Prachatham ประชาธรรม

Prachatham ประชาธรรม มูลนิธิสื่อประชาธรรม
"สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ"

PRACHATHAM MEDIA FOUNDATION
"We are a group of people who want to encourage change through communication.

From the local people themselves." มูลนิธิสื่อประชาธรรมจดทะเบียนเมื่อปี 2558 เดิมคือ “สำนักข่าวประชาธรรม” อันเป็นองค์กรสื่อทางเลือกที่ก่อตั้งเมื่อปี 2542 โดยกลุ่มนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชุมชนในเขตภาคเหนือ ซึ่งต่อมาได้มีการขยายการระดมหุ้นจากสมาชิกเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นองค์กรสื่อที่ภาคประชาชนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วม

มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการส

ื่อสารและผลิตข่าวสารในประเด็นต่าง ๆ เนื่องจากข้อจำกัดของสื่อมวลชนกระแสหลัก (mainstreem media) ที่ไม่สามารถเข้ามาติดตามปัญหาในระดับท้องถิ่นได้ เพราะประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจไม่สามารถส่งผู้สื่อข่าวมาติดตามข่าว ประกอบกับแนวคิดของบรรณาธิการบางส่วนที่สนใจแต่ประเด็นระดับชาติ และยังขึ้นอยู่กับสปอนเซอร์ที่สนับสนุนสื่อมวลชน ขณะที่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะรวมถึงประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นโดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น

ประกาศผล ประกวดสื่อวิดีโอคลิป "5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiang Mai" 🎉🎬​.ปีนี้เยาวชนจากหลายโรงเรียนทั่วเชียงใหม่ส่งวิดีโอ...
12/06/2026

ประกาศผล ประกวดสื่อวิดีโอคลิป "5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiang Mai" 🎉🎬
​.
ปีนี้เยาวชนจากหลายโรงเรียนทั่วเชียงใหม่ส่งวิดีโอคลิปเข้าประกวด ถ่ายทอดภาพ "เมืองที่อยากเห็น" ผ่านมุมมองเรื่องอากาศสะอาด ขนส่งสาธารณะ และสุขภาพ คณะกรรมการพิจารณาอย่างละเอียดทุกชิ้น และขอประกาศผลดังนี้
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/media_award2569
​.
🥇 รางวัลชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง
ด.ช.นิพพิฐพนธ์ สุริยโสภา, ด.ญ.รดา, ด.ญ.ญาดา คำมูล - โรงเรียนคำเที่ยงอนุสสรณ์
​.
🥈 ​ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง
นายตุลการ รินทร์ชัยศักดิ์, นายปิยวิศว์ หน่อแก้ว, นายธีร์ธวัช มณีขัติ - โรงเรียนสันกำแพง
​.
🥉 รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง
น.ส.พรลภัส แสงบุญเรือง, น.ส.นภัสรพี หน่อเทพ, น.ส.ปพิชญา แก้วเรือนงาม - โรงเรียนแม่แจ่ม
​.
🏅 รางวัลชมเชยจำนวน 5 รางวัล ได้แก่
- นายภูภูมิ ประวิสุทธิ์, น.ส.ณัฏฐณิชา ทิพจร, น.ส.ณัฐธิดา มโนนำ - โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม
- น.ส.รินทร์วรี วงศ์แก้ว, น.ส.พรลภัสสร ชูอินทร์, น.ส.กนกพิชญ์ อินทจักร์ -โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
- ด.ญ.กัญญาณัฐ คีรีคุณธรรม, ด.ญ.อ่อง ลิจาง, ด.ญ.วันดี ลุงหลิ่ง - โรงเรียนวัดน้ำบ่อหลวง (ภาวนาภิรัต)
- น.ส.อริญชยา พันธุ์วิทยากูล, น.ส.กวินตรา จิตติกานนท์, นายทศนันทน์ รังสิยนันทน์ - โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
- น.ส.ชัญญานันท์ พงศ์พันธ์วชิรา, น.ส.เขมิกา อินปั๋น, น.ส.อริสา เจนคำ -โรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม
​.
ขอแสดงความยินดีกับทุกทีม และขอบคุณเยาวชนทุกคนที่ร่วมส่งผลงาน ทุกคลิปคือไอเดียและพลังในการช่วยกันออกแบบเมืองเชียงใหม่ที่เข้าใจฝุ่น-ไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน 😊🙏🏼
​.
พบกันในพิธีมอบรางวัลและเกียรติบัตร
วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น.
📍สวนสาธารณะรถไฟเชียงใหม่
​.
ภายในงานเทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ ครั้งที่ 4 (13-14 มิ.ย. 69 เวลา 09.00-20.00 น.)
มาร่วมชมผลงานของน้อง ๆ และกิจกรรมอีกมากมายด้วยกันนะคะ
​.

#เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่
#สภาลมหายใจเชียงใหม่
#ประชาธรรม

เสาร์ที่ 13 มิ.ย.นี้ ประชาธรรมร่วมกับเทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ครั้งที่ 4  จัดเวทีเสวนาสื่อคนรุ่นใหม่ ชวนมาฟัง Content creat...
10/06/2026

เสาร์ที่ 13 มิ.ย.นี้ ประชาธรรมร่วมกับเทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ครั้งที่ 4 จัดเวทีเสวนาสื่อคนรุ่นใหม่ ชวนมาฟัง Content creator เยาวชนที่ผลิตสื่อเพื่อนำเสนอประเด็นฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือ มีมุมมองอย่างไรต่อปัญหา และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร
#เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ครั้งที่4 #ประชาธรรม #สภาลมหายใจเชียงใหม่ #สื่อคนรุ่นใหม่ #ฝุ่นควันเชียงใหม่

ฝุ่นไฟ DIalogue: 5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiang Mai ในมุมมองสื่อคนรุ่นใหม่ 🎬💨

เชียงใหม่อยู่กับฝุ่นควันและไฟป่ามากว่าทศวรรษ ทุกฤดูแล้งเราเห็นตัวเลข PM2.5 ทะลุค่ามาตรฐาน เห็นเมืองจมอยู่ในม่านสีเทา และได้ยินคำถามเดิมที่วนกลับมาว่า "ใครคือต้นเหตุ" แต่ใน 5 ปีที่ผ่านมา วิธีที่เราสื่อสารเรื่องนี้กำลังเปลี่ยนไป มีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาเล่าเรื่องฝุ่นควันด้วยภาษา เครื่องมือ และมุมมองของตัวเอง พวกเขาเลือกกำหนดวาระการสื่อสารด้วยมือตัวเอง

ขอชวนทุกคนมาร่วมฟังเวทีสาธารณะ "5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiang Mai เข้าใจฝุ่น-ไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน ในมุมมองสื่อคนรุ่นใหม่" พื้นที่ของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ สื่อชุมชน สื่อสาธารณะรุ่นใหม่ และเยาวชนนักผลิตสื่อ ที่จะมาคุยกันว่าเราเล่าเรื่องฝุ่นอย่างไรโดยไม่ตีตราใคร และจะทำให้มันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงได้แค่ไหน

ร่วมเวทีโดย
สุนารี วารีขจรผล - คอนเทนต์ครีเอเตอร์ช่อง Sunaree Travel Alone
สุภาพร เนาะดู - คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชุมชนบ้านบ่อแก้ว อ.สะเมิง
อักษรสิริ ด้วงแจ่ม - Locals Thai PBS
เยาวชนผู้คว้ารางวัลที่ 1 และที่ 2 ประกวดคลิปสั้น Liveable Chiang Mai
ดำเนินรายการโดย ปาริฉัตร คงปาน ผู้ผลิตสื่ออิสระ

📍 เสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 - 19.00 น.
📍 สวนสาธารณะรถไฟเชียงใหม่

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 061 269 5835 หรือตามช่องทางเพจสภาลมหายใจเชียงใหม่

แล้วมาป๊ะกั๋นเน้อออ
เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย


#เทศกาลเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ ​

#สภาลมหายใจเชียงใหม่
#ประชาธรรม

กสม. จัดเวที “ค่าไฟแฟร์ คือค่าไฟที่แคร์ประชาชน” หนึ่งปีของการรับฟังเสียงคนทั้งประเทศ สู่ข้อเสนอค่าไฟที่เป็นธรรม​เป็นระยะ...
08/06/2026

กสม. จัดเวที “ค่าไฟแฟร์ คือค่าไฟที่แคร์ประชาชน” หนึ่งปีของการรับฟังเสียงคนทั้งประเทศ สู่ข้อเสนอค่าไฟที่เป็นธรรม

เป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินโครงการ “ค่าไฟที่เป็นธรรม” ผ่านการประชุมกลุ่มย่อยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การสำรวจความคิดเห็นและการรับรู้เรื่องค่าไฟ ตลอดจนการลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน และในวันนี้ ผลลัพธ์ของการเดินทางดังกล่าวกำลังจะถูกนำเสนอสู่สาธารณะ

ขอเชิญร่วมติดตามข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตั้งอยู่บนฐานสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมด้านพลังงานของทุกคนในงาน “ค่าไฟแฟร์ คือค่าไฟที่แคร์ประชาชน”

โดยภายในงาน พบกับทอล์กจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิ พลังงาน และเศรษฐศาสตร์ ที่จะมาเล่าเรื่องและชวนตั้งคำถามถึงโครงสร้างพลังงานไทย รวมถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมและการพัฒนาของประชาชน ต่อด้วยวงสนทนาพูดคุยถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้า

🗓️ วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569
📍 เวลา 09:00 - 12:00 น.

สามารถติดตามรับชมได้ผ่านทาง
page “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” และ Youtube “Data Hatch”

#ประชาธรรมชวนฟัง
#ค่าไฟแฟร์

มาย้ำกันอีกครั้ง 🔥✨เหลืออีกไม่กี่วัน อย่าลืมส่งผลงานมาที่ https://forms.gle/7axuLozH8he8VhGG7   #เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่
04/06/2026

มาย้ำกันอีกครั้ง 🔥✨
เหลืออีกไม่กี่วัน อย่าลืมส่งผลงานมาที่ https://forms.gle/7axuLozH8he8VhGG7
#เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่

เชิญชวนเยาวชนร่วมประกวดสื่อในงานเทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ครั้งที่ 4 ✨🎬
จังหวัดเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว ในทุก ๆ ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนของทุกปีจะเกิดวิกฤติฝุ่นควันขึ้นตลอดห้วงเวลา 4 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สาเหตุของปัญหาดังกล่าวมาจากหลายปัจจัย จากหลากหลายแหล่งกำเนิดทั้งจากพื้นที่ป่าไม้ เกษตรกรรม ภาคเมือง และฝุ่นควันข้ามแดน ประกอบกับสภาพภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะ และสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน บางปีที่มีความแห้งแล้งอย่างมาก เป็นต้น ทำให้ที่ผ่านมามีความพยายามในการแก้ไขปัญหาทั้งจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมและประชาชนมาโดยตลอด
และเพื่อแก้ปัญหาแบบยั่งยืนจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการทำแผนแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ระยะ 5 ปี (2568-2572) ที่เรียกว่า “CLEAR CM” โดยเน้นที่การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม โดยสภาลมหายใจเชียงใหม่เห็นว่ากลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เป็นอนาคต และความหวังของการแก้ไขในระยะยาว ดังนั้นในเทศกาลลมหายใจครั้งที่ 4 นี้ สภาลมหายใจเชียงใหม่ และมูลนิธิสื่อประชาธรรมจึงอยากเชิญชวนเยาวชน คนรุ่นใหม่ให้มาร่วมออกแบบอนาคตใน 5 ปีที่อยากเห็นผ่านการผลิตสื่อ สร้างสรรค์ไอเดียร่วมกันภายใต้ตีม “5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiangmai”เข้าใจฝุ่นไฟ อยู่ร่วมช่วยกัน
📍วัตถุประสงค์โครงการ
1. เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับเยาวชนให้เรียนรู้ และเข้าใจปัญหาฝุ่นไฟเชียงใหม่
2. ให้เยาวชนสื่อสารเรื่องฝุ่นไฟในหัวข้อ “ 5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiangmai เข้าใจฝุ่นไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน”
📍กลุ่มเป้าหมาย: เยาวชนในเมือง และนอกเมือง (เชียงใหม่รอบนอก) อายุระหว่าง 12-18 ปี
📍ทามไลน์โครงการ
- ผู้สนใจสมัครร่วมประกวด เข้าร่วมถาม-ตอบ (Q&A) แนะนำเนื้อหา และประเด็น รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการประกวดสื่อ วันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 19.00 น. โดยทีมวิทยากรจากมูลนิธิสื่อประชาธรรมและสภาลมหายใจเชียงใหม่ ลิ้งก์เข้าร่วมฟัง
https://us02web.zoom.us/j/88046861517
- ผลิตสื่อประกวดรูปแบบ สารคดีสั้น, animation, หรือ storytelling แบบสร้างสรรค์
- สื่อที่ผลิตเผยแพร่บน TikTok / Instagram Reels พร้อม hashtag #เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม - 8 มิถุนายน 2569
ข วันที่ 8-12 มิย. กรรมการร่วมตัดสินผลงาน พร้อมประกาศผลผ่านหน้าเพจสภาลมหายใจเชียงใหม่ และสื่อประชาธรรมวันที่ 12 มิย.
- พิธีมอบรางวัลวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ในงานเทศกาลลมหายใจครั้งที่ 4 ณ สวนสาธารณะรถไฟ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
📍รายละเอียดกติกา
- ผลิตสื่อวิดีโอ คลิปสั้นสารคดีสั้น, ภาพเคลื่อนไหว, หรือ storytelling ยาวระหว่าง 60-90 วินาที
- เผยแพร่ในสื่อโซเชียลความบน TikTok / Instagram Reels ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน พร้อม hashtag #เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่
📍เงินรางวัลรวม 10,000 บาท
รางวัลที่ 1 มูลค่า 5,000 บาท
รางวัลที่ 2 มูลค่า 3,000 บาท
รางวัลที่ 3 มูลค่า 1,000 บาท
และ รางวัลชมเชยมูลค่า 500 บาท จำนวน 2 รางวัล
ส่งผลงานได้ที่ https://forms.gle/7axuLozH8he8VhGG7
#เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่

27/05/2026

กลับมาพบกันอีกครั้ง! กับเทศกาลเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ ครั้งที่ 4 ✨🌳

ปีนี้เรามาพบกันในหัวข้อ "Liveable Chiang Mai เข้าใจฝุ่น-ไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน" ที่เกิดจากการที่เชียงใหม่ต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 มากว่า 20 ปี ในทุกช่วงมกราคมถึงเมษายนของทุกปี ปัญหานี้ไม่ได้มาจากเรื่องเดียว แต่เป็นผลมาจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง ไอเสียการจราจร บวกกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งภูเขา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของทั้งชุมชนในเมืองและนอกเมือง

ความยากลำบากนี้เองที่ทำให้เราเข้าใจว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว มันเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร ระบบเกษตรที่ยั่งยืน การเข้าสู่สังคมสูงวัย และคุณภาพชีวิตของคนเชียงใหม่ทั้งหมด

เทศกาลในครั้งนี้จึงเป็นเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ชุมชน นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไปมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ผ่านการเข้าใจฝุ่นและไฟมากขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้และหาแนวทางแก้ไขจริงจากภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรม และความร่วมมือร่วมกัน

เตรียมพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ นิทรรศการความรู้เกี่ยวกับการจัดการมลพิษทางอากาศทั้งในเมืองและชุมชนป่าไม้ เวทีเสวนาที่อัดแน่นไปด้วยบทสนทนาแลกเปลี่ยนของภาควิชาการ ภาคปฏิบัติ ตัวแทนจากชุมชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตลาดนวัตกรรมการแก้ฝุ่น ทั้งการจัดการพลังงานสะอาดจากขยะอินทรีย์ ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า การประเมินเชื้อเพลิงเพื่อการบริหารจัดการไฟในป่าอย่างสมดุล เวิร์คช็อปการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากขยะ และอีกมากมาย

อีกทั้งยังพบกับบูธอาหารสุขภาพและความมั่นคงทางอาหารที่นำเสนออาหารชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ลาหู่ ชิมอาหารตามฤดูกาล และเรียนรู้ภูมิปัญญาทางอาหารของท้องถิ่น ชมการแสดงดนตรีสดที่นำเสนอเรื่องราวของนักดนตรีเชียงใหม่ในฤดูฝุ่น รวมไปถึงการแสดงของศิลปินรุ่นใหม่

พบกันวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569
สถานที่: สวนสาธารณะรถไฟ เชียงใหม่
ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น.

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 061 269 5835 หรือตามช่องทางเพจสภาลมหายใจเชียงใหม่

แล้วมาป๊ะกั๋นเน้อออ 🙌🏻


#เทศกาลเพื่อลมหายใจเชียงใหม่

#สภาลมหายใจเชียงใหม่

Q&A ถามตอบ ประกวดสื่อคลิปสั้น 🙋🏻🎬ถ้าน้อง ๆ อายุ 12-18 ปี อยากส่งคลิปประกวดในหัวข้อ "5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiangmai เ...
25/05/2026

Q&A ถามตอบ ประกวดสื่อคลิปสั้น 🙋🏻🎬
ถ้าน้อง ๆ อายุ 12-18 ปี อยากส่งคลิปประกวดในหัวข้อ "5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiangmai เข้าใจฝุ่นไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน" แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง เล่าเรื่องแบบไหน หรือกติกามีอะไรบ้าง มาฟังพี่ ๆ จาก Prachatham ประชาธรรม และสภาลมหายใจเชียงใหม่อธิบายให้ฟัง ถามได้ทุกเรื่องนะคะ
🗓 วันนี้ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น.
💻 เข้าทาง Zoom: https://us02web.zoom.us/j/88046861517
รายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.prachatham.com/posts/mediacontest2026
#เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ #เทศกาลเพื่อลมหายใจเชียงใหม่4th

เชิญชวนเยาวชนร่วมประกวดสื่อในงานเทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ครั้งที่ 4 ✨🎬จังหวัดเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 เป็นร...
22/05/2026

เชิญชวนเยาวชนร่วมประกวดสื่อในงานเทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ครั้งที่ 4 ✨🎬
จังหวัดเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว ในทุก ๆ ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนของทุกปีจะเกิดวิกฤติฝุ่นควันขึ้นตลอดห้วงเวลา 4 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สาเหตุของปัญหาดังกล่าวมาจากหลายปัจจัย จากหลากหลายแหล่งกำเนิดทั้งจากพื้นที่ป่าไม้ เกษตรกรรม ภาคเมือง และฝุ่นควันข้ามแดน ประกอบกับสภาพภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะ และสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน บางปีที่มีความแห้งแล้งอย่างมาก เป็นต้น ทำให้ที่ผ่านมามีความพยายามในการแก้ไขปัญหาทั้งจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมและประชาชนมาโดยตลอด
และเพื่อแก้ปัญหาแบบยั่งยืนจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการทำแผนแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ระยะ 5 ปี (2568-2572) ที่เรียกว่า “CLEAR CM” โดยเน้นที่การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม โดยสภาลมหายใจเชียงใหม่เห็นว่ากลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เป็นอนาคต และความหวังของการแก้ไขในระยะยาว ดังนั้นในเทศกาลลมหายใจครั้งที่ 4 นี้ สภาลมหายใจเชียงใหม่ และมูลนิธิสื่อประชาธรรมจึงอยากเชิญชวนเยาวชน คนรุ่นใหม่ให้มาร่วมออกแบบอนาคตใน 5 ปีที่อยากเห็นผ่านการผลิตสื่อ สร้างสรรค์ไอเดียร่วมกันภายใต้ตีม “5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiangmai”เข้าใจฝุ่นไฟ อยู่ร่วมช่วยกัน
📍วัตถุประสงค์โครงการ
1. เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับเยาวชนให้เรียนรู้ และเข้าใจปัญหาฝุ่นไฟเชียงใหม่
2. ให้เยาวชนสื่อสารเรื่องฝุ่นไฟในหัวข้อ “ 5 ปีที่อยากเห็น Liveable Chiangmai เข้าใจฝุ่นไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน”
📍กลุ่มเป้าหมาย: เยาวชนในเมือง และนอกเมือง (เชียงใหม่รอบนอก) อายุระหว่าง 12-18 ปี
📍ทามไลน์โครงการ
- ผู้สนใจสมัครร่วมประกวด เข้าร่วมถาม-ตอบ (Q&A) แนะนำเนื้อหา และประเด็น รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการประกวดสื่อ วันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 19.00 น. โดยทีมวิทยากรจากมูลนิธิสื่อประชาธรรมและสภาลมหายใจเชียงใหม่ ลิ้งก์เข้าร่วมฟัง
https://us02web.zoom.us/j/88046861517
- ผลิตสื่อประกวดรูปแบบ สารคดีสั้น, animation, หรือ storytelling แบบสร้างสรรค์
- สื่อที่ผลิตเผยแพร่บน TikTok / Instagram Reels พร้อม hashtag #เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม - 8 มิถุนายน 2569
ข วันที่ 8-12 มิย. กรรมการร่วมตัดสินผลงาน พร้อมประกาศผลผ่านหน้าเพจสภาลมหายใจเชียงใหม่ และสื่อประชาธรรมวันที่ 12 มิย.
- พิธีมอบรางวัลวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ในงานเทศกาลลมหายใจครั้งที่ 4 ณ สวนสาธารณะรถไฟ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
📍รายละเอียดกติกา
- ผลิตสื่อวิดีโอ คลิปสั้นสารคดีสั้น, ภาพเคลื่อนไหว, หรือ storytelling ยาวระหว่าง 60-90 วินาที
- เผยแพร่ในสื่อโซเชียลความบน TikTok / Instagram Reels ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน พร้อม hashtag #เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่
📍เงินรางวัลรวม 10,000 บาท
รางวัลที่ 1 มูลค่า 5,000 บาท
รางวัลที่ 2 มูลค่า 3,000 บาท
รางวัลที่ 3 มูลค่า 1,000 บาท
และ รางวัลชมเชยมูลค่า 500 บาท จำนวน 2 รางวัล
ส่งผลงานได้ที่ https://forms.gle/7axuLozH8he8VhGG7
#เทศกาลลมหายใจเชียงใหม่

ใต้เงาฝุ่นและกฎหมาย คนกลุ่มหนึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีใช้ไฟในเขตป่าสถานการณ์ฝุ่น-ไฟประจำปี 2569 ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงไป ท่ามกล...
20/05/2026

ใต้เงาฝุ่นและกฎหมาย คนกลุ่มหนึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีใช้ไฟในเขตป่า
สถานการณ์ฝุ่น-ไฟประจำปี 2569 ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงไป ท่ามกลางอคติและข้อกล่าวหาที่ทวีความรุนแรงต่อชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่า ไม่ใช่เพียงมุมมองของสังคมเท่านั้นที่ถูกหล่อหลอมให้เกิดมุมมองแง่ลบต่อการใช้ไฟ ทำสงครามกับไฟจนเหมือนผู้ใช้ไฟกลายเป็นอาชญากร มาตรการทางกฎหมายเองก็เปลี่ยนให้คนใช้ไฟในพื้นที่ป่าเป็นอาชญากรเช่นกัน โดยภาครัฐได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อการใช้ไฟ ภายใต้แนวคิด “เผาป่า = ติดคุก” โดยย้ำถึงการจับกุมจริง ไม่ผ่อนปรน พบการกระทำผิดจะถูกนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีทันที มาตรการดังกล่าวถูกระบุว่าเป็น “ขั้นเด็ดขาด” ไม่มีการตักเตือนล่วงหน้า สะท้อนถึงความจริงจังของรัฐในการควบคุมการใช้ไฟของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ป่า ความเข้มข้นทางการใช้กฎหมายดังกล่าวทำให้ในช่วงตั้งแต่ 1 มกราคม – 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา มีประชาชนที่โดนจับคุมและได้รับโทษถึง 37 ราย จากการใช้ไฟในเขตป่าของจังหวัดเชียงใหม่ คำถามคือ เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการใช้กฎหมายเหล่านี้
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/ffd64
เรื่อง: รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์
ยุติธรรมหรือไม่? กฎหมายจับคนเผาปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 อธิบดีกรมควบคุมมลพิษประกาศมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งและกำหนดเขตควบคุมระดับจังหวัด พร้อมสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การเผาในพื้นที่ป่า เกษตร และพื้นที่โล่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ สูงสุดถึงจำคุก 20 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท มีการจับกุมผู้กระทำผิดหลายรายและเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ควบคู่กับการใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อนและติดตามผู้ก่อไฟ โดยผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มชายขอบ ซึ่งบางกรณีใช้ไฟเพื่อเผาขยะ เพื่อสะท้อนถึงปัญหากฎหมายดังกล่าว วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับ ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเวทีเสวนาเพื่อพูดคุยกันในประเด็นกฎหมายนี้ โดยเชิญหลากหลายภาคส่วน ทั้งตัวแทนชุมชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ เจ้าหน้าท่ีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งในผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 2561-2563 โดยมีข้อถกเถียงและข้อกังวลสำคัญ คือ กฎหมายที่บังคับใช้อย่างเคร่งครัดและการจับกุมผู้เผาทันที ประกอบกับโทษที่รุนแรงนั้น ยุติธรรมหรือไม่ เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงฝุ่นควันคือ ชาวบ้านเผาหนึ่งครั้งรับโทษหนักและถูกประจาน แต่อุตสาหกรรมปล่อยมลพิษได้ตลอดทั้งปี
ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมอยู่ตรงไหน และกฎหมายเป็นธรรมหรือไม่ สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน นักกฎหมายคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ตอบคำถามนี้ด้วยการอธิบายว่ามาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุม 6 ยุทธศาสตร์ 5 มาตรการ กฎหมาย 11 ฉบับ และประกาศกระทรวง 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเผาและการจับกุม โดยในแต่ละมาตรการเน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัด
สิริพัทธ์ ให้ข้อมูลว่า “มีพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 11 ฉบับ โดยในส่วนของกฎหมายป่าไม้ กำหนดให้การกระทำใดๆ ที่เข้าข่ายทำลายป่า มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเรื่องการพิสูจน์ความผิด โดยเฉพาะกรณีการกระทำที่เกินพื้นที่ 25 ไร่ ซึ่งอาจส่งผลให้โทษหนักขึ้น (โทษระบุจำคุก 4-20 ปี และ/หรือปรับตั้งแต่ 2 แสน ถึง 2 ล้านบาท) ส่วนกรณีที่เกิดเหตุในพื้นที่ป่าสงวน อาจเข้าข่ายความผิดซ้ำซ้อนหรือได้รับโทษเพิ่มขึ้น ขณะที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ แม้โทษอาจเป็นเพียงจำคุกหรือปรับ แต่ระดับโทษจะสูงขึ้นหากการกระทำนั้นเกิดในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญ”
ที่น่าสนใจคือ นี่คือความเคร่งครัดของกฎหมายต่อคนที่ใช้ไฟรายบุคคล ขณะที่การเผาไหม้และการก่อมลพิษของอุตสาหกรรมนั้น กลับไม่ได้มีการลงโทษและจับกุมโดยทันที “ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมยึดระบบการกำกับดูแลตนเอง (self-monitoring) โดยอิงตามมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีการว่าจ้างผู้จัดการสิ่งแวดล้อม ผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษ และผู้ตรวจสอบจากภาคเอกชน เพื่อจัดทำและส่งข้อมูลรายงานให้หน่วยงานรัฐ แตกต่างจากกรณีความผิดในภาคป่าไม้ที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจจับกุมได้ทันทีตามกฎหมาย หากประชาชนต้องการร้องเรียนอุตสาหกรรมจะมีขั้นตอนคือ เริ่มจากการร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ก่อนที่หน่วยงานท้องถิ่นจะเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษจะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษนั้นก็ไม่ได้มีอำนาจสั่งระงับหรือสั่งปิดโรงงานโดยตรง” สิริพัทธ์ กล่าว ดังนั้นจึงหมายความว่า หากอุตสาหกรรมมีการก่อมลพิษ เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่สามารถยุติการทำงานของอุตสาหกรรมได้ทันทีเหมือนกับกรณีการใช้ไฟของประชาชน
สิริพัทธ์ ได้ตั้งข้อสงสัยว่า “การออกกฎหมายและการดำเนินการจับกุมชาวบ้านที่เผา ขัดแย้งกันกับสิทธิชุมชนของประชาชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่” เนื่องจากบางกรณีชาวบ้านมีความจำเป็นในการใช้ไฟเพื่อกำจัดเชื้อเพลิงจากใบไม้แห้งในป่า การจุดไฟเพื่อชนไฟก่อนที่ไฟจะลามเข้าที่ชุมชนหรือพื้นที่เกษตร นอกจากนี้ ไฟยังถูกใช้ในกิจกรรมเศรษฐกิจระดับชุมชน เช่น การเก็บเห็ดถอบ และของป่า โดยหลายหมู่บ้านมีการขออนุญาตใช้ไฟผ่านระบบบริหารจัดการไฟของจังหวัด อีกทั้งการใช้ไฟในระบบไร่หมุนเวียนก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีเกษตรยั่งยืนของกลุ่มชาติพันธุ์
ปัญหามลพิษทางอากาศของเชียงใหม่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมยาวนานกว่า 20 ปี และไม่ได้มีสาเหตุจากการเผาในพื้นที่โล่งอย่างป่าและเกษตรกรรมเท่านั้น ขณะที่ผู้ก่อมลพิษระดับอุตสาหกรรมนั้นยังไม่มีการรับโทษในระดับเดียวกัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มาตรการทางกฎหมายชุดใหม่นี้และการบังคับใช้อย่างเข้มงวดเป็นธรรมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพียงใด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นตอได้จริงหรือไม่ นี่คือคำถามสำคัญระหว่างที่ประชาชนกำลังรอลุ้นให้ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดผ่านการพิจารณาอีกครั้งภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ซึ่งกลไกสำคัญของร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้คือการยึดหลักการเอาผิดต่อผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับอย่างโปร่งใสของอุตสาหกรรมเกษตร อันจะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากต้นทางอย่างแท้จริง
คดีในพื้นที่ป่าเชียงใหม่ 22 คดี ยาแรงหรือความรุนแรงที่สูญเปล่า
ข้อมูลจากจังหวัดเชียงใหม่ได้สรุปผลการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนกระทำการผิดตามประกาศห้ามเผาของจังหวัด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 29 เมษายน 2569 ระบุว่า มีการจับกุมทั้งหมด 240 คดี โดยมีผู้ต้องหา 257 ราย โดยสัดส่วนที่มากนั้นคือการจับกุมเนื่องจากเผาริมทาง (จำนวน 212 คดี) และมีคดีที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าไม้รวมป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ 22 คดี 37 ราย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการดำเนินคดี หรือกระทั่งให้รางวัลนำจับสูงถึง 10,000 บาท แต่จุดความร้อนและพื้นที่เผากลับมีปริมาณมาก โดยมีจำนวนสูงสุดในเดือนเมษายน จำนวนกว่า 5,748 จุด (ข้อมูล: Gitsda วันที่ 26 เมษายน)
อย่างไรก็ตาม จุดความร้อนในพื้นที่ป่าไม่ได้สะท้อนระดับความรุนแรงของมลพิษทางอากาศทั้งหมด การควบคุมและดำเนินคดีอย่างเข้มงวดต่อการใช้ไฟในป่าจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาบางส่วนเท่านั้น เมื่อพิจารณาแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ เช่น มลพิษข้ามพรมแดน จะพบว่าลักษณะภูมิประเทศของเชียงใหม่และเชียงรายทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันจาก สปป.ลาว และเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน จุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมักมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 35–41% (กรีนพีซประเทศไทย 2567, 2568) ซึ่งสะท้อนว่า หากสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมลพิษข้ามพรมแดนในสัดส่วนนี้ลงได้ ก็อาจช่วยลด PM2.5 และฟื้นฟูคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
ความเป็นธรรมย่อมไม่อาจเกิดขึ้นภายใต้วิกฤตฝุ่นควัน หากยังเพิกเฉยต่อปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านนโยบาย สังคม และเศรษฐกิจ กฎหมายที่มุ่งควบคุมโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมและสังคมจึงไม่เพียงแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ยังซ้ำเติมให้สถานการณ์ยืดเยื้อและฝังรากลึกยิ่งขึ้น ในบริบทนี้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดจึงกลายเป็นความหวังสำคัญของประชาชนในการเอาผิดต่อผู้ก่อมลพิษ โดยเฉพาะผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจเกษตร และแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดน ผ่านกลไกตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ ภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว จะช่วยคุ้มครองสิทธิของประชาชน และกำหนดบทลงโทษต่อภาคธุรกิจได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองที่มุ่งโทษคนกลุ่มเล็กว่าเป็น “ผู้เผา” ไปสู่การรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับการก่อมลพิษในวงกว้างมากกว่า
#กฎหมายห้ามเผา
#สภาลมหายใจเชียงใหม่

เมื่อการเติบโตของเมืองเชียงใหม่ที่มิได้จำกัดขอบเขตของความเป็น “เมือง” เพียงแค่สี่เหลี่ยมคูเมืองชั้นในและชั้นนอกได้อีกต่อ...
15/05/2026

เมื่อการเติบโตของเมืองเชียงใหม่ที่มิได้จำกัดขอบเขตของความเป็น “เมือง” เพียงแค่สี่เหลี่ยมคูเมืองชั้นในและชั้นนอกได้อีกต่อไป เมืองมีการขยายตัวออกไปในแนวราบไปยังอำเภอใกล้เคียง เช่น หางดง สารภี สันป่าตอง สันทราย ดอยสะเก็ด แม่ริม คนจากหลายจังหวัดในภาคเหนือจำนวนไม่น้อยมาอยู่อาศัยและทำมาหากิน รวมไปถึงประชาชนจากภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย Destination ทั้งเรื่องของการศึกษา สุขภาพ การงาน อาชีพ การอยู่อาศัยในวัยเกษียณ
แล้วยังรวมถึงการเป็นหมุดหมายปลายทางเรื่องการท่องเที่ยวอีกด้วยเพราะความเป็น destination หลาย ๆ เรื่องนี่เอง ทำให้เมืองเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 30 ปีมานี้ แต่สิ่งที่พัฒนาและตามไม่ทันกับการหลั่งไหลของผู้คนที่เขามาอยู่อาศัยคือระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเรื่องผังเมือง ถนน ไฟฟ้า ประปา อินเตอร์เน็ต บลาๆๆ ทำให้การพัฒนาของเมืองเชียงใหม่หลายๆ เรื่องยิ่งทำยิ่งเหมือนวัวพันหลัก ยิ่งแก้ก็ยิ่งพัน แก้ไม่ออกเสียที
อ่าน ถนนหรือขนส่งสาธารณะ เชียงใหม่เลือกอะไรก่อนดี ทางเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/12092568
แล้วก็ไม่แปลกใจที่เหตุการณ์ประมาณว่าเราขับรถตกหลุมบ่อในคูเมืองกลายเป็นเหตุการณ์ปกติประจำวัน เนื่องจากการเอาสายไฟฟ้าลงดินกำลังดำเนินการพร้อม ๆ กับผู้คนจำนวนมากที่ต้องขับรถยนต์ส่วนตัวเข้าเมืองเพราะไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีรองรับ เรื่องราวเหล่านี้วนไปเหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อน อะไรเกิดหลัง เรื่อง “ถนน” กับ “ระบบขนส่งสาธารณะ” ก็เช่นกัน
#ขนส่งสาธารณะเชียงใหม่
#ขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ที่เราออกแบบได้
#ขนส่งสาธารณะดีเมืองน่าอยู่
#ออกแบบเมืองไปด้วยกัน
#เชียงใหม่เขียวสวยหอม
#ฝุ่นไฟdialogue
#สภาลมหายใจเชียงใหม่

#เชียงใหม่อยู่ได้

ทำไมจึงต้องมีคณะกรรมการระดับจังหวัด กองทุนอากาศสะอาด และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาล...
14/05/2026

ทำไมจึงต้องมีคณะกรรมการระดับจังหวัด กองทุนอากาศสะอาด และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง
ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
📍กลุ่มเปราะบาง
เป็นโจทย์ใหญ่สำคัญของสิทธิในอากาศสะอาดในมุมของประชาชน เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นการสถาปนาสิทธิใหม่ขึ้นมา เมื่อมีการรับรองว่าเป็นสิทธิก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะทำให้มีอากาศสะอาดขึ้นมา และยังมีสิทธิของการฟ้องร้องไว้ด้วย ซึ่งหลายประเทศก็มีสิทธินี้อยู่
คำนิยาม “กลุ่มเปราะบาง” ที่ปรากฏในร่างกม.ฉบับนี้หมายถึงใครบ้าง มีการตั้งเกณฑ์ เช่น คนที่มีความเสี่ยงสูง ภูมิต้านทานต่ำเช่น เด็ก ผู้หญิงมีครรภ์ คนป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ผู้ทำงานกลางแจ้ง และผู้สูงอายุ เป็นหน้าที่ของรัฐต้องไปดูแลโดยตรง เหตุที่ต้องระบุไว้เพราะเป็นเรื่องสวัสดิการทางสังคม
โดยมีการพัฒนาสิทธิในเรื่องของสุขภาพซึ่งจะอยู่ในมาตรา 7 ระบุไว้เลยว่ากลุ่มเปราะบางจะได้รับการคุ้มครอง รวมถึงสิทธิในการตรวจสุขภาพ การเฝ้าระวัง และการรักษาพยาบาล คนในภาคเหนือที่อยู่ในภาวะเสี่ยง รัฐต้องจัดเป็นสิทธิในสวัสดิการ นั่นคือในกฎหมายมีการเขียนชัดว่ารัฐมีหน้าที่ต้องทำอะไร เกิดสิทธิอากาศสะอาด และสิทธิในสุขภาพ เพราะฉะนั้นกลุ่มเปราะบาง และภาคประชาชนจะต้องส่งเสียงในเรื่องนี้เพื่อไม่ทำหลักการสำคัญของกฎหมายหล่นหายไป
📍คณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัด
ระบุไว้ในมาตรา 25 เหตุที่ต้องมีกลไกระดับจังวัดมีความสำคัญ 6 เรื่องคือ
1. ระบบการจัดการที่ผ่านมา เป็นการจัดการแบบเสื้อโหล ห้ามเผาทั้งหมดไม่แยกแยะ ใช้ Single Command สั่งการลง
2. การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศต้องแยกแยะตามแหล่งกำเนิด อีสาน กรุงเทพฯ และทางเหนือ ปัญหาไม่เหมือนกัน และต้องไม่ใช่การแก้ปัญหาตามตามฤดูกาล จะต้องแก้ที่แหล่งกำเนิด ซึ่งกลไกระดับจังหวัดจะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ จะไม่สามารถทำได้ด้วยกลไกระดับประเทศ กลไกระดับจังหวัดจะเป็นคนที่รู้ข้อมูลนี้ดี มีหน้าที่ เช่น จำแนกคุณภาพอากาศ และการจัดทำแผน ต้องประกาศเขตเฝ้าระวัง โซนที่ได้รับผลกระทบต้องมีการดูแล เป็นต้น
3. จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจริงแต่ละประเทศที่เฉพาะเจาะจง อำเภอแต่ละอำเภอก็ไม่เหมือนกัน การกระจายแต่ละหน่วย คือการกระจายอำนาจในการจัดการ
4. กลไกจังหวัดสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้โดยทันที ไม่ต้องรอเวลา
5. จะเป็นกลไกที่เกาะติดปัญหา มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ถือเป็นหัวใจสำคัญ แต่ละจังหวัดก็จะมีการทำแผนบริหารจัดการไปอย่างไร จัดการไปถึงไหน
6. ระบุให้กลไกจังหวัดต้องทำงานในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดด้วย พื้นที่ที่ไม่มีการดูแล
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอากาศสะอาดระบุไว้ในมาตรา 25 เช่น มีหน้าหน้าที่ประสานงาน จำแนกพื้นที่คุณภาพอากาศ จัดทำแผนปฏิบัติการป้องและแก้ไขมลพิษทางอากาศและการจัดการเพื่ออากาศสะอาดโดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนและบูรณาการด้วย สามารถประกาศเขตเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศ และยังสามารถตรวจสอบ กำกับ ควบคุมการประกอบกิจการ กิจกรรมที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบหรือพื้นที่เฉพาะ ซึ่งมีจุดเด่นคือทำงานกับคณะทำงานวิชการที่ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ถ้าอันตรายก็สามารถบอกว่าอันตรายจริง ไม่มีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง
📍กองทุนอากาศสะอาด
- กองทุนอากาศสะอาดอยู่ในมาตรา 64 และ 35 เช่น
- รองรับการใช้เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาดตามพระราชบัญญัตินี้
- การสนับสนุน อุดหนุนกิจกรรมการดำเนินของภาครัฐเอกชน และชุมชนเพื่อป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดมลพิษ
- งบสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ และการส่งเสริมเพื่ออากาศสะอาด
- งบส่งเสริม สร้างความเข้มแข็ง พัฒนาเครือข่ายประชาชน ชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม เพื่อการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ และการส่งเสริมเพื่ออากาศสะอาด
- สนับสนุน ส่งเสริม หรืออุดหนุนการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาวิจัย ที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพของมนุษย์ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
- เสริมสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศเกี่ยวกับความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศข้ามแดน
- ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ก่อนการดำเนินกระบวนการพิจารณาและในการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง กระบวนพิจารณาใด ๆ รวมถึงการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายในคดีที่เกี่ยวข้องกับอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ รวมถึงการบังคับคดีจนเสร็จสิ้นกระบวนการ
- ชดเชยและเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นแก่บุคคลที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ชุมชน หรือประชาชนผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่อยู่ในระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้โดยต้องทำสัญญาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด
กองทุนอากาศสะอาด เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการการแก้ปัญหา ทำให้การแก้ปัญหาไม่ใช่เป็นเรื่องฤดูกาล ที่ผ่านมามีการงบประมาณปกติทำให้เกิดการบิดเบือนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการออกแบบให้หน่วยงาน เช่น ป่าไม้ และกระทรวงต่าง ๆ ไปคิดงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันมา ทำให้เกิดเป็นเบี้ยหัวแตก แต่ถ้ามีกองทุนอากาศสะอาดและเชื่อมโยงกับการทำแผนระดับจังหวัดก็จะสามารถแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ เช่น เรื่องการเปลี่ยนการปลูกข้าวโพดที่เป็นปัญหาระยะยาว เกษตรกรต้องการปรับตัว การตั้งงบประมาณปกติเป็นการตั้งงบล่วงหน้าถึง 2 ปี ตัวชี้วัดจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน นำไปสู่การ Make ข้อมูล ตั้งงบประมาณที่คาดว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ใช้ตัวชี้วัดง่าย ๆ เน้นไปที่จะไปลดค่าฝุ่นเท่าไหร่ บิดเบือนสภาพปัญหาและข้อเท็จจริงไป
อาจกล่าวได้ว่างบประมาณปกติออกแบบกิจกรรมเป็นรายปี ไม่สอดคล้องกับปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับเปลี่ยนของเกษตรกร ต้องวางแผนยาวระยะยาว นอกจากนี้ งบกลางของรัฐที่มีขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ไม่ได้แก้ปัญหาระยะกลาง และระยะยาวได้ ดังนั้นกองทุนอากาศสะอาดจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ได้.
ถอดความจากเวที เสวนาหัวข้อ มาตรการที่ต้อง “ห้ามปัดตก” ในพ.ร.บ.อากาศสะอาด วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ สภาลมหายใจภาคเหนือ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand Can) ณ ห้องประชุมบัวตอง สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียงและภาพ : กองบรรณาธิการสื่อประชาธรรม
อ่านบนเว็บไซต์
https://www.prachatham.com/posts/cleanairwatch4
#กฎหมายอากาศสะอาด
#เชียงใหม่ขอพรบอากาศสะอาด
#จับตากฎหมายอากาศสะอาด
#สภาลมหายใจเชียงใหม่

#สภาลมหายใจภาคเหนือ
#เครือข่ายอากาศสะอาด

ที่อยู่

มูลนิธิสื่อประชาธรรม
Chiang Mai
50000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Prachatham ประชาธรรมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Prachatham ประชาธรรม:

แชร์