สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ

สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ
Green Growth by People and Partnership movement

ตำบลปางหินฝนตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบเชิงเขาซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญและมี...
20/05/2026

ตำบลปางหินฝนตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบเชิงเขาซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญและมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลาย เช่น ม้ง กระเหรี่ยง(ปกาเกอะญอ) ลั๊วะ ไทยใหญ่ และคนเมือง ซึ่งมีวิถีชีวิตผูกพันกับป่าและทำการเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยประชากรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเนื่องจากมากพื้นที่ทั้งหมดซ้อนทับอยู่ในเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย

“ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยงาน” สืบเนื่องมาจาก พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ทำให้ชุมชนในพื้นที่ตำบลปางหินฝนลุกขึ้นมาขอให้สิทธิในการจัดตั้งและขอขยายป่าชุมชนเพื่อยกระดับจากป่าชุมชนจัดการเองสู่ป่าชุมชนตามกฎหมาย ทว่า พื้นที่ป่าชุมชนจัดตั้ง/ขอขยายเพิ่มกลับมีหลายหน่วยงานขอใช้พื้นที่

การประชุมคณะทำงานสนับสนุนศูนย์พัฒนาโครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง อำเภอแม่แจ่ม ในวันนี้ นายอุดมชัย มิตรมหายศ นายกอบต.ปางหินฝน ได้เป็นตัวแทนเสนอความต้องการของชุมชนในการจัดตั้ง/ขอขยายป่าชุมชน ซึ่งมีพื้นที่ทับซ้อนกว่า 50,000 ไร่ โดยที่ประชุมมีมติรับหลักการและจะส่งเรื่องให้บอร์ด สวพส. พิจารณาต่อไป

ติดตามความเคลื่อนไหวสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือได้ทาง https://nsdanorth.org/

🌳ทริปทดลองท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านเฮาะ เป็นทริปที่พาเราไปสัมผัสกับวิถีชีวิตชุมชนละเวือะ ที่ยังคงความเชื่อโยงใยกับการรัก...
11/05/2026

🌳ทริปทดลองท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านเฮาะ
เป็นทริปที่พาเราไปสัมผัสกับวิถีชีวิตชุมชนละเวือะ ที่ยังคงความเชื่อโยงใยกับการรักษาป่า ที่สืบทอดต่อกันมา ยกตัวอย่างเช่น ความเชื่อเรื่องผีตีนเดียว ไผ่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ห้ามมิให้ใครเข้าไปตัดหรือใช้ไม้ในพื้นที่ป่าชุมชน พิธีกรรมเลี้ยงผีแนวกันไฟที่ไม่ให้ไฟลุกลามออกนอกแนว และยังมีวิถีความเป็นอยู่ที่น่าสนใจอีกมาก อาทิ วิธีการจักสาน ทอผ้า ทำขนมพื้นเมือง อาหารประจำถิ่น อีกทั้งมีโฮมสเตย์ที่มีความเป็นกันเอง มีเรื่องเล่าความเชื่อมากมายให้ฟังสำหรับคนที่สนใจ ให้ได้ถก ได้ขบคิด กับท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านเฮาะ หมู่ที่ 6 ตำบลปางหินฝน จังหวัดเชียงใหม่

🌳บริบทชุมชน
บ้านเฮาะ เป็นชุมชนดั้งเดิมชาวละเวือะ หรือชาวลั๊วะที่ตั้งหมู่บ้านมาแล้วไม่ต่ำกว่า 700 ปี มีประชากรจำนวน 635 คน 120 หลังคาเรือน คนในชุมชนบ้านเฮาะยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าละเวือะมาจนถึงปัจจุบัน

🌳ลักษณะภูมินิเวศน์ของป่าชุมชนบ้านเฮาะส่วนใหญ่นั้นเป็นป่าดิบชื้น ที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก สัตว์ป่าที่พบ เช่น ชะนี เก้ง หมูป่า หมาป่า เสือ ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบกล้วยไม้ สมุนไพร และอาหารจากป่าที่คนในชุมชนหากินได้ตลอดทั้งปี

🌳สถานะป่าชุมชน
เดิมทีบ้านเฮาะมีพื้นที่ป่าชุมชนที่รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ จำนวน 25 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวา เมื่อมี พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 กรมป่าไม้ได้มีการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเติมให้เป็นจำนวน 367 ไร่ ปัจจุบันชุมชนบ้านเฮาะมีความต้องการปรับปรุงขยายขอบเขตป่าชุมชนเพิ่มเติมอีกจำนวน 4,547 ไร่ ให้ครอบคลุมพื้นที่ป่าที่ชุมชนดูแลจัดการ เมื่อรวมกับแปลงเดิมที่ได้รับอนุญาตแล้วจะเป็นทั้งหมด 4,914 ไร่

🌳แผน 5 ด้าน จัดการป่าชุมชน
1. แผนการอนุรักษ์ ได้แก่ ทำแนวกันไฟ บวชป่า ประกอบพิธีกรรมความเชื่อ การเลี้ยงเจ้าที่ เจ้าป่าเจ้าเขา และผีน้ำ

2. แผนการฟื้นฟู ได้แก่ ปลูกไม้เสริมและพืชสมุนไพร ทำฝายชะลอน้ำ และควบคุมการทิ้งขยะในพื้นที่ป่า

3. แผนการใช้ประโยชน์ ได้แก่ จัดทำน้ำประปาภูเขา การใช้ไม้สร้างบ้านฯลฯ พื้นที่ป่าช้าทั้งศาสนาดั้งเดิมและศาสนาคริสต์ การหาของป่าตามฤดูกาลทั้งพืชผักและสัตว์เล็กๆที่เป็นอาหาร รวมถึงหาสมุนไพรใช้เองในชุมชน

4. แผนการพัฒนา ได้แก่ การปลูกกาแฟเสริมในป่า การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว การปลูกพืชสมุนไพรเสริมในป่า การจัดทำข้อมูลป่าชุมชน เช่น แผนที่แสดงขอบเขตและการโซนนิ่งพื้นที่

5. แผนการควบคุมดูแล ได้แก่ ปรับปรุงกฎระเบียบชุมชน สร้างความรู้ความเข้าใจกับคนในชุมชน ประสานความร่วมมือและทำข้อตกลงร่วมกับชุมชนใกล้เคียง เช่น การจัดการไฟป่า การลักลอบหาของป่า ขอบเขตชุมชน ฯลฯ

ติดตามความเคลื่อนไหวสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือได้ทาง https://nsdanorth.org/

ปางหินฝน: มนต์เสน่ห์แห่งขุนเขา และก้าวย่างที่มั่นคงของชุมชนท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาในตำบลปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเช...
08/05/2026

ปางหินฝน: มนต์เสน่ห์แห่งขุนเขา และก้าวย่างที่มั่นคงของชุมชน
ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาในตำบลปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ "บ้านปางหินฝน" (หมู่ 10) ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับนักเดินป่าเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ของการพิสูจน์ว่า "คนกับป่า" สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนภายใต้บริบทของพื้นที่ป่าตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทริปท่องเที่ยวทดลองได้เริ่มต้นขึ้นเพื่อเปิดประตูสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความหมาย การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเดินชมวิว แต่คือการสะท้อนถึงหลักการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนใน 3 มิติสำคัญดังนี้

1. การมีส่วนร่วมและสิทธิชุมชน (Community Participation & Rights)
หัวใจสำคัญของทริปนี้คือการที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง สะท้อนถึงการใช้ สิทธิชุมชน ในการดูแลและใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรที่พวกเขาอาศัยอยู่มาอย่างยาวนาน โดยมี การมีส่วนร่วม ของคนในพื้นที่ ตั้งแต่การวางแผนเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปจนถึงการรวมกลุ่ม ออกแบบต้อนรับนักท่องเที่ยว

2. ธรรมาภิบาลทรัพยากร (Resource Governance)
เส้นทางเดินป่าระยะทาง 3.3 กิโลเมตรที่ทอดผ่านสันเขา 4-5 ยอด ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวสัมผัสกับธรรมชาติโดยรบกวนระบบนิเวศน้อยที่สุด ตลอดทางนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความร่มรื่นของแมกไม้นานาพันธุ์และความสดชื่นของลมบนยอดดอย สภาพป่าที่สมบูรณ์ตลอดเส้นทางแสดงให้เห็นถึง ธรรมาภิบาลทรัพยากร ที่ชุมชนร่วมกันกำหนดกติกาในการรักษาป่า เพื่อให้ป่าเป็นทั้งแหล่งต้นน้ำและแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน

3. ประสบการณ์ที่มากกว่าการท่องเที่ยว
การใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมงในการไต่ระดับตามสันเขา ไม่เพียงแต่ทำให้นักท่องเที่ยวได้ออกกำลังกายหรือถ่ายรูปสวยๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนที่ตั้งอยู่ตามเส้นทาง อาทิ สุสานละเวือะ ที่คนลัวะสมัยโบราณฝังทรัพย์สินมีค่าลงไปด้วย และเป็นที่มาของคนล่าสมบัติ เราจึงพบกับหลุมขุดสุสานบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ดี ไม่เพียงวิถีชีวิตที่ได้สัมผัส ชุมชนยังต้องการสื่อสารให้โลกภายนอกเข้าใจว่า การอยู่ในเขตป่าไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นโอกาสให้เกิดการบูรณาการรูปแบบการจัดการที่คนอยู่ได้และป่ายังคงอยู่
ติดตามความเคลื่อนไหวสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือได้ทาง https://nsdanorth.org/

ชวนเที่ยวป่าชุมชน..เดินป่าเดินเขา สัมผัสธรรมชาติ และวิถีชาวละเวือะ ที่บ้านเฮาะและปางหินฝน วันที่ 5-6 พฤษภาคมนี้คะ
26/04/2026

ชวนเที่ยวป่าชุมชน..
เดินป่าเดินเขา สัมผัสธรรมชาติ และวิถีชาวละเวือะ ที่บ้านเฮาะและปางหินฝน
วันที่ 5-6 พฤษภาคมนี้คะ

22/04/2026

เป็นความก้าวหน้าและเป็นความหวังในการจัดการไฟป่าฝุ่นควันได้ไหม?
#สำนึกของชุมชนท้องถิ่นแบบนี้
#แนวทางแบบนี้
#นี่คือแผนปฏิบัติการของตำบลท่าผา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
🟢ทำ "แผน" จากล่างขึ้นบน จากความรู้สึกของชุมชนจริงๆ
🟢8 จาก 11 หมู่บ้านของตำบล มีมติ "ไม่ชิงเผา" ในพื้นที่ป่า
🟢พร้อมรับความเสี่ยง หากเกิดไฟ ต้องระดมสรรพกำลังเต็มที่เพื่อรับมือ
🟢ในส่วนพื้นที่ที่ "จำเป็น" ต้องใช้ไฟจริงๆ ใน "ช่วงประกาศห้ามเผาของจังหวัด" ต้องยื่นคำร้องลงระบบ FireD และต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
🟢"พื้นที่ป่าชุมชน" 26,182 ไร่ มีการยื่นขอบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพียง 310 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.2 ของพื้นที่ป่าที่ชุมชนดูแลทั้งหมด
🟢"พื้นที่เกษตร ไร่-นา-สวน" 26,161 ไร่ มีชาวบ้านยื่นของใช้ไฟเพียง 126 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเพียงร้อยละ 0.5 ของพื้นที่เกษตรทั้งตำบล
ตำบลท่าผาให้ความสำคัญกับ "แผน" ที่เกิดจากการวิเคราะห์และความต้องการของชุมชนเอง
เป็น "แผน" คู่ขนานซึ่งยอมรับการใช้ "ไฟจำเป็น"
และเห็นพ้องว่าต้องดูแลควบคุม "ไฟไม่จำเป็น" อย่างดีที่สุด
"ไฟจำเป็น" ซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนัก ถือว่าจัดการง่าย เพราะมีข้อมูล มีชื่อผู้ยื่นขอชัด มีพิกัดชัด มีวันเวลาชัด เทศบาลสามารถสนับสนุนกำลังในการควบคุมจัดการได้
ความท้าทาย คือ "ไฟไม่จำเป็น"
#ไฟแอบจุด #ไฟลาม #ไฟที่ไม่อยู่ในกติกา
ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดวันไหน เวลาไหน ในพื้นที่ไหน
มีความเสี่ยงสูงหากเกิดในพื้นที่สูงชัน ควบคุมการลุกลามยาก
ยิ่งปีนี้ มติ 8 จาก 11 หมู่บ้าน ซึ่งขอเว้นวรรคไม่มีการชิงเผาจัดการเชื้อเพลิง ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร จะมีการสรุปบทเรียนอีกครั้งหลังฤดูไฟป่า
อย่างไรก็ตาม
ความน่าสนใจของตำบลท่าผาคือ การมี "แผน" ที่รอบด้าน ผ่านการคิดวิเคราะห์ และสอดคล้องบริบทของพื้นที่
สิ่งที่จะทำให้ "ชุมชน" และ "ท้องถิ่น" ก้าวหน้ากว่านี้
คือการสนับสนุนด้านต่างๆ ให้พวกเขาสามารถดำเนินการได้ตาม "แผน"
ทั้งในเรื่องของงบประมาณ องค์ความรู้ เทคโนโลยี รวมถึงการปลดล็อกระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โมเดลความสำเร็จ และปฏิบัติการในพื้นที่ระดับตำบล
เป็นคำตอบสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายมีความหวังในการออกจากปัญหานี้
#ไฟป่าฝุ่นควัน #แผนชุมชน #ตำบลจัดการไฟ
#ไฟจำเป็น #ไฟไม่จำเป็น

จากเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชุมชนบ้านห้วยอีค่าง สู่การบริหารจัดการไฟโดยชุมชนบ้านห้วยอีค่าง หมู่ที่ 1 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วา...
07/04/2026

จากเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชุมชนบ้านห้วยอีค่าง สู่การบริหารจัดการไฟโดยชุมชน

บ้านห้วยอีค่าง หมู่ที่ 1 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้จำนวน 5,938.55 ไร่ ครอบคลุมผืนป่าทั้งหมู่บ้าน ระหว่างแนวเขตป่าชุมชนกับที่ใช้ประโยชน์มีหลักหมุด ระบุวันที่ 1/1/2549 ล้อมลวดหนามแบ่งแนวเขตป่ากับที่ดินทำกินชัดเจน ภายในป่าชุมชนประกอบไปด้วย ป่าเดปอ ป่าผู้หญิง ป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย ซึ่งมีความหลากหลายและสอดคลองกับจารีตประเพณี จะเห็นว่า ชุมชนมีการจัดการดูแลรักษาป่ามาก่อนแล้ว และค่อยๆยกระดับสู่สิทธิตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ในเวลาถัดมา

ชุมชนตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนฯทั้งหมด 30,442 ไร่ ที่ผ่านมาตำบลทาเหนือมีการบริหารจัดการไฟในป่าดีเยี่ยม จากผลวิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้สะสมในป่าชุมชนระหว่างปี พ.ศ. 2563-2568 พบร่องรอยการเผาไม้สะสมเพียง 1,316 ไร่ จากป่าชุมชน 30,442 ไร่ คิดเป็น 4% เท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2567 ทางตำบลทาเหนือได้เข้าร่วมโครงการป่าชุมชน ป่าคาร์บอนเครดิตบางส่วน กับทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง จึงมีงบประมาณจัดการพอสมควร ประกอบกับว่ามีการบริหารจัดการป่าที่ดีอยู่ก่อน ทำให้ในปี 2568 พื้นที่เผาไหม้สะสมในป่าชุมชน ลดลงจากจำนวน 1,084 ไร่ในปี 2563 227 ไร่ในปี 2566 เหลือเพียง 75 ไร่ (จากเงื่อนไขไม่ให้เกิดไฟในป่าชุมชนคาร์บอนเครดิต)

ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนฯจำนวน 28,959 ไร่ ที่ผ่านมาชุมชนตำบลแม่ทามีวิถีใช้ไฟในพื้นที่ป่าเต็งรังมาโดยตลอด เห็นได้จากผลการวิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้สะสมในป่าชุมชนระหว่างปี พ.ศ. 2563-2568 พบร่องรอยการเผาไม้สะสมสูงถึง 13,888 ไร่ จากป่าชุมชน 28,959 ไร่ คิดเป็น 48% ต่อมาในปี พ.ศ. 2567 ทางตำบลแม่ทาได้เข้าร่วมโครงการป่าชุมชน ป่าคาร์บอนเครดิตกับทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง มีการปรับเปลี่ยนจากวิถีใช้ไฟสู่วิถีป้องกันไฟจากเงื่อนไขไม่ให้เกิดไฟในป่าชุมชน ป่าคาร์บอนเครดิต และจากการบริหารจัดการไฟที่ดีทำให้ในปี 2568 ไม่พบร่องรอยการเผาไหม้สะสมเลย

จากตัวอย่างที่ยกมาทั้ง3 จะพบว่าตัวแกนหลักในการบริหารจัดการป่าคือชุมชน เนื่องมาจากมีวิถีที่สอดคล้องกับการใช้ทรัพยากรจากป่า รู้จักสภาพพื้นที่ดีรวมถึงเข้าถึงผู้คนได้ง่ายกว่า และที่สำคัญคือการมีระบบการจัดการที่ดี ตรงนี้ การเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐภายใต้พรบ.ป่าชุมชน ช่วยในเรื่องการมีขอบเขตการจัดการที่ชัดเจนและเป็นทางการ ทำให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ รู้สึกมั่นคงในการใช้ทรัพยากรที่มี หรือการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนภายใต้โครงการป่าชุมชนป่าคาร์บอนเครดิต ก็สามารถช่วยเหลือทางด้านงบประมาณในการบริหารจัดการ การออกลาดตระเวนไฟ สร้างหอดูไฟ เก็บอุปกรณ์ป้องกันไฟ การจัดการเชื้อเพลิงในรูปแบบอื่น เป็นต้น

ปัญหาการจัดการไฟที่เกิดในหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า หากรัฐสามารถจัดการได้เองปัญหาก็คงไม่เกิด หรือหากชุมชนจัดการได้เบ็ดเสร็จก็จะไม่เกิดปัญหาเช่นกัน ทางออกจึงเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมโดยมีชุมชนเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการ และจากสถานการณ์เกิดไฟเชียงใหม่ที่ลุกลามใหญ่โตในปัจจุบัน พบว่า ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 5 เม.ย. 2569 ป่าชุมชนตำบลแม่ทา พบจุดเกิดไฟ(hotspot) จำนวน 9 จุด ป่าชุมชนตำบลทาเหนือพบจำนวน 2 จุด และป่าชุมชนห้วยอีค่างไม่พบจุดเกิดไฟเลย จาก hotspot ทั้งเชียงใหม่จำนวน 7,247 จุด
ติดตามความเคลื่อนไหวสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือได้ทาง https://nsdanorth.org/

ระบบการบริหารจัดการไฟ กับกลไกการทำงาน ตั้งรับ ปรับตัวของชุมชนตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่  ตำบลทาเหนือ อำเภอ...
31/03/2026

ระบบการบริหารจัดการไฟ กับกลไกการทำงาน ตั้งรับ ปรับตัวของชุมชนตำบลทาเหนือ
อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

ตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีบทเรียน ประสบการณ์การทำงานมาจากยุคประวัติศาสตร์การต่อสู้กับกระบวนการสัมปทานตัดไม้ เกิดปัญหาน้ำแล้ง นำมาสู่กระบวนการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันทั้งการจัดการป่าชุมชน การจัดการที่ดินทั้งตำบล และการจัดการไฟด้วยภูมิปัญญา ความรู้ ข้อมูลของชุมชนมาร่วมในกระบวนการวางแผน การปฏิบัติการ การตัดสินใจ รวมไปถึงการจัดการป่าชุมชนไปสู่การสร้างระบบกองทุนคาร์บอนเครดิต การใช้ประโยชน์จากป่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ จัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน และศึกษาระบบนิเวศน์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชน และการจัดการแนวเขตพื้นที่ให้กับสัตว์ป่าและการใช้ประโยชน์ของชุมชน

ช่วงสถานการณ์ไฟป่าทุกปี ทางพื้นที่มีการบริหารจัดการตั้งแต่ การดับไฟ ใช้วิธีการลาดตะเวน เมื่อพบเจอรายงานกับผู้นำบริเวณจุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่เพื่อเข้าถึงไฟและดับให้เร็วโดยไม่ต้องรอจุดความร้อนขึ้น ในขณะที่จุดความร้อนที่เกิดขึ้นในช่วงกลางคืนจะมีการจัดการอีกรูปแบบหนึ่ง

พี่วิสันต์ ปัญญากาศ (นักวิชาการเกษตรชำนาญการ. อบต.ทาเหนือ) ได้ยกตัวอย่าง “ในปี 2569 พบจุดความร้อนในวันที่ 19-3-69 เวลาตี 05.00 น.รุ่งเช้าทางอาสาไฟป่าเข้าถึงไฟยืนยันจุดเกิดไฟ และดำเนินการดับไฟร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ หรือกรณีเกิดไฟ แต่ไม่มีจุดความร้อนเกิดขึ้น ตัวอย่างในปี 2568 เกิดไฟใน 3 หมู่บ้าน รวม 16 จุดจากการที่ชาวบ้านพบเห็นกลุ่มควันขึ้น แต่ผลที่ออกมาพบจุดความร้อนเพียง 4 จุดในพื้นที่ป่า 2 จุดพบตามระบบการบริหารจัดการไม่นับเป็นจุดความร้อนที่เกิดขึ้น อีก 2 จุดเกิดไฟขึ้นจริง

ในขณะที่คุณเดโช ไชยทัพ (นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ) ได้เสริมว่า นั่นคือสิ่งที่ตำบลทาเหนือได้บริหารจัดการเชื้อเพลิง ตรวจสอบปริมาณเชื้อเพลิง การใช้ข้อมูลแบบย้อนกลับเพื่อให้เกิดการวางแผนในการจัดการไฟที่มีประสิทธิภาพและสร้างอากาศสะอาดไปสู่สุขภาพที่ดีของชุมชนเมืองและสังคมโดยรวม

ทำไมเราต้องมาคิดทำเรื่องนี้ เริ่มต้นจากการสัมปทานไม้สัก ไม้หมอนรถไฟที่หนักสุดคือ เต่าบ่มใบยาสูบ ที่จะต้องใช้ไม้จำนวนมากไม่เลือกชนิดไม้ ทำให้ป่าที่ฟื้นฟูจากป่าสัมปทานเริ่มลดลง ชาวบ้านเริ่มมองเห็นป่าที่เหลือและป่าที่มีอยู่ต้องดูแลรักษาและฟื้นฟูให้เร็วสุด ในขณะที่ดินทำกินมีเพียง 7,000 กว่าไร่ ประชากร 2,400 คน ไม่มีระบบไร่หมุนเวียน

พ่อสองเมือง ตากูล ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ในอดีตหลังสัมปทานไม่มีน้ำที่จะทำนา ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมารวมกว่า 41 ปี ในปี 2532 เริ่มจัดการตนเองโดยการหยุดทำไร่หมุนเวียน ในปี 2535 เข้าไปจัดการระบบน้ำในพื้นที่ป่า เป็นระบบประปาภูเขามาสู่การใช้น้ำในพื้นที่เกษตรและบริโภคในครัวเรือน ส่วนการหยุดทำไร่หมุนเวียน ไม่ได้มองว่า มีผลต่อทางจิตใจของชุมชน เพราะชุมชนเห็นว่า ไม่มีทางเลือกอื่นในขณะที่ชุมชนมีที่นาเป็นหลักเท่ากับประชากรที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน และสามารถใช้พื้นที่เล็ก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มรายได้มากขึ้น โดยการสนับสนุนจากโครงการหลวง
ส่วนการจัดการป่าชุมชน ภายหลังเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้วนั้นำไปสู่การบริหารจัดการกองทุนทางการเงินที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต พ่อหลวงสุเมธ ศรีเอื้องดอย กล่าวถึงการจัดการป่าชุมชนไปสู่กองทุนคาร์บอนเครดิตเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมีรายได้จากกองทุนคาร์บอนเครดิตได้ไม่เท่ากัน ในขณะที่พี่วิสันต์ ได้ให้ข้อมูลว่า “เริ่มแรกการดำเนินงานไม่ได้ที่จะทำให้ข้อมูลการจัดการป่าไปสู่การบริหารจัดการทางการเงิน แต่ดูข้อมูลเพื่อที่จะนำมาสู่การวางแผนการจัดการป่าและไฟป่า โดยมีทางอ.ระวี ถาวร จากรีคอฟมาร่วมในกระบวนการวางแปลงพื้นที่ เพื่อคำนวณปริมาณต้นไม้ในป่าออกมาเป็นค่าการกักเก็บคาร์บอน สต๊อก ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับพื้นที่”

ส่วนความคิดเห็นของชาวบ้านกับกระบวนการฟอกเขียว เป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะสิ่งที่ชาวบ้านทำนั้นได้ทำมาก่อนหลายสิบปี สิ่งแรกการทำคาร์บอนเครดิตเป็นการทำเพื่อชุมชน รายได้ที่ก่อเกิดจากการทำคาร์บอนได้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนทั้งการจัดการป่าชุมชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่วนประเด็นที่บอกว่า ไม่สามารถใช้ไม้ได้แล้วนั้น ข้อเท็จจริง ชาวบ้านมีการกันแนวเขตพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เป็นป่าอนุรักษ์ และป่าใช้สอย เช่น กรณีหนึ่งหมู่บ้านมีพื้นที่ป่าชุมชน 9,631 ไร่แต่เข้าสู่กระบวนการคาร์บอนเครดิตเพียง 2,000 กว่าไร่ และอีกส่วนหนึ่งนั้นยังเป็นปัญหาทับซ้อนการประกาศอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้

พี่วิสันต์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ป่าชุมชน 9,000 กว่าไร่นั้นทางกรมป่าไม้ได้รับรองการขึ้นทะเบียนไปแล้ว แต่พื้นที่บางส่วนนั้นอยู่ในพื้นที่การประกาศอุทยานแห่งชาติตามแผนที่แนบท้าย ซึ่งมีพื้นที่ป่าชุมชนทับซ้อนกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ซึ่งยังคงไม่สามารถเข้าสู่กองทุนคาร์บอนเครดิตได้มากกว่า 5,000 ไร่

ความเชื่อมั่นและมั่นใจในการใช้งบในการบริหารจัดดการกองทุนของชุมชนเอง สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ต่างกับงบประมาณถ่ายโอนภารกิจไฟป่าหรืองบจากส่วนกลางรัฐ ที่มีการกำหนดราคา กำหนดยี่ห้อหรือแม้กระทั่งร้านค้ามาพร้อมกัน ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนหรืออุปกรณ์บางส่วนไม่สามารถใช้ได้จริง ในขณะเดียวกันงบบริหารจัดการกองทุนคาร์บอนสามารถนำมาบริหารโดยชุมชน ทั้งการจัดการไฟป่า การจัดทำแนวกันไฟ สามารถใช้งบประมาณที่เป็นอัตราจ้างให้กับชุมชนได้ในอัตราค่าจ้างรายวันรวมทั้งการเฝ้าระวังไฟในช่วงกลางคืนรวมทั้งการดำเนินการตามแผนอื่นๆ ที่ชุมชนได้ร่วมกันจัดทำแผนไว้ 2 ส่วน ทั้งส่วนที่นำมาบริหารจัดการป่าและไฟป่า ส่วนหนึ่งนำมาพัฒนาอาชีพ รายได้ของชุมชน อย่างไรก็ตามการใช้จ่ายงบประมาณไม่เหมือนกันทุกหมู่บ้านจะแตกต่างกันออกไป และงบประมาณที่ได้มานั้นมากน้อยต่างกันไม่ได้อยู่งบประมาณแต่อยู่ที่พื้นที่ในการจัดการ บางหมู่บ้านได้งบน้อย แต่ดูแลพื้นที่ป่าจำนวนมาก แต่บางหมู่บ้านได้งบมาก แต่มีพื้นที่ดูแลจัดการป่าน้อย เป็นต้น ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายและการสร้างพื้นที่กลางในการหารือและบริหารจัดการงบประมาณและพื้นที่ร่วมกัน

ส่วนของงบพัฒนาคุณภาพชีวิต บางหมู่บ้านนำมาแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ด้วยการขุดเจาะน้ำบาลใช้ในครัวเรือนหรือบางหมู่บ้านนำไปปรับปรุงระบบน้ำประปาภูเขาและสร้างระบบกองทุนการบริหารจัดการน้ำขึ้นมาร่วมกัน แต่ถามว่าทำไมไม่ใช้งบประมาณท้องถิ่น ติดระเบียบ เงื่อนไขและการขออนุมัติ อนุญาตล่าช้า ความต้องการของชาวบ้านเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ

จากป่ามาสู่ความหลากหลายในพื้นที่ป่าชุมชน พ่อกำนันสองเมือง ได้ให้ข้อมูลสำคัญๆว่า “พื้นที่ป่าที่ชุมชนจัดการดูแลนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพมากน้อยชนาดไหน เริ่มต้นตั้งแต่รีคอฟเข้ามาสำรวจการกักเก็บคาร์บอนสต๊อกเริ่มแรก จากนั้นข้อมูลเริ่มเข้าสู่กระบวนการกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในการจัดทำข้อมูลไปสู่กองทุนคาร์บอนเครดิต ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีชนิดพันธุ์พืช พันธุ์ไม้จำนวนมากในพื้นที่ป่า (2567 เบื้องต้น) รวมทั้งสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์และเริ่มกลับมา ไม่ว่าจะเป็น เก้ง หมูป่า และนำมาสู่การกำหนดขอบเขตพื้นที่แปลงอนุรักษ์สัตว์ป่าประมาณ 1,000 ไร่เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์หรือแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์ป่ามีระเบียบ ข้อตกลงร่วมของชุมชนในการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ และใช้พิธีกรรม ของชุมชนมากำกับในการที่จะคิดล่าสัตว์ในพื้นที่หวงห้าม

ส่วนการใช้ประโยชน์จากไม้ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร มีทั้งชุมชนที่ปลูกไม้สัก ไม้ฉำฉา ไม้พยุง ไม้หนุน ไม้มะไฟ ขี้เหล็กและอื่นๆหากนำมาเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ เช่น ครั่ง ยางหรือชันที่เกิดจากแมลงชอบอยู่บนต้นไม้ฉำฉา นอกจากนี้ในพื้นที่ป่าชุมชน ยังมีกิจกรรมอาบป่า จากแนวคิดและการปฏิบัติการจากพยาบาลโรงพยาบาลแม่ออนในการพาคนไข้เข้าไปในป่า และตรวจวัดสุขภาพภายหลังจากอาบป่าไปแล้วผลที่ออกมามีผลการดำเนินการต่อเนื่อง แต่หากจะมองเป็นรายได้ยังไม่คิดดำเนินการ ชุมชนสะท้อนว่า กิจกรรมอาบป่า เป็นส่วนหนึ่งเพื่อสร้างสุขภาพให้กับคนในชุมชน รวมทั้งในชุมชนส่วนใหญ่เป็นพี่น้องกะเหรี่ยง ผ้าทอ เป็นส่วนสำคัญในการนำมาใช้ประโยชน์เป็นเครื่องนุ่งห่ม จึงมีแนวคิดในการนำเปลือกไม้ในพื้นที่ป่านำมาทำผ้าสีย้อมธรรมชาติ สร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของหน่วยงาน องค์กรอื่นๆที่สนใจมาร่วมศึกษาในพื้นที่พร้อมๆกับการพัฒนาพื้นที่ในป่าชุมชนเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน หรือการเข้าไปศึกษาธรรมชาติในพื้นที่ป่า โดยการชูเรื่องการเลี้ยงผึ้งในพื้นที่ป่าชุมชน รวมทั้งการจัดการป่าชุมชนไปสู่การสร้างการเรียนรู้กับให้กับเยาวชนในสถานศึกษาทั้งการนำเด็กมาร่วมเรียนรู้การจัดทำมหกรรมแนวกันไฟ การปลูกไม้เสริมในพื้นที่ป่า แต่ยังไม่ไปถึงเรื่องของหลักสูตรท้องถิ่น

ในขณะที่มีการขยายการเรียนรู้ไปสู่เยาวชนแล้ว ยังมีการให้ความสำคัญกับบทบาทผู้หญิง กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่เข้ามาร่วมเรียนรู้ และร่วมดำเนินการ โดยเฉพาะผู้หญิง คนรุ่นใหม่นั้นมีความรู้ ทักษะ ทางด้านเอกสาร ข้อมูล สามารถที่จะหนุนเสริมการทำงานให้เกิดความยั่งยืนต่อเนื่องได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีผลลัพธ์ที่พอใจกับชุมชน แต่สิ่งที่เป็นข้อกังวลใจของชุมชน คือการส่งต่อ ถ่ายทอดหรือสืบทอดของคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาคิด วางแผนและปฏิบัติการร่วมกัน รวมทั้งการบริหารจัดการกองทุนการจัดการป่า ไฟป่าให้เป็นภาพรวมทั้งตำบล ก่อเกิดการหนุนเสริม เกื้อกูลและช่วยเหลือกันก่อเกิดความยั่งยืนในระยะยาว

ติดตามความเคลื่อนไหวสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือได้ทาง https://nsdanorth.org/

30/03/2026

[Repost]
#มองจากนอกป่า เห็นไฟ เห็นฝุ่น เห็นวิกฤต
#มองจากชุมชนใจกลางป่า เห็นความทุ่มเท เสียสละ เป็นวีรกรรมของคนธรรมดาที่ช่วยดูแลปกป้องลมหายใจให้กับสังคม
คลิปนี้ ถ่ายทำตั้งแต่ปี 2562
กองกำลังลุ่มน้ำขาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่
ระดมพลทำแนวกันไฟเชื่อมเป็นเครือข่ายในพื้นที่ป่าชุมชนกว่า 116 กิโลเมตร
เสร็จจากการทำแนวกันไฟ ก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตา เข้าเผชิญเหตุ และเฝ้าระวังตลอดช่วงฤดูไฟ
ทำต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี และยังมีชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้มแข็งแบบนี้กระจายตัวอยู่ทั่วภาคเหนือ
ลุยกันเองในป่า จัดการกันเองในพื้นที่ ระดมทุนกันเองในชุมชน
เป็น story ที่คนภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้หรือให้คุณค่า
เรื่องราว เรื่องเล่าของไฟป่าฝุ่นควันมีหลากหลาย
มุมมอง ความเห็น ก็แตกต่างตามประสบการณ์ของแต่ละคน และยิ่งโหมกระพือตามความร้อนแรงของสถานการณ์
แต่หากมองจากมุมของชุมชนที่ทุ่มเทขนาดนี้
สิ่งที่พวกเขาต้องการคือความเข้าใจ กำลังใจ รวมถึงแรงสนับสนุนให้สามารถทำได้ดีขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิม
สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญทุกวันนี้
เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นวิกฤตระดับโลก และมีความสลับซับซ้อนเกินกว่าจะหาสูตรสำเร็จ หรือกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่สิ่งทีไม่อาจปฏิเสธได้คือ
ชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดป่า เป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
เจตจำนงแบบไหน? มาตรการแบบไหน? ชุดความรู้และเทคโนโลยีแบบไหน? ที่จะช่วยสร้างพลังเชิงบวกให้กับชุมชนคนธรรมดาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
#ไฟป่า #ฝุ่นควัน
#ป่าชุมชน

สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ.ร่วมกับกลุ่มฮักเมืองแจ่ม และกรมป่าไม้ร่วมแลกเปลี่ยนนำเสนอนโยบายการปลูกต้นไม้ที่ประช...
29/03/2026

สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ.
ร่วมกับกลุ่มฮักเมืองแจ่ม และกรมป่าไม้
ร่วมแลกเปลี่ยนนำเสนอนโยบายการปลูกต้นไม้ที่ประชาชน เป็นผู้มีสิทธิในต้นไม้ปลูกตัดแปรรูปชอบด้วยกฎหมาย

https://drive.google.com/drive/folders/1M6nBMHCN3orVEyRzo2n9GaCwSidufm29
บทเรียนจากแม่แจ่มโมเดล กรณี ปลูกได้ตัดได้มีการต่อรองพูดคุย สื่อสาร เจรจากันมานาน..หารือกันจริงๆจังหลายๆฝ่าย ..

เมื่อตรงกันเรื่องเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูป่า และมีป่าเศรษฐกิจให้ชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกต้นไม้ สร้างป่าสร้างรายได้

เมื่อกรมป่าไม้ได้รับรองได้สิทธิในที่ดินคทช. แล้ว
กรมป่าไม้ได้พิจารณาออกระเบียบใหม่ เป็นที่เรียบร้อย...เมื่อวันเสาร์ ที่28 มีนาคม 2568 กรมป่าไม้ ได้ส่งผู้แทนสำนักงานอนุญาติจากกรมป่าไม้ พร้อมผู้แทนสำนักจัดการป่าไม้ที่1ก็มาร่วมให้ข้อมูล ใหม่ๆ

สาระสำคัญโดยย่อ
1. หากได้รับสิทธิ คทช.แล้วหากประสงค์ตัดไม้ที่ปลูก ให้ยืนคำร้อง ตามแบบฟรอม พร้อมแนบเอกสารหลักฐานคทช.และรูปต้นไม้ที่ต้องการตัด
-ไม้หวงห้าม ยื่นที่ สจป.1
-ไม้ไม่หวงห้ามยื่นที่ ทสจ.
2..หากหน่วยรับเรื่องคือ ทางสำนัก1 หรือทสจแล้ว จะเร่งลงมาตรวจสอบ หลักฐาน ในพื้นที่จริง พร้อมปรับเอกสารให้เรียบร้อยภายใน15วัน
3.เรื่องไปถึงกทม หากเอกสารเรียบร้อย กรมจะเร่งดำเนินการโดยอธิบดีจะดำเนินการลงนามให้เรียบร้อยใน15 วัน

4.เพื่อทำให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน จะตั้งกลุ่มวิสหกิจชุมขนขึ้นมาดำเนินการ.รวบรวมเรื่องทำคำร้องขออนุญาตตัดต้นไม้ให้ผ่านการอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วเสร็จก่อน30 พค 2569

5.ส่วนไม้อื่นที่ขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่ไม้ปลูกในแปลงคทช หากประสงค์ใช้เพื่อการใช้สอยในครอบครัว หรือเพื่อการสาธารณะ..ให้ยื่อนคำร้องไปคราวเดียวกันเลย

6.คนแม่แจ่มมากกว่า30 รายที่ได้ปลูกไม้สักมาเป็นเวลากว่่า35-40ปี แล้ว ต่างอมยิ้มเมื่อความใันใกล้เป็นจริงบางคนมี100 ต้นบางคนมี1000 ต้น ไม้ที่แก่เช่นนี้ราคางามราว5000-15,000 บาท

7..การตัดแล้วปลูกทนแทน การตัดโดยเลือไม้เดิมไว้10-20%ตามความเหมาะสม

สมาคมอยากจะเรียนเชิญ
ท่านที่สนใจมาร่วมเป็นสักขีพยาน

ปักหมุดหมาย
เปิดร่องรอยการปลูกความงามให้แผ่นดิน
เร็วนี้

ป่าชุมชนกับการบริหารจัดการไฟ ตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ตำบลท่าผามีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมทั้งหมด 65,613 ไร...
28/03/2026

ป่าชุมชนกับการบริหารจัดการไฟ ตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ตำบลท่าผามีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมทั้งหมด 65,613 ไร่ มีป่าชุมชนขึ้นทะเบียนกรมป่าไม้จำนวน 10,432 ไร่ เตรียมจดแจ้งขยายพื้นที่ป่าชุมชนจากเดิมเพิ่มขึ้นอีกเป็น 26,719 ไร่

ตำบลท่าผาประกอบไปด้วย 11 หมู่ที่ ในช่วงฤดูเกิดไฟ ตั้งแต่ต้นปีคณะกรรมการป่าชุมชนได้มีกิจกรรมร่วมกับทางเทศบาล ลูกบ้าน ทำแนวกันไฟ ออกลาดตระเวนป้องกันไฟ เข้าดับไฟในที่เกิดเหตุก่อนมีการรายงานจุดเกิดไฟ โดยกิจกรรมป้องกันไฟตำบลท่าผามีไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้

- วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 69 บ้านผานัง หมู่ที่ 2 ร่วมกันทำแนวป้องกันไฟป่า

- วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 69 บ้านห้วยไฮหมู่ที่ 7 ได้ทำแนวกันไฟร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้

- วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 69 ชุมชนบ้านไร่ร่วมกับพี่น้องไทยใหญ่ สถานีควบคุมไฟป่าแม่โถ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ชม. 19 สภาแม่แจ่ม เทศบาลตำบลท่าผา ได้จัดทำแนวกันไฟบริเวณป่าบ้านไร่ลุล่วงไปด้วยดี

- วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 69 บ้านสามสบ หมู่ที่ 1 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จัดทำแนวป้องกันไฟเสร็จสิ้นภารกิจเวลา 15:30 น.

- วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 69 บ้านป่าแดดหมู่ที่ 4 ร่วมกับนายกเทศมนตรี ทีมบริหารสภา กำนันตำบลท่าผาและป่าไม้ที่ชม.19 ได้จัดทำแนวป้องกันไฟบริเวณป่าบ้านป่าแดด จึงเรียนมาเพื่อทราบ

- วันที่ 7-8 มีนาคม 69 คณะกรรมการป่าชุมชน ตัวแทนอาสาบ้านไร่ ได้ทำแนวกันไฟบริเวณเขตป่าชุมชนป่าคาร์บอนเครดิต รวม 2 วัน จึงเรียนมาเพื่อทราบ

- วันที่ 8 มีนาคม 69 คณะกรรมการป่า
ชุมชน ชาวบ้านนาเรือน ร่วมกันทำแนวกันไฟบริเวณป่าชุมชนป่าคาร์บอนเครดิต

- วันที่ 9 มีนาคม 69 คณะกรรมการป่าชุมชนร่วมทำแนวกันไฟในเขตป่าชุมชนป่าคาร์บอนเครดิตหมู่ที่ 10 จึงเรียนมาเพื่อทราบ

- วันที่ 26 มีนาคม 69 เวลาประมาณ 11:00 น รับแจ้งมีไฟเกิดขึ้นในพื้นที่หลังร้านค้าของสันพัฒนาซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบหมู่ที่ 2 ผานังได้เข้าพื้นที่และสามารถควบคุมไฟได้หมดแล้วจึงเรียนมาเพื่อทราบ

- วันที่ 27 มีนาคม 69 จิตอาสาบ้านไร่ได้ออกลาดตระเวนป้องกันไฟรอบดอยหมื่นหมาก จึงเรียนมาเพื่อทราบ

นี่เป็นรายงานเพียงบางส่วนจากกลุ่มสื่อสารป่าชุมชนตำบลท่าผาซึ่งเคลื่อนไหว ติดตาม ป้องกันไฟเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ตำบลท่าผา ณ เวลานี้ยังคงไม่พบจุดเกิดไฟในพื้นที่

องค์ประกอบของการบริหารจัดการไฟตำบลท่าผา

1. ตำบลท่าผามีการกำหนดขอบเขตรับผิดชอบ เขตหมู่บ้าน เขตป่าชุมชนชัดเจน
2.ชุมชนตำบลท่าผามีวิถีเป็นอยู่สอดคล้องกับการบริหารจัดการป่า รู้สภาพพื้นที่ ปัญหาได้ดี
3.ชุมชนตำบลท่าผา มีการออกระเบียบ กติกาป่าชุมชนเองซึ่งแสดงถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของผืนป่า
4.ชุมชนมีการติดตามการดำเนินงานป้องกันไฟอยู่เสมอ
5.มีเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบลเชื่อมร้อยทุกหมู่บ้าน มีการจัดการร่วมกับทางท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและมีภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาสนับสนุน(โครงการคาร์บอนเครดิต)

องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็งในการกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการไฟที่ดี ควบคู่ไปกับมิติทางความคิดที่เปลี่ยนไป ดังที่นายกอุทัย บุญเทียม เทศบาลตำบลท่าผา ได้พูดแลกเปลี่ยนไว้ในที่ประชุมว่า "ตำบลท่าผาแต่เดิมทุกหมู่บ้านจะมีการชิงเผาทุกปี แต่ในปีนี้ชุมชนทุกหมู่ที่ตกลงใช้ไฟเพียง 2 แปลงเท่านั้น ที่เหลือจะไม่มีการใช้ไฟ" คำพูดดังกล่าวสะท้อนภาพความร่วมมือและความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมมากขึ้นได้เป็นอย่างดี

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจากกลุ่มป่าชุมชนตำบลท่าผา ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือได้ทาง https://nsdanorth.org/

เวทีแลกเปลี่ยน บทบาทท้องถิ่น ท้องที่เทศบาลตำบลท่าผากับการสนับสนุนชุมชนขับเคลื่อนการจัดการที่ดิน ป่าไม้ไฟป่าอำเภอแม่แจ่ม ...
26/03/2026

เวทีแลกเปลี่ยน บทบาทท้องถิ่น ท้องที่เทศบาลตำบลท่าผากับการสนับสนุนชุมชนขับเคลื่อนการจัดการที่ดิน ป่าไม้ไฟป่า
อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ปัญหาที่ดินป่าไม้กับการบริหารจัดการที่ดีจำเป็นต้องมีเครื่องมือเพื่อใช้ในการดำเนินการ ออบแบบวางแผน ติดตามหรือต่อรองเจรจาทั้งภายในชุมชนและระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ระบบสารสนเทศภูมิสาสตร์(GIS) เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นยิ่งโดยสามารถตอบโจทย์เรื่องการออกแบบวางแผน ติดตาม รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาและหาทางออก

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้บริหารท้องถิ่น เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลท่าผาและผู้นำชุมชน ประเด็นสำคัญเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่ดิน ป่าไม้ มาสู่การจัดการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ GIS

เริ่มต้นด้วยแนวคิดการจัดการตนเอง

ศูนย์ข้อมูลGIS เทศบาลตำบลท่าผา ก่อตั้งขึ้นเพื่อการจัดเก็บระบบฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เพื่อประยุกต์ใช้ในการ ออกแบบ วางแผน บริหารจัดการทรัพยากรที่ดินป่าไม้ภายในตำบล รวมไปถึงงานด้านทรัพยากรอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การจัดการไฟ มีการจัดทำเส้นลาดตะเวนไฟ เส้นแนวกันไฟ ในระบบฐานข้อมูลพบว่า ชุมชนตำบลท่าผามีแนวกันไฟรวมรวมระยะทางถึง 44.6 กม. มีพื้นที่สำคัญทางวัฒนธรรม มีเส้นทางน้ำ ตำแหน่งกักเก็บน้ำ ลำห้วย บ่อพักน้ำในชุมชน มีพื้นที่ป่าชุมชนของแต่ละหมู่บ้าน รวมไปถึงข้อมูลตำแหน่งกลุ่มองค์กรต่างๆในชุมชน มีตำแหน่งระบบการจัดการหลุมขยะแต่ละหมู่บ้าน ฯลฯ เป็นต้น

เชื่อมโยงระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กับบทบาทและหน้าที่ของท้องถิ่น

เทศบาลตำบลท่าผามีการจัดทำทะเบียนประวัติการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยมีเทศบัญญัติท้องถิ่นรับรอง สามารถนำไปใช้ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือใช้แจ้งกรณีเกิดภัยพิบัติ และยังมีการดำเนินการร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดทำแผนช่วยเหลือผู้ยากไร้ ยากจน ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยเริ่มต้นในปี 2561 หมู่บ้านละ 5 – 7 คน มีบ้านแม่ยางส้านเป็นหมู่บ้านนำร่องภายใต้โครงการบ้านมั่นคงชนบท นำไปสู่การเชื่อมโยงกับแนวทางการจัดการที่ดินในป่าสงวนแห่งชาติ ตามนโยบายที่ดินแห่งชาติ คทช.

เชื่อมโยงระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กับการยกระดับสิทธิตามกฎหมายและนโยบาย

งานสำคัญของศูนย์ข้อมูลGIS ตำบลท่าผา ยังคงเน้นการจัดทำแผนที่ที่ดินรายแปลง เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองสิทธิที่เรียกว่า คทช. หรือนโยบายที่ดินแห่งชาติ รวมไปถึงการจัดทำฐานข้อมูลป่าชุมชน เพื่อนำไปสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนตามพ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อยกระดับสิทธิชอบด้วยกฎหมาย

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย

นโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการส่งมอบเอกสาร เพื่อเป็นหลักฐานให้กับเกษตรและประชาชนที่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่แล้ว แต่ยังมีข้อติดขัดเรื่องรูปแบบเอกสารหรือสมุดคู่มือคทช. ที่มีการแบ่งแยกรูปเล่มตามเงื่อนไขชั้นคุณภาพลุ่มน้ำและพื้นที่ใช้ประโยชน์ ทำให้ไม่สามารถนำไปยืนยันการใช้ประโยชน์กับหน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินการทั้งแปลงได้ จะทำได้ก็เฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในลุ่มน้ำ 3,4 และ 5 ซึ่งมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ใช้ประโยชน์ทั้งหมด จึงมีข้อเสนอจากที่ประชุมในการจัดทำคู่มือคทช.โฉมใหม่(ระบุให้เห็นภาพทั้งแปลง แบ่งแยกแปลงภายในตามกลุ่ม) รวมไปถึงข้อเสนอในการออกแบบกลไกระหว่างหน่วยงานรัฐส่วนกลางกับกลไกระดับท้องถิ่นให้เอื้อต่อการดำเนินการในพื้นที่มากขึ้น เช่น การจัดทำทะเบียนประวัติการใช้ที่ดินหรือ สมุดคู่มือ คทช. ที่สามารถถ่ายโอนมาให้ท้องถิ่นดำเนินการต่อเนื่อง หากมีกรณีการเสียชีวิตและต้องเปลี่ยนมือถือครองสามารถดำเนินการในระดับท้องถิ่น ไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากในการประสานงาน การจัดการเชิงเอกสาร หรือการเดินทาง ทำอย่างไรที่จะให้คทช. กับท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางในการอำนวยการให้กับเกษตรกรและประชาชนจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้

ติดตามความเคลื่อนไหวสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือได้ทาง https://nsdanorth.org/

ที่อยู่

77/1 หมู่ 5 ตำบลสุเทพ
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ:

แชร์