25/08/2026
“ในระดับระหว่างประเทศ มีหลักการรับรองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองมากขึ้น แต่เมื่อมาถึงระดับปฏิบัติ กลไกของรัฐกลับยังไม่มีพื้นที่ให้ชนเผ่าพื้นเมืองมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”
นิตยา เอียการนา
ผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.)
“ในระดับระหว่างประเทศ มีหลักการรับรองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองมากขึ้น แต่เมื่อมาถึงระดับปฏิบัติ กลไกของรัฐกลับยังไม่มีพื้นที่ให้ชนเผ่าพื้นเมืองมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”
การขับเคลื่อนสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวร่วมกันของชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลก เพื่อผลักดันให้สิทธิและการมีอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองได้รับการยอมรับในกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ
นิตยา เอียการนา ผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวภายในเวทีสัมมนาสาธารณะแลกเปลี่ยนสถานการณ์ชนเผ่าพื้นเมืองระดับประเทศและระดับโลก ณ ห้องประชุมสัมมนา อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 โดยชี้ว่า หนึ่งในกรอบระหว่างประเทศที่มีความก้าวหน้าและให้ความสำคัญกับชนเผ่าพื้นเมือง คือ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2535
นิตยามองว่า แม้ CBD จะเป็นข้อตกลงในระดับระหว่างประเทศ แต่มีความสำคัญโดยตรงต่อชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เพราะเมื่อประเทศไทยตอบรับข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญคือการนำหลักการเหล่านั้นมาสู่การปฏิบัติภายในประเทศ
หนึ่งในกรอบสำคัญภายใต้ CBD คือ กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล ซึ่งเป็นกรอบการทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเทศภาคีต้องนำไปจัดทำแผนและดำเนินการในระดับประเทศ
นิตยาชี้ว่า เมื่อรัฐรับกรอบดังกล่าวมาแล้ว จำเป็นต้องนำไปสู่การวางแผนปฏิบัติการของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มและดูแลพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวควรตั้งอยู่บนหลักสำคัญว่า ต้องเคารพสิทธิและการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง 2 เรื่อง ได้แก่ การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และการเคารพและยอมรับองค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการดำรงชีวิตและจัดการทรัพยากรในพื้นที่มาอย่างยาวนาน
นิตยายังชี้ให้เห็นว่า กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลไม่ได้กำหนดให้การเพิ่มพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพต้องเกิดขึ้นเฉพาะในรูปแบบพื้นที่อนุรักษ์ที่รัฐประกาศเท่านั้น
แนวทางหนึ่งคือการเพิ่มพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติหรือพื้นที่อนุรักษ์ ขณะที่อีกแนวทางคือการเพิ่มพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพ นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง เช่น พื้นที่เอกชน หรือพื้นที่ที่ชุมชนเป็นผู้จัดการ รวมถึงพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ
สำหรับประเทศไทย นิตยามองว่ายังมีแนวทางที่สามารถก้าวไปไกลกว่านั้นได้ นั่นคือการจัดการพื้นที่โดยอาศัย ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกรอบระดับนานาชาติถูกนำลงมาสู่ระดับปฏิบัติ ในขณะที่ตัวชี้วัดและมาตรการบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์กลับมีความชัดเจนมากกว่า โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มปริมาณพื้นที่ได้มาก
นิตยามองว่า ประเด็นนี้น่ากังวลเป็นพิเศษเมื่อเกิดขึ้นในพื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หรือเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินอยู่เดิม
สำหรับนิตยา นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาว่า เสียงของชนเผ่าพื้นเมืองจะถูกสะท้อนอยู่ในกระบวนการจัดทำและติดตามรายงานของประเทศมากน้อยเพียงใด
อ่านบทความเต็ม
“ปกป้องสิ่งแวดล้อม ผ่านการปกป้องชนเผ่าพื้นเมือง ด้วยนโยบายรัฐและกลไกระหว่างประเทศ”
ได้ที่: https://imnvoices.com/?p=7241
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ
____
IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าฯ
:สื่อสารประเด็นชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์
| วิถีชีวิต | ภาษา | วัฒนธรรม | สิ่งแวดล้อม |
#ชนเผ่าพื้นเมือง #กลุ่มชาติพันธุ์ #สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง #สิทธิในสิ่งแวดล้อม