปกครองอำเภอวังน้อย ได้มีการออกบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยให้กับบุคคลต่างด้าวจริง ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี

โดยตรวจพบว่าในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มีการแจ้งย้ายบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยเข้ามาในทะเบียนบ้าน 3 หลัง เป็นจำนวนมาก โดยมีนายหน้าเข้ามาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของห้องทะเบียนของที่ทำการปกครองอำเภอวังน้อยเพื่อพาบุคคลต่างด้าวมาดำเนินการดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขอมีบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หลังจากนั้นจะมีการแจ้งย้ายออกในระยะเวลาอันสั้น เมื่อได้บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 - 18 ธันวาคม 2568 กรมการปกครอง ได้จัดส่งชุดปฏิบัติการสืบสวน (ภายหลังได้จัดตั้งเป็นคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทะเบียน กรมการปกครอง หรือ DOPA N.I.C.E. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ท. เขต 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบข้อมูลในระบบทะเบียน เอกสารสำคัญ ณ สำนักทะเบียนอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักอาศัยตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านว่า มีการย้ายบุคคลต่างด้าวเข้ามาเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม พบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิด ดังนี้

1. พบการนำพาคนต่างด้าว โดยกลุ่มนายหน้า จะนำพาคนต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เดินทางมาโดยรถตู้ครั้งละประมาณ 6 - 20 คน มายังสำนักทะเบียนอำเภอวังน้อย โดยไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาด้วย

2. พบการแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้านที่เป็นเท็จ โดยมีการยื่นคำร้องขอย้ายชื่อคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน (ท.ร.13) ในพื้นที่อำเภอวังน้อย เป็นจำนวนมากผิดปกติ โดยใช้บ้านเป้าหมายเพียง 3 หลัง ซึ่งคนต่างด้าวไม่ได้มาพักอาศัยอยู่จริง ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึง 25 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่

2.1 บ้านเลขที่ 51/744 หมู่ 3 ตำบลลำไทร มีการรับแจ้งย้ายที่อยู่เข้าในทะเบียนบ้าน จำนวน 31 ราย แต่จากการตรวจสอบมีลักษณะใช้เป็นที่เก็บของ ไม่ได้ใช้อยู่อาศัย

2.2 บ้านเลขที่ 3 หมู่ 2 ตำบลชะแมบ มีการรับแจ้งย้ายที่อยู่เข้าในทะเบียนบ้าน จำนวน 47 ราย

2.3 บ้านเลขที่ 25/4 หมู่ 3 ตำบลพยอม มีการรับแจ้งย้ายที่อยู่เข้าในทะเบียนบ้านจำนวน 136 ราย แต่จากการตรวจสอบมีลักษณะเป็นสภาพบ้านร้าง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้

3. พบการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน หลังจากดำเนินการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการยื่นคำร้องขอทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยในทันที

4. พบการแจ้งย้ายออก เมื่อได้รับบัตรประจำตัวฯ แล้ว จะมีการแจ้งย้ายชื่อคนต่างด้าวออกจากทะเบียนบ้านทันที หรือภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ซึ่งแสดงเจตนาว่าการย้ายเข้ามีวัตถุประสงค์เพื่อทำบัตรฯ เท่านั้น
5. การให้ผลประโยชน์ตอบแทน เจ้าบ้านที่ยินยอมให้ใช้ทะเบียนบ้านจะได้รับการติดต่อ จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของที่ว่าการอำเภอวังน้อย ให้ไปลงลายมือชื่อในเอกสารและจะได้รับเงินค่าตอบแทน 1,000 - 3,000 บาท ต่อคนต่างด้าว 1 ราย

ดังนั้น กรณีนี้จึงเห็นได้ชัดว่า การรับแจ้งย้ายคนต่างด้าวจำนวนมากเข้าทะเบียนบ้าน เพียง 3 หลัง ในช่วงเวลาต่อเนื่องกัน (กรกฎาคม ถึง พฤศจิกายน 2568) หากเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบ ซื่อสัตย์ สุจริต ย่อมพึงเห็นได้ง่าย ถึงความผิดปกติดังกล่าว แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งสอบสวนเจ้าบ้านและพยานได้ให้ถ้อยคำว่า ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ไปลงลายมือชื่อในเอกสาร เพื่อรับย้ายคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านดังกล่าวที่ สำนักทะเบียนอำเภอวังน้อย โดยได้รับเงินค่าตอบแทน เป็นเงิน 1,000 -3,000 บาท/ต่างด้าว 1 คน โดยที่คนต่างด้าวไม่เคยอาศัยอยู่จริงในบ้าน ที่รับแจ้งย้ายเข้าแต่อย่างใด และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพบ้านทั้ง 3 หลังดังกล่าว ไม่พบบุคคลต่างด้าวอาศัยอยู่ โดยเฉพาะบ้านเลขที่ 25/4 หมู่ 3 ตำบลพะยอม มีสภาพเป็นบ้านร้างมาหลายปีไม่สามารถอยู่อาศัยได้ จึงเป็นการแจ้งย้ายเข้าและรับแจ้งย้ายที่อยู่อันเป็นเท็จ และมีการยื่นขอมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยทันที (เป็นการขอมีบัตรครั้งแรก) และเมื่อทำบัตรแล้วจะแจ้งย้ายที่อยู่ออกไปจากบ้านที่ย้ายเข้า แสดงให้เห็นเจตนาว่าต้องการแจ้งย้ายที่อยู่เข้ามาในอำเภอวังน้อยเพื่อมายื่นคำขอทำบัตรฯ เท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาเปลี่ยนภูมิลำเนาย้ายเข้ามาอาศัยอยู่จริงในพื้นที่อำเภอวังน้อยแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การตรวจสอบพบว่า มีบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นนายหน้า เป็นผู้นำพาเด็กมาดำเนินการในการแจ้งย้ายที่อยู่และทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ประมาณ 6 - 20 รายต่อวัน (โดยเฉพาะวันจันทร์ที่มีการปฏิบัติงานนอกเวลาถึงเวลา 18.00 น.) โดยไม่ปรากฏว่ามีบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กมาดำเนินการหรือมอบอำนาจ เมื่อตรวจสอบคำร้อง ท.ร.31 ในการแจ้งย้ายเข้ากลับปรากฏว่ามีการลงชื่อของมารดาเด็กเป็นผู้ยื่นคำร้องและจากการตรวจสอบลายมือชื่อของมารดาในหนังสือเดินทางของมารดาและในคำขอมีบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยของมารดาพบว่า เป็นลายพิมพ์นิ้วมือไม่ตรงกับในคำร้อง ท.ร.31 ดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าลายมือชื่อมารดาในคำร้อง ท.ร.31 ขอแจ้งย้ายเข้าให้เด็กเป็นลายมือชื่อปลอม

ทั้งนี้ การรับแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้าน นายทะเบียนต้องตรวจสอบว่า ผู้ย้ายได้เข้ามาอาศัยอยู่จริงโดยมีเจตนาเปลี่ยนภูมิลำเนา รวมทั้งความสัมพันธ์ของผู้ย้ายกับเจ้าบ้านหรือผู้อยู่ในบ้านและหากเป็นการแจ้งย้ายผู้เยาว์ต้องตรวจสอบด้วยว่า เป็นการย้ายเข้าทะเบียนบ้านที่บิดามารดา หรือผู้ปกครองมีภูมิลำเนาอยู่ด้วยหรือไม่ ตามมาตรา 30/1 และมาตรา 30/2 แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 72 73 80 90 และข้อ 91 ของระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วย การจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า นายทะเบียนไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบดังกล่าวอีกทั้งการขอมีบัตรประจำตัวคน ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ตามข้อ 8 และข้อ 9 ของระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวคน ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 ต้องยื่นคำขอ ณ สำนักทะเบียนที่ผู้นั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ และถ้าเป็นการขอมีบัตรเป็นครั้งแรก ต้องเรียกและตรวจสอบหลักฐานที่บ่งบอกถึงรายการบุคคลของผู้ขอ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน หรือทะเบียนประวัติ และเอกสารที่ทางราชการออกให้ซึ่งมีรูปถ่ายของ ผู้ขอมีบัตร ซึ่งหากไม่มีหลักฐานดังกล่าว นายทะเบียนต้องสอบสวนพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือแทน จำนวน 2 คน

ซึ่งจากการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงพบว่า นายทะเบียนไม่ได้มีการสอบถ้อยคำพยานเพื่อยืนยันตัวบุคคลผู้ขอมีบัตรและไม่พบเอกสารการสอบถ้อยคำ ทั้งในแฟ้มเก็บเอกสารและในฐานข้อมูลการทะเบียนแต่อย่างใด
กรมการปกครองจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้ดำเนินการสอบสวนเบื้องต้น และเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติส่งเรื่องกลับให้ บก.ปปป. ดำเนินการต่อไป

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 บก.ปปป. จึงได้ขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 โดยศาลฯ ได้อนุมัติหมายจับบุคคล รวมจำนวน 6 ราย เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย นายหน้าและผู้เกี่ยวข้อง 4 ราย

1.นายนัฐพงศ์ จันทร์เกตุ ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตร ที่ว่าการอำเภอวังน้อย มีพฤติการณ์ ลงนามอนุมัติ บริหารจัดการ ติดต่อนายหน้า จ่ายเงินให้เจ้าบ้าน กล่อมให้เจ้าหน้าที่กลับคำให้การ
2.นายโกวิท งดงาม พฤติการณ์ จัดหาเอกสาร แจ้งย้ายเข้า-ออกเป็นเท็จ แจ้งเจ้าบ้านให้มาลงลายมือและจัดการเอกสาร
3.น.ส.บุศรา นิกาจี้ เป็นนายหน้า จัดหา จัดการ พามาติดต่อเจ้าบ้าน ที่บ้านร้าง ปลอมลายมือชื่อและรับมอบอำนาจ
4.นายพงษธร จาริต เจ้าบ้าน เลขที่ 3 ม.2 ต.ชะแมบ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ทำหน้าที่ลงลายมือชื่อรับย้ายเข้า โดยบิดาสั่งการ
5.นายสะอ๊าด จาริต เป็นบิดาของนายพงษธร เจ้าบ้าน ทำหน้าที่รับเงินจาก ปลัดอำเภอ ลงลายมือชื่อย้ายเข้าออก
6.น.ส.ธีรนาฎ ยุ่นสมาน เป็นเจ้าบ้าน ทำหน้าที่ลงลายมือมอบอำนาจรับย้ายเข้าออกเท็จ อ้างว่าไม่ได้ลงเองทั้งหมด

ทั้งหมดถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน/เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และความผิดฐาน “ผู้ใด ทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50

ต่อมาในวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 หน่วยงาน ได้ร่วมกันนำหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 เข้าจับกุมผู้ต้องหา ทั้ง 6 ราย โดยขณะนี้ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไว้แล้ว เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และกรมการปกครองจะดำเนินการเพิกถอนรายการทางทะเบียนที่ได้มาจากการทุจริตและจะดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกรายโดยทันที

โดยนายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง และหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัย ความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) กล่าวว่า หากตรวจพบการทุจริตทางทะเบียนไม่ว่ากรณีใด กรมการปกครองจะดำเนินการเพิกถอนรายการที่ไม่ถูกต้อง พร้อมดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญากับผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่ละเว้น ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดก็ตาม

ทั้งนี้ หากหน่วยงานหรือประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิดทางทะเบียน สามารถ แจ้งข้อมูลได้ที่ศูนย์ประสานงาน DOPA N.I.C.E. โทรศัพท์ 0 2791 7935 หรือช่องทาง Facebook : “DOPA NICE ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน” ซึ่งจะมีการรักษาความลับของผู้แจ้งข้อมูลอย่างเคร่งครัด และปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบเบาะแสเพิ่มเติมอีกหลายกรณี และจะดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่องและเด็ดขาดต่อไป

รายงาน: ฐปณีย์ เอียดศรีไชย/สริตา เรืองจิต
ภาพ: ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์

#เดอะรีพอร์ตเตอร์ #ส่วยสัญชาติเด็ก #กรมการปกครอง

วันที่25-26 มีนาคม2569 มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล Legal Status Network Foundation "lsnf" ร่วมกับสำนักทะเบียนอำเภอสารภี ม...
26/03/2026

วันที่25-26 มีนาคม2569 มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล Legal Status Network Foundation "lsnf" ร่วมกับสำนักทะเบียนอำเภอสารภี มูลนิธิพันธกิจลอว์ LAW Foundation และ #เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ( LCN ) โดยการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ได้มีการกำหนดเลข13หลักเเทนเลขรหัสG พร้อมถ่ายบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนให้กับนักเรียนในพื้นที่อำเภอสารภีจำนวน31ราย ขอขอบคุณสำนักทะเบียนอำเภอสารภี ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายงานทะเบียนและบัตรอำเภอสารภี เจ้าหน้าที่ห้องทะเบียนอำเภอสารภี และคณะครูที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ทำให้กิจกรรม2วันนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น การที่น้องๆมีบัตรประจำตัว ถือเป็นก้าวแรกของการมีชีวิตอยู่ในสังคม เป็นก้าวแรกสู่ความก้าวหน้าในอนาคต น้องๆจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอนาคต มีการศึกษา มีสุขภาพที่ดี ทำมาหากินได้อย่างปลอดภัย ขอแสดงความยินดีกับน้องๆทุกคนด้วยครับ/ค่ะ

👦🏻👧🏻 สำหรับเด็ก ๆ สถานะทางกฎหมาย ไม่ใช่แค่เอกสารเท่านั้น แต่คือหลักฐานทางราชการที่รับรองตัวตนของพวกเขา ซึ่งช่วยเปิดประตู...
26/02/2026

👦🏻👧🏻 สำหรับเด็ก ๆ สถานะทางกฎหมาย ไม่ใช่แค่เอกสารเท่านั้น แต่คือหลักฐานทางราชการที่รับรองตัวตนของพวกเขา ซึ่งช่วยเปิดประตูสู่สิทธิเด็กด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการคุ้มครอง ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถเติบโตและพัฒนาได้อย่างมั่นใจ 💪🏻🏫🏥

🔴 ทว่าปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีเด็กนับแสนคน ที่แม้ว่าจะเกิดและเติบโตในไทย กลับต้องมีชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน ความโดดเดี่ยว และความหวาดกลัวที่มาจากการตกอยู่ในภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ

🔵 ด้วยเหตุนี้ ยูนิเซฟจึงทำงานร่วมกับที่ว่าการอำเภอ โรงเรียน และพันธมิตรภาคประชาสังคมในจังหวัดต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ลำพูน ในการอำนวยความสะดวกให้เด็กที่ไม่มีเอกสารได้รับสถานะทางกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยทีมทะเบียนเคลื่อนที่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียน ให้ความรู้และข้อมูล ช่วยให้ผู้ปกครองทำความเข้าใจ และจัดเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน ถูกต้อง ทำให้กระบวนการดำเนินไปได้สะดวกยิ่งขึ้น

#โอกาสที่เท่าเทียม #เพื่อเด็กทุกคน 💙

👦🏻👧🏻 A child’s legal identity is more than just a matter of “paperwork” - it means being officially recognized and documented, and can open the door to child rights such as learning, healthcare, and protection, and help them move forward with confidence. 💪🏻🏫🏥

🔴 But more than 100,000 children in Thailand, many of them born here, live with the uncertainty, isolation and fear of statelessness.

🔵 That is why UNICEF is working with district offices, schools, and civil society partners to accelerate the legalization of status for undocumented children. In provinces including Chiang Mai, Chiang Rai, Mae Hong Son, Tak, Kanchanaburi, and Lampoon, UNICEF supported mobile teams provide direct assistance with the process of securing a legal identity by visiting schools, helping parents understand requirements, preparing documents, and moving the process of legalization of status forward more easily.

Step by step, progress is possible.
, a fair chance. 💙

เด็ก G
16/02/2026

เด็ก G

ระบบ G (เป็นการกำหนดรหัสประจำตัวของนักเรียนหรือเด็กเล็ก ที่ยังไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ที่ไม่ใช่คนไทย โด....

วันนี้เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติLCN มีโอกาสได้เข้าพบและสวัสดีปีใหม่ให้กับนายอำเภอแม่แตง,ปลัดอาวุโส,ปลัดฝ่...
23/01/2026

วันนี้เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติLCN มีโอกาสได้เข้าพบและสวัสดีปีใหม่ให้กับนายอำเภอแม่แตง,ปลัดอาวุโส,ปลัดฝ่ายปกครอง,ปลัดฝ่ายทะเบียนอำเภอแม่แตงและพร้อมเจ้าหน้าที่งานทะเบียนอำเภอแม่แตง
#เครือข่ายอาสาชุมชุมเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติLCN
ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ได้ให้คำปรึกษาแนะนำทุกๆด้านและที่เล็งเห็นความสำคัญปัญหาของชาวบ้านทุกๆคนค่ะ/ครับ
สุดท้ายนี้เครือข่ายอาสาชุมชนฯ ขอให้ทุกท่านสุขภาพร่างกายแรงตลอดไปนะคะ/ครับ
#ความหวังเริ่มที่ชุมชน✌️

#สำนักทะเบียนอำเภอแม่แตง
#เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติLCN
#มูลนิธิพันธกิจลอว์
#เครือข่ายสถานะบุคคล(คสบ.)

......วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๙......📝

22/01/2026

ด่วน รองอธิบดีกรมการปกครอง สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 5 หน่วยงาน บุกจับปลัดอำเภอ-เจ้าหน้าที่เทศบาล อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เหตุสวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่ถาวรกลุ่มชาติพันธุ์และสัญชาติไทยให้ต่างชาติ

#หวยไทยรัฐ #ไทยรัฐออนไลน์ #กรอบแกล้มข้าวเม่า #โปรโมชัน
https://www.thairath.co.th/news/society/2909307

ฝากติดตามกันด้วยครับ
22/01/2026

ฝากติดตามกันด้วยครับ

🚨🚨🚨NOW!! นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว นำหมายจับเข้าจับปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่เทศบาลในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ รวม 6 ราย จากการสวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่ถาวรกลุ่มชาติพันธุ์และสัญชาติไทยให้ต่างชาติอย่างน้อย 9 ราย

ที่อยู่

9/1 หมู่ 18 ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดChiang Mai
Chiang Mai
50150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 16:00
อังคาร 09:00 - 16:00
พุธ 09:00 - 16:00
พฤหัสบดี 09:00 - 16:00
ศุกร์ 09:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66603923340

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เครือข่ายอาสาชุมชนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ:

แชร์