NID center ให้บริการด้านการวิจัยและบริการวิชาการ

ศูนย์วิจัยเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานและภัยพิบัติ (NID center) เป็นศูนย์วิจัยภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการด้านงานวิจัยและบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม โดยบูรณาการองค์ความรู้ในหลากสาขา พร้อมด้วยนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลิตองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน และภัยพิบัติ อันตอบสนองพันธกิจของค

ณะวิศวกรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในด้านวิจัยและบริการวิชาการเพื่อชุมชน


ติดต่อ/สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :
ศูนย์วิจัยเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานและภัยพิบัติ (NID center)
ชั้น 7 ห้อง 730 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200

การก่อสร้างอุโมงค์ในมวลหิน
12/05/2026

การก่อสร้างอุโมงค์ในมวลหิน

“เรียนรู้พื้นฐานงานอุโมงค์ในมวลหิน ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจริง”

ขอเชิญนักศึกษา บุคลากร และผู้สนใจเข้าร่วม
สัมมนาออนไลน์ฟรี!
หัวข้อ “เทคนิคการก่อสร้างอุโมงค์ในมวลหินเบื้องต้น”
Fundamental Techniques for Tunnel Construction in Rock Mass

ร่วมเรียนรู้แนวคิดพื้นฐาน กระบวนการทำงาน และเทคนิคสำคัญในการก่อสร้างอุโมงค์ในมวลหิน

บรรยายโดย
คุณสมพงศ์ โสมทอง
ผู้จัดการโครงการ
บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน)

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
เวลา 18.30–19.30 น.
ผ่านระบบ Microsoft Teams Meeting

สแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนและเข้าร่วมสัมมนาได้ฟรี
จัดโดย หลักสูตรวิศวกรรมธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

มาร่วมเปิดโลกงานอุโมงค์ในมวลหิน จากประสบการณ์จริงของผู้เชี่ยวชาญภาคสนามไปพร้อมกัน

#วิศวกรรมธรณี #สัมมนาออนไลน์ #งานอุโมงค์ #ธรณีวิศวกรรม

ข่าว ปชส
29/04/2026

ข่าว ปชส

โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ที่ร้อนจัด ต้องใช้ระบบเจาะสลายหินด้วยพลังงานคลื่นมิลลิเมตร
24/04/2026

โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ที่ร้อนจัด ต้องใช้ระบบเจาะสลายหินด้วยพลังงานคลื่นมิลลิเมตร

บริษัท Quaise Energy บริษัทสตาร์ตอัพจากเมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา ประกาศเดินหน้าโครงการ Project Obsidian ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบร้อนจัด (Superhot Geothermal) แห่งแรกของโลกในรัฐโอเรกอน โดยโครงการระยะแรกที่ตั้งเป้าผลิตกำลังไฟฟ้า 50 เมกะวัตต์กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะสามารถเริ่มเดินเครื่องได้เร็วที่สุดภายในปี 2030

การใช้ความร้อนใต้พิภพแบบร้อนจัด หมายถึง การเข้าถึงชั้นหินที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส หรือ 572 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งจะทำให้บ่อพลังงานความร้อนใต้พิภพสามารถผลิตพลังงานได้มากกว่าระบบทั่วไปอย่างมหาศาล โดยใช้พื้นที่น้อยกว่า

ในช่วงเริ่มต้นทีมงานสร้างระบบบ่อ 2 ระบบ โดยใช้พื้นที่บนผิวดินเพียง 20 เอเคอร์ ซึ่งถือว่าใช้พื้นที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการติดตั้งพลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ในระดับเดียวกัน โดยจะสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีวันหยุด ในการเข้าถึงความร้อนระดับดังกล่าว โครงการจะต้องขุดเจาะลึกลงไปใต้ผิวดินถึงประมาณ 5 กิโลเมตร

เนื่องจากเทคโนโลยีหัวเจาะทั่วไปมักจะประสบปัญหาเมื่อต้องรับมือกับความร้อนและแรงดันมหาศาลในระดับความลึก บริษัท Quaise Energy จึงได้พัฒนาระบบขุดเจาะที่ใช้พลังงานคลื่นมิลลิเมตร (Millimeter wave energy) ในการหลอมละลายและระเหยหินในระดับลึก

โครงการระยะแรกจะเจาะบ่อไปยังชั้นความร้อน 2 ระดับ ได้แก่ หินที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 315 องศาเซลเซียส และ 365 องศาเซลเซียส

บริษัทมีแผนเปิดใช้งานบ่อเจาะปลายปีนี้ เพื่อเก็บข้อมูลชั้นหินและอุณหภูมิ รวมถึงศึกษาความแข็งของหิน สภาพใต้ดิน พฤติกรรมของของไหล และลักษณะรอยแตกร้าวที่เอื้อต่อการไหลเวียนของน้ำ

แดเนียล ดับเบิลยู. ดิชเทอร์ (Daniel W. Dichter) วิศวกรเครื่องกลอาวุโสของ Quaise ระบุว่า "หากบ่อแรกทำงานได้ตามที่เราคาดคิด มันจะมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าเทียบเท่ากับบ่อน้ำมันและก๊าซที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นพิเศษ"

ส่วนคาร์ลอส อาราเก (Carlos Araque) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Quaise Energy เปิดเผยเป้าหมายระยะยาวว่าเพิ่มเติมว่า "บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายกำลังการผลิตของพื้นที่นี้ให้สูงถึง 250 เมกะวัตต์ และจะขยายไปถึงระดับ 1 กิกะวัตต์ (GW) ในท้ายที่สุด"

ที่มาของข้อมูล Quaise Energy, Interestingengineering
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

#พลังงานความร้อนใต้พิภพ #พลังงานสะอาด #พลังงานหมุนเวียน #เทคโนโลยีพลังงาน #นวัตกรรมรักษ์โลก #พลังงานแห่งอนาคต

AI platform ที่เชื่อมต่อหลากหลาย เพื่อช่วยการตัดสินใจ
24/04/2026

AI platform ที่เชื่อมต่อหลากหลาย เพื่อช่วยการตัดสินใจ

ฝีมือนักวิจัยไทย! “AR-RA” AI Platform เปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ เป็น “การตัดสินใจระดับเมือง”
จากผลงานวิจัยสู่ Climate Tech Infrastructure โดย ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในยุคที่เมืองมีข้อมูลมหาศาล คำถามสำคัญไม่ใช่ “เรามีข้อมูลมากแค่ไหน” แต่คือ “เราตัดสินใจจากข้อมูลได้เร็วแค่ไหน” อาทิ ในเมืองอย่าง Chiang Mai ที่ต้องเผชิญวิกฤต PM2.5 ต่อเนื่องทุกปี ข้อมูลมีอยู่แล้ว จากเซนเซอร์, ดาวเทียม และหน่วยงานรัฐ แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายยังคง “ช้า และไม่เชื่อมกัน” นี่คือช่องว่างที่ AR-RA กำลังเข้ามาเชื่อมโยง
AR-RA คืออะไร
AR-RA (ARthur Vision + oRAcle Intelligence) คือ AI Platform ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “Decision Intelligence System” สำหรับเมือง ไม่ใช่แค่ Dashboard และไม่ใช่แค่ Chatbot
แต่คือระบบที่:
- รวมข้อมูลสิ่งแวดล้อมแบบ real-time
- วิเคราะห์ด้วย AI
- และตอบคำถามเชิงนโยบายได้ทันที
เช่น:
- ควรประกาศเขตภัยพิบัติหรือยัง
- มาตรการใดจะลดผลกระทบได้เร็วที่สุด
จาก Data Platform สู่ Decision Platform
จุดต่างสำคัญของ AR-RA คือ การเปลี่ยนบทบาทของ AI จาก “ผู้รายงานข้อมูล” ไปสู่ “ผู้ช่วยตัดสินใจ” ขณะที่ระบบ Smart City ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ Dashboard
AR-RA ขยับไปอีกขั้น คือ:
- Data → Insight → Recommendation → Decision
- Architecture: Ecosystem ไม่ใช่แค่ AI ตัวเดียว
AR-RA เชื่อมกับ ecosystem ที่มีอยู่ เช่น:
- Climate Data (CCDC)
- IoT Sensor Network
- Platform อย่าง PakPod / The HEADLINE
- ระบบวิจัย และบริการวิชาการ (3E & Uniserv)
สิ่งนี้ทำให้ AR-RA กลายเป็น “AI Infrastructure” มากกว่าแค่ Product
จาก Prototype สู่ Infrastructure
ปัจจุบัน AR-RA ถูกพัฒนาในระดับต้นแบบ และมี use case จริงในบริบทของ PM2.5 เป้าหมายถัดไปคือ การขยายสู่ระดับ “AI for Climate Infrastructure ของเมืองและประเทศ” ในอนาคต เมืองจะไม่ได้แข่งขันกันที่ “ใครมีข้อมูลมากกว่า” แต่จะได้เปรียบกันที่ “ใครพร้อมกว่า ใครตัดสินใจได้เร็ว และแม่นยำกว่า” และ AR-RA กำลังนิยามบทบาทใหม่ของ AI จากเครื่องมือวิเคราะห์ สู่ “สมองของเมือง”
ที่มาข้อมูล : ศ. ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ (UNISERV) และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) ม.เชียงใหม่
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻

มช ตั้งศูนย์ศึกษา AI
23/04/2026

มช ตั้งศูนย์ศึกษา AI

มช. 🐘🎓 สุดปัง ‼️ ตั้งศูนย์ AI 🤖 แห่งแรกในอาเซียน 🌏 หลังเซ็น MOU ครั้งประวัติศาสตร์ 📝 กระทรวง อว. 🇹🇭 จับมือมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมเทรนต์ (NTU) 🇬🇧
ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. กับ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮมเทรนต์ โดยมี ศ.เดวิด เพทลีย์ อธิการบดีและประธานมหาวิทยาลัย ศ.เซียว หม่า ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงธุรกิจและอุตสาหกรรม พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.
ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ไฮไลท์สำคัญของพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. กับ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮมเทรนต์ในครั้งนี้ คือการจัดตั้ง “Sister Center” แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Chiang Mai University (STeP) เพื่อเป็นศูนย์กลางวิจัยประยุกต์และพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน พร้อมพัฒนากำลังคนด้าน AI ใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ AI สำหรับภาคการผลิต, AI สำหรับงานบริการ, AI สำหรับการตลาดและข้อมูล และ AI สำหรับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจอย่างตรงจุด รวมทั้งการส่งเสริมเครือข่าย INEIC รวมถึง AI Testbed เพื่อทดสอบนวัตกรรมก่อนสู่ตลาด และผลักดันผู้ประกอบการ STEM สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในระดับสากล
รองปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมเทรนต์ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี จนเกิดผลเป็นรูปธรรมผ่าน 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ Experiential Learning Programme (ELP) และศูนย์พัฒนาทักษะด้าน AI ซึ่งเป็นต้นแบบความร่วมมือไทย–สหราชอาณาจักร และต่อยอดสู่การขยายผลในระดับประเทศ ความร่วมมือดังกล่าวจะครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาทุนมนุษย์และวิชาการ (2) การวิจัยและการสร้างองค์ความรู้ร่วมกับสถาบันไทย อาทิ ม.เชียงใหม่ (3) นวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ (4) ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และ (5) กลไก Higher Education Sandbox เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน โดยกระทรวง อว. ได้บูรณาการแหล่งทุนสำคัญ เช่น ISPF-UK และ TSRI เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
“การลงนามฯ ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นการก้าวจากความร่วมมือแบบรายโครงการ สู่ความร่วมมือเชิงระบบ เพื่อวางรากฐานความเป็นเลิศด้านการศึกษาและนวัตกรรมในระยะยาว” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว
ด้าน ศ.เดวิด กล่าวต่อว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของพันธมิตรบนพื้นฐานความไว้วางใจ มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมที่สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ ศ.เซียว หม่า กล่าวว่า การขับเคลื่อน AI ให้เกิดผลจริงต้องอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยี บุคลากร และภาคธุรกิจร่วมกัน โดยความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
ส่วนผศ.ดร.ธัญญานุภาพ กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้เป็นกลไกสำคัญของ CMU Transformation ในการพัฒนาผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงผ่านการเรียนรู้ระดับสากล
ขณะที่ รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย กล่าวปิดท้ายว่า STeP พร้อมประสานความร่วมมือเพื่อแปลงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#เทคโนโลยี #เชียงใหม่ #มช #การศึกษา #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

ข่าว ปชส
23/04/2026

ข่าว ปชส

📢 ขอเชิญชวนสมัครเข้าร่วมอบรม หลักสูตร CSR-DPIM Beginner ประจำปี 2569 สำหรับผู้ประกอบการเหมืองแร่ โรงโม่ฯ โรงแต่งแร่ และโรงประกอบโลหกรรม

📅 กำหนดจัดอบรมระหว่างวันที่ 12–13 พฤษภาคม 2569

✅ เสริมความรู้มาตรฐาน CSR-DPIM เบื้องต้น
✅ ผู้ผ่านการอบรมได้รับใบประกาศนียบัตร
📌 สมัครภายใน 30 เมษายน 2569

🔗 รายละเอียดโครงการ/ดาวน์โหลดเอกสารและใบสมัคร:
https://drive.google.com/drive/folders/1TAhlPoA3F4UtAc_csMblcqBibNvuU_ku

ความคุ้มค่าอย่างรอบด้านของทางเลือกเป็นมิติที่สำคัญ
23/04/2026

ความคุ้มค่าอย่างรอบด้านของทางเลือกเป็นมิติที่สำคัญ

💡 รู้หรือไม่..? ประเทศไทยกำลังสร้าง "ทางด่วนน้ำ" ที่มีขีดความสามารถในการระบายน้ำมหาศาล จนถูกนำไปเปรียบเทียบว่าทรงพลังกว่าคลองสุเอซ (ในแง่ของอัตราการระบายน้ำ) ถึง 3 เท่า!

คลองที่เรากำลังพูดถึงคือ "โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร" จ.พระนครศรีอยุธยา กับงบประมาณการก่อสร้างกว่า 21,000 ล้านบาท! ทำไมโครงการนี้ถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา? และตัวเลขสถิติเหล่านี้บอกอะไรเราบ้าง? วันนี้เรามาวิเคราะห์เจาะลึกกันครับ 🔍

🌊 ทำไมต้องสร้าง? แก้ปัญหาอะไร?
ทุกๆ ปีในช่วงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองอยุธยาจะมีลักษณะคดเคี้ยวและแคบคล้าย "คอขวด" (รับน้ำได้เพียง 1,200 ลบ.ม./วินาที แต่ปริมาณน้ำหลากมีมากกว่านั้น) ทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนและโบราณสถาน โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้าง "ถนนบายพาส" (Bypass) ตัดตรงเพื่อให้น้ำหลากไหลลงสู่อ่าวไทยได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องอ้อมไปกระจุกตัวที่คอขวดในเมือง

📊 เจาะสถิติความยิ่งใหญ่ของ "บางบาล-บางไทร"

💰 งบประมาณ 21,000 ล้านบาท: เม็ดเงินนี้ไม่ได้ใช้แค่ขุดคลองความยาว 22.5 กิโลเมตร แต่ครอบคลุมการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ เช่น ประตูระบายน้ำบริเวณต้นคลองและปลายคลอง สะพานข้ามคลอง ถนนเลียบคลอง และค่าเวนคืนที่ดิน เพื่อให้เป็นระบบชลประทานและคมนาคมที่สมบูรณ์แบบ

🌊 ระบายน้ำ 1,200 ลบ.ม./วินาที: ตัวเลขนี้คือหัวใจสำคัญครับ! 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มหาศาลขนาดไหน? ลองจินตนาการว่ามันสามารถสูบน้ำออกจาก "สระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก" ให้แห้งสนิทได้ภายในเวลาแค่ 2 วินาที เท่านั้น!

🚢 ใหญ่กว่าคลองสุเอซ 3 เท่า?: ขอปรับความเข้าใจให้ชัดเจนตรงนี้ครับ หากวัดกันที่ความยาว คลองสุเอซ (193 กม.) ยาวกว่าแน่นอน เพราะเป็นคลองเดินเรือข้ามทวีป แต่ถ้าเราวัดกันที่ "ประสิทธิภาพการระบายน้ำ (Drainage Capacity)" คลองบางบาล-บางไทร ถูกออกแบบมาเป็น Floodway เพื่อดึงมวลน้ำหลากโดยเฉพาะ จึงมีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนมวลน้ำต่อวินาทีได้มากกว่าอัตราการไหลเวียนของน้ำในคลองสุเอซถึงราวๆ 3 เท่าตัวนั่นเองครับ

💡 ความคุ้มค่าที่ประเทศไทยจะได้รับ

เซฟเศรษฐกิจและโบราณสถาน: ช่วยลดระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณตัวเมืองอยุธยาได้สูงสุดถึง 1.9 เมตร ลดผลกระทบต่อนิคมอุตสาหกรรมและมรดกโลก

เปลี่ยนน้ำท่วมเป็นน้ำทุน: ในฤดูแล้ง ประตูระบายน้ำจะถูกปิดเพื่อเปลี่ยนคลองสายนี้ให้เป็น "แก้มลิง" ขนาดยาว เก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตรได้ถึง 25 ล้านลูกบาศก์เมตร แหล่งน้ำชั้นดีสำหรับเกษตรกรสองฝั่งคลอง

ยกระดับโลจิสติกส์: ถนนเลียบคลองจะกลายเป็นเส้นทางคมนาคมสายใหม่ และตัวคลองเองก็ออกแบบมาให้เรือลากจูงสินค้าสามารถสัญจรได้ ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งทางน้ำ

โครงการคลองบางบาล-บางไทร ไม่ใช่แค่การขุดทางน้ำไหล แต่คือ "เมกะโปรเจกต์ด้านการจัดการภัยพิบัติ" ที่จะมาพลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำของไทย หากโครงการนี้เดินหน้าจนเสร็จสมบูรณ์ ภาพจำของอยุธยาและปริมณฑลที่ต้องจมน้ำบาดาลซ้ำซาก อาจได้รับการบรรเทาลงอย่างยั่งยืน

คุณคิดว่า "ทางด่วนน้ำ" สายนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศโลกได้หรือไม่? มาร่วมคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ 👇

#ทางเลือกประเทศไทย #คลองบางบาลบางไทร #แก้น้ำท่วม #บริหารจัดการน้ำ #เมกะโปรเจกต์ไทย #อยุธยา #ความรู้รอบตัว

อบรม Nonel cap
20/04/2026

อบรม Nonel cap

สรข.3 ขอประชาสัมพันธ์ เรียนเชิญทุกท่านที่มีความสนใจ เข้าร่วมการฝึกอบรมในหัวข้อ การใช้แก๊ปชนิดไม่ใช้ไฟฟ้า (Non-electric cap) จัดขึ้นโดย บริษัท พี.วี.เอส. อินเตอร์เทรด จำกัด
หากสนใจเข้าร่วมการฝึกอบรมสามารถเข้าลงทะเบียนตามลิงค์ด้านล่าง หรือ QR Code ในประกาศได้เลย

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdst0jv8MX2ru4d0Qw1HhcoeRO8msLgSLngDo-NmLoaAhsWiQ/viewform?usp=publish-editor

ที่อยู่

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยChiang Mai
Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6653942087

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ NID centerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง NID center:

แชร์