สมาคม IMPECT

สมาคม IMPECT หลากหลายชาติพันธ์ุ รากฐานภูมิปัญญา สานสู่งานพัฒนา พาชุมชนยั่งยืน

สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของขาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) หรือ Inter Mountain Peoples’ Education and Culture in Thailand Association (IMPECT) เป็นองค์กรเอกชนพัฒนาชาวไทยภูเขา (ชนเผ่าพื้นเมือง) ได้ริเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปลายปี 2534 และเน้นการทำงานแทนชนเผ่าพื้นเมืองและเพื่อชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายหลักของการจัดตั้งเพื่อสนับสนุนให้ชนเผ่าพื้นเ

มืองใช้ “มิติคุณค่าทางวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง” เป็นรากฐานในการพัฒนาองค์กรชุมชนและเครือข่ายตนเอง .

ต่อมาองค์กรได้รับการจดทะเบียนเป็นสมาคมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536 และจัดให้มีกระบวนการเลือกตั้งตัวแทนสมาชิกสมาคม เข้ามาเป็นคณะกรรมการอำนวยการสมาคม เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาขององค์กร โดยมีเจ้าหน้าที่สมาคม เป็นผู้ปฏิบัติงานในระดับต่าง ๆ ของสำนักงาน ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชนบนพื้นที่สูงและชนเผ่าพื้นเมืองอย่างแท้จริง

ปัจจุบันสมาคมได้เน้นการทำงานพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมกับสมาชิกเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง 10 กลุ่มชาติพันธุ์หลัก ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ กะเหรี่ยง คะฉิ่น ดาระอาง ไทใหญ่ ม้ง เมี่ยน ลีซู ละหู่ ลัวะ และอาข่า และเน้นการทำงานประสานความร่วมมือกับภาคีองค์กรทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนและเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง มีความเข้มแข็งสามารถคุ้มครองสิทธิและกำหนดวิถีชีวิตตามกรอบวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีต่อไป

 #สรุปบทเรียนการดำเนินงานเครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองลุ่มน้ำแม่ต๋ำตอนบน  ✨ 17-18 มิ.ย. 69 ณ อบต.ท่าก๊อ ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรว...
18/06/2026

#สรุปบทเรียนการดำเนินงานเครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองลุ่มน้ำแม่ต๋ำตอนบน ✨ 17-18 มิ.ย. 69 ณ อบต.ท่าก๊อ ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
2 วันนี้จึงเป็นอบอุ่นของหัวใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง! ❤️ จากการสะท้อนมุมมอง แลกเปลี่ยนประสบการณ์สำคัญเพื่อการเติบโตของเครือข่าย โดยแบ่งปันเรื่องราวออกเป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้ 👇
1️⃣ ความรู้สึกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา (ความในใจของพวกเรา) 💬
#จากศูนย์สู่ความหวัง: เริ่มแรกในวันที่มองเข้ามาแล้วรู้สึกมืดมน แต่เมื่อได้รวมกลุ่ม ได้รับการหนุนเสริมจากสมาคม IMPECT ก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างและเห็นแนวทางร่วมกัน
ยิ่งทำ ยิ่งสนุก ยิ่งภูมิใจ แม้จะมีเหนื่อยบ้าง เดินทางไกลบ้าง แต่การได้รวมกลุ่มและเพิ่มศักยภาพตัวเอง ทำให้เกิดความรักในตนเอง ชุมชน และองค์กร มีรอยยิ้มคอยสู้ในทุกความท้าทาย
#พลังขับเคลื่อนจากภายใน มีความสุขและภูมิใจในชิ้นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมา เกิดความเข้มแข็งของคณะกรรมการเครือข่ายสตรี และความร่วมมือของสตรีในพื้นที่ โดยเป้าหมายสูงสุดคือ "สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางจากคนในชุมชน"

2️⃣ ตลาดนัดเรื่องราว: สิ่งที่ทำสำเร็จ 🛍️☕
พวกเราได้ร่วมกันแชร์ศักยภาพและผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็น กาแฟข้าวดอย, ชา, น้ำป๊วย, สมุนไพรชุมชน งานหัตถกรรมเสื้อผ้าชนเผ่า, กระเป๋าลาหู่, งานปัก และเครื่องประดับทำมือ
✨ #บทเรียนและคุณค่าที่ได้รับ: กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้สตรีกล้าแสดงออกมากขึ้น มีมุมมองที่กว้างขึ้น มองโลกในแง่ดี มีจิตอาสา และกล้าคิดกล้าทำ จนสามารถสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ กลายเป็น "แบบอย่างที่ดี" มีคุณค่าในชุมชน
3️⃣ สะพานแห่งความท้าทาย (อุปสรรคที่พวกเราก้าวข้าม) ⛰️🚗
การทำงานในพื้นที่ห่างไกลย่อมมีบททดสอบมากมาย แต่พวกเราก็ไม่ท้อถอย แม้จะมีอุปสรรคและข้อจำกัดเหล่านี้ เช่น
💪ข้อจำกัดเรื่องภาษา (ต้องอาศัยคนช่วยแปล), 💪การขับรถไม่เป็น และ
การเดินทางที่ยากลำบากบนดอย (เราแก้ปัญหาโดยการหลีกเลี่ยงช่วงหน้าฝน หรือจัดสลับในพื้นที่)ลดการเดินทางออกนอกชุมชน
💪บทบาทหน้าที่สตรี 1 คน ต้องแบกรับหลาย ทั้งภาระในครอบครัวและการทำงานชุมชน ทำไม่ทัน
💪ขาดความรู้เชิงระบบและการบริหารจัดการ

☘️สิ่งที่ยังต้องการหนุนเสริม: ด้านงบประมาณให้เกิดความต่อเนื่อง และยังต้องการเพื่อนร่วมทาง (กลุ่มสตรีคนใหม่ๆ) เข้ามาร่วมแบ่งเบาบทบาทให้มากขึ้น

4️⃣ อนาคตและทิศทางที่อยากไปต่อ 🌳🚀 เพื่อพัฒนาเครือข่าย
1.ประชุมเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง (ออนไลน์-ออฟไลน์) ทุก 2 เดือน
2.การจัดทำ Logo/สัญลักษณ์เครือข่าย 3.ศึกษาดูงานในภูมิภาค อื่นๆ เพื่อเปิดโลกทัศน์
4.ยกระดับเศรษฐกิจโดยแปรรูปสินค้าชุมชนเพิ่มมูลค่า, ขยายการตลาดสู่ออนไลน์ (สร้างเพจ/ยิงแอด)
5.สร้างพื้นที่ส่วนกลาง "ตลาดกลางขายสินค้าเครือข่าย" หรือ "ตลาดนัดชนเผ่า เพื่อให้ทุกหมู่บ้านมีพื้นที่ขายพืชผลทางการเกษตรและงานฝีมือร่วมกันเดือนละครั้ง 6. ระดมทุนเสนอขอรับการสนับสนุนกองทุนและงบประมาณจากท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืน

🌱 "การเดินทางที่ไม่มีสิ้นสุด... ยิ่งทำยิ่งสนุก" จากสิ่งเล็กๆ รวมกันเป็นเครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองลุ่มน้ำแม่ต๋ำที่แข็งแกร่ง

สุดท้ายนี้ขอบคุณพี่น้องสตรีทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจ ร่วมแชร์พลังบวก และพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกันในฐานะ "ผู้นำสตรีที่กล้าคิด กล้าทำ และสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อชุมชน" ✌️💪❤️
สุดท้ายนี้ #ขอขอบคุณองค์การบริหารส่วนตำบลท่าก๊อ (ที่ให้การสนับสนุนและอนุเคราะห์สถานที่สำหรับจัดกิจกรรมด้วยดีเสมอมา)

#เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองลุ่มน้ำแม่ต๋ำตอนบน


จากเจตนารมณ์สู่การลงมือทำ19 มิถุนายน 2569 ภาคีและองค์กรภาคประชาสังคมภาคเหนือร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่...
17/06/2026

จากเจตนารมณ์สู่การลงมือทำ

19 มิถุนายน 2569 ภาคีและองค์กรภาคประชาสังคมภาคเหนือร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อขับเคลื่อน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

กฎหมายได้เริ่มต้นแล้ว แต่การทำให้สิทธิและการคุ้มครองเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ร่วมกันเปลี่ยนกฎหมายบนหน้ากระดาษ สู่การคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม

้เดินหน้า #พรบชาติพันธุ์2568 #ภาคประชาสังคมภาคเหนือ #สานพลังขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม อบต.โป่งสา อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เวทีสร้างความเข้าใจกฎหมายชาติพันธุ์ ข้อบัญญัติท้องถิ่...
15/06/2026

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม อบต.โป่งสา อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เวทีสร้างความเข้าใจกฎหมายชาติพันธุ์ ข้อบัญญัติท้องถิ่น และสิทธิในที่ดินทำกิน

แกนนำรู้และเข้าใจสิทธิของตนเอง
แกนนำเครือข่ายลุ่มน้ำสาได้รับความรู้เรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จาก IMPECT โดยเข้าใจทั้งหลักการ เจตนารมณ์ของกฎหมาย สิทธิที่พึงมี และกลไกที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่

เห็นแนวทางขับเคลื่อนข้อบัญญัติท้องถิ่น
นายก่อชิ เพชรไพรพนาวัลย์ นายกเทศบาลตำบลบ้านหลวง ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น ทำให้แกนนำเห็นภาพที่ชัดเจนว่าตำบลโป่งสาสามารถเดินหน้าจัดทำข้อบัญญัติตำบลของตนเองได้อย่างไร

เท่าทันนโยบายและกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน
ทนายสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ได้วิเคราะห์สถานการณ์นโยบายป่าไม้และที่ดินที่กระทบต่อพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งเรื่อง คทช. และ พ.ร.ฎ. ทำให้แกนนำมีความเข้าใจรอบด้าน ไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ได้แผนการขับเคลื่อนร่วมกัน
เวทีนี้ไม่ได้จบแค่การรับฟัง แต่นำไปสู่การแลกเปลี่ยนและวางแผนการขับเคลื่อนงานร่วมกันของเครือข่ายในระยะต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม

ร่วมขับเคลื่อน“สิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน” สู่อนาคตที่มั่นคงของตำบลห้วยห้อม 📅 วันที่ 12 มิถุนายน 2569📍 ณ ...
13/06/2026

ร่วมขับเคลื่อน“สิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน” สู่อนาคตที่มั่นคงของตำบลห้วยห้อม

📅 วันที่ 12 มิถุนายน 2569
📍 ณ ศาลาประชาคมบ้านละอูบ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

สมาคมฯได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ผู้นำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน และการส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่

💬 ประเด็นสำคัญที่ได้ร่วมกันหารือ
🌱 การจัดทำ ข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อรับรองพื้นที่ใช้ประโยชน์ของชุมชน สร้างกติกาการจัดการที่ดินร่วมกัน และลดความขัดแย้งด้านแนวเขตพื้นที่
🌱 การจัดทำฐานข้อมูลรายแปลงและการใช้เทคโนโลยี GIS เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านพื้นที่ทำกิน และเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนพัฒนาของท้องถิ่น
🌱 การขับเคลื่อนโครงการด้านที่อยู่อาศัยผ่านกลไกของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
🌱 การใช้ประโยชน์จาก พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ในการคุ้มครองสิทธิด้านที่ดิน ทรัพยากร วัฒนธรรม และการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ

การประชุมครั้งนี้ยังได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ทั้งการจัดตั้งคณะทำงาน การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกหย่อมบ้าน และการผลักดันร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกิน คุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ และเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนให้สามารถจัดการทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน

🤝 การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพูดคุยเรื่องกฎหมายหรือเอกสารเท่านั้น แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมกำหนดอนาคตของบ้านเกิดบนฐานของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และสิทธิของตนเอง

🌿 “เมื่อชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ชุมชนก็จะมีพลังในการรักษาผืนดิน วิถีชีวิต และส่งต่อความมั่นคงให้กับคนรุ่นต่อไป” 💚

#ชนเผ่าพื้นเมือง #เครือข่ายลเวือะ #พรบคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ปรากฏการณ์ "ไผ่ออกดอกพร้อมกันทั่วป่า" กำลังส่งสัญญาณเตือนหายนะครั้งใหญ่ถึงระบบนิเวศและปากท้องของชาวบ้านแม่ยางมิ้น จ.เชีย...
05/06/2026

ปรากฏการณ์ "ไผ่ออกดอกพร้อมกันทั่วป่า" กำลังส่งสัญญาณเตือนหายนะครั้งใหญ่ถึงระบบนิเวศและปากท้องของชาวบ้านแม่ยางมิ้น จ.เชียงราย

ในวันสิ่งแวดล้อมโลกนี้ ชวนขบคิดคำถามสำคัญร่วมกันว่า: นโยบายอนุรักษ์ที่มองคนแยกออกจากป่า จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาได้จริงหรือ? หรือแท้จริงแล้ว "ทางออก" ของวิกฤตสิ่งแวดล้อม อยู่ในมือของชุมชนผู้เฝ้าระวังผืนป่ามาหลายชั่วอายุคน?

ดอกไผ่และไฟป่า : ความอุดมสมบูรณ์ที่ล่อลวงให้หลงทางในการจัดการนโยบายบนพื้นที่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองกรณีศึกษาบ้านแม่ยางมิ้น อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ต้นฤดูฝนปี พ.ศ. 2569 บนพื้นที่ราว 18.9 ตารางกิโลเมตรของบ้านแม่ยางมิ้น ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอจำนวน 98 หลังคาเรือน ในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ผืนป่าและพื้นที่เพาะปลูกเริ่มกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้งหลังผ่านพ้นฤดูแล้ง ท่ามกลางภาพความอุดมสมบูรณ์นั้น ชาวบ้านกลับกำลังเฝ้ามองปรากฏการณ์ที่พวกเขารู้ดีว่าอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบนิเวศ นั่นคือการออกดอกพร้อมกันของไผ่หลายชนิดทั่วผืนป่า

สำหรับคนภายนอก ดอกไผ่อาจเป็นเพียงภาพธรรมชาติที่สวยงาม แต่สำหรับชุมชนปกาเกอะญอ การออกดอกของไผ่ คือสัญญาณเตือนของหายนะซึ่งกำลังจะคืบคลานมาคุกคามพืชผลทางการเกษตร เพราะตลอดช่วงชีวิตของไผ่ การออกดอกเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว ก่อนที่จะค่อย ๆ ยืนต้นแห้งตาย และทิ้งพื้นที่ป่าไผ่จำนวนมากให้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับไฟป่าในปีถัดไป

สุขใจ เต๋จ๊ะ ชายชราผู้ผ่านหน้าฝนมา 80 ครั้ง เล่าว่า ตลอดชีวิตเขาเคยเห็นดอกไผ่บางชนิดเพียงสองครั้ง และทุกครั้งมักตามมาด้วยการระบาดของหนูในพื้นที่เพาะปลูก “ถ้าไผ่ออกดอกแล้ว ต้องรออีกประมาณสามปีป่าไผ่ถึงจะฟื้น จากที่เคยเห็นไผ่บงจะเริ่มออกดอกก่อน แล้วค่อยเป็นไผ่ไร่กับไผ่ซาง พอไผ่ซางติดดอก หนูก็ลงกินข้าวไร่ของชาวบ้านแทบทุกแปลง ตอนนั้นต่อให้วางกับดักหลายจุดก็เอาไม่อยู่ แม้จะอายุมากแล้วแต่เท่าที่จำได้เห็นไผ่ซางออกดอกแค่สองครั้ง คือเมื่อปี พ.ศ. 2511 และช่วงระหว่าง พ.ศ. 2522”

สำหรับชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้ถูกมองแยกขาดจากกัน แต่เป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างป่า ไผ่ หนู พื้นที่เพาะปลูก และไฟป่า ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่านประสบการณ์ของคนในชุมชนมาหลายชั่วอายุคน

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กลับซับซ้อนมากขึ้น เมื่อพื้นที่ของชุมชนตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ลาวฝั่งซ้าย และทับซ้อนกับพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ส่งผลให้ชุมชนต้องอยู่ภายใต้นโยบาย “ปิดป่าห้ามเข้า” ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ที่เริ่มใช้ในหลายพื้นที่ภาคเหนือเพื่อลดปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5

แม้ชุมชนจะถูกคาดหวังให้ร่วมอนุรักษ์ ป้องกัน และดับไฟป่า แต่ข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่กลับทำให้การเฝ้าระวังและการจัดการทรัพยากรตามวิถีดั้งเดิมทำได้ยากขึ้น บุญฤทธิ์ เต๊จ๊ะ ผู้ใหญ่บ้านแม่ยางมิ้น อธิบายว่า ความสับสนจากเขตทับซ้อนและนโยบายที่แต่ละหน่วยงานใช้ไม่เหมือนกัน กำลังสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ให้กับชุมชน

“ผมยกตัวอย่าง ประปาภูเขาท่อถูกวางในแนวเขตป่าสงวน แต่หัวท่อมาโผล่กลายเป็นพื้นที่อุทยาน คือจริงๆ แล้วเราอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนจนค่อนข้างสับสนกับการปฏิบัติตามนโยบาย บางครั้งหน่วยงานในจังหวัดเดียวกันที่มาพูดคุยยังถือแผนที่คนละฉบับ แต่ท่ามกลางความสับสนนั้น ถ้าเมื่อไหร่เกิดไฟป่า ก็หนีไม่พ้นพวกเราที่ต้องร่วมเป็นกำลังอาสาไปช่วยดับ ตอนนี้ในชุมชนมีอาสาสมัครดับไฟ 12 คน ร่วมดูแลครอบคลุมพื้นที่เป็นหมื่นไร่ หน้าแล้งที่เพิ่งผ่านไปเป็นครั้งแรกที่เกิดไฟป่าในพื้นที่ โดยเฉพาะในป่าที่มีไผ่เยอะ ความสูญเสียนอกจากจะเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ชาวบ้านที่ไปช่วยยังต้องเสียมอเตอร์ไซค์ที่ถูกไฟเผาไปโดยไม่ได้อะไรชดเชย”

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ชุมชนบ้านแม่ยางมิ้นจึงได้รวมตัวกันจัดตั้งคณะวิจัยชุมชน โดยมีผู้ถือครององค์ความรู้ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน สตรีชนเผ่า และเยาวชน ทำหน้าที่ร่วมกันสำรวจและบันทึกข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ ผ่านการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่าง Mapeo เพื่อเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและการติดตามต่อเนื่องเรื่องชนิดของพืช สัตว์ ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ชุมชนสามารถบันทึกพืชได้อย่างน้อย 186 ชนิด ประกอบด้วยไม้ยืนต้น 42 ชนิด ไม้พุ่ม 21 ชนิด สมุนไพรและพืชอาหาร 119 ชนิด รวมถึงพืชน้ำอีก 4 ชนิด ขณะที่สัตว์ที่ถูกบันทึกมีไม่น้อยกว่า 66 ชนิด ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่โดยรอบชุมชนยังคงมีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (ตามการคำนวณดัชนีความหลากหลายของซิมป์สัน: Simpson's Diversity Index)

ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อเท็จจริงเชิงตัวเลขที่มีหลักฐานรองรับเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ เพื่อยืนยันว่า พื้นที่ซึ่งชุมชนอาศัยและดูแลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ป่ารกร้างที่ต้องการเพียงการอนุรักษ์หวงห้าม หากแต่เป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์และธรรมชาติพึ่งพาอาศัยกันมาอย่างยาวนาน

การถูกควบคุมพฤติกรรมด้วยนโยบายตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้าน จึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีของชนเผ่าพื้นเมือง หากมองปรากฎการณ์เรื่องไผ่ ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สูญหายไปอย่างชัดเจนของบ้านแม่ยางมิ้น คือการทำเสื่อ เนื่องจากการใช้ไม้ไผ่มาแปรรูปแล้วนำไปขายนอกชุมชนตั้งอยู่บนความกังวลของบทลงโทษจากการใช้งานไม้ผลบนพื้นที่ทับซ้อน จนปัจจุบัน หลงเหลือการใช้ประโยชน์จากไผ่เพียงการเก็บหน่อไม้ หน่อส้ม หน่อมัน ทั้งเพื่อบริโภคและจัดจำหน่าย

บ้านแม่ยางมิ้น เป็นเพียงหนึ่งในชุมชนที่กำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า นโยบายอนุรักษ์ที่มองป่าเป็นเพียงพื้นที่ต้องห้าม จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่ซับซ้อนและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาได้จริงหรือ? ในขณะที่ชุมชนซึ่งอาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน ยังคงพยายามใช้ทั้งองค์ความรู้ดั้งเดิมและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเฝ้าระวังและดูแลความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านของตนเอง

#บ้านแม่ยางมิ้น #วันสิ่งแวดล้อมโลก #สิทธิชุมชน #ชนเผ่าพื้นเมือง #คนอยู่กับป่า #ดอกไผ่บาน #โฉนดชุมชน #ลุ่มน้ำแม่ยางมิ้น

จับตา GEF-9 ที่ซามาร์คันด์: เมื่อ “ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น” กลายเป็นหัวใจของการลงทุนสิ่งแวดล้อมโลกการประชุมกองทุ...
02/06/2026

จับตา GEF-9 ที่ซามาร์คันด์: เมื่อ “ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น” กลายเป็นหัวใจของการลงทุนสิ่งแวดล้อมโลก

การประชุมกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF-9) กำลังกลายเป็นเวทีสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมโลกในช่วงปี 2026–2030 ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ

ครั้งนี้ “ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น” ถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งใน 6 ประเด็นยุทธศาสตร์หลักของ GEF-9 พร้อมข้อเสนอให้ไม่น้อยกว่า 20% ของเงินทุนด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ ส่งผลประโยชน์โดยตรงถึงชุมชน

นิตยา เอียการนา ผู้อำนวยการสมาคม IMPECT และผู้ช่วยเลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมเวทีพร้อมได้สะท้อนว่า "ถือว่าเป็นการยกระดับชนเผ่าพื้นเมืองในกลุ่มผู้สนับสนุนเงินทุนว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหา แต่มีความกังวลว่า กลไกในการเข้าถึงทุนนั้นยังคงมีข้อจำกัดสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมาก และในระดับประเทศนั้นยังมีความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทรัพยากร ดังนั้นทุนก้อนนี้จะกลายเป็นโอกาสสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง หรือจะกลายเป็นเครื่องมือที่มาเสริมความเข้มแข็งของรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย"

แม้จะเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนการยอมรับบทบาทของชนเผ่าพื้นเมืองในฐานะผู้พิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า ชุมชนจะสามารถเข้าถึงเงินทุนและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้จริงหรือไม่ ภายใต้ข้อจำกัดด้านกลไกการเข้าถึงทุนและความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทรัพยากรในหลายประเทศ

การประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือการตัดสินอนาคตว่าโลกจะยอมรับและสนับสนุนผู้ดูแลธรรมชาติในพื้นที่จริงมากเพียงใด

📖 อ่านบทความฉบับเต็ม และร่วมติดตามทิศทางการเงินด้านสิ่งแวดล้อมโลกที่อาจส่งผลต่อชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลก ได้ที่: https://impect.or.th/21791/

#ชนเผ่าพื้นเมือง #ชนชุมท้องถิ่น #สิ่งแวดล้อมโลก #สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง #ความหลากหลายทางชีวภาพ

🤝9 ภาคีร่วมใจ! เสริมพลัง  #ชนเผ่าพื้นเมือง จัดการทรัพยากร-สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามสิทธิ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ 🤝วันที่  25 ...
25/05/2026

🤝9 ภาคีร่วมใจ! เสริมพลัง #ชนเผ่าพื้นเมือง จัดการทรัพยากร-สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามสิทธิ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ 🤝

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 #เทศบาลตำบลป่าไหน่ ร่วมกับ #กลุ่มชาติพันธุ์ดอยม่อนล้าน #สมาคม IMPECT #หน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์แม่สะลวม #สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยม่อนล้าน #อุทยานแห่งชาติศรีลานนา #สกร.ระดับอำเภอพร้าว #สำนักงานเกษตรอำเภอพร้าว #กลุ่มฮักป่าไหน่ ร่วมกันเดินหน้าสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ "พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568" ณ เทศบาลตำบลป่าไหน่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานกับชุมชนของหน่วยงานต่างๆ แม้จะมาจากหลากหลายบทบาทหน้าที่ แต่ทุกคนมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน คือ "เสริมพลังชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้บนฐานวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น"

ที่ประชุมได้มีมติร่วมกัน จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนงานร่วมกันจำนวน 1 ชุด โดยมีเทศบาลตำบลป่าไหน่เป็นแกนหลัก เพื่อวางแนวทางและขับเคลื่อนงานให้เกิดความต่อเนื่อง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคตต่อไป

-NAP #พรบชาติพันธุ์ #สมาคมอิมเปค #การมีส่วนร่วม #มูลนิธิรักษ์ไทย #มูลนิธิฮักเมืองน่าน

สมาคมเข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อจัดทำกฎ กติกา และข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการจัดการไฟป่า...
25/05/2026

สมาคมเข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อจัดทำกฎ กติกา และข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการจัดการไฟป่าและทรัพยากรธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สมาคมได้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดทำกฎ กติกา และข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อการบริหารจัดการไฟป่าและทรัพยากรธรรมชาติ” ซึ่งจัดขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม หน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันอย่างกว้างขวาง

เวทีดังกล่าวมุ่งเน้นการเรียนรู้กระบวนการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านบทเรียนสำคัญจาก “แม่แจ่มโมเดล” และ “ท่าผาโมเดล” ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการใช้กลไกกฎหมายท้องถิ่นในการสร้างกติกาการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนกับป่า โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

สาระสำคัญของเวทีสะท้อนให้เห็นว่า ข้อบัญญัติท้องถิ่นมิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อควบคุมหรือกำกับ แต่ยังเป็น “กฎหมายที่ให้คุณ” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริม การสร้างความร่วมมือ และการลดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐ มากกว่าการลงโทษทางอาญา ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมของชุมชนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และระบบคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ภายในเวที มีการนำเสนอประสบการณ์ของเทศบาลตำบลท่าผาในการจัดทำเทศบัญญัติด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในทั้ง 10 หมู่บ้าน โดยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนร่วมพิจารณาร่างข้อบัญญัติทีละมาตรา ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาเทศบาลและประกาศใช้เป็นกฎหมายท้องถิ่นอย่างเป็นทางการ

อีกประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือ การใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านที่ดินและทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะกรณีพื้นที่บุกรุกหลังปี 2557 ซึ่งในหลายพื้นที่สามารถใช้กระบวนการเจรจาและสร้างข้อตกลงร่วมกันในระดับตำบล จนนำไปสู่การคืนพื้นที่ให้แก่ส่วนรวมโดยไม่เกิดคดีความ นอกจากนี้ยังช่วยกำหนดแนวเขตพื้นที่ทำกินและพื้นที่อนุรักษ์ให้ชัดเจน ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนและหน่วยงานรัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

เวทีแลกเปลี่ยนครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่าง “ท้องที่” และ “ท้องถิ่น” โดยท้องที่ เช่น กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ทำหน้าที่ประสานความเข้าใจและดูแลความสัมพันธ์ในระดับชุมชน ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสนับสนุนด้านงบประมาณ ข้อมูล และกลไกทางกฎหมาย ทั้งสองส่วนจึงต้องทำงานควบคู่กันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

สำหรับพื้นที่ตำบลห้วยห้อม ได้มีการแลกเปลี่ยนถึงความท้าทายด้านพื้นที่ซ้อนทับกับเขตป่าสงวน การทำเกษตรบนพื้นที่สูง และการบริหารจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับวิถีของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลแผนที่ที่ชัดเจน รวมถึงกลไกทางกฎหมายและนโยบายที่เอื้อต่อสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้แนวทางการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับประชาชน อันจะนำไปสู่การจัดการไฟป่าและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
#สมาคมอิมเปค

#ชนเผ่าพื้นเมือง

 #โฉนดชุมชนคืออะไรโฉนดชุมชน คือ รูปแบบการจัดการที่ดินโดยชุมชนร่วมกัน ภายใต้หลักการที่ว่า  #ที่ดินเป็นทรัพยากรส่วนรวมของช...
25/05/2026

#โฉนดชุมชนคืออะไร
โฉนดชุมชน คือ รูปแบบการจัดการที่ดินโดยชุมชนร่วมกัน ภายใต้หลักการที่ว่า #ที่ดินเป็นทรัพยากรส่วนรวมของชุมชน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เฉพาะบุคคลเพียงอย่างเดียว โดยชุมชนจะมีสิทธิในการอยู่อาศัย ทำกิน และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน ผ่านกติกา ข้อตกลง และระบบการบริหารจัดการของชุมชนเอง

แนวคิดโฉนดชุมชนเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน การสูญเสียพื้นที่ทำกิน และปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า พื้นที่สูง หรือพื้นที่ที่ชุมชนอยู่อาศัยมาก่อนการประกาศเขตของรัฐ

โฉนดชุมชนไม่ได้หมายถึงการแบ่งที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเหมือนโฉนดทั่วไป แต่เป็นการรับรองสิทธิร่วมของชุมชนในการใช้ประโยชน์ ดูแล และอนุรักษ์พื้นที่อย่างยั่งยืน ชุมชนจะต้องมีระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน เช่น การกำหนดเขตที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ การกำหนดกติกาการใช้ที่ดินร่วมกัน การป้องกันการซื้อขายเปลี่ยนมือโดยนายทุนภายนอก เป็นต้น

ดังนั้น โฉนดชุมชนจึงเป็นทั้ง #เครื่องมือคุ้มครองสิทธิในที่ดิน และ #ระบบจัดการทรัพยากรโดยชุมชน ที่เน้นความมั่นคงในการดำรงชีวิตควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

#ทำไมชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองถึงต้องผลักดันให้เกิดโฉนดชุมชน

ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและพื้นที่สูงมาเป็นเวลายาวนานก่อนที่รัฐจะประกาศเขตป่าสงวน อุทยาน หรือพื้นที่อนุรักษ์ แต่ในหลายกรณี ชุมชนกลับไม่ได้รับการรับรองสิทธิในที่ดินและทรัพยากร ส่งผลให้เกิดปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยและการทำกิน การผลักดันโฉนดชุมชนจึงมีความสำคัญต่อชุมชนชนเผ่าด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

1. เพื่อสร้างความมั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัย
ชุมชนชนเผ่าหลายแห่งถูกมองว่าเป็น “ผู้บุกรุกป่า” ทั้งที่อาศัยอยู่มาก่อน การมีโฉนดชุมชนจะช่วยรับรองสิทธิของชุมชนในการอยู่อาศัยและทำกิน ลดความเสี่ยงต่อการถูกจับกุม ขับไล่ หรือสูญเสียพื้นที่ทำกิน

2. เพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม
วิถีชีวิตของชนเผ่าผูกพันกับป่า ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งในด้านอาหาร ความเชื่อ พิธีกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น หากชุมชนสูญเสียพื้นที่ ก็อาจทำให้วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชนเผ่าค่อย ๆ หายไป โฉนดชุมชนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิม

3. เพื่อยืนยันบทบาทของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากร
หลายชุมชนชนเผ่ามีระบบดูแลป่าและทรัพยากรที่เข้มแข็ง เช่น ป่าจิตวิญญาณ ป่าต้นน้ำ หรือกฎจารีตเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร การผลักดันโฉนดชุมชนจึงเป็นการยืนยันว่าชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและดูแลทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ผู้ทำลายป่าอย่างที่บางส่วนของสังคมเข้าใจ

4. เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ดินให้กับนายทุน
เมื่อไม่มีสิทธิที่ชัดเจน ชุมชนอาจถูกแทรกแซงจากกลุ่มทุน การท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โฉนดชุมชนช่วยสร้างระบบป้องกันไม่ให้ที่ดินถูกซื้อขายหรือเปลี่ยนมือจนชุมชนสูญเสียฐานทรัพยากรของตนเอง

5. เพื่อสร้างความเป็นธรรมและการยอมรับจากรัฐ
การผลักดันโฉนดชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ให้รัฐยอมรับการมีอยู่ สิทธิทางวัฒนธรรม และสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

สรุป โฉนดชุมชนไม่ใช่เพียงเรื่องเอกสารสิทธิในที่ดิน แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงในชีวิต การคุ้มครองวัฒนธรรม และสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรของตนเอง สำหรับชุมชนชนเผ่า โฉนดชุมชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาฐานชีวิต อัตลักษณ์ และอนาคตของลูกหลาน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและแรงกดดันจากนโยบายรัฐและระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่

#พรบคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มีความเกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชนอย่างไร

พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 มีความเกี่ยวข้องกับ “โฉนดชุมชน” อย่างใกล้ชิด เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่รับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในการดำรงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการจัดการทรัพยากรตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของโฉนดชุมชนที่เน้น “สิทธิร่วมของชุมชน” ในการดูแลและใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกัน มีดังนี้

1. การรับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ดั้งเดิม
พ.ร.บ. ฉบับนี้มีหลักการสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ให้สามารถดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ในขณะที่ “โฉนดชุมชน” เป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้สิทธิเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ที่ชุมชนอาศัยอยู่มายาวนาน เช่น พื้นที่ป่า พื้นที่สูง หรือพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของชนเผ่า ดังนั้น กฎหมายชาติพันธุ์จึงเป็น “ฐานทางกฎหมาย” ที่ช่วยสนับสนุนให้ชุมชนสามารถเรียกร้องและผลักดันการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนได้ชัดเจนมากขึ้น

2. การคุ้มครองพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์
หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือแนวคิดเรื่อง “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน และสิ่งแวดล้อมตามวิถีวัฒนธรรมของตนเอง
แนวคิดนี้มีความใกล้เคียงกับโฉนดชุมชน เพราะต่างก็ยึดหลักว่า
• ชุมชนมีสิทธิในการจัดการพื้นที่ร่วมกัน
• การอนุรักษ์ทรัพยากรต้องควบคู่กับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่
• ชุมชนดั้งเดิมสามารถเป็นผู้ดูแลป่าและทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน
จึงอาจกล่าวได้ว่า “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” เป็นกลไกทางกฎหมายที่ช่วยสนับสนุนแนวคิดโฉนดชุมชนให้มีความชอบธรรมมากขึ้น

3. การลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน
ที่ผ่านมา ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองหลายแห่งถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่า ทั้งที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ ทำให้เกิดปัญหาการจับกุม ขับไล่ และละเมิดสิทธิชุมชน พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ช่วยสร้างหลักประกันว่า รัฐต้องคำนึงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในการบริหารจัดการทรัพยากร ขณะที่โฉนดชุมชนเป็นกลไกจัดการพื้นที่ในระดับชุมชน ซึ่งสามารถช่วยลดข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐกับชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน

4. การยืนยันว่าชนเผ่าพื้นเมืองคือผู้อนุรักษ์ไม่ใช่ผู้ทำลาย
ทั้ง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ และแนวคิดโฉนดชุมชน ต่างตั้งอยู่บนหลักการเดียวกัน คือ การยอมรับว่าชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธ์ุมีภูมิปัญญาในการดูแลป่า น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ กฎหมายฉบับนี้จึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนมุมมองของรัฐและสังคม จากเดิมที่มองชนเผ่าเป็น “ผู้บุกรุก” ไปสู่การมองว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ทรัพยากร” และเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สรุป พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และโฉนดชุมชน มีความเชื่อมโยงกันในฐานะกลไกที่ช่วยคุ้มครองสิทธิของชุมชนชาติพันธุ์ในการอยู่อาศัย ทำกิน และจัดการทรัพยากรตามวิถีดั้งเดิม กล่าวได้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็น “กรอบกฎหมาย” ที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิและเสียงมากขึ้น ส่วน “โฉนดชุมชน” คือเครื่องมือเชิงปฏิบัติในการจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต รักษาวัฒนธรรม และดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนร่วมกับรัฐและสังคมไทยต่อไป

#ปกป้องโฉนดชุมชน #สิทธิชุมชน #สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง

Feminist Leadership วิถีการนำเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม------------------------------------------------------------------...
25/05/2026

Feminist Leadership
วิถีการนำเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม
--------------------------------------------------------------------
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ บ้านธรรมดา-Art&Spiritual Space กรุงเทพมหานคร ฯ สมาคมได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานประเด็นสตรีร่วมกับภาคีองค์กรและเครือข่ายกว่า 10 องค์กร เพื่อนำเสนอภาวะหรือวิถีการนำที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับภายในบุคคล องค์กร และขบวนการเคลื่อนไหวที่มุ่งทำงานแก้ไขโครงสร้างของสังคม ในการเรียนรู้เรื่องการนำที่สร้างการเปลี่ยนแปลง ทบทวนและทำความเข้าใจเรื่องอำนาจและการใช้อำนาจของตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ศึกษารูปแบบแนวทาง และองค์ประกอบหลักของการนำและการใช้อำนาจแบบเฟมินิสต์ กิจกรรมในครั้งนี้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรที่มีประสบการณ์หลากหลาย และหาแนวทางสร้างขบวนการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็ง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายด้านความเป็นธรรมทางเพศร่วมกัน

ซึ่งอยากชวนสมาชิกสมาคมได้มาร่วมเรียนรู้ว่า Feminist คืออะไร มีความหมายว่าอย่างไร? วันนี้เรามาทำความเข้าใจคำว่า “Feminist” ไปพร้อมกันนะคะ

ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่า Feminist เป็นเรื่องน่ากลัว ก้าวร้าว หรือสุดโต่ง เอาแต่เรียกร้องสิทธิของผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว

ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก เพราะว่าแท้จริงแล้วคำว่า Feminist หมายถึง “ผู้ที่เชื่อและสนับสนุนความเท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิง ผู้ชาย และทุกเพศ” ไม่ได้หมายความว่า “ผู้หญิงต้องเหนือกว่าผู้ชาย” อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่คือการมองว่าทุกคนควรได้รับโอกาส สิทธิ และการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน อธิบายง่าย ๆ เช่น
🌿 ผู้หญิงควรมีสิทธิในการเรียนหนังสือและทำงานอย่างเท่าเทียม
🌿 ผู้ชายก็สามารถอ่อนโยน ดูแลลูก หรือทำงานบ้านได้ โดยไม่ถูกล้อเลียน
🌿 ทุกเพศควรได้รับค่าจ้างและโอกาสที่เป็นธรรม
🌿 ไม่ควรมีความรุนแรงหรือการกดขี่เพียงเพราะเรื่องเพศ

อาจารย์อวยพร เขื่อนแก้ว กล่าวไว้ในหนังสือ Feminist Leadership วิถีการนำเพื่อความเป็นธรรมทางสังคมว่า
"ขบวนการเฟมินิสต์ไม่ได้ต่อสู้เรียกร้องเฉพาะ
ความเท่าเทียมทางเพศ และเพศวิถี
ในชีวิตส่วนตัว ในตัวบทกฎหมาย
และในนโยบายต่าง ๆ ในสังคมเท่านั้น
แต่รวมถึงการตระหนักว่าวิถีการนำ
แบบใช้อำนาจเหนือ อันเป็นลักษณะสำคัญ
ของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่
คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลง"

ดังนั้น Feminism หรือ “แนวคิดสตรีนิยม” จึงเป็นเรื่องของ “ความยุติธรรมและความเท่าเทียมทางเพศ” ไม่ใช่เรื่องของเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น และคนที่เป็น Feminist ก็ไม่ได้มีแค่ผู้หญิง ผู้ชายเองก็สามารถเป็น Feminist ได้ หากเชื่อและสนับสนุนความเท่าเทียมของทุกเพศ

แล้วในบริบทของวิถีวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองล่ะ Feminist ควรเป็นอย่างไร?

ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว ในสังคมชนเผ่าพื้นเมือง ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญมาโดยตลอด ทั้งด้านเศรษฐกิจ การดูแลครอบครัว การสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม และการรักษาความสัมพันธ์ของชุมชน แต่ในหลายพื้นที่ ผู้หญิงกลับยังไม่มีพื้นที่ในการตัดสินใจ หรือถูกจำกัดบทบาทจากทั้งระบบจารีตและโครงสร้างสังคมสมัยใหม่ ดังนั้น Feminist ในบริบทชนเผ่าพื้นเมือง จึงไม่ใช่การนำแนวคิดตะวันตกเข้ามาแทนที่วัฒนธรรมท้องถิ่น แต่คือการตั้งคำถามอย่างเคารพว่า “เราจะรักษาวัฒนธรรม พร้อมกับสร้างความเป็นธรรมให้ทุกเพศได้อย่างไร” เช่น
🌿 เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของชุมชนมากขึ้น
🌿 รับฟังประสบการณ์ของผู้หญิงด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสิน
🌿 ทบทวนจารีตบางอย่างที่อาจกดทับสิทธิของผู้หญิง โดยไม่ทำลายรากวัฒนธรรม
🌿 สร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่
🌿 มองผู้หญิงในฐานะ “ผู้ร่วมสร้างชุมชน” ไม่ใช่เพียงผู้ตามบทบาทดั้งเดิม
เช่นเดียวกับที่ชาวอ่าข่าบางพื้นที่ ได้เริ่มทบทวนและยกเลิกกฎจารีตบางข้อที่กดทับสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิง เพื่อให้ผู้หญิงสามารถดำรงชีวิตอยู่ภายใต้วัฒนธรรมของตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมมากขึ้น หรือที่พี่น้องม้งกำลังพยายามรณรงค์ให้เกิดการรับลูกสาวกลับบ้าน เป็นต้น

ท้ายที่สุด Feminism ที่เหมาะสมกับบริบทของชนเผ่าพื้นเมืองไทย อาจไม่ใช่ Feminism ที่เผชิญหน้าอย่างรุนแรง แต่เป็น Feminism ที่อ่อนโยน เข้าใจวัฒนธรรม เคารพรากเหง้า และสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านการพูดคุยและการเรียนรู้ร่วมกันเพราะความเท่าเทียมที่ยั่งยืนไม่ใช่การเอาชนะกัน แต่คือการทำให้ทุกคนมีคุณค่า และมีพื้นที่ในสังคมร่วมกัน 🤍
มาสร้างสรรคให้สังคมชนเผ่าพื้นเมืองน่าอยู่และโอบรับทุกคนกันนะคะ

#เสริมพลังสตรีชนเผ่าพื้นเมือง #ร่วมคิดร่วมทำร่วมตัดสินใจและร่วมรับผิดชอบ

ที่อยู่

252 หมู่ 2 ต. สันทรายน้อย อ. สันทราย จ. Chiang Mai
Chiang Mai
50210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมาคม IMPECTผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สมาคม IMPECT:

แชร์