Prachatham ประชาธรรม

Prachatham ประชาธรรม มูลนิธิสื่อประชาธรรม
"สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ"

PRACHATHAM MEDIA FOUNDATION
"We are a group of people who want to encourage change through communication.

From the local people themselves." มูลนิธิสื่อประชาธรรมจดทะเบียนเมื่อปี 2558 เดิมคือ “สำนักข่าวประชาธรรม” อันเป็นองค์กรสื่อทางเลือกที่ก่อตั้งเมื่อปี 2542 โดยกลุ่มนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชุมชนในเขตภาคเหนือ ซึ่งต่อมาได้มีการขยายการระดมหุ้นจากสมาชิกเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นองค์กรสื่อที่ภาคประชาชนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วม

มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการส

ื่อสารและผลิตข่าวสารในประเด็นต่าง ๆ เนื่องจากข้อจำกัดของสื่อมวลชนกระแสหลัก (mainstreem media) ที่ไม่สามารถเข้ามาติดตามปัญหาในระดับท้องถิ่นได้ เพราะประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจไม่สามารถส่งผู้สื่อข่าวมาติดตามข่าว ประกอบกับแนวคิดของบรรณาธิการบางส่วนที่สนใจแต่ประเด็นระดับชาติ และยังขึ้นอยู่กับสปอนเซอร์ที่สนับสนุนสื่อมวลชน ขณะที่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะรวมถึงประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นโดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น

กสม. เสนอแก้ไขกฎหมาย คุ้มครองสิทธิคนกับป่าแม้จะมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติป่าชุมชนแล้ว แต่จากรายงานการศึกษาวิจัยพบว่า ระเ...
09/08/2026

กสม. เสนอแก้ไขกฎหมาย คุ้มครองสิทธิคนกับป่า
แม้จะมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติป่าชุมชนแล้ว แต่จากรายงานการศึกษาวิจัยพบว่า ระเบียบลำดับและระบบราชการกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนการเข้าถึงสิทธิของชุมชน ด้วยข้อจำกัดพื้นที่อนุรักษ์ ใน พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี 2562 มีการอนุญาตให้ตั้งป่าชุมชนได้เฉพาะใน ‘ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์’ เท่านั้น ทำให้เกิดสภาวะย้อนแย้ง เนื่องจากผืนป่าส่วนใหญ่ที่ชุมชนดูแลมานานกลับถูกรัฐประกาศทับซ้อนเป็นป่าอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน เป็นต้น ชุมชนจึงสูญเสียสิทธิขอขึ้นทะเบียนและกลายเป็น ผู้บุกรุก
รวมถึงการมีระเบียบปฏิบัติและแบบฟอร์มลงทะเบียนที่ซับซ้อน จากคำบอกเล่าของชุมชนจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า แบบฟอร์มคำขอขึ้นทะเบียนตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนมีความยุ่งยากซับซ้อน โดยต้องกรอกข้อมูลประวัติศาสตร์ ฐานทรัพยากร และทำแผนที่ GIS ย้อนหลัง หากชุมชนไม่มีองค์กรอิสระหรือมูลนิธิเป็นพี่เลี้ยง ชุมชนอาจจะต้องประสบปัญหาในการส่งคำร้องขอขึ้นทะเบียนมากขึ้น เธอชี้ว่าในรัฐธรรมนูญมีการชี้แจงอย่างชัดเจนถึงการตรากฎหมายที่ไม่สร้างความลำบากแก่ประชาชน ทว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้ก็ยังคงเกิดขึ้น
“รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ระบุชัดเจนว่า การตรากฎหมายต้องไม่สร้างภาระแก่ประชาชน แต่วันนี้ระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานรัฐกลับสร้างขั้นตอนซับซ้อน กลายเป็นภาระและการละเมิดสิทธิโดยพฤติกรรม”
ขณะเดียวกันการสร้างแผนที่ทับซ้อน ทำให้ฐานข้อมูลรัฐคลาดเคลื่อน เกิดการทับซ้อนกับเขต ส.ป.ก. โครงการปลูกป่าถาวรฯ หรือที่ราชพัสดุ ทำให้ต้องใช้เวลาในการสำรวจรังวัดใหม่และลิดรอนสิทธิผู้ถือเอกสารสิทธิ์เดิม
นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดทางกายภาพ เทคโนโลยี และกฎหมายเก่า คืออุปสรรคด้านภาษาและการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนเกณฑ์การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่กีดกัดชุมชนออกไป และยังมีเจ้าหน้าที่ยังยึดติดกับกฎหมายอาญาเดิม และมีเส้นตายการจดทะเบียนที่ตายตัว
เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดและปลดล็อกศักยภาพของชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนร่วมกับข้อเสนอจากการศึกษาวิจัย ได้เสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างดังนี้
1. การปฏิรูปกฎหมายป่าอนุรักษ์ โดยแก้มาตราที่จำกัดสิทธิของชุมชน ผ่านการทำข้อตกลงร่วมกันในการรักษาระบบนิเวศ
2. บูรณาการฐานข้อมูล เร่งปรับปรุงแผนที่เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อน นอกจากนี้ยังแนะนำให้ยึดคืนพื้นที่จากนายทุนมาเป็นป่าของชุมชน
3. การทวนสิทธิประโยชน์ให้แก่ชุมชนในการแปรรูปและจำหน่ายสินค้าประเภทของป่า สนับสนุนสินค้าชุมชนและพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชน
4. การกำหนดข้อตกลงระหว่างเอกชนในการวัดมาตรฐานคาร์บอน เพื่อนำรายได้กลับมายังชุมชนสำหรับป้องกันไฟป่าโดยตรง และต้องเป็นกลไกที่ไม่พึ่งพาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว
“ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงนโยบายเชิงสัญลักษณ์ แต่คือกลไกเดียวในการอยู่รอดของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในยุคโลกเดือด การคุ้มครองสิทธิคนอยู่กับป่าที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม คือรากฐานที่แท้จริงของการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน”
ศยามล ไกรยูรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- เวทีป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล “คุณ” สมัชชาป่าชุมชนครั้งที่ 6
24-25 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/09082569
#ป่าชุมชน #สภาลมหายใจเชียงใหม่ #สมัชชาป่าชุมชน2569 #ฝุ่นไฟdialogue

ทบทวน พ.ร.บ.ป่าชุมชนให้ตอบโจทย์โลกร้อน เร่งรับรองสิทธิชุมชนคนกับป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากก...
08/08/2026

ทบทวน พ.ร.บ.ป่าชุมชนให้ตอบโจทย์โลกร้อน เร่งรับรองสิทธิชุมชน
คนกับป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ป่าเป็นฐานสำคัญของการดำรงชีวิตของทุกชุมชน จึงจำเป็นต้องฟื้นฟูแนวคิดที่มองว่าป่าและชุมชนเป็นเรื่องเดียวกัน หลังจากที่แนวคิดการพัฒนาในอดีตทำให้มนุษย์ถูกแยกออกจากธรรมชาติ
ในบริบทของวิกฤตโลกร้อน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานฟอสซิล อุตสาหกรรม และปศุสัตว์ สะท้อนรูปแบบการพัฒนาที่มองทรัพยากรธรรมชาติเป็นเพียงวัตถุดิบทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการปล่อยคาร์บอน
ข้อเสนอเพื่อพัฒนาป่าชุมชน ได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูลป่าชุมชนที่ครอบคลุมและเป็นระบบ พร้อมกติกาของแต่ละชุมชนในการดูแลป่า การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของชุมชน การประเมินศักยภาพในการขยายพื้นที่ป่าชุมชน การเพิ่มความถี่ของการรับรองป่าชุมชนในระดับจังหวัด และการทบทวนการบังคับใช้พ.ร.บ.ป่าชุมชนให้ตอบโจทย์การปฏิบัติจริงมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดของขบวนการป่าชุมชนคือการฟื้นฟูจิตวิญญาณของการอยู่ร่วมกับป่า ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงและไม่อาจถูกครอบงำด้วยทุนหรืออำนาจ วิถีชุมชนคือแนวทางที่ยั่งยืน ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติและอยู่รอดในวิกฤตโลกรวน
การรณรงค์ของสภาลมหายใจเชียงใหม่ภายใต้แนวคิด Liveable Chiang Mai เข้าใจ อยู่ร่วม ช่วยกัน มุ่งทำให้องค์ความรู้จิตวิญญาณและคุณค่าที่มีเป็นองค์ความรู้สาธารณะ แก้ปัญหาการโทษชุมชนว่าเผาป่าด้วยความไม่เข้าใจ ทางออกที่เราเสนอคือ การสนับสนุนชุมชนผู้ปกป้องป่าด้วยกองทุนจัดการไฟ ซึ่งเป็นกองทุนป่าชุมชนที่แก้ปัญหาฝุ่นไฟได้เป็นจริงและชัดเจน
ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่
- เวทีป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล “คุณ” สมัชชาป่าชุมชนครั้งที่ 6
24-25 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/08082569
#ป่าชุมชน #สภาลมหายใจเชียงใหม่ #สมัชชาป่าชุมชน2569 #ฝุ่นไฟdialogue

คนเท่ากันเป็นฐานของการเปลี่ยนแปลง “ป่าชุมชน สู่ ป่าสังคม”ความเป็นประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานในการทำงานร่วมกัน เป็นฐานในจินตนา...
07/08/2026

คนเท่ากันเป็นฐานของการเปลี่ยนแปลง “ป่าชุมชน สู่ ป่าสังคม”
ความเป็นประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานในการทำงานร่วมกัน เป็นฐานในจินตนาการมองคนและความสัมพันธ์ คำว่า “ชาวบ้าน” ให้นัยยะทางชนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลต่ออัตลักษณ์ความรู้สึกในสังคม ถ้าเรามองความเท่ากัน คำว่าประชาชน พลเมือง น่าจะเป็นวาทกรรมในกระบวนทัศน์ของสังคมคู่ขนานไปกับความเป็นคนเท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด แต่มีความเชื่อมั่นในการดูแลทรัพยากรร่วมกันในการจัดการไฟป่า คำที่ใช้ในนโยบายสาธารณะทุกคำพยายามสร้างแรงกระเพื่อมในการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน คำว่า “ป่าสังคม” จะเปลี่ยนให้เราทุกคนเป็นพลเมืองขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันให้สำเร็จ
การทำแผนยุทธศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นสิ่งที่เราช่วยกันสร้างกระบวนการ มาจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน ป่าชุมชนเป็นเครื่องมือที่เราเชื่อมั่นว่าพลเมืองจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ได้ ล้อไปกับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน
ความเป็นประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานในการทำงานร่วมกัน เป็นฐานในจินตนาการมองคนและความสัมพันธ์ คำว่า “ชาวบ้าน” ให้นัยยะทางชนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลต่ออัตลักษณ์ความรู้สึกในสังคม ถ้าเรามองความเท่ากัน คำว่าประชาชน พลเมือง น่าจะเป็นวาทกรรมในกระบวนทัศน์ของสังคมคู่ขนานไปกับความเป็นคนเท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด แต่มีความเชื่อมั่นในการดูแลทรัพยากรร่วมกันในการจัดการไฟป่า คำว่า “ป่าไม้สังคม” จะเปลี่ยนให้เราทุกคนเป็นพลเมืองขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันให้สำเร็จ
ปัญหาเรื่องกฎหมายป่าชุมชนเป็นปัญหาที่ต้องแก้จากต้นทาง ตั้งแต่กฎหมายที่เป็นจุดตั้งต้นของปัญหา ทำไมเราไม่ตกลงร่วมกันโดยใช้เทคนิคและเทคโนโลยีในการกำหนดว่า พื้นที่ใดคือป่าชุมชนหรือป่าสังคม และให้ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเราไม่สามารถปล่อยให้รัฐดูแลป่าเหล่านี้เพียงฝ่ายเดียวได้ คนที่อาศัยอยู่กับป่าต้องมีสิทธิมีบทบาทในการดูแลอย่างเต็มที่ และการดูแลป่าต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องสิทธิ แต่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะ justice delayed is justice denied หลายปีที่ผ่านมา หลายคนต้องสูญเสียโอกาสจากความล่าช้านี้
ป่าชุมชนเป็นเครื่องมือที่เราเชื่อมั่นว่าพลเมืองจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ได้ ล้อไปกับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันด้วยแผนยุทธศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด จังหวัดเชียงใหม่.
อรอร ภู่เจริญ นักวิชาการนโยบายสาธารณะ
- เวทีป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล “คุณ” สมัชชาป่าชุมชนครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/07082569
#ป่าชุมชน #สภาลมหายใจเชียงใหม่ #สมัชชาป่าชุมชน2569 #ฝุ่นไฟdialogue

ป่าชุมชนจะเข้มแข็ง ต้องทำงานร่วมหลายฝ่าย และปลดล็อคกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดเป้าหมายของสมัชชาไม่ใช่เพียงการจัดเวทีพูดคุย แต่...
06/08/2026

ป่าชุมชนจะเข้มแข็ง ต้องทำงานร่วมหลายฝ่าย และปลดล็อคกฎหมายที่เป็นข้อจำกัด
เป้าหมายของสมัชชาไม่ใช่เพียงการจัดเวทีพูดคุย แต่ต้องนำไปสู่ข้อสรุป แผนงาน และมติร่วมในการขับเคลื่อนงาน โดยกำหนดประเด็นสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ การสร้างเครือข่ายป่าชุมชนที่เข้มแข็ง การยกระดับการจัดการดิน น้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน การสร้างกลไกสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การผลักดันกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง และการปรับบทบาทป่าชุมชนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ควรมีคณะทำงานสนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงการทำงานระหว่างชุมชน ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ ทำหน้าที่สนับสนุนการจัดทำแผน ประสานความร่วมมือ และผลักดันข้อเสนอจากพื้นที่สู่การปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม แม้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 จะเปิดทางให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการป่า แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดจากระเบียบ ขั้นตอน และบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอนุรักษ์.
เดโช ไชยทัพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
- เวทีป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล “คุณ” สมัชชาป่าชุมชนครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/06082569
#ป่าชุมชน #สภาลมหายใจเชียงใหม่ #สมัชชาป่าชุมชน2569 #ฝุ่นไฟdialogue

ป่าชุมชนจะยั่งยืนต้องเชื่อมสิทธิชุมชน เศรษฐกิจฐานป่า และการรับมือวิกฤตโลกรวน​.สมัชชาไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนปัญห...
06/08/2026

ป่าชุมชนจะยั่งยืนต้องเชื่อมสิทธิชุมชน เศรษฐกิจฐานป่า และการรับมือวิกฤตโลกรวน
​.
สมัชชาไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนปัญหา แต่เป็นพื้นที่สร้างความร่วมมือเพื่อกำหนดอนาคตของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพราะการทำงานโดยลำพังไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในระยะยาว
​.
การขับเคลื่อนป่าชุมชนในวันนี้กำลังก้าวสู่โจทย์ใหม่ จากการต่อสู้เพื่อสิทธิในการดูแลและใช้ประโยชน์จากป่า ไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตของผู้คนที่อยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างสมดุล สอดคล้องกับแนวคิด “ป่าไม้สังคม” (Social Forestry) ที่มองว่าการรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ของชุมชนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของทั้งสังคม ​ ​ สร้างกลไกร่วมขับเคลื่อนป่าชุมชน เชื่อมสิทธิชุมชน เศรษฐกิจฐานป่า และการรับมือวิกฤตโลกรวน.
​.
แม่หลวงศิริวรรณ ศรีเงิน ประธานคณะกรรมการป่าชุมชนและ ทสม. บ้านหัวทุ่ง
- เวทีป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล “คุณ” สมัชชาป่าชุมชนครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/05082569
#ป่าชุมชน #สภาลมหายใจเชียงใหม่ #สมัชชาป่าชุมชน2569 #ฝุ่นไฟdialogue

ส่งต่อคนรุ่นใหม่ดูแลป่า การดูแลป่าไม่ใช่ภาระชุมชนฝ่ายเดียว ภาครัฐต้องสนับสนุนด้วยตลอดกว่า 30 ปีของการทำงานด้านทรัพยากรธร...
05/08/2026

ส่งต่อคนรุ่นใหม่ดูแลป่า การดูแลป่าไม่ใช่ภาระชุมชนฝ่ายเดียว ภาครัฐต้องสนับสนุนด้วย
ตลอดกว่า 30 ปีของการทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของปัญหาจากเรื่องป่าไม้เพียงอย่างเดียว สู่ความท้าทายใหม่ ทั้งภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติ ซึ่งเป็นโจทย์ที่คนรุ่นใหม่ต้องรับช่วงต่อ พร้อมย้ำว่าการดูแลทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ภาระของชุมชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐ
“คนรุ่นก่อนทำไว้เป็นแบบอย่าง คนรุ่นหลังมองเห็นหรือไม่ ดิน น้ำ ป่า คือคุณค่าของสังคมไทย จงภูมิใจและรักษาไว้ให้ยั่งยืน จากอดีตที่ชุมชนบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ มักถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาป่าเสื่อมโทรมและไฟป่า วันนี้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันได้ช่วยสร้างความเข้าใจต่อบทบาทของชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น”
อนันต์ ดวงแก้วเรือน - อดีตประธานเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ
- เวทีป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล “คุณ” สมัชชาป่าชุมชนครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/02082569
#ป่าชุมชน #สภาลมหายใจเชียงใหม่ #สมัชชาป่าชุมชน2569 #ฝุ่นไฟdialogue

ให้ชุมชนดูแลป่าไม่ควรสร้างเงื่อนไขเป็นภาระชุมชน ป่าเป็นของสังคมมาโดยตลอด ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง การทำให้สังคมเข้าใจเรื่องป...
05/08/2026

ให้ชุมชนดูแลป่าไม่ควรสร้างเงื่อนไขเป็นภาระชุมชน
ป่าเป็นของสังคมมาโดยตลอด ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง การทำให้สังคมเข้าใจเรื่องป่าชุมชนต้องเริ่มจากคนในชุมชนสามารถอยู่กับป่าและดูแลพื้นที่ได้ หากคนในสังคมและชุมชนยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ป่าชุมชนก็จะยังไม่สามารถเป็นป่าของสังคมได้อย่างแท้จริง
ป่าชุมชนเป็นทรัพยากรของส่วนรวมที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคนในชุมชน ที่ผ่านมาถูกมองว่าป่าไม้เป็นของรัฐ ชุมชนจะต้องเป็นเจ้าของและดูแลหลัก ขณะที่สังคมควรตระหนักว่าประโยชน์ของป่าชุมชนไม่ได้จำกัดเฉพาะคนในพื้นที่ แต่ส่งผลต่อส่วนรวมด้วยในด้านของผลประโยชน์ เช่น อากาศดี แหล่งน้ำ การลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
การสนับสนุนป่าชุมชนไม่ควรสร้างเงื่อนไขหรือข้อผูกมัดที่ทำให้ชุมชนสูญเสียความเป็นอิสระหรือแบกรับภาระในระยะยาว ควรส่งเสริมกลไกที่ยั่งยืน เช่น กองทุนจัดการทรัพยากรของชุมชนที่บ้านห้วยอีค่างมี เป็นกองทุนที่เป็นธรรมสำหรับสำหรับทุกฝ่าย ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนจะต้องดูความต้องการของชุมชนและความพร้อมก่อน.
แควา ไศลทองเพริศ บ้านห้วยอีค่าง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
- เวทีป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล “คุณ” สมัชชาป่าชุมชนครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/04082569
#ป่าชุมชน #สภาลมหายใจเชียงใหม่ #สมัชชาป่าชุมชน2569 #ฝุ่นไฟdialogue

ท้องถิ่นเชียงใหม่ชูกระจายอำนาจจัดการไฟ ก่อนเผชิญเอลนีโญเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 แห่ง...
20/07/2026

ท้องถิ่นเชียงใหม่ชูกระจายอำนาจจัดการไฟ ก่อนเผชิญเอลนีโญ
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีบริบทเฉพาะต้องใช้ไฟจำเป็นโดยเฉพาะโซนใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีถอดบทเรียนการจัดทำแผนท้องถิ่นและการบริหารจัดการไฟจำเป็น นับตั้งแต่เชียงใหม่ใช้แนวทางบริหารจัดการไฟมาตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา (เว้นบางปี)เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อจังหวัดในการพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการไฟในปี 2570 เพื่อรับมือปรากฎการณ์เอลนีโญ่ จัดโดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลและติดตามประเมินแผนยุทธศาสตร์และมาตรการ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย เทศบาลตำบลแสนไห อำเภอเวียงแหง, เทศบาลตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง, องค์การบริหารส่วนตำบลทาเหนือและองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน, องค์การบริหารส่วนตำบลยางเปียงและองค์การบริหารส่วนตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย, เทศบาลตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง, เทศบาลตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม และองค์การบริหารส่วนตำบลฮอด อำเภอฮอด
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/20072569
การกระจายอำนาจและการรับรองสิทธิของท้องถิ่นในการบริหารจัดการไฟ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหา PM2.5 และไฟป่า โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้เปลี่ยนแนวทางจากการห้ามเผาโดยเด็ดขาด มาเป็นการใช้ไฟอย่างมีการวางแผนและควบคุม ด้วยการพัฒนาระบบการขอใช้ไฟจำเป็น เพื่อรองรับการใช้ไฟในพื้นที่เกษตรที่สูงและไร่หมุนเวียน และการจัดการชีวมวลในพื้นที่ป่าผลัดใบอย่างเหมาะสม ผ่านการจัดทำแผนในระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เวทีถอดบทเรียนครั้งนี้สะท้อนว่า แม้หลายท้องถิ่นร่วมกับชุมชนได้จัดทำแผนและดำเนินการขอใช้ไฟจำเป็นแล้ว แต่ระบบและกลไกที่รองรับการดำเนินงานยังมีข้อจำกัดและความท้าทายหลายประการ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุง
ประการแรก: ปัญหางบประมาณและการถ่ายโอนภารกิจของกรมป่าไม้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นภารกิจด้านการป้องกัน ควบคุมไฟป่า และรักษาป่าไม้ เสียงสะท้อนจาก อปท. ในชุมชนต่างๆ กล่าวว่าเหมือนเป็นการถ่ายโอนมาเฉพาะงานแต่ไม่ได้ถ่ายโอนอำนาจและงบประมาณมาให้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้การดูแลพื้นที่ป่าหลายหมื่นไร่ไม่สอดคล้องกับการได้รับงบประมาณเพียง 30,000-50,000 บาทต่อปีต่อตำบล
ประการที่สอง: การทำแผนระดับท้องถิ่นกับความท้าทายของการอนุญาตของระบบและอำเภอ แม้ระบบที่เอื้อต่อการบริหารจัดการไฟของท้องถิ่นจะเป็นข้อดีสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ที่เล็งเห็นสิทธิการใช้ไฟควบคู่ไปกับการบริหารจัดการให้เชื้อเพลิงในป่าน้อยลง อย่างไรก็ตาม ชุมชนอยากเห็นการพัฒนาในการอนุญาตของระบบ (ไฟดี -Fire D และ Burn Check) และอำเภอดังนี้
- สำหรับการจัดการไฟในพื้นที่เกษตร เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกข้อมูลและดำเนินการผ่านระบบได้โดยตรง แต่ในกรณีการจัดการไฟในพื้นที่ป่าสงวนฯ กลับพบปัญหาความไม่ชัดเจนด้านอำนาจหน้าที่ เนื่องจากหน่วยงานมองว่าไม่ใช่อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เป็นหน้าที่ของหน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ในพื้นที่ ส่งผลให้กระบวนการลงข้อมูลความต้องการในระบบ และการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ดังกล่าวยังประสบอุปสรรคอยู่มาก
- เพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล โดยเปิดเผยผลการดำเนินงานและเปรียบเทียบพื้นที่ขอใช้ไฟกับพื้นที่เผาไหม้ (Burned Scar) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีการเผาที่ไม่ได้รายงานได้
- ปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน โดยเคลียร์คำขอที่ค้างในระบบและแยกคำขอที่ไม่อนุมัติออกจากรายการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ
- จัดทำรายงานสรุปผลและเปิดเผยข้อมูลการอนุมัติและการใช้ไฟเป็นรายเดือน
- จำแนกประเภทพื้นที่ให้ชัดเจน เช่น พื้นที่เกษตร ป่าเพื่อการเกษตร ไร่หมุนเวียน พื้นที่คทช. และป่าชุมชน เพื่อให้การบริหารจัดการและติดตามผลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- พัฒนาระบบให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อลดการบันทึกข้อมูลซ้ำหลายระบบ และ/หรือเพิ่มสิทธิการเข้าถึงและดาวน์โหลดข้อมูลให้หน่วยงานท้องถิ่น ไม่จำกัดเฉพาะผู้ดูแลระบบระดับอำเภอ
- ลดระยะเวลาการอนุมัติจาก 7 วันให้สั้นลง และเปิดให้แก้ไขข้อมูลคำขอได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากบ่อยครั้งที่ไม่มีจุดความร้อนในพื้นที่แต่มีฝุ่นข้ามแดน ส่งผลให้ชุมชนที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่กลับใช้ไฟไม่ได้
- เปิดเผยหลักเกณฑ์หรือพารามิเตอร์ที่ใช้พิจารณาอนุมัติการใช้ไฟ และปรับให้ยืดหยุ่นตามสภาพพื้นที่และช่วงเวลาที่เหมาะสม
- ทบทวนนโยบายและช่วงเวลาห้ามเผาให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ รวมถึงกำหนดเกณฑ์การใช้ค่าฝุ่นที่ชัดเจนและสะท้อนสถานการณ์ในระดับพื้นที่
บางท้องถิ่นสะท้อนว่า ในปี 2569 ไม่ได้ยื่นขอใช้ไฟจำเป็น เนื่องจากแม้จะจัดทำแผนและยื่นคำขอผ่านระบบอย่างถูกต้อง แต่กลับไม่ได้รับการอนุมัติจากอำเภอติดต่อกันเป็นปีที่สอง จนทำให้ชุมชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการ เสียงสะท้อนเหล่านี้มาจาก อปท. และชุมชนที่มีบทบาทในการดูแลป่าและบริหารจัดการไฟอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าไว้ได้ ขณะที่ปี 2570 คาดว่าจะเป็นอีกปีที่ท้าทายจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งจะทำให้สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งรุนแรงยิ่งขึ้น การรับฟังเสียงของท้องถิ่นและชุมชน พร้อมกระจายอำนาจและสนับสนุนสิทธิ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการไฟของท้องถิ่น ทั้งกระบวนการจัดทำแผนความต้องการ การมีระบบงบประมาณที่เพียงพอ อำนาจการลงระบบ-การอนุมัติอนุญาต จึงจะเป็นแรงจูงใจเพียงพอที่จะทำให้การใช้ไฟจำเป็นเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อลดผลกระทบการใช้ไฟให้เหลือน้อยที่สุด และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าที่ดีที่สุด
#ฝุ่นไฟdialogue
#สภาลมหายใจเชียงใหม่
#กระจายอำนาจจัดการไฟ

"พวกพี่โคตรโชคดี ปกติเวลาผมพาคนเที่ยวเดินป่าใช่ว่าจะได้เจอง่าย ๆ นะ"📸🌳🐃 Photo Storytelling : "คน x ป่า x ควาย" อีกหนึ่งว...
17/07/2026

"พวกพี่โคตรโชคดี ปกติเวลาผมพาคนเที่ยวเดินป่าใช่ว่าจะได้เจอง่าย ๆ นะ"
📸🌳🐃 Photo Storytelling : "คน x ป่า x ควาย" อีกหนึ่งวิถีชุมชนที่สำคัญต่อชาวบ้านห้วยพ่าน ชุมชนลัวะไปรในพื้นที่ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ที่วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นวิถีดั้งเดิมที่ชาวบ้านยังคงอนุรักษ์ไว้ได้ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเรียนรู้วิถีคน ป่า และสรรพสัตว์ที่คนรุ่นใหม่บ้านห้วยพ่านนำมาเชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชนด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ผ่านคนข้างนอกที่สนใจเข้าพื้นที่มาเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ ไม่ว่าจะมาในฐานะนักท่องเที่ยว คณะศึกษาดูงาน หรือองค์กรเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับชุมชนก็ตาม
"วิถีควายป่าที่พวกเราบังเอิญเจอในวันนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมานานแล้ว เพราะพอเข้าฤดูฝน ชาวบ้านจะเอาควายเข้าป่า เวลาที่ควายออกมาหากินก็จะเดินเรียงแถวออกมากันเป็นฝูง เพื่อกินน้ำและหาเล็มหญ้าบริเวณบ่อโคลนที่เรียกกันว่า "ปลัก""
📣 คนรุ่นใหม่บ้านห้วยพ่านอย่างฤทธิ์และกรเล่าให้พวกเราฟังอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งนอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการให้ความรู้หรือสื่อความหมายต่าง ๆ แก่พวกเราที่มาสำรวจป่าด้วยกันแล้ว เรายังค้นพบว่าการเข้าถึงโอกาสเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จูงใจให้คนเหล่านี้ได้ทบทวนเรื่องในบ้าน เรียนรู้และเข้าใจมุมมองคนนอกบ้านที่มีต่อบ้านเรา
🌳🐃 นอกจากวิถีคนกับควายในป่าแล้ว บ้านห้วยพ่านที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบด้านวนเกษตรแบบใหม่ในจังหวัดน่านกำลังเผชิญกับสถานการณ์สำคัญทางสิ่งแวดล้อมหลังผ่านพ้นภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หรือการเปลี่ยนผ่านวิถีการเกษตรและพืชเศรษฐกิจยอดนิยมที่เป็นได้ทั้งโอกาส ทางเลือก และข้อกังวลที่ชาวบ้านต้องเตรียมตั้งรับและพร้อมปรับตัวตามสถานการณ์
📸 ชุดภาพเล่าเรื่องวิถีควายป่าบ้านห้วยพ่านจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวและประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราอยากชวนทุกคนตามไปทำความเข้าใจเสียงของชาวบ้านห้วยพ่านผ่านบทความรายงานพิเศษชิ้นนี้ ( 👇 Link อยู่ที่คอมเมนต์ใต้โพสต์) ซึ่งเป็นงานสื่อสารที่ได้รับการสนับสนุนจาก Prachatham ประชาธรรม และ IMS ภายใต้โครงการ Amplifying Indigenous Activists Voices and Countering Climate Disinformation กันครับ
#โลเคิลซะเป้ดท้องถิ่นซะป๊ะ #น่าน #ลัวะ #ประชาธรรม #ป่าผืนสุดท้ายคือบ้านของเรา #คนกับป่า #ชาติพันธุ์ก็คือคน #คนเท่ากัน

ย้อนดูการใช้กม. ที่ไม่เป็นธรรม เพิ่มยาแรงชุมชนในเขตป่า ยุติธรรมหรือไม่?“เผาป่า ปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี” ข้อกฎหมายดังกล่า...
12/07/2026

ย้อนดูการใช้กม. ที่ไม่เป็นธรรม เพิ่มยาแรงชุมชนในเขตป่า ยุติธรรมหรือไม่?
“เผาป่า ปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี” ข้อกฎหมายดังกล่าวเมื่ออ่านแล้วหลายคนคงจะรู้สึกว่าเป็นยาแรงทางกฎหมาย เป็นเครื่องมือที่จะเอาไว้ลงโทษ “คนเผาป่า” ได้อย่างอยู่หมัด ในทางกลับกันผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟกลับกลายเป็นผู้ต้องหาของสังคม ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาฝุ่น-ไฟ ทั้ง ๆ ที่เมื่อมองในมิติการจัดการเชื้อเพลิงแล้วผู้คนกลุ่มนี้ที่อยู่ในชุมชนเขตป่า (ตามกฎหมาย) ของภาคเหนือตอนบนเป็นผู้ที่ใกล้ชิดปัญหามากที่สุดและมีความพยายามแก้ไขปัญหามาตลอดหลายสิบปี กลายเป็นว่าคนในชุมชนจัดการไฟนอกจากต้องจัดการไฟที่เกิดขึ้นแล้ว ยังต้องออกมาแก้ไขไฟจากอคติของคนในสังคมที่ซ้ำเติมเข้ามาอีก
อ่านต่อบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/13072569
เรื่อง: สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน
คำถามที่เกิดขึ้นคือ กฎหมายที่มีการบังคับใช้อย่างเข้มข้นและมีโทษทัณฑ์ที่รุนแรง จะมีความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกลงโทษหรือไม่ และวิธีการที่ใช้กฎหมายอย่างรุนแรงเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาฝุ่น-ไฟจะเป็นวิธีที่มีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงไหน เบื้องต้นผู้เขียนจึงขออธิบายที่มาของข้อกฎหมายที่กล่าวข้างต้น เพื่อให้ผู้อ่านทราบที่ไปที่มาของกรอบคิดจากหลักกฎหมายพื้นฐาน
ข้อกฎหมายที่ชวนนำมาวิเคราะห์ ขอยกตัวอย่างพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่บังคับใช้ ประกาศจังหวัดเชียงใหม่ มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปีงบประมาณ 2569 ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ประกาศนี้เชื่อมโยงจากการที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 โดยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2535 มาตรา 60 วรรคหนึ่งมีผลให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นในเขตควบคุมมลพิษมีหน้าที่ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษระดับจังหวัดเพื่อนำไปรวมกับแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัดโดยเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าฯจะเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณาแผนต่อไปตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง

มาตรการตามประกาศจังหวัดเชียงใหม่ จึงมาจากมาตรการที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษระดับจังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 6 ยุทธศาสตร์, 5 มาตรการ, พรบ. 10 ฉบับ, 1 ประมวลกฎหมาย และ 2 ประกาศกระทรวง องค์ประกอบข้างต้นจะระบุรายละเอียดที่เชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดมลพิษตามภาคส่วนต่าง ๆ และวิธีการที่ใช้รับมือ ได้แก่ ภาคป่าไม้ ภาคการเกษตร ภาคเมือง การคมนาคม อุตสาหกรรม การสาธารณสุข การบริหารงานภาพรวม ผู้เขียนขอสรุปหลักการสำคัญของมาตรการเป็นตารางดังต่อไปนี้
มาตรการจัดการแต่ละประเภทมีภาพรวมของหลักการ ดังนี้
#ภาคป่าไม้ มุ่งเน้นการกำหนดลักษณะของความผิดที่นิยามถ้อยคำที่กว้างเพื่อครอบคลุมการกระทำใด ๆ ที่เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมโทรมต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ ประกอบกับการกำหนดโทษของความผิดที่กำหนดไว้สูง การบังคับกฎหมายมุ่งเน้นการยุติการกระทำความผิดอย่างรุนแรงเด็ดขาด สะท้อนเจตนารมณ์การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่ไม่สะท้อนมิติการคุ้มครองความสัมพันธ์ทางนิเวศที่เชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งแวดล้อม – ทรัพยากร – สัตว์ป่า – มนุษย์ที่อยู่ในสถานะพึ่งพาอาศัยกัน และให้ความเคารพเอื้อเฟื้อต่อกัน
#ภาคอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการควบคุมความปลอดภัยของการประกอบกิจการโรงงานที่มีลักษณะอันตรายที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ต้องมีการจ้างผู้ตรวจสอบเอกชน ผู้ให้บริการระบบบำบัดมลพิษ ผู้จัดการสิ่งแวดล้อม แล้วแต่กรณีเพื่อบันทึกข้อมูลการดำเนินการกำจัดและควบคุมหรือการระบายมลพิษที่เกี่ยวข้องรายงานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ก่อนดำเนินกิจการหากกิจการมีลักษณะที่ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานขึ้นมาตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงานรัฐตามหลักป้องกันไว้ก่อน ในส่วนกลไกการบังคับใช้กฎหมาย หากกิจการเกิดข้อขัดข้องต่อระบบกำจัดหรือควบคุมมลพิษผู้ประกอบการมีสิทธิในการปรับปรุงแก้ไขให้ระบบกลับทำงานได้ปกติ หากไม่ทำตามจึงจะถูกดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ซึ่งสัดส่วนโทษทั้งทางอาญาและทางแพ่งไม่ได้มีสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดยังไม่เสร็จสิ้นตามกระบวนการตรากฎหมายและยังไม่มีผลออกบังคับใช้ อย่างไรก็ตามผลในทางกฎหมายปัจจุบันที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพประการหนึ่งคือการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทางปกครอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยุติกิจการโรงงานที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของสาธารณะ
#ภาคเมือง – การคมนาคม มุ่งเน้นการสร้างสภาวะความสงบสุขเรียบร้อยทางสังคม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ปะปนทั้งพื้นที่ของเอกชน พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ของรัฐ กฎหมายจึงต้องคุ้มครองสิทธิของปัจเจกและหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการทางมหาชนหรือดำเนินการทางปกครองเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขอบเขตการปฏิบัติตนของปัจเจกชนมีกฎหมายกำหนดสิทธิและหน้าที่ไว้ กลไกการบังคับใช้กฎหมายจึงมีลักษณะเด็ดขาดเฉพาะเรื่องที่เป็นอันตรายหรือจะสร้างความไม่ปลอดภัยต่อสาธารณชนเท่านั้น นอกนั้นเป็นไปตามสิทธิหน้าที่ของปัจเจกชนตามกฎหมายกำหนด เช่น พื้นที่ก่อสร้างให้จัดทำแผนควบคุมฝุ่น จัดให้มีการปิดคลุมกองวัสดุ ฉีดพ่นน้ำระหว่างขนส่ง พื้นที่คมนาคมเน้นการตรวจสอบสภาพยานพาหนะ ตรวจจับควันดำ กรณีพื้นที่ริมทางให้มีการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผา สัดส่วนโทษที่สูงที่สุดเป็นโทษของความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา โทษดังกล่าวมีสัดส่วนที่สูงเพราะผลกระทบจากการกระทำความผิดนอกจากจะเป็นภัยอันตรายที่รุนแรงต่อผู้ถูกกระทำเชิงปัจเจกแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นภัยต่อสาธารณชนอีกด้วย ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าโทษก็ยังมีสัดส่วนไม่สูงเท่าโทษตามความผิดในภาคป่าไม้
#ภาคการเกษตร เนื่องจากพื้นที่การเกษตรส่วนมากมีสถานะเป็นของรัฐ รัฐให้ความช่วยเหลือต่อกิจกรรมการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของรัฐ แต่มีเงื่อนไขการใช้ประโยชน์กำหนดไว้เพื่อให้สามารถตรวจสอบติดตามการใช้งานที่ดินของเกษตรกรผู้ถือครองได้ กลไกการบังคับใช้กฎหมายคือการฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ เกษตรกรยังสามารถมีสิทธิใช้ประโยชน์และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐได้ กลับกัน หากไม่ปฏิบัติตาม สิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินและการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐจะหมดไปแต่เป็นระยะเวลาชั่วคราว ตามประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน PM 2.5 ภาคการเกษตร ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ระบุระยะเวลาตัดสิทธิ 2 ปี วันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2571
จากฐานคิด กลไกบังคับตามกฎหมาย และโทษจากมาตรการจัดการฝุ่น-ไฟที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันสืบเนื่องจากฐานคิดของกฎหมายเพื่อคุ้มครองคุณธรรมที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองแตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบการบังคับใช้กฎหมายในแต่ละพื้นที่กับประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อผลกระทบของผู้ใช้ไฟในพื้นที่ป่าที่ถูกกฎหมายบังคับใช้อย่างเข้มข้นได้ว่า วิธีการแก้ไขปัญหาโดยใช้กฎหมายเพื่อลงโทษโดยการปรับในจำนวนที่สูงมากเมื่อเทียบกับความสามารถในการเลี้ยงชีพของผู้นั้น และการจำคุกเป็นระยะเวลานานสูงสุด 2 ทศวรรษ ย่อมสะท้อนถึงเจตนารมณ์ทางกฎหมายที่มุ่งจะตัดวิถีชีวิตของผู้ที่กระทำออกจากสังคมเป็นสำคัญ โดยที่ไม่ได้หาวิธีทางที่มุ่งเน้นให้ผู้กระทำเกิดกลับใจและไม่กระทำผิดต่อไปในอนาคตซึ่งเป็นอีกหนึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายทางอาญาเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำอย่างแท้จริง และรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิและการควบคุมอาชญากรรม ซึ่งกรณีภาคป่าไม้มีความแตกต่างจากมาตรการและการบังคับใช้กฎหมายของภาคอื่น ๆ ที่เปรียบเทียบแล้วยังพอมีมาตรการให้แก้ไขปรับปรุงตัว จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามว่ามาตรการภาคป่าไม้มีความยุติธรรมมากน้อยเพียงใด
กฎหมาย ความยุติธรรม กับ Rule of Law และ นิติรัฐ
กฎหมายกับความยุติธรรมไม่ได้มาด้วยกันเสมอไป บางทีกฎหมายเป็นเพียงสิ่งที่อำนวยการใช้อำนาจรัฐเท่านั้น แล้วกฎหมายจะอำนวยความยุติธรรมต่อผู้อยู่ภายใต้กฎหมายได้อย่างไร เมื่อพูดถึงกฎเกณฑ์ที่ควบคุมกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ของกฎหมาย หลายท่านน่าจะนึกถึงหลักนิติธรรม (Rule of Law) หรือ หลักนิติรัฐ หลักทั้งสองแม้ต้นกำเนิดจะมีวิวัฒนาการต่างที่ต่างบริบทกัน แต่วัตถุประสงค์สำคัญร่วมกันคือการเป็นหลักการทางกฎหมายเพื่อควบคุมและจำกัดการใช้อำนาจของรัฐด้วยกฎหมาย
ในหลักการเชิงโครงสร้างแล้ว หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมมีพื้นฐานที่ว่าด้วยความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (กรณีหลักนิติรัฐที่พัฒนามาจากรัฐภาคพื้นทวีปยุโรป รัฐที่โดดเด่นคือประเทศเยอรมัน) หรือการยึดถือความสูงสุดของกฎหมายแผ่นดิน (กรณีหลักนิติธรรมที่พัฒนามาจากประเทศอังกฤษซึ่งกฎหมายสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญอังกฤษไม่ได้เป็นรัรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร มีพัฒนาการจากคำพิพากษาตัดสินโดยศาลยุติธรรมที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลานานจนสามารถสร้างหลักกฎหมายที่เรียกว่า Common Law ได้) ซึ่งหนึ่งในหลักการที่ใช้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการควบคุมและจำกัดอำนาจรัฐเองคือ หลักความชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือการใช้อำนาจของรัฐไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือตุลาการเพื่อดำเนินการกระทำของฝ่ายตนเองต้องมีที่มาจากกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ ซึ่งกฎหมายในที่นี้นอกจากกฎหมายสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังรวมถึงกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเช่น หลักกฎหมายทั่วไปที่เป็นหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ในที่นี้ขอนำหลักความได้สัดส่วนและหลักความเสมอภาคซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาเป็นกรอบพิจารณา (เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์, 2563, หน้า 111-140)
หลักความได้สัดส่วน หรือ หลักพอสมควรแก่เหตุ เป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ปรากฏในถ้อยคำบนรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยหลักการการตรากฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งระบุถ้อยคำว่า “ไม่เพิ่มภาระหรือข้อจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ” ซึ่งหลักกฎหมายนี้มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนดขอบเขตอำนาจไว้กับผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจหรือผู้ที่ถูกกฎหมายบังคับใช้ เป็นการสร้างดุลยภาพของการใช้อำนาจให้มีลักษณะพอเหมาะพอประมาณ (Moderation) ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ประการดังนี้ (เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์, 2563, หน้า 164-170)
หลักความเสมอภาค เป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ปรากฏเป็นถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 4 และ มาตรา 27 เพื่อคุ้มครองความเสมอภาคซึ่งเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่จะอำนวยให้สิทธิและเสรีภาพเป็นไปได้อย่างเสมอกัน ไม่ใช่มีผลเฉพาะบางกลุ่มคนเท่านั้น การใช้หลักความเสมอภาคต้องพิจารณาลักษณะของสิ่งที่จะนำมาเปรียบเทียบกันว่ามีลักษณะสาระสำคัญเช่นเดียวกันหรือแตกต่างกัน รัฐต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกันและปฏิบัติต่อบุคคลที่แตกต่างกันในสาระสำคัญที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน หากรัฐไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตามหลักความเสมอภาคมีข้อยกเว้นที่เรียกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม ประกอบด้วย 2 หลักเกณฑ์ ได้แก่ การเลือกปฏิบัติเพื่อประโยชน์มหาชน ซึ่งเป็นการคำนึงเรื่องประโยชน์สาธารณะเหนือประโยชน์ส่วนบุคคล แต่การอ้างประโยชน์สาธารณะเช่นว่าต้องไม่เป็นการก่อให้เกิดการแบ่งแยกที่ไม่สามารถยอมรับได้ เช่น การแบ่งแยกจากถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา เพศ ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ประการต่อมาเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อมุ่งลดความเลื่อมล้ำที่ดำรงอยู่ (ความเสมอภาคในโอกาส) กล่าวคือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ขจัดอุปสรรคเพื่อให้บุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือชดเชยทดแทนผู้ด้อยโอกาสในสังคม (เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์, 2563, หน้า 141-152)
นอกจากนี้ยังมีหลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นหลักกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมสากลที่น่านำมาพิจารณาต่อความเป็นธรรมของกฎหมายในภาคป่าไม้ รวมถึงศาสตร์อย่างอาชญาวิทยาสีเขียวซึ่งเป็นศาสตร์ที่มุ่งศึกษาถึงสาเหตุ ผลกระทบ และปัจจัยทางสังคมที่เกี่ยวข้องต่อการกำหนดว่าสิ่งใดเป็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม การศึกษาดังกล่าวมีการคำนึงถึงมิติที่เกี่ยวข้องต่อการแพร่หลายของการก่ออาชญากรรม ตัวกฎหมายที่ใช้ และผลกระทบที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายนั้นมีผลกระทบต่อบุคคลกลุ่มใดบ้าง รวมถึงการไตร่ตรองความหมายและการนำเสนออาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมผ่านสื่ออีกด้วย
หลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม มีที่มาจากการเรียกร้องของชุมชนคนผิวสีในเมือง Warren County มลรัฐ North Carolina สหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1982 จากเหตุการณ์ที่พื้นที่ของชุมชนถูกเลือกให้เป็นแหล่งฝังกลบสาร PCBs (Polychlorinated Biphenyls) จนเกิดการตั้งขบวนการความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมระดับชาติ (National Environmental Justice Movement) เพื่อประท้วงเหตุการณ์ฝังกลบสารพิษดังกล่าว และเป็นจุดเกิดขึ้นของถ้อยคำ “การเหยียดเชื้อชาติทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Racism) ต่อมาถูกพัฒนาเป็นหลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นถึงการกระจายทั้งอันตราย ความเสี่ยง และผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีคนกลุ่มใดต้องแบกรับภาระหรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงหลักการให้การยอมรับที่เท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติเพราะเชื้อชาติ เนื่องจากกรณีการประท้วงที่ Warren County พบข้อมูลจากการทำรายงานระดับชาติเรื่อง Toxic Waste and Race ว่าตัวแปรด้านเชื้อชาติเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการเลือกทำเลของสถานประกอบการขยะ น่าตกใจว่าเชื้อชาติเป็นตัวแปรที่ถูกเลือกมากกว่าตัวแปรด้านความยากจน ราคาที่ดิน และกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย หลักการนี้ยังรวมถึงความยุติธรรมเชิงกระบวนการที่พลเมืองสามารถเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วม และเข้าถึงกระบวนการเรียกร้องความยุติธรรมได้ โดยหลักการนี้ได้ถูกพัฒนาจนเป็นหลักการสำคัญในปฏิญญาแห่งกรุงริโอฯ ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ค.ศ.1992 ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่วางหลักการทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เช่น หลักความรับผิดชอบของรัฐที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐอื่น หลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกัน (Common but Differentiated Responsibility) เป็นต้น (คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม, 2560)
อาชญาวิทยาสีเขียว Green Criminology เป็นมุมมองการศึกษาต่ออาชญากรรมที่เปิดกว้างกว่าการศึกษาอาชญาวิทยาแบบคลาสสิกที่มุ่งศึกษาที่ตัวผู้กระทำอาชญากรรมและเหยื่อของอาชญากรรมซึ่งมองว่าการฝ่าฝืนกฎหมายเป็นปัญหาสำคัญ รวมถึงมุมมองที่มีต่อความอันตรายจะมุ่งเน้นเฉพาะที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายโดยตรง มุมมองความยุติธรรมหรืออยุติธรรมที่มีต่ออาชญากรรมว่าเป็นการกระทำที่ต่อต้านรัฐ มุ่งเน้นการพิจารณาการเป็นชายขอบในด้านการกระทำผิดและการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม แตกต่างจากอาชญาวิทยาสีเขียว ที่เป็นการศึกษาอาชญากรรมและความอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งมีขอบเขตศึกษาต่อชีวิตมนุษย์ และชีวิตสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ระบบนิเวศ และชีวมณฑล ที่หันมาตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อของอาชญากรรม หรือ อันตรายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น
มุมมองที่มีต่ออาชญากรรม อาชญาวิทยาสีเขียวให้ความสนใจต่อการพิจารณาบทบาทของอำนาจที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดกฎหมายและตั้งคำถามว่าใครมีอำนาจในการกำหนดว่าผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายเหล่านั้น ส่วนมุมมองความอันตรายที่เกิดขึ้นเน้นการตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้พิจารณาว่าอะไรเป็นอันตรายและใครนิยามอะไรว่าเป็นอาชญากรรม ซึ่งเป็นคำถามที่เป็นศูนย์กลางของปรเด็นด้านอำนาจว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจในการประกอบสร้างการนิยามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ใครเป็นผู้มีอำนาจในการต่อต้านการนิยามความอันตราย และใครหรืออะไรจะได้รับอันตรายจากการะกระทำของผู้มีอำนาจเหล่านี้ เนื่องจากจริง ๆ แล้วการกระทำที่ถูกกฎหมายหลายอย่างก็มีลักษณะอันตรายและเป็นการกระทำที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางมากกว่าอาชญากรรมท้องถนนหรืออาชญากรรมทั่วไป ท้ายที่สุดแล้วปัญหาที่ตามมาโดยธรรมชาติจากอาชญากรรมและอันตรายคือความอยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความยุติธรรมที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างการเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบและการคงอยู่ของการกดขี่แบบอาณานิคมซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกยังต้องเผชิญกับความอ-ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในหลากหลายรูปแบบอยู่ (Simmons, Vardy, & Stevenson, 2026)
จากกรอบหลักกฎหมายภายในทั้งสอง และหลักกฎหมายสากล รวมถึงมุมมองการศึกษาที่มีต่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อม กรอบต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เขียนทำหน้าที่เพียงนำเสนอกรอบคิดพื้นฐานความเป็นธรรมทางกฎหมาย ส่วนแง่มุมของผู้อ่านที่มีต่อกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในภาคป่าไม้ว่ามีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงไหน ผู้เขียนเห็นว่าควรเปิดเป็นเสรีภาพทางความคิด โดยการทิ้งท้ายเป็นคำถามให้ผู้อ่านพิจารณาและไตร่ตรองหาผลสรุปด้วยตนเองดังต่อไปนี้
โทษจำคุก 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาทสามารถช่วยอนุรักษ์ผืนป่าได้จริงหรือไม่ ?
การกำหนดโทษที่สูงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่รักษาดุลยภาพระหว่างการกระทบต่อสิทธิของชาวบ้านและคงประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาฝุ่นไฟมากน้อยเพียงใด ?
มาตรการที่ว่าเป็นมาตรการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่ทำให้เกิดการแบ่งแยกที่ไม่สามารถยอมรับได้ในมิติของความหลากหลายทางชาติพันธุ์หรือไม่ ?
ผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับความยุติธรรมที่กระจายตัวหรือไม่ ชาวบ้านได้รับการกระจายทั้งอันตราย ความเสี่ยง และผลประโยชน์จากการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ?
มากไปกว่านั้นสังคมได้มองข้ามไปหรือไม่ว่า ปัญหาฝุ่นไฟใครเป็นผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดกฎหมาย ใครกำหนดว่าสิ่งใดเป็นอาชญากรรมหรือการกระทำใดจะสร้างอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และใครกันที่เป็นเหยื่ออย่างแท้จริงของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกุมอำนาจในการกำหนดหรือนิยามว่าสิ่งใดเป็นต้นตอของปัญหาฝุ่นไฟที่ต้องได้รับการแก้ไข?
#กฎหมายห้ามเผา
#ฝุ่นไฟdialogue

ที่อยู่

มูลนิธิสื่อประชาธรรม
Chiang Mai
50000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Prachatham ประชาธรรมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Prachatham ประชาธรรม:

ทางลัด

แชร์