25/05/2026
การที่เด็กคนหนึ่งจะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือบวกลบเลขไม่เป็นนั้น เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันหากเรามองผ่านเลนส์ของปัจจัยทางสังคม จะพบว่าเด็กยุคนี้เติบโตมากับเทคโนโลยีซึ่งส่งผลระยะยาวต่อสมองและกระบวนการเรียนรู้
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ เด็กจำนวนมากจับโทรศัพท์และเล่นแท็บเล็ตตั้งแต่ยังเป็นทารก พกมือถือไปโรงเรียนตั้งแต่ประถม และแม้โรงเรียนจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม เด็กจำนวนไม่น้อยก็ยังใช้มือถือระหว่างเรียน เมื่อกลับถึงบ้านก็อยู่กับหน้าจออีก ซ้ำร้ายสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ยิ่งซ้ำเติมให้เด็กจำนวนมากถูกบังคับให้เรียนออนไลน์โดยไม่มีระบบรองรับที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองจำนวนมากก็ไม่ได้อยู่ในฐานะชนชั้นกลางที่มีอภิสิทธิ์ (Privilege) ทั้งในแง่ของเวลา รายได้ หรือองค์ความรู้ในการดูแลพัฒนาการเด็ก หลายครอบครัวต้องออกไปทำงานในเมืองใหญ่ และฝากลูกไว้กับผู้สูงอายุ เด็กจำนวนมากจึงเติบโตท่ามกลางภาวะเปราะบาง ไม่ใช่แค่ทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงมิติทางสังคมและวัฒนธรรม พวกเขาเผชิญกับการถูกทอดทิ้ง ขาดการดูแลที่เหมาะสม ไม่ถูกรับฟังหรือสนับสนุน รวมถึงไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการ ระบบช่วยเหลือ และการปกป้องคุ้มครองที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของตนเอง
ในระดับโครงสร้าง สังคมไทยเองก็ไม่ให้ความสำคัญกับพื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลายในทุกช่วงวัย เด็กจำนวนมากไม่ได้เรียนรู้ผ่านวิถีชีวิตหรือชุมชน แต่กลับต้องฝากกระบวนการเรียนรู้ไว้กับระบบการศึกษากระแสหลักที่มีความเหลื่อมล้ำสูง และมีปัญหาเรื่องการผลิตซ้ำโครงสร้างความรุนแรง การกดขี่ และอาณานิคมภายในอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย การกดทับอัตลักษณ์ โดยเฉพาะต่อกลุ่มชาติพันธุ์/ชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึงความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนการปลูกฝังวาทกรรมความเกลียดชัง (Hate Speech) โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) และข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ผ่านแบบเรียนและสื่อต่าง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กจำนวนมากไม่ได้ถูกสอนเรื่อง “การรู้เท่าทันสื่อ” และ “สิทธิทางดิจิทัล” ขณะที่รัฐเองก็ไม่มีมาตรการที่จะปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิทางดิจิตอล การคุ้มครองเด็กจากผลกระทบของเทคโนโลยี และไม่มีเจตจำนงทางการเมืองมากพอที่จะปกป้องประชาชนจากการถูกแสวงหาผลประโยชน์ โดยกลุ่มทุนเทคโนโลยี ลืมไปได้เลยกับการปกป้องคุ้มครองเมื่อเผชิญกับ technology facilate gender based violence
ผลลัพธ์ที่ตกอยู่กับเด็กจึงไม่ใช่แค่การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงต่อความรุนแรง การถูกละเมิด และการไร้ซึ่งการคุ้มครองในโลกดิจิทัล
ดังนั้น ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ในยุคสมัยนี้ จึงเป็นเรื่องโครงสร้าง จึงไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบของครูและ/หรือผู้ปกครองเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคมและชุมชน ที่ต้องร่วมกันสร้าง Active Citizens เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ ผลักดันนโยบาย กฎหมาย และในกรณีของเด็ก แนวปฏิบัติในการใช้เทคโนโลยีสำหรับเด็ก
รวมถึงส่งเสริมและ encounter accountable รัฐให้มีนโยบายและกฎหมายที่สามารถปกป้องคุ้มครองเด็กและประชาชนจาก Digital Capitalism, Surveillance Capitalism และ Techno-Patriarchy
ปล. ฝากพิจารณาdocumentary film รู้เท่าทันสื่อสำหรับเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง : https://youtu.be/xhfgdBFtDQ0?si=N2dH_V8WCeBqHhi5