ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR)

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR) ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชน (Center for Protection and Revival of Local Community Rights) CPCR

องค์กรพัฒนาเอกชนที่ส่งเสริมและผลักดันให้หลักการสิทธิมนุษยชนที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความเท่าเทียม

07/09/2026

[ คดีป่าไม้และที่ดิน โอกาสชนะเกือบเป็นศูนย์ อย่างเก่งก็แค่ช่วยชาวบ้านไม่ให้ติดคุก แต่สุดท้ายก็โดนไล่ออกจากที่ทำกินดั้งเดิม... เพราะกฎหมายไทยใช้ 'ระบบอนุญาต' ที่รัฐชี้เป็นชี้ตาย มากกว่าจะยอมรับสิทธิ์ในฐานะมนุษย์ ]

🟠 ทนายสุมิตรชัย หัตถสาร แชร์ในวง Sol Bar talk ว่า เคยสู้คดีป่าไม้ที่จังหวัดตาก โดยนำเอา "สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550" ไปสู้ในชั้นศาลเพื่อยืนยันสิทธิ์ดั้งเดิมของชาวบ้าน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลไม่เคยหยิบยกประเด็น "สิทธิชุมชน" มาใช้วินิจฉัยเลย ศาลพิจารณาเพียงประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. ป่าสงวนฯ เพื่อดูแค่ว่าชาวบ้าน "มีเจตนาทำผิดกฎหมายหรือไม่" สุดท้ายถึงศาลจะยอมรับว่าชาวบ้านอยู่มาก่อนการประกาศป่าสงวนฯ และเมตตาตัดสินว่าชาวบ้าน "ขาดเจตนา" จึงลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญาไม่ให้ติดคุก แต่คำสั่งของศาลคือ "สั่งให้ออกจากพื้นที่" เหมือนกันทุกคดี

🟠 ในปี 2557–2558 รัฐไทยผลักดันนโยบายทวงคืนผืนป่าอย่างเข้มข้น มีการเข้าไปตัดโค่นต้นไม้พืชผลของชาวบ้าน จนตัวแทนรัฐบาลไทยถูกตั้งคำถามกลางเวทีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ว่า "ทำไมคุณบอกว่าจะรักษาป่า แต่คุณกลับไปไล่ตัดต้นไม้ทำลายพืชผลของประชาชน?" ซึ่งตัวแทนรัฐบาลไทยในขณะนั้นตอบเลี่ยงบาลีไปว่า "ไม้ที่ไปตัดนั้นไม่ใช่ไม้ดั้งเดิมในป่า แต่เป็นไม้แปลกปลอม" จนทำให้คณะกรรมการ UN ถึงกับหัวเราะ เหตุการณ์นั้นกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐไทยยอมรับสิทธิชาติพันธุ์ในเวทีสากล และต้องบรรจุสิทธิ์นี้ลงในรัฐธรรมนูญปี 2560 (มาตรา 70) ในที่สุด

🟠 มีมายาคติตีตราว่าชุมชนบนดอยคือคนตัดไม้ทำลายป่า แต่ข้อเท็จจริงในจังหวัดน่านพบว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2560) พื้นที่ป่าในน่านเพิ่มขึ้นถึง 7-8% ซึ่งเพิ่มขึ้นหลังจากที่ชุมชนหันมาร่วมมือกันดูแล ฟื้นฟู และจัดการระบบป้องกันไฟป่าและหมอกควันด้วยตนเอง สะท้อนว่าคนสามารถอยู่กับป่าและช่วยดูแลป่าได้ดีขึ้นหากมีระบบจัดการร่วมกัน
🧡นายสุมิตรชัย หัตถสาร ผอ.ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR
📍 Sol Bar Talk "อนาคตสิทธิคนกับป่า กฎหมายป่าไม้ที่ดิน ต้องเปลี่ยนแปลง" วันที่ 28 สิงหาคม 2569
📍 ชั้น 2 อาคารอนาคตใหม่
#พรรคประชาชน #กฎหมาย #ป่าไม้ #ที่ดิน #ชาติพันธุ์ #ทนายแย้

📍ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น “ยกฟ้องและไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง” คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ 2 ตัวแทนภาคประชาชนค...
03/09/2026

📍ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น “ยกฟ้องและไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง” คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ 2 ตัวแทนภาคประชาชนคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ อ.พาน จ.เชียงราย
​
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 กันยายน 2569 ทนายความได้เดินทางเข้ารับฟังคำพิพากษาตามหมายนัดของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กรณีอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ยื่นฟ้องผู้แทนชุมชนผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่ง จำนวน 2 ราย ได้แก่ พันโทสมเจต หรือ “ผู้พันเจต” ช่างซอ และทันตแพทย์ตรีวัตน์ วงศ์ขุนสุวรรณ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น “ยกฟ้องและไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง” ทั้งสองคดี
​
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่ง ขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ โดยมีชาวบ้านจาก 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลทานตะวัน ตำบลแม่เย็น และตำบลม่วงคำ เข้าร่วมเวที ณ บริเวณวัดสันไม้ฮาม ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
​
ในเวทีดังกล่าว ผู้พันเจต ช่างซอ ได้ขึ้นเวทีพร้อมขับร้องเพลงพื้นเมืองทางภาคเหนือ หรือ “เพลงซอ” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ผู้พันเจตได้รับหมายศาลจากศาลจังหวัดเชียงราย หลังอดีตนายก อบต.ป่าหุ่ง ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท
​
จากนั้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ทันตแพทย์ตรีวัตน์ วงศ์ขุนสุวรรณ ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวบ้านกลุ่มผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ ได้รับหมายศาลในลักษณะเดียวกัน จากกรณีเผยแพร่คลิปวิดีโอการขับร้องเพลงพื้นเมืองทางภาคเหนือ หรือ “เพลงซอ” ของผู้พันเจต ช่างซอ ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของตน
​
ในคดีชั้นต้น ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ทั้ง 2 คดี โดยในส่วนของคดี ผู้พันสมเจต ช่างซอ ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานและเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยตามเนื้อหาบทเพลงซอนั้น เป็นเพียงการกล่าวคำไม่สุภาพและวิจารณ์การทำงานเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะ หาใช่ถ้อยคำร้ายแรงถึงขั้นทำให้โจทก์เป็นคนไม่ดีจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ถ้อยคำตามเพลงซอจึงไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
​
เช่นเดียวกับคดีของ ทันตแพทย์ตรีวัตน์ วงศ์ขุนสุวรรณ ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เนื้อหาและข้อความที่จำเลยเผยแพร่นั้น เป็นเพียงคำหยาบคาย เสียดสี และวิจารณ์การทำงาน ไม่ใช่ถ้อยคำร้ายแรงถึงขั้นทำให้โจทก์เสียหายจนเป็นคนไม่ดี การเผยแพร่ดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเช่นกัน
​
ต่อมาคดีดังกล่าวฝ่ายโจทก์ได้มีการยื่นอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น “ยกฟ้องและไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง” โดยศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า ถ้อยคำที่พันโทสมเจตปราศรัยบนเวที รวมถึงการที่ทันตแพทย์ตรีวัตน์นำคลิปดังกล่าวมาโพสต์เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการกล่าวติเตียนการดำเนินโครงการกำจัดขยะมูลฝอยในฐานะผู้บริหารท้องถิ่น แม้จะมีถ้อยคำเหน็บแนม รุนแรง หรือใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์มีอาการทางจิต ไร้สติปัญญา หรือเป็นคนไม่ดี จนถึงขั้นทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ในทางกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาท ส่งผลให้คดีดังกล่าวจึงเป็นอันถึงที่สุด
​
อย่างไรก็ตามในวันเดียวกัน กลุ่มชาวบ้านจากตำบลทานตะวัน ตำบลแม่เย็น และตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย กว่า 200 คน ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดเชียงราย โดยขอให้จังหวัดพิจารณาทบทวน ระงับ หรือยุติโครงการโรงไฟฟ้าขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่งในพื้นที่

#โรงไฟฟ้าขยะเชียงราย

" CPCR นำเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะ เหมืองแร่–ชนเผ่าพื้นเมือง-นักปกป้องสิทธิฯ ในเวที UPR Pre-session 53 การประชุมก่อนการทบทว...
28/08/2026

" CPCR นำเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะ เหมืองแร่–ชนเผ่าพื้นเมือง-นักปกป้องสิทธิฯ ในเวที UPR Pre-session 53 การประชุมก่อนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน(UPR) รอบที่ 4 "
​
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) โดย ทิติยา รังมาตย์ เข้าร่วมการประชุม UPR Pre-session 53 ซึ่งเป็นเวทีก่อนกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากล (Universal Periodic Review: UPR) รอบที่ 4 จัดโดย UPR Info ณ Palais des Nations สำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Amnesty International Thailand เพื่อสะท้อนปัญหาและเสนอข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์ เหมืองแร่และสิทธิมนุษยชน สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม
​
🪨เหมืองแร่และสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือ🪨
​
ในการประชุม ทิติยา ได้นำเสนอประเด็นเหมืองแร่และสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือของประเทศไทย โดยระบุว่า แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 1 และ 2 ของประเทศไทย จัดทำขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย แผนดังกล่าวกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านแร่มากกว่า 5,000 พื้นที่ โดยประมาณร้อยละ 40 อยู่ในภาคเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาและเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนชาติพันธุ์
​
สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกละเมิดในหลายกรณี ตั้งแต่กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ไม่ครอบคลุมชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยไม่มีล่ามภาษาชนเผ่า ไปจนถึงการปลอมลายมือชื่อของชาวบ้านเพื่อแสดงการเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการใช้ข้อมูลเท็จ
​
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอกรณีโครงการเหมืองแร่ที่ดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งไหลผ่านจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงแม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านจังหวัดแม่ฮ่องสอน
​
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่พึ่งพาแม่น้ำเหล่านี้เพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการใช้ประโยชน์ในครัวเรือนด้านอื่นๆ ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพืชผลทางการเกษตร ปลา และน้ำที่ชุมชนท้องถิ่นใช้ บางชุมชนจึงงดบริโภคปลาและพืชผลที่ปลูกริมแม่น้ำ ในปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพใดๆ ในการแก้ไขปัญหามลพิษ รวมถึงการฟื้นฟูและการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
​
จึงมีข้อเสนอแนะต่อกรณีเหมืองแร่และสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือของประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่

1. ปฏิรูปพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ภายในหนึ่งปี เพื่อจัดทำกรอบการบริหารจัดการแร่ที่ตั้งอยู่บนฐานสิทธิมนุษยชน
​
2. ประกันการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และมีประสิทธิผลของชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่และโครงการขนาดใหญ่ในทุกขั้นตอน และประกันการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนในการจัดทำกฎหมายและร่างพระราชบัญญัติ HRDD
​
3. แก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ที่มีระดับเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำสาละวินในประเทศไทย และจัดให้มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภายในหนึ่งปี
​
🛖สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย🛖
​
สำหรับกรณีสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เมื่อเดือนกันยายน 2568 และปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลำดับรอง รวมถึงการจัดตั้งกลไกต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
​
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับดังกล่าว ยังไม่รับรองสถานะของชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples) แต่ใช้คำว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” แทน นอกจากนี้ หลักการ ความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างครบถ้วนในกฎหมายไทย ทำให้ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะให้การรับรองปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) แล้วก็ตาม
​
ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร ขณะเดียวกัน หลายชุมชนยังไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนนและไฟฟ้าเนื่องจากการดำเนินการต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจดูแลพื้นที่ก่อน
​
ข้อเสนอแนะต่อกรณีสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย 2 ประการได้แก่

1. ประกันว่าการดำเนินการใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชนเผ่าพื้นเมืองต้องอยู่ภายใต้หลักการ การให้ความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) ตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP)
​
2. รับรองและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองภายใต้กฎหมายไทย และประกันว่าชนเผ่าพื้นเมืองจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และสามารถดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมและรักษาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของตนได้
​
🌳นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม🌳
​
นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการจำกัดสิทธิในการมีส่วนร่วมแล้ว อุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPPs) ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมบ่อยครั้ง โดยคิดเป็นมากกว่า 34% ของคดีในลักษณะดังกล่าวทั้งหมดในช่วงปี 1997–2022
​
ขณะเดียวกัน ผู้นำชุมชนชาติพันธุ์และผู้นำชุมชนท้องถิ่นยังคงเผชิญกับการคุกคามและแรงกดดันเพื่อให้ยอมรับโครงการเหมืองแร่ โดยมีการเสนอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือผลประโยชน์อื่น ๆ ให้แก่ชุมชนเพื่อจูงใจให้ยอมรับโครงการ
​
จึงมีข้อเสนอแนะต่อกรณีนักปกป้องสิททธิมนุษยชนด้านสิ่งปวดล้อม 2 ประการได้แก่
​
1. ตรากฎหมาย รวมถึงกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (Anti-SLAPP Law) ภายในหนึ่งปี เพื่อป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่มิชอบเพื่อดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ​
​
2. จัดให้มีการฝึกอบรมด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอและเป็นภาคบังคับแก่เจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ รวมถึงการอบรมเกี่ยวกับการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม
​
อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสมี่ดีในการสะท้อนปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนจากสถานการณ์เหมืองแร่ การคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย และการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอข้อเท็จจริงและผลกระทบจากพื้นที่จริง พร้อมเสนอแนะแนวทางให้รัฐไทยปรับปรุงกฎหมายและกลไกที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานระหว่างประเทศ

อ่านเอกสารสรุปประเด็นและข้อเสนอแนะ(Factsheet) กรณีเหมืองแร่และสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือของประเทศไทย
https://drive.google.com/file/d/1lZPItxhmQWAsLFUAiWJGuinxQ-x7VuX3/view?usp=sharing

อ่านเอกสารสรุปประเด็นและข้อเสนอแนะ (Factsheet) กรณีสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย
https://drive.google.com/file/d/1QU_XwhPp5332CVqp3ieuL6TULA43ECoX/view?usp=sharing

[Summary]
Statement on the UPR Pre-session on Thailand
of Center for Protection and Revival of Local Community Rights
​
🪨Mining and Human Rights
​
Thailand’s First and Second Mineral Management Master Plans were developed without meaningful public participation. The plans identify more than 5,000 areas with mineral potential, approximately 40% of which are located in Northern Thailand, where most of these areas are mountainous and home to Indigenous communities.
​
The right to public participation has been violated in various cases. For example, the EIA report failed to cover communities that may be affected, and false information was included in the EIA report. Public consultation meetings were also conducted without interpreters for Indigenous languages. Villagers’
signatures were also forged to indicate their participation in public consultations.
​
In addition, mining projects operated by foreign companies in Myanmar have resulted in arsenic and other heavy metal contamination in the Kok, Sai, and Ruak Rivers, which flow through Chiang Mai and Chiang Rai provinces, as well as the Salween River, which flows through Mae Hong Son province. This has affected local and indigenous communities that depend on these rivers for agriculture, fishing, drinking water, and other domestic uses. Some communities have avoided consuming fish and riverside crops.
​
Recommendations
​
I. Reform the Mineral Act B.E. 2560 (2017) and the Mineral Management Master Plans within one year to establish a rights-based framework
​
II. Guarantee the full and effective participation of communities that may be affected by mining and other large-scale projects at every stage, and ensure their meaningful participation in the laws and HRDD bill.
​
III. Address arsenic and other heavy metal contamination exceeding permissible standards in the Kok, Sai, Ruak, and Salween Rivers in Thailand, and establish effective measures for environmental rehabilitation, and remediation for affected persons within one year.
​
🛖Indigenous Peoples’ Rights
​
In September 2025, Thailand enacted the Promotion and Protection of Ethnic Groups’ Ways of Life Act B.E. 2568 (2025).
​
However, this law does not recognize the status of Indigenous Peoples, but instead uses the term “ethnic groups.”
​
The principle of Free, Prior and Informed Consent (FPIC) has not yet been fully recognized under Thai law. This means that Thailand’s legal framework remains inconsistent with international human rights standards, despite Thailand’s endorsement of the United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples (UNDRIP).
​
As a result, Indigenous communities living in forest areas do not have secure land rights. In addition, many communities still lack access to basic infrastructure, such as roads and electricity, because they must first obtain permission from the government authorities responsible for managing those areas.
​
Recommendations
​
I. Ensure that all actions affecting Indigenous Peoples are subject to the principle of Free, Prior and Informed Consent (FPIC), in line with the United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples (UNDRIP).
​
II. Recognize and protect the rights of Indigenous Peoples under Thai law, and ensure they are not subjected to discrimination and are able to maintain their traditional ways of life and cultural practices.
​
🌳Environmental Human Rights Defenders
​
Indigenous and local community leaders continue to face threats and pressure from individuals to accept mining projects by offering infrastructure development or other benefits to the community.
​
In addition, the mining industry is one of the sectors most frequently associated with the use of SLAPPs, accounting for more than 34% of all such cases between 1997 and 2022.
​
Recommendations
​
I. Enact legislation, including an anti-SLAPP law within one year, to prevent the misuse of judicial processes against environmental human rights defenders.
​
II. Provide regular and mandatory human rights training to public officials at all levels, including on the protection of environmental human rights defenders.

28/08/2026

[ Sol Bar Talk “อนาคตสิทธิคนกับป่า: กฎหมายป่าไม้ที่ดินที่ต้องเปลี่ยนแปลง” ]

🟠 เชิญชวนเข้าร่วม งานสัมนา On ground และ Online งานนี้เราจะคุยถึงประเด็น “การปรับปรุงหมายป่าไม้และที่ดิน” 5 ฉบับ ได้แก่
- พ.ร.บ.ป่าไม้ ....(แก้ไขฉบับ 2484)
- ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทวงคืนผืนป่า
- พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ
- พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ
- พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

📣 ร่วม talk โดย
-สส.เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชี่รายชื่อพรรคประชาชน ผู้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายด้านป่าไม้
-สส.ลักษณารีย์ ดวงตาดำ โฆษกคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร
-นายสุมิตรชัย หัตถสาร ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR)

🕖 งานจัด วันศุกร์ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00-15.30 น.
📍 ณ Sol Bar (โซลบาร์) ชั้น 2 อาคารอนาคตใหม่
#พรรคประชาชน #ชาติพันธุ์ #ที่ดิน #ป่าไม้ #กฎหมาย #เลาฟั้ง

15/08/2026

📚✨ NEW BOOK RELEASE! | หนังสือใหม่จากเรา

📖 “อ่านหลากโลก: หนังสือ อำนาจ และนิเวศการอ่านในสังคมไทย”
(ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, บก.; 2569)

“อนาคตของวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้อ่านเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการสร้างนิเวศการอ่านที่หลากหลายและเป็นธรรมผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนห้องสมุด สำนักพิมพ์ ร้านหนังสืออิสระ และพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนวิพากษ์วรรณกรรม เพื่อให้การอ่านเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค”

— ส่วนหนึ่งจาก “บทนำ” ใน อ่านหลากโลก: หนังสือ อำนาจ และนิเวศการอ่านในสังคมไทย

📥 ดาวน์โหลด e-Book ฟรีได้แล้ววันนี้
👉👉 https://cmu.to/M8ZR5

🔎 “อ่านหลากโลก: หนังสือ อำนาจ และนิเวศการอ่านในสังคมไทย” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมการอ่านและอุตสาหกรรมหนังสือในฐานะฐานรากของเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

#อ่านหลากโลก #วัฒนธรรมการอ่าน #นิเวศการอ่าน #หนังสือ #สังคมไทย

วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล หรือ วันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก (The International Day of the World’s Indigenous People) มีจุดเ...
09/08/2026

วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล หรือ วันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก (The International Day of the World’s Indigenous People) มีจุดเริ่มต้นจากการที่ประชาคมโลกตระหนักถึงปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติ การละเมิดสิทธิ การสูญเสียที่ดินและทรัพยากร ตลอดจนการถูกทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ จึงมีการจัดตั้ง คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยประชากรชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Working Group on Indigenous Populations: UNWGIP) ขึ้นในปี พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก (International Day of the World’s Indigenous Peoples) เพื่อสร้างความตระหนักถึงสิทธิ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง รวมทั้งส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ยอมรับและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
​
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันชนเผ่าพื้นเมืองหรือกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงเผชิญกับปัญหาหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิ วิถีชีวิต และความมั่นคงของชุมชน โดยเฉพาะ การถูกเลือกปฏิบัติและการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การประสบปัญหาการเข้าถึงสัญชาติ การศึกษา การบริการสาธารณสุข หรือการประกอบอาชีพ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเอกสารและสถานะทางกฎหมาย นอกจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรและพื้นที่ที่ชุมชนใช้ในการดำรงชีวิตอีกด้วย
​
ในด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีปัญหา การแย่งยึดหรือจำกัดการเข้าถึงที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในชุมชนที่พึ่งพาป่าและที่ดินในการดำรงชีวิต เมื่อพื้นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ทำกินถูกกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์โดยรัฐ ชุมชนจึงกลายเป็นผู้บุกรุก ทั้งที่มีการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากพื้นที่มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนยังต้องเผชิญกับ โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การสร้างเหมือง เขื่อน หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อื่รๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียที่ดินทำกิน การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ และการย้ายถิ่นฐานของชุมชน
​
นอกเหนือจากปัญหาด้านที่ดินและการพัฒนาแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนโดยตรง เช่น ฝนตกไม่เป็นฤดูกาล ภัยแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและเกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ สิทธิในที่ดิน สิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง และการรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชุมชน อีกด้วย
​
ในด้านการรับรองสิทธิ แม้ประเทศไทยจะให้การรับรองปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples: UNDRIP) แต่กฎหมายภายในประเทศยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งยังไม่ได้รับรองสถานะ “กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง” แต่ใช้คำว่า “ชาติพันธุ์” ขณะเดียวกัน หลักการ “การให้ความยินยอมโดยมีการบอกแจ้ง เข้าใจล่วงหน้า และเป็นอิสระ” (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) ก็ถูกสะท้อนไว้เพียงบางส่วนเท่านั้น ข้อจำกัดดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มคนที่นิยามตนว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างเต็มที่
​
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิหรือไม่” แต่คือ “สิทธิที่พวกเขามีอยู่ ได้รับการยอมรับและคุ้มครองอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง?” ในวันที่การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราอาจต้องย้อนกลับมาถามว่า การพัฒนาที่เรามองว่าเป็นความก้าวหน้า กำลังเกิดขึ้นบนการสูญเสียของใครหรือไม่ และเสียงของคนที่อยู่กับผืนดินและทรัพยากรมานานนับร้อยปี ได้ถูกรับฟังแล้วหรือยัง?

#วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 400 คน ปักหลักชุมนุมหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒน...
05/08/2026

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 400 คน ปักหลักชุมนุมหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พร้อมเดินหน้าเจรจารองนายกฯแก้ไขปัญหา “โฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน”
​
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-MOVE) พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 400 คน ทั่วประเทศ ได้เดินทางมาปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ภายหลังรัฐบาลได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ.2569 โดยบัญญัติในข้อ 2 (8) ให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และข้อ 2 (9) ให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 และมีแนวทางยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ภายในสิ้นเดือนกันยายน
​
​
ต่อมาเมื่อวันนี้(4 สิงหาคม 2569) รัฐบาลได้จัดการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1/2569 โดยมีตัวแทนเข้าร่วมการเจรจากับ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนรัฐบาล โดยผลการเจรจาได้ข้อสรุป ดังนี้
​
1. ประเด็นร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดีป่าไม้และที่ดิน
​
กระทรวงยุติธรรมชี้แจงว่า ร่างกฎหมายจัดทำเสร็จแล้ว แต่ถูกชะลอหลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าไม่สมควรเสนอ และการยุบสภาเมื่อปลายปี 2568 ทำให้ไม่สามารถเสนอคณะรัฐมนตรีได้ กระทรวงยุติธรรมรับปากจะนำร่างกลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการ และผลักดันโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่
​
2. ประเด็นพื้นที่โฉนดชุมชน ​ ​
​
P-MOVE เห็นว่าปัญหาในพื้นที่มีความเร่งด่วน เนื่องจากหลายชุมชนยังเผชิญการคุกคาม การดำเนินคดี การบังคับเข้าสู่โครงการจัดที่ดินของรัฐ และไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงมีการเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชนโดยอาศัยมติคณะรัฐมนตรี พร้อมเร่งแต่งตั้งคณะทำงานลงพื้นที่ทั้ง 4 ภาค และเร่งการทำงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​
​
รัฐบาลมอบหมายให้ สคทช. รับข้อเสนอไปดำเนินการ และจะเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชนทั้ง 4 พื้นที่ที่ประกาศแล้ว และ 206 ชุมชนที่อยู่ระหว่างการผลักดัน
​
3. ประเด็นการปฏิรูปธนาคารที่ดิน (บจธ.)
​
ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาการจัดตั้งองค์กรใหม่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนมติเดิม เพื่อขยายระยะเวลาการดำเนินงานและการใช้งบประมาณ
​
4. กรณีเหมืองแร่พลวงบ้านแม่เลียง จังหวัดลำปาง
​
ที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการคัดค้านการขอประทานบัตรเหมืองแร่พลวง
มีผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางเป็นประธาน และมีผู้แทนชุมชนกับภาคประชาสังคมร่วมเป็นคณะทำงาน
​
5. ประเด็นการจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
​
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับข้อเสนอให้นำรูปแบบการทำงานร่วมกับประชาชนในกรณีอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทและอุทยานแห่งชาติออบขาน ไปขยายผลในพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติอีก 22 พื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้แทนพีมูฟเข้าร่วมเป็นคณะทำงานในแต่ละพื้นที่
​
6. การตั้งคณะอนุกรรมการและการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม

ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟเพิ่มเติม 12 คณะ รับประเด็นเร่งด่วนเข้าสู่กระบวนการแก้ไข ได้แก่ ปัญหาคดีความ กฎหมายสหกรณ์การเกษตรปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ โดยกำหนดนัดหารือเพิ่มเติมในวันที่ 6 สิงหาคม 2569
​
อย่างไรก็ตาม P-MOVE ยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหา ทุกมติที่รัฐบาลรับไว้จะต้องมีกรอบเวลา แผนปฏิบัติ และผลที่เป็นรูปธรรม หากรัฐบาลเพิกเฉยหรือปล่อยให้มติกลายเป็นเพียงเอกสาร พีมูฟพร้อมยกระดับการเคลื่อนไหวและเดินหน้าเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี จนกว่าสิทธิของประชาชนจะได้รับการคุ้มครองและข้อเรียกร้องทั้งหมดได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม
​
​
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-MOVE)
​

#โฉนดชุมชน
#ธนาคารที่ดิน

🚨ตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มี “โฉนดชุมชน” ยื่นฟ้องเพิกถอนระเบียบส...
03/08/2026

🚨ตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มี “โฉนดชุมชน” ยื่นฟ้องเพิกถอนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ชี้ขาดการมีส่วนร่วมและละเมิดสิทธิชุมชน
​
วันนี้ (3 สิงหาคม 2569) – ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ.2569 ข้อ 2 (8) และ ข้อ 2 (9) กรณีโฉนดชุมชน ประกอบด้วย
​
➖สหกรณ์การเกษตรโฉนดชุมชนป่าซาง จำกัด (ผู้ฟ้องคดีที่ 1)
➖ประธานกรรมการชุมชนบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง (ผู้ฟ้องคดีที่ 2)
➖ประธานกรรมการชุมชนลับแล ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ผู้ฟ้องคดีที่ 3)
➖ประธานกรรมการชุมชนเกตุแก้วบ้านมั่นคง ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ผู้ฟ้องคดีที่ 4)
➖ประธานกรรมการชุมชนบ้านหาดสวนสุข ถนนวิบูลธรรม ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ผู้ฟ้องคดีที่ 5)
​
พร้อมด้วยทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ผู้รับมอบอำนาจ ตัวแทนประชาชนเครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.)ได้เดินทางเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ. 2569 ในส่วนของข้อ 2 (8) และข้อ 2 (9) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
​
สำหรับข้อเท็จจริงคดีนี้ ในปี พ.ศ. 2553 รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายโฉนดชุมชน โดยออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ​ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแล รักษา และใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
​
ภายใต้ระเบียบดังกล่าว สหกรณ์การเกษตรโฉนดชุมชนป่าซาง จำกัด(ผู้ฟ้องคดีที่ 1) ได้ยื่นคำขอเพื่อดำเนินงานโฉนดชุมชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และตามประกาศคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินงานโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 จนกระทั่งได้รับโฉนดชุมชนตามประกาศของคณะกรรมการฯในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตท้องที่ บ้านแม่อาวและบ้านใหม่ป่าฝาง(ไร่ดง)อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
​
นอกจากนี้ ยังมีชุมชนจำนวน 55 ชุมชนที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประสานงานจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ให้ดำเนินงานโฉนดชุมชน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ผู้ฟ้องคดีที่ 3 ผู้ฟ้องคดีที่ 4 และผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นชุมชนที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว โดยมีข้อเท็จจริง ดังนี้
​
ประธานกรรมการชุมชนบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง (ผู้ฟ้องคดีที่ 2) ​ ได้ยื่นแบบคำขอเพื่อดำเนินงานโฉนดชุมชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประสานงานจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ให้ชุมชนบ้านกลางสามารถดำเนินงานโฉนดชุมชนได้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอการอนุญาตจากกรมป่าไม้
​
เช่นเดียวกับประธานกรรมการชุมชนลับแล ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ผู้ฟ้องคดีที่ 3) ที่ได้ยื่นแบบคำขอและได้รับความเห็นชอบให้สามารถดำเนินงานโฉนดชุมชนได้ในเขตที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอการอนุญาตจากการรถไฟแห่งประเทศไทย
​
ประธานกรรมการชุมชนเกตุแก้วบ้านมั่นคง ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ผู้ฟ้องคดีที่ 4) ที่ได้ยื่นแบบคำขอและได้รับความเห็นชอบให้สามารถดำเนินงานโฉนดชุมชนได้ในเขตที่ดินสาธารณะประโยชน์ อยู่ระหว่างการรอการอนุญาตจากกรมที่ดิน
​
และประธานกรรมการชุมชนบ้านหาดสวนสุข ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ผู้ฟ้องที่ 5)ได้ยื่นแบบคำขอและได้รับความเห็นชอบให้ชุมชนสามารถดำเนินงานโฉนดชุมชนได้ในเขตที่ดินสาธารณะประโยชน์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอการอนุญาตจากกรมที่ดิน
​
แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ.2569 โดยบัญญัติในข้อ 2 (8) ให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และข้อ 2 (9) ให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 โดยให้เหตุผลว่า

“ปัจจุบันภารกิจการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนมีความซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562 ในการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมซึ่งรวมถึงรูปแบบการจัดที่ดินในลักษณะแปลงรวมโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ หรือรูปแบบในลักษณะอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คทช. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด”
​
ไม่เพียงเท่านั้น การออกระเบียบฯดังกล่าว ไม่ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือชุมชนผู้มีส่วนได้เสียหรือให้โอกาสแก่ประชาชนพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่มีการจัดให้การวิเคราะห์ผลกระทบและไม่มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562
​
อีกทั้งไม่ได้มีการกำหนดมาตรการรองรับต่อผู้ที่อาจได้ผลกระทบจากการยกเลิกระเบียบฯสองฉบับดังกล่าว ทำให้ประชาชน ชุมชน และผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถดำเนินงานโฉนดชุมชนในที่ดินที่ได้รับอนุญาตได้อีกต่อไป เนื่องจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ. 2569 ไม่ได้บัญญัติมาตรการใดๆรองรับไว้แต่อย่างใด ​ อีกทั้งยังกระทบกับสิทธิชุมชนของผู้ฟ้องคดีที่ได้รับการรับรองไว้ตามมาตรา 43 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
​
ในการยื่นฟ้องครั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง
​
1. ขอให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบเรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ... ในส่วนของการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555
​
2. ขอให้เพิกถอนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ.2569 ข้อ 2 (8) และ ข้อ 2 (9)
​

#โฉนดชุมชน

ที่อยู่

199/332 ม. 2 หมู่บ้านสวนนนทร ซ. 7/2 ต. หนองจ๊อม อ. สันทราย จ. Chiang Mai
Chiang Mai
50210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6653230072

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR) โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์