20/05/2026
คำเตือน:
trigger warning โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับบาดแผลทางใจนะคะ หากท่านใดที่มีบาดแผลทางใจ รู้สึกสะเทือนใจระหว่างที่อ่าน ขอให้หยุดอ่านและหาทางผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากเนื้อหาในโพสต์นี้โดยทันทีนะคะ เช่น ปิดจอ ออกไปเดินสูดอากาศ ระบายออกมา ฯลฯ ...
เราเป็นคนนึงที่เกิดและโตขึ้นมาโดยได้ยินสำนวน
"ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า" บ่อยมาก ๆ
พอมีอายุมากขึ้นเราถึงมาคิดทบทวนแล้วพบว่า
สำนวนนี้สะท้อนถึงคุณค่าและค่านิยมทางสังคมไทยที่สะท้อนถึงลักษณะโครงสร้างของสังคมไทยที่ยกให้เรื่องของภาพลักษณ์และหน้าตาทางสังคมมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่เหมือนกันนะคะ
แม้ว่าเจตนาด้านนึงของสำนวนนี้ (การสร้างค่านิยมว่า "เรื่องในครอบครัวต้องคุยกันในครอบครัวเท่านั้น" คือการรักษาความสงบภายในครอบครัวและชุมชนเอาไว้ไม่ให้มันเกิดความวุ่นวาย รวมถึงรักษาความสามัคคีปรองดองในครอบครัวเอาไว้
แต่เหรียญอีกด้านที่ติดตามมาจากการเก็บงำความลับภายในบ้านของตัวเองเอาไว้ก็คือ
- ผู้กระทำได้รับการปกป้องและไม่ถูกลงโทษ
- ผู้เสียหายไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นนอกครอบครัว
- ผู้เสียหายถูกกระทำซ้ำ ถ้าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศก็จะถูกล่วงละเมิดซ้ำ แล้วซ้ำอีกต่อเนื่องอยู่อย่างนั้นไม่จบไม่สิ้น จนกว่าผู้เสียหายจะหาทางหนีออกมาจากจุดนั้นได้
- ผู้เสียหายเกิดการเรียนรู้ที่ทำให้มีมุมมองบิดเบี้ยวว่า "ถ้าฉันเอาไปเล่าให้คนนอกครอบครัวฟัง ฉันคือตัวปัญหา ฉันทำให้ครอบครัวอับอาย" ทำให้ความรู้สึกผิดและความละอายย้อนกลับเข้ามาหาตัวเองแทนที่มันควรจะเป็นผู้กระทำต่างหากที่ต้องรู้สึกผิดและละอายในการกระทำของตัวเอง
...
เราจึงจะเห็นได้ว่าในหลาย ๆ ครั้งที่มีการล่วงละเมิดทางเพศจากสมาชิกในครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายกันในครอบครัว ตัวของผู้เสียหายหลายคนมักเลือกที่จะเก็บงำเอาไว้ไม่ยอมบอกใคร
จนกระทั่งมีใครคนหนึ่ง "กล้า" ที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ผู้เสียหายคนอื่น ๆ ถึงจะกล้าเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองออกมา
ซึ่งถ้าใครได้ติดตามข่าวของคุณทราย เกือบจะทุกคลิปหรือทุกโพสต์จะมีผู้คนจำนวนมากมายที่เล่าว่าตัวเองก็เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัวของตัวเองด้วยเหมือนกัน ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือมีผู้เสียหายจำนวนเยอะมากและมีทุกเพศทุกวัยไม่ได้มีเฉพาะผู้หญิง
...
ปัญหาในครอบครัวมันต้องคุยกันในครอบครัวนั้นถูกต้องค่ะ
แต่ปัญหาภายในมันมักจะไม่รั่วไหลออกมาถ้าหากคนในบ้านรับเรื่องและทำการแก้ไขปัญหาให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าตัวเองได้รับการมองเห็นและได้รับความช่วยเหลือ มีคนเข้าใจและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจริง ๆ
ในทางตรงกันข้าม โดยมากแล้วปัญหาภายในมักจะรั่วไหลออกมาเพราะว่าคนในบ้านทราบเรื่องแล้ว ...แต่...
หลีกเลี่ยงไม่แตะประเด็นที่มันเป็นปัญหา พยายามที่จะไม่พูดถึงมัน
ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กดดันหรือลงโทษคนที่พูดความจริง
ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าตัวเองควรเงียบไว้หรือไม่น่าพูดออกมาเลย
ทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกกีดกันจากคนในครอบครัวหากเล่าออกไป เช่น ขู่ว่าจะตัดออกจากวงศ์ตระกูล ขู่ว่าจะไม่เลี้ยงดูส่งเสียอีกต่อไป หรือขู่ว่าจะทำร้าย เป็นต้น
...
เราเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดเห็นตรงกันกับคุณทรายที่กล่าวเอาไว้ในรายการโหนกระแสนะคะที่ว่า "ไม่ชอบคำว่ามันเป็นเรื่องภายในครอบครัว"
และคิดตรงกันกับคุณหนุ่มว่า "เรื่องนี้มันสะท้อนปัญหาสังคม"
มันสะท้อนปัญหาโครงสร้างอำนาจที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางวัฒนธรรมไทยในเรื่องของ
การมีลำดับขั้นความอาวุโส มีความเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ มีความไม่เท่ากันของอำนาจของแต่ละคนที่อยู่ในความสัมพันธ์
การให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์เป็นอย่างมากจนไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้เสียหาย
มุมมองที่มีต่อเรื่องเพศที่ยังมีหลายคนเชื่อว่า "การพูดเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย น่ารังเกียจ" คนที่กล้าพูดเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมาจึงมักจะถูกสังคมตัดสินไปในทางลบ
ความคิดแบบชายเป็นใหญ่ เช่น ตั้งคำถามต่อผู้หญิงว่า "ออกจากบ้านไปตอนกลางคืนทำไม" "แต่งตัวแบบนั้นทำไม"
ค่านิยมที่เป็นพิษต่อผู้ชาย (toxic masculinity) เช่น เป็นลูกผู้ชายต้องทำตัวแมน ๆ ไม่กระตุ้งกระติ้ง ต้องอดทนได้กับทุกปัญหา ต้องแก้ปัญหาเองโดยไม่ขอความช่วยเหลือจากใครเพราะมันดูอ่อนแอ ซึ่งค่านิยมนี้มักทำให้เกิดการกลัวคนรักเพศเดียวกัน (homophobia) ขึ้นมาและส่งผลต่อปัญหาอื่น ๆ ตามมาด้วย เช่น การเลือกปฏิบัติ การทำร้าย
...
คำว่า "ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า"
จึงควรถูกนำมาตีความเสียใหม่
โดยหมายถึง 'ไม่ควร' เอาคนในครอบครัวไปล้อเลียนหรือด้อยค่าให้คนอื่นฟัง ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่ไม่ควร เช่น
เอาเรื่องสมรรถนะทางเพศหรือรูปร่างหน้าตาของคู่สมรสไปเล่าให้คนอื่นฟังในทางล้อเลียนตลบขบขัน
หรือเอาเรื่องที่คนในครอบครัวมาปรึกษาไปเม้าท์ให้คนอื่นฟังต่อในเชิงที่ทำให้เจ้าของเรื่องกลายเป็นตัวตลกของวงสนทนา
แต่ในกรณีที่เป็นความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ ทารุณทอดทิ้ง มีการทำร้าย (abuse) กันเกิดขึ้น เราไม่ควรจะมองว่ามันเป็นเรื่องภายในครอบครัวแล้วนะคะ
และบางทีการแนะนำให้ผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวหรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศว่า "ให้ไปตกลงกันเองในครอบครัวจะดีกว่า อย่าเอามาเปิดเผยต่อหน้าสังคมเลย" ซึ่งนอกจากมันจะไม่ช่วยอะไรแล้ว มันยังเคยมีเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายกลายเป็นผู้เสียชีวิตอยู่หลายครั้งเพราะรู้สึกสิ้นหวังและไม่มีใครมาช่วยได้ (hopelessness and helplessness)
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเผชิญอยู่กับการใช้ความรุนแรงจากสมาชิกในครอบครัว คุณมีสิทธิที่จะนำเรื่องราวนั้นออกมาเปิดเผยเพื่อขอความช่วยเหลือได้นะคะ อย่างน้อย ๆ หาช่องทางในการติดต่อปรึกษากับองค์กร มูลนิธิ หรือหน่วยงานที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวก็ยังดีค่ะ
หรือหากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทำงานเกี่ยวกับการขับเคลื่อนช่วยเหลือผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรงในครอบครัว ก็สามารถฝากลิงค์หรือช่องทางในการติดต่อองค์กร/มูลนิธิไว้ใต้คอมเม้นท์ได้เลยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยกันเป็นแสงสว่างให้กับผู้เสียหายในวันที่มืดมิดสำหรับพวกเค้าค่ะ