28/08/2026
" CPCR นำเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะ เหมืองแร่–ชนเผ่าพื้นเมือง-นักปกป้องสิทธิฯ ในเวที UPR Pre-session 53 การประชุมก่อนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน(UPR) รอบที่ 4 "
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) โดย ทิติยา รังมาตย์ เข้าร่วมการประชุม UPR Pre-session 53 ซึ่งเป็นเวทีก่อนกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากล (Universal Periodic Review: UPR) รอบที่ 4 จัดโดย UPR Info ณ Palais des Nations สำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Amnesty International Thailand เพื่อสะท้อนปัญหาและเสนอข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์ เหมืองแร่และสิทธิมนุษยชน สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม
🪨เหมืองแร่และสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือ🪨
ในการประชุม ทิติยา ได้นำเสนอประเด็นเหมืองแร่และสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือของประเทศไทย โดยระบุว่า แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 1 และ 2 ของประเทศไทย จัดทำขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย แผนดังกล่าวกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านแร่มากกว่า 5,000 พื้นที่ โดยประมาณร้อยละ 40 อยู่ในภาคเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาและเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนชาติพันธุ์
สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกละเมิดในหลายกรณี ตั้งแต่กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ไม่ครอบคลุมชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยไม่มีล่ามภาษาชนเผ่า ไปจนถึงการปลอมลายมือชื่อของชาวบ้านเพื่อแสดงการเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการใช้ข้อมูลเท็จ
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอกรณีโครงการเหมืองแร่ที่ดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งไหลผ่านจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงแม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านจังหวัดแม่ฮ่องสอน
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่พึ่งพาแม่น้ำเหล่านี้เพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการใช้ประโยชน์ในครัวเรือนด้านอื่นๆ ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพืชผลทางการเกษตร ปลา และน้ำที่ชุมชนท้องถิ่นใช้ บางชุมชนจึงงดบริโภคปลาและพืชผลที่ปลูกริมแม่น้ำ ในปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพใดๆ ในการแก้ไขปัญหามลพิษ รวมถึงการฟื้นฟูและการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
จึงมีข้อเสนอแนะต่อกรณีเหมืองแร่และสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือของประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่
1. ปฏิรูปพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ภายในหนึ่งปี เพื่อจัดทำกรอบการบริหารจัดการแร่ที่ตั้งอยู่บนฐานสิทธิมนุษยชน
2. ประกันการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และมีประสิทธิผลของชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่และโครงการขนาดใหญ่ในทุกขั้นตอน และประกันการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชนในการจัดทำกฎหมายและร่างพระราชบัญญัติ HRDD
3. แก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ที่มีระดับเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำสาละวินในประเทศไทย และจัดให้มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภายในหนึ่งปี
🛖สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย🛖
สำหรับกรณีสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เมื่อเดือนกันยายน 2568 และปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลำดับรอง รวมถึงการจัดตั้งกลไกต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับดังกล่าว ยังไม่รับรองสถานะของชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples) แต่ใช้คำว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” แทน นอกจากนี้ หลักการ ความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างครบถ้วนในกฎหมายไทย ทำให้ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะให้การรับรองปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) แล้วก็ตาม
ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร ขณะเดียวกัน หลายชุมชนยังไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนนและไฟฟ้าเนื่องจากการดำเนินการต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจดูแลพื้นที่ก่อน
ข้อเสนอแนะต่อกรณีสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย 2 ประการได้แก่
1. ประกันว่าการดำเนินการใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชนเผ่าพื้นเมืองต้องอยู่ภายใต้หลักการ การให้ความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) ตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP)
2. รับรองและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองภายใต้กฎหมายไทย และประกันว่าชนเผ่าพื้นเมืองจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และสามารถดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมและรักษาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของตนได้
🌳นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม🌳
นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการจำกัดสิทธิในการมีส่วนร่วมแล้ว อุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPPs) ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมบ่อยครั้ง โดยคิดเป็นมากกว่า 34% ของคดีในลักษณะดังกล่าวทั้งหมดในช่วงปี 1997–2022
ขณะเดียวกัน ผู้นำชุมชนชาติพันธุ์และผู้นำชุมชนท้องถิ่นยังคงเผชิญกับการคุกคามและแรงกดดันเพื่อให้ยอมรับโครงการเหมืองแร่ โดยมีการเสนอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือผลประโยชน์อื่น ๆ ให้แก่ชุมชนเพื่อจูงใจให้ยอมรับโครงการ
จึงมีข้อเสนอแนะต่อกรณีนักปกป้องสิททธิมนุษยชนด้านสิ่งปวดล้อม 2 ประการได้แก่
1. ตรากฎหมาย รวมถึงกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (Anti-SLAPP Law) ภายในหนึ่งปี เพื่อป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่มิชอบเพื่อดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม
2. จัดให้มีการฝึกอบรมด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอและเป็นภาคบังคับแก่เจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ รวมถึงการอบรมเกี่ยวกับการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสมี่ดีในการสะท้อนปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนจากสถานการณ์เหมืองแร่ การคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย และการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอข้อเท็จจริงและผลกระทบจากพื้นที่จริง พร้อมเสนอแนะแนวทางให้รัฐไทยปรับปรุงกฎหมายและกลไกที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานระหว่างประเทศ
อ่านเอกสารสรุปประเด็นและข้อเสนอแนะ(Factsheet) กรณีเหมืองแร่และสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือของประเทศไทย
https://drive.google.com/file/d/1lZPItxhmQWAsLFUAiWJGuinxQ-x7VuX3/view?usp=sharing
อ่านเอกสารสรุปประเด็นและข้อเสนอแนะ (Factsheet) กรณีสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย
https://drive.google.com/file/d/1QU_XwhPp5332CVqp3ieuL6TULA43ECoX/view?usp=sharing
[Summary]
Statement on the UPR Pre-session on Thailand
of Center for Protection and Revival of Local Community Rights
🪨Mining and Human Rights
Thailand’s First and Second Mineral Management Master Plans were developed without meaningful public participation. The plans identify more than 5,000 areas with mineral potential, approximately 40% of which are located in Northern Thailand, where most of these areas are mountainous and home to Indigenous communities.
The right to public participation has been violated in various cases. For example, the EIA report failed to cover communities that may be affected, and false information was included in the EIA report. Public consultation meetings were also conducted without interpreters for Indigenous languages. Villagers’
signatures were also forged to indicate their participation in public consultations.
In addition, mining projects operated by foreign companies in Myanmar have resulted in arsenic and other heavy metal contamination in the Kok, Sai, and Ruak Rivers, which flow through Chiang Mai and Chiang Rai provinces, as well as the Salween River, which flows through Mae Hong Son province. This has affected local and indigenous communities that depend on these rivers for agriculture, fishing, drinking water, and other domestic uses. Some communities have avoided consuming fish and riverside crops.
Recommendations
I. Reform the Mineral Act B.E. 2560 (2017) and the Mineral Management Master Plans within one year to establish a rights-based framework
II. Guarantee the full and effective participation of communities that may be affected by mining and other large-scale projects at every stage, and ensure their meaningful participation in the laws and HRDD bill.
III. Address arsenic and other heavy metal contamination exceeding permissible standards in the Kok, Sai, Ruak, and Salween Rivers in Thailand, and establish effective measures for environmental rehabilitation, and remediation for affected persons within one year.
🛖Indigenous Peoples’ Rights
In September 2025, Thailand enacted the Promotion and Protection of Ethnic Groups’ Ways of Life Act B.E. 2568 (2025).
However, this law does not recognize the status of Indigenous Peoples, but instead uses the term “ethnic groups.”
The principle of Free, Prior and Informed Consent (FPIC) has not yet been fully recognized under Thai law. This means that Thailand’s legal framework remains inconsistent with international human rights standards, despite Thailand’s endorsement of the United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples (UNDRIP).
As a result, Indigenous communities living in forest areas do not have secure land rights. In addition, many communities still lack access to basic infrastructure, such as roads and electricity, because they must first obtain permission from the government authorities responsible for managing those areas.
Recommendations
I. Ensure that all actions affecting Indigenous Peoples are subject to the principle of Free, Prior and Informed Consent (FPIC), in line with the United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples (UNDRIP).
II. Recognize and protect the rights of Indigenous Peoples under Thai law, and ensure they are not subjected to discrimination and are able to maintain their traditional ways of life and cultural practices.
🌳Environmental Human Rights Defenders
Indigenous and local community leaders continue to face threats and pressure from individuals to accept mining projects by offering infrastructure development or other benefits to the community.
In addition, the mining industry is one of the sectors most frequently associated with the use of SLAPPs, accounting for more than 34% of all such cases between 1997 and 2022.
Recommendations
I. Enact legislation, including an anti-SLAPP law within one year, to prevent the misuse of judicial processes against environmental human rights defenders.
II. Provide regular and mandatory human rights training to public officials at all levels, including on the protection of environmental human rights defenders.