07/04/2026
จากเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชุมชนบ้านห้วยอีค่าง สู่การบริหารจัดการไฟโดยชุมชน
บ้านห้วยอีค่าง หมู่ที่ 1 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้จำนวน 5,938.55 ไร่ ครอบคลุมผืนป่าทั้งหมู่บ้าน ระหว่างแนวเขตป่าชุมชนกับที่ใช้ประโยชน์มีหลักหมุด ระบุวันที่ 1/1/2549 ล้อมลวดหนามแบ่งแนวเขตป่ากับที่ดินทำกินชัดเจน ภายในป่าชุมชนประกอบไปด้วย ป่าเดปอ ป่าผู้หญิง ป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย ซึ่งมีความหลากหลายและสอดคลองกับจารีตประเพณี จะเห็นว่า ชุมชนมีการจัดการดูแลรักษาป่ามาก่อนแล้ว และค่อยๆยกระดับสู่สิทธิตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ในเวลาถัดมา
ชุมชนตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนฯทั้งหมด 30,442 ไร่ ที่ผ่านมาตำบลทาเหนือมีการบริหารจัดการไฟในป่าดีเยี่ยม จากผลวิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้สะสมในป่าชุมชนระหว่างปี พ.ศ. 2563-2568 พบร่องรอยการเผาไม้สะสมเพียง 1,316 ไร่ จากป่าชุมชน 30,442 ไร่ คิดเป็น 4% เท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2567 ทางตำบลทาเหนือได้เข้าร่วมโครงการป่าชุมชน ป่าคาร์บอนเครดิตบางส่วน กับทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง จึงมีงบประมาณจัดการพอสมควร ประกอบกับว่ามีการบริหารจัดการป่าที่ดีอยู่ก่อน ทำให้ในปี 2568 พื้นที่เผาไหม้สะสมในป่าชุมชน ลดลงจากจำนวน 1,084 ไร่ในปี 2563 227 ไร่ในปี 2566 เหลือเพียง 75 ไร่ (จากเงื่อนไขไม่ให้เกิดไฟในป่าชุมชนคาร์บอนเครดิต)
ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนฯจำนวน 28,959 ไร่ ที่ผ่านมาชุมชนตำบลแม่ทามีวิถีใช้ไฟในพื้นที่ป่าเต็งรังมาโดยตลอด เห็นได้จากผลการวิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้สะสมในป่าชุมชนระหว่างปี พ.ศ. 2563-2568 พบร่องรอยการเผาไม้สะสมสูงถึง 13,888 ไร่ จากป่าชุมชน 28,959 ไร่ คิดเป็น 48% ต่อมาในปี พ.ศ. 2567 ทางตำบลแม่ทาได้เข้าร่วมโครงการป่าชุมชน ป่าคาร์บอนเครดิตกับทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง มีการปรับเปลี่ยนจากวิถีใช้ไฟสู่วิถีป้องกันไฟจากเงื่อนไขไม่ให้เกิดไฟในป่าชุมชน ป่าคาร์บอนเครดิต และจากการบริหารจัดการไฟที่ดีทำให้ในปี 2568 ไม่พบร่องรอยการเผาไหม้สะสมเลย
จากตัวอย่างที่ยกมาทั้ง3 จะพบว่าตัวแกนหลักในการบริหารจัดการป่าคือชุมชน เนื่องมาจากมีวิถีที่สอดคล้องกับการใช้ทรัพยากรจากป่า รู้จักสภาพพื้นที่ดีรวมถึงเข้าถึงผู้คนได้ง่ายกว่า และที่สำคัญคือการมีระบบการจัดการที่ดี ตรงนี้ การเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐภายใต้พรบ.ป่าชุมชน ช่วยในเรื่องการมีขอบเขตการจัดการที่ชัดเจนและเป็นทางการ ทำให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ รู้สึกมั่นคงในการใช้ทรัพยากรที่มี หรือการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนภายใต้โครงการป่าชุมชนป่าคาร์บอนเครดิต ก็สามารถช่วยเหลือทางด้านงบประมาณในการบริหารจัดการ การออกลาดตระเวนไฟ สร้างหอดูไฟ เก็บอุปกรณ์ป้องกันไฟ การจัดการเชื้อเพลิงในรูปแบบอื่น เป็นต้น
ปัญหาการจัดการไฟที่เกิดในหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า หากรัฐสามารถจัดการได้เองปัญหาก็คงไม่เกิด หรือหากชุมชนจัดการได้เบ็ดเสร็จก็จะไม่เกิดปัญหาเช่นกัน ทางออกจึงเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมโดยมีชุมชนเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการ และจากสถานการณ์เกิดไฟเชียงใหม่ที่ลุกลามใหญ่โตในปัจจุบัน พบว่า ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 5 เม.ย. 2569 ป่าชุมชนตำบลแม่ทา พบจุดเกิดไฟ(hotspot) จำนวน 9 จุด ป่าชุมชนตำบลทาเหนือพบจำนวน 2 จุด และป่าชุมชนห้วยอีค่างไม่พบจุดเกิดไฟเลย จาก hotspot ทั้งเชียงใหม่จำนวน 7,247 จุด
ติดตามความเคลื่อนไหวสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือได้ทาง https://nsdanorth.org/