มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ปฏิรูปโครงสร้างกฏหมาย กระจายที่ดินให้เป็นธรรม

✊คดีจากการทวงสัญญารัฐบาล 7 นักปกป้องสิทธิฯ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันสู้คดีพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ศาลนัดสืบพยาน ก.ย. นี้📌วันที่ 1...
17/06/2026

✊คดีจากการทวงสัญญารัฐบาล 7 นักปกป้องสิทธิฯ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ยืนยันสู้คดีพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ศาลนัดสืบพยาน ก.ย. นี้📌
วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น.ศาลแขวงดุสิตนัดสอบคำให้การและตรวจพยานในคดีหมายเลขดำที่ อ.385/2569 ฐานความผิดร่วมกันชุมนุมสาธารณะในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมซึ่งอยู่ในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล ตามความผิดมาตรา 7 วรรคท้าย ในพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีศาลแขวง 3 ดุสิตได้ส่งฟ้องนักปกป้องสิทธิ์ กลุ่มคนทำงาน และนักกิจกรรมทางการเมืองรวม 7 ราย ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) 2 ราย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
จำเลยทั้ง 7 คน ประกอบด้วย จำนงค์ หนูพันธ์, พชร คำชำนาญ และกัญญ์วรา หมื่นแก้ว จากมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, เกรียงไกร ชีช่วง และสมพร หารพรม โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันต่อศาลว่า การรวมตัวดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย และสิทธิในทรัพยากร ซึ่งเคยมีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างเครือข่าย สชป. และ สกน. กับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
การชุมนุมในวันดังกล่าวเป็นไปโดยสันติและมีการแจ้งการชุมนุมตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีโดยอาศัยพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยอ้างคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล ตามมาตรา 7 วรรคท้าย เป็นเหตุในการกล่าวหา แม้ตลอดระยะเวลาของการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจำกัดพื้นที่การแสดงออก ทั้งการสั่งให้ย้ายพื้นที่ การกดดันให้ยุติการชุมนุม และการตีความกฎหมายที่ขยายขอบเขต “พื้นที่ห้ามชุมนุม” โดยไม่มีการชี้แจงถึงพฤติการณ์ในการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบแม้แต่ครั้งเดียว ข้อเท็จจริงตามกฎหมายระบุว่า พื้นที่ตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่ต้องห้ามชุมนุมตลอดเวลา หากแต่การประกาศห้ามชุมนุมต้องมีเหตุผลรองรับ และตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าการชุมนุมนั้นก่อให้เกิดความไม่สงบอย่างมีนัยสำคัญ
เวลา 10:00 น. ศาลเริ่มกระบวนการพิจารณาคดี โดยผู้พิพากษาศาลแขวงดุสิตได้สอบถามแนวคำให้การของจำเลยทั้งเจ็ด โดยจำเลยทั้งเจ็ดยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และยืนยันว่าเป็นการใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ทั้งพฤติการณ์และจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มิได้เข้าองค์ประกอบในการพิจารณาออกคำสั่งห้ามชุมนุมแต่อย่างใด จึงยืนยันขอสู้คดีจนถึงที่สุด
ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี ได้มีประชาชนทั่วไปมาร่วมฟังการพิจารณาคดีและมาร่วมให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่าสามสิบคน แต่ไม่สามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้ โดยศาลได้อนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์เพียงสองคนที่สามารถเข้าห้องพิจารณาคดีได้ โดยศาลให้เหตุผลว่า เป็นคำสั่งในส่วนการบริหารจัดการคดี เนื่องจากตลอดทั้งวันนี้มีคดีที่รอการพิจารณาอยู่จำนวนมาก หากให้ประชาชนทั่วไปเข้าห้องพิจารณาคดีได้ทั้งหมด เกรงว่าจะเป็นการรบกวนการพิจารณาคดีที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เข้าสังเกตการณ์ จึงอนุญาตให้เข้าได้อย่างจำกัดจำนวน จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หนึ่งในจำเลยจึงยกมือถามผู้พิพากษาถึงกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวว่า เป็นการพิจารณาแบบลับหรือไม่ หากมิใช่ ควรมีการเปิดให้ผู้ที่ต้องการพิจารณาคดีเข้าสังเกตการณ์ได้อย่างอิสระ ซึ่งผู้พิพากษาได้ชี้แจงตามเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น จตุภัทร์จึงขอให้ศาลบันทึกเหตุผลดังกล่าวของผู้พิพากษาไว้ในบันทึกการพิจารณาคดี
โดยคดีนี้จำเลยที่ 1 ถึง ที่ 3 และที่ 5 ถึง ที่ 7 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในวงเงินประกัน คนละ 5,000 บาท ยกเว้นจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ‘ไผ่ ดาวดิน’ หนึ่งในจำเลยในคดีนี้ ซึ่งยังคงถูกคุมขังในคดีอาญามาตรา 112 จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง ต่อมาทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว และให้วางหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท แต่จตุภัทร์ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากมีหมายขังของคดีอื่นอยู่
โดยจำเลยทั้งเจ็ดมีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 18 กันยายน 2569 และนัดสืบพยานจำเลย ในวันที่ 24-25 กันยายน 2569 นี้
รายงาน : กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

#พรบชุมนุม #ยกเลิกพรบชุมนุม #มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ #มพน

✒️ ขอคนละชื่อ! เสนอร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง 🗳จากผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ...
12/06/2026

✒️ ขอคนละชื่อ! เสนอร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง 🗳
จากผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ย่อมเป็นที่ยุติแล้วว่า ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญมีมติ “เห็นชอบ” ว่าสมควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องผลักดันให้เกิดกระบวนการดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยกลับระบุให้ สสร. มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา
การกำหนดให้ สสร.มาจากการเลือกของรัฐสภา ของภูมิใจไทย จะเปิดช่องให้กลุ่มการเมือง “สีน้ำเงิน” ที่ประกอบไปด้วย สส.พรรคภูมิใจไทย และกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน สามารถ “กินรวบ” ที่นั่ง สสร. ชุดใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนอาจทำให้ สสร.ชุดใหม่ กลายเป็น “สสร.สีน้ำเงิน”
จากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภูมิใจไทย ทำให้ทางกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ต้องออกมาเคลื่อนไหว โดยในวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ออกมาประกาศจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มาจาก สสร. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก
ในขณะเดียวกัน ทางกลุ่มยังได้ยื่นรายชื่อผู้ประสงค์เป็นผู้เชิญชวนเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ (ผู้ริเริ่มเสนอร่างรัฐธรรมนูญ) ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยข้อเสนอของเรา คือ “สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 100%”
📌 สำหรับผู้ที่ต้องการเป็น #หนึ่งในผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สามารถลงชื่อได้ที่ https://conforall.com/
ในการเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะต้องได้รายชื่ออย่างน้อย 50,000 รายชื่อ เพื่อให้ข้อเสนอว่า สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ตกหล่นหายไปจากการพิจารณาของรัฐสภาที่ถูกกำกับโดยกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน
พวกเราเชื่อว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ต้นน้ำในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การร่วมแสดงความเห็นในการออกแบบเนื้อหา และปลายน้ำในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สำหรับผู้ที่สนใจเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ สามารถอ่านตัวสรุปได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/58142
😡 เมื่อกลุ่มการเมืองสีน้ำเงินวางแผน 'กินรวบ' กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 😡
🔥 มันถึงเวลาที่ประชาชนต้องช่วยกัน “ส่งเสียงคัดค้าน” และ “เสนอทางเลือกที่ดีกว่า” 🔥

11/06/2026
ด่วน ! ขอระดมทุนเพื่อใช้ประกันตัวอรนุช ผลภิญโญ กรรมการฝ่ายจัดการศึกษา สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย ถูกฟ้องปิดปาก ...
10/06/2026

ด่วน ! ขอระดมทุนเพื่อใช้ประกันตัว

อรนุช ผลภิญโญ
กรรมการฝ่ายจัดการศึกษา
สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย

ถูกฟ้องปิดปาก
จากการเข้าช่วยเหลือแรงงานถูกหลอกไปทำงานประเทศ

วงเงินประกัน 40,000 บาท

ร่วมระดมทุนได้ที่ บัญชี ธนาคารกสิกรไทย
เลขที่บัญชี 1242842266
ชื่อบัญชี: อรนุช ผลภิญโญ

ด่วน ! ขอระดมทุนเพื่อใช้ประกันตัว

อรนุช ผลภิญโญ
กรรมการฝ่ายจัดการศึกษา
สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย

ถูกฟ้องปิดปากจากการเข้าช่วยเหลือแรงงานถูกหลอกไปทำงานประเทศ

วงเงินประกัน 40,000 บาท

ร่วมระดมทุนได้ที่ บัญชี ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 1242842266
ชื่อบัญชี: อรนุช ผลภิญโญ

ที่มาของการระดมทุนอยู่ในคอมเมนต์

05/06/2026

✊แถลงการณ์​หยุด พ.ร.บ.โลกร้อน หยุดฟอกเขียว🟢

​วันนี้ เรามารวมตัวกันในฐานะประจักษ์พยาน และในฐานะผู้ปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อความอยุติธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

​พวกเรา เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ยืนอยู่หน้าสหประชาชาติในวันสิ่งแวดล้อมโลก มิใช่เพื่อมาเฉลิมฉลอง แต่มาเพื่อยืนหยัดที่จะพูดว่า “ไม่”

เรามาเพื่อหยุดยั้ง ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกฎหมายโลกร้อน ที่เขียนชื่อของพวกเราในฐานะประชาชนไว้ในคำนำ แต่กลับแอบแฝงผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมฟอสซิลไว้ในโครงสร้างที่ถูกออกแบบราวกับว่าเป็นการลงมือแก้ปัญหา แต่แท้จริงแล้วคือการซ้ำเติม

​ร่างกฎหมายโลกร้อนทั้ง 205 มาตรา ที่กำลังเข้าสู่รัฐสภา อ้างถึงความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ความเป็นกลางทางคาร์บอน และอนาคตที่สอดคล้องกับความตกลงปารีส เราได้อ่านแล้ว เราได้วิเคราะห์แล้ว และเราขอแช่งว่า ถ้อยคำเหล่านั้นคือ คำหลอกลวง นอกจากจะไม่นำพาเราออกจากวิกฤตได้ ยังทำหน้าที่เป็นเพียง “เครื่องจักรฟอกเขียวที่มีสถานะรับรองทางกฎหมาย”

​ร่างกฎหมายโลกร้อนฉบับนี้ สร้างกลไกราคาคาร์บอนขึ้นพร้อมกันถึง 4 ระบบ ได้แก่ ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน คาร์บอนเครดิต และภาษีคาร์บอน แต่กลับมอบอำนาจกำหนดกลไกต่าง ๆ ไว้ภายใต้ดุลพินิจของรัฐมนตรี ซึ่งเปิดกว้างต่อการถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมฟอสซิล หรือกล่าวซ่าย ๆ คือ ร่างกฎหมายนี้ ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีข้อกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลการเจรจาต่อรอง และไม่มีการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ เปิดทางให้กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้นั่งร่วมโต๊ะในกระบวนการเพื่อกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ เขียนข้อยกเว้น และอนุมัติคาร์บอนเครดิตให้ตนเอง

​เราเคยเห็นตัวอย่างความล้มเหลวมาแล้วทั่วโลก ในระยะแรกของระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซของสหภาพยุโรป อุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลได้รับสิทธิปล่อยก๊าซฟรีจากมลพิษที่ไม่เคยลดจริง และทำกำไรลาภลอยถึง 1.7 ล้านล้านบาท แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปแทบไม่ลดลง ในตลาดคาร์บอนของเกาหลีใต้ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองว่ามีคุณภาพสูง ท้ายที่สุดก็พบว่ามีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเกินจริงถึง 18 เท่า
​ในประเทศไทย สถานการณ์ก็เลวร้ายไม่ต่างกัน ชุมชนท้องถิ่นต้องสูญเสียสิทธิในการใช้ประโยชน์จากผืนป่าและที่ดิน ให้กับโครงการคาร์บอนเครดิตที่ร่วมหัวกันโดยรัฐและอุตสาหกรรม โดยอ้าง “net zero” แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากจะไม่ลดลง ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

​ร่างกฎหมายโลกร้อนที่เป็นดังเครื่องจักรฟอกเขียวที่มีสถานะทางกฎหมายฉบับนี้ จะแปลงป่าไม้ ป่าชายเลน ระบบนิเวศชายฝั่ง และที่ดินทำกินของประชาชน ให้กลายเป็นใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ซื้อขายได้ในตลาดระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส โดยไม่มีข้อบังคับให้เปิดเผยเงื่อนไขต่อสาธารณะ ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นอิสระ และไม่มีหลักประกันที่มีผลผูกพันเพื่อคุ้มครองชุมชนในพื้นที่แม้แต่ข้อเดียว ไม่มีข้อกำหนดเรื่องความยินยอมโดยสมัครใจ ล่วงหน้าและการได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนจากชุมชน และไม่มีแม้แต่ช่องทางร้องเรียนสำหรับผู้ที่ถูกเบียดขับออกจากพื้นที่ของตนเอง

​ร่างกฎหมายโลกร้อนที่เป็นดังเครื่องจักรฟอกเขียวที่มีสถานะทางกฎหมายฉบับนี้ ยังเร่งเร้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่อ้างว่าสะอาดแต่กลับละเมิดสิทธิชุมชน การเดินหน้าสกัดแร่ทั้งโปแตส พลวง ดีบุก ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง ทองคำ ทังสเตนและแร่ร์เอิร์ธ ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้ก่อหายนะทางสังคมและระบบนิเวศขึ้นแล้วโดยเฉพาะระบบลุ่มแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน-กระบุรี ดังที่เครือข่ายประชาชนกำลังเดินธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำอยู่ในขณะนี้

​ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ระบุชัดเจนว่า รัฐมีพันธกรณีทางกฎหมายในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้มีมติรับรองด้วยคะแนนเสียง 141 ต่อ 8 ยืนยันว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน คือสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไทยลงคะแนนอยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก แต่ร่างกฎหมายโลกร้อนของไทยกลับเลือกยืนอยู่ฝั่งเดียวกับฝ่ายอุตสาหกรรมฟอสซิล

​วันนี้ เรายืนอยู่หน้าสหประชาชาติ เพื่อขอให้รัฐบาลไทยกับประชาคมระหว่างประเทศรับฟังข้อเรียกร้องของเรา ข้อเรียกร้องเดียวที่ชัดเจน ที่ไม่อาจต่อรองและมิอาจประนีประนอมได้ นั่นคือ หยุด พรบ.โลกร้อน หยุดฟอกเขียว
​และเราจะไม่หยุดเพียงเท่านี้

​แถลงการณ์ฉบับนี้ยื่นต่อสหประชาชาติและรัฐบาลไทย พร้อมลงนามโดยชุมชนจากทุกภูมิภาคของประเทศ วันนี้ เราขอประกาศว่า เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ จะเดินหน้าเคลื่อนไหวต่อไป สู่เวทีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และมุ่งหน้าสู่การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP31 ที่กำลังถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการออกแบบการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม
​ด้วยความสมานฉันท์

​เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ
วันสิ่งแวดล้อมโลก

5 มิถุนายน 2569

ณ ด้านหน้าอาคารสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

​รายชื่อเครือข่ายร่วมประกาศเจตนารมณ์

​สมัชชาคนจน
​สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)
​เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่
​ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)
​โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่
​กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูผากูด
​กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย
​เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.)
​สภารามเมืองขอนแก่น
​เครือข่ายรักษ์ระนอง
​Fossil Free Thailand Coalition
​กรีนพีซ ประเทศไทย
​มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (ENLAW)
​และเออมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

🪖12 ปี รัฐประหาร คสช. : การแย่งยึดที่ดินชุมชน กับมรดกแห่งอำนาจนิยมที่ยังไม่จางหาย⛓️นับเป็นเวลากว่าทศวรรษหลังการรัฐประหาร...
22/05/2026

🪖12 ปี รัฐประหาร คสช. : การแย่งยึดที่ดินชุมชน กับมรดกแห่งอำนาจนิยมที่ยังไม่จางหาย⛓️
นับเป็นเวลากว่าทศวรรษหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หนึ่งในนโยบายที่สร้างผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของประชาชนอย่างรุนแรงและกว้างขวางที่สุดคือ นโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ผ่านคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเหล่านี้แม้จะถูกหยิบยกมาใช้ในเหตุผลเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่กลับเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลเผด็จการเข้าจัดการทรัพยากรในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อรัฐและทุน พร้อมกับผลักให้ชุมชนผู้อยู่กับฐานทรัพยากรกลายเป็น “ผู้บุกรุก”
[รากเหง้าความขัดแย้ง: เมื่อกฎหมายมองคนเป็นศัตรูของป่า]
ความขัดแย้งเรื่องที่ดินในไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยมีจุดเริ่มต้นจาก พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่นิยามว่า "ป่า" คือที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน แนวคิดนี้ส่งผลให้รัฐไทยใช้อ้างกรรมสิทธิ์ของรัฐประกาศทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของชุมชนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคที่ทรัพยากรเป็นสินค้า พร้อมเปิดป่าให้สัมปทานไม้มานานหลายสิบปี จนกระทั่งปี 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เคยพยายามดำเนินโครงการจัดที่ทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) เพื่ออพยพคนออกจากป่าด้วยแนวคิดแบบป่าปลอดคน ซึ่งมีแนวคิดเบื้องหลังคล้ายคลึงกับนโยบายทวงคืนผืนป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเวลาต่อมา
หัวใจสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ไม่ถูกแก้ไข คือการที่รัฐไทยมองพื้นที่ป่าเป็น “พื้นที่ความมั่นคงของรัฐ” มากกว่าจะเป็นทรัพยากรที่ชุมชนมีส่วนร่วมจัดการได้ ซึ่งแนวคิดนี้สืบทอดมีรากเหง้ามาจากยุคอาณานิคมที่มองป่าเป็นสินค้าของรัฐ และการมองประชาชนที่อยู่มาก่อนเป็น “ผู้บุกรุก” และ “ภัยต่อความมั่นคง” คือความผิดพลาดเชิงโครงสร้างที่ทำให้รัฐเลือกใช้อำนาจเผด็จการเข้าไปจัดการ มากกว่าการใช้ความเข้าใจทางมนุษยวิทยาและสังคมวิทยาอย่างเข้าใจความหลากหลายของกลุ่มประชากร
[นโยบายทวงคืนผืนป่า: กลยุทธ์เพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน]
ภายใต้แผนแม่บทป่าไม้ คสช.ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของประเทศ (ป่าอนุรักษ์ 25% และป่าเศรษฐกิจ 15%) เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ รัฐบาลคสช.ได้ใช้อำนาจผ่านคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 หรือนโยบายทวงคืนผืนป่า ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีกับชาวบ้านทั่วประเทศจำนวนมาก โดยในช่วง 8 ปีหลังรัฐประหาร มีคดีความเกี่ยวข้องกับการทวงคืนผืนป่าไม่น้อยกว่า 46,000 คดี และสถิติการดำเนินคดีของกรมป่าไม้เพิ่มขึ้นถึง 38% และกรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิ่มขึ้น 18% ซึ่งมีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 9,000 หมู่บ้าน ทั่วประเทศ
การบังคับใช้กฎหมายในยุค คสช. มีพัฒนาการจากอดีตตรงที่มีการนำหน่วยงานความมั่นคง เช่น ทหาร, กอ.รมน. และตำรวจ เข้ามาเป็นกลไกหลักร่วมกับกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ โดยมุ่งเน้นการใช้ “คำสั่งเพื่อควบคุม” มากกว่าการมีส่วนร่วมและมีการใช้ปฏิบัติการที่เข้มข้นในระดับพื้นที่
ขณะที่ชาวบ้านรายย่อยถูกกดดันอย่างหนัก รัฐกลับมีข้อยกเว้นหรือผ่อนผันให้กับกลุ่มทุนเอกชนในพื้นที่ป่าสงวนอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นกรณีการอนุญาตทำเหมืองแร่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงหมู (มุกดาหาร), ป่าห้วยทิน (เพชรบูรณ์) และป่าอมก๋อย (เชียงใหม่) ซึ่งสวนทางกับปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจากชาวบ้านในพื้นที่เดียวกัน หรือแม้แต่การผ่อนผันอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ที่คณะรัฐมนตรีมีมติผ่อนผันให้เอกชนทำเหมืองหินในเขตป่าสงวนป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก (สระบุรี) บนเนื้อที่กว่า 3,300 ไร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 A
[คาร์บอนเครดิต: เครื่องมือใหม่ในการแย่งยึดที่ดินประชาชน]
นโยบายทวงคืนผืนป่าที่เริ่มต้นในยุคคสช. กำลังถูกแปรรูปและสานต่อผ่านแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะเรื่อง คาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นเครื่องมือใหม่ที่รัฐใช้เพื่อรักษาอำนาจเหนือทรัพยากร และเป็นกำแพงขวางกั้นสิทธิที่ดิน ปัญหาใหญ่ที่น่าห่วงกังวลคือ เมื่อรัฐบาลนำพื้นที่ที่เคยทวงคืนจากชาวบ้านไปเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต พื้นที่เหล่านั้นจะถูกผูกมัดไว้ภายใต้สัญญาและการจัดการของรัฐและกลุ่มทุน ส่งผลให้โอกาสที่ชาวบ้านจะทวงคืนสิทธิในที่ดินทำกินกลับคืนมานั้นแทบจะเป็นศูนย์
แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่โครงสร้างอำนาจการจัดการป่าไม้ยังคงเดิม โดยรัฐบาลที่นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูฃกำลังสานต่อนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 - 55 ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิตและการปลูกป่า ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มาจากขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยมเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
แนวนโยบายคาร์บอนเครดิตถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการพิจารณาเรื่อง “การอนุรักษ์” โดยละเลย มิติเรื่องชนชั้นและความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากนโยบายเหล่านี้มักไม่สามารถเอาผิดกลุ่มทุนใหญ่ที่ก่อมลพิษและทำลายสิ่งแวดล้อมจริง ๆ ได้ แต่กลับกลายเป็นว่า “คนจน” หรือ “คนตัวเล็กตัวน้อย” ต้องกลายเป็นเหยื่อที่ถูกแย่งยึดที่ดินเพื่อให้รัฐและกลุ่มทุนนำไปอ้างสิทธิ์ในการถือคาร์บอนเครดิตแทน
12 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายทวงคืนผืนป่าไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าจาก “การใช้ปืนและคำสั่ง” ในยุค คสช. มาเป็น “การใช้ตัวเลขพื้นที่กักเก็บคาร์บอนและเศรษฐกิจสีเขียว” ในยุคปัจจุบัน หากไม่มีการสังคายนากฎหมายและแนวคิดเรื่องการจัดการป่าที่ไม่ให้ชุมชนมีอำนาจในการจัดการทรัพยากร ปัญหา ‘ป่าทับคน’ ก็จะยังคงเป็นมหากาพย์แห่งความอยุติธรรมต่อไป และเราคงต้องย้อนถามตัวเองในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมว่า เราจะยินดีกับพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นได้จริงหรือ หากเรารู้ว่าเบื้องหลังความเขียวขจีนั้น คือการผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และเป็นการกร่อนทำลายวิถีชีวิตเพื่อนมนุษย์ในนามของ “การอนุรักษ์” ?
เรื่อง-ภาพ : กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

📌เมื่อการเมืองในสภาอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายถอดบทเรียน “ย้อนศร” จากประวัติศาสตร์ขบวนการภาคประชาชน✊ในห้วงยามที่เพดานความหวังท...
18/05/2026

📌เมื่อการเมืองในสภาอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ถอดบทเรียน “ย้อนศร” จากประวัติศาสตร์ขบวนการภาคประชาชน✊
ในห้วงยามที่เพดานความหวังทางการเมืองของไทยถูกบีบให้เหลือเพียงพื้นที่ใน "คูหาเลือกตั้ง" และหน้าจอแสดงผลคะแนนของ "พรรคการเมือง" หลายคนอาจเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของทางตัน เมื่อกลไกในสภาที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนความก้าวหน้ากลับถูกแช่แข็งด้วยข้อกำหนดทางกฎหมายและโครงสร้างอำนาจที่มองไม่เห็น ความอึดอัดนี้ชวนให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามแหลมคมว่า การเดินตามเกมกติกาที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมวางไว้เพียงอย่างเดียว จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้จริงหรือ?
รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้คลุกคลีกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนมาอย่างยาวนาน ได้ชี้ให้เห็นผ่านวงปาฐกถา การเมืองไทย-การเมืองโลก ผลกระทบต่อขบวนการภาคประชาชน ในงานดำหัวสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 ที่ชวนเรา “ย้อนศร” กลับไปสำรวจบาดแผลและบทเรียนในอดีต เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่อาจฝากอนาคตไว้กับพรรคการเมืองที่ปราศจาก "ขบวนการภาคประชาชน" ที่เข้มแข็งคอยค้ำยัน
[⛓️รัฐธรรมนูญ 2540: ประชาธิปไตยที่มาพร้อม “ยาพิษ”]
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มักถูกพูดถึงในฐานะ "ฉบับประชาชน" ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงที่สุด แต่หากมองผ่านแว่นการวิพากษ์ แม้จะมีความพยายามย้ายฐานอำนาจจากเผด็จการอนุรักษ์นิยมไปสู่เสรีนิยม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับสอดไส้กลไกที่เป็นเหมือนพิษร้ายมาจนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ วิษณุ เครืองาม (ในยุคปี 2542 ก่อนที่วิษณุจะกลายมาเป็นมือกฎหมายให้ระบอบเผด็จการในเวลาต่อมา) เคยกล่าวไว้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการวางยาไว้ด้วยการสร้าง "องค์กรอิสระ" ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเซาะกร่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาจากภายในโครงสร้างอำนาจเหล่านี้ ซึ่งภาพยาพิษที่ออกฤทธิ์ทำลายเจตจำนงของประชาชนนั้นก็ได้ปรากฏให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดแล้วในวิกฤตการเมืองปัจจุบัน ที่ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ใดในบ้านเมือง กลุ่มองค์กรอิสระเหล่านี้จะยังลอยตัวเหนือปัญหาโดยไม่ต้องรับผิดรับชอบใด ๆ
[🪶เมื่อขบวนการประชาชนกลายเป็นส่วนในเครื่องมือการรัฐประหาร]
ประวัติศาสตร์ช่วงปี 2549 คือบทเรียนราคาแพงของการเมืองไทย เมื่อขบวนการภาคประชาชน (เช่น สมัชชาคนจน หรือเครือข่ายภาคประชาชนต่างๆ) ที่เคยก่อร่างสร้างตัวมาอย่างมีพลังในช่วงปี 2530-2540 กลับเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการทำรัฐประหารและสถาบันอนุรักษ์นิยม
รศ.ดร.เก่งกิจ ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญของขบวนการประชาชน ตั้งแต่ในยุคหลังปี 2530 ขบวนการภาคประชาชนขาดสิ่งที่เคยมีในยุค "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” หรือ พคท. นั่นคือ "การทำงานจัดตั้ง" ที่เข้มแข็งและเป็นระบบ เมื่อไม่มีการจัดตั้งที่ยึดโยงกับอุดมการณ์เชิงโครงสร้าง ขบวนการเคลื่อนไหวจึงถูก "ตัดตอน" ได้ง่าย และหันไปพึ่งพาอำนาจนอกระบบ เพื่อล้มล้างนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือขบวนการที่เคยเป็นความหวังกลับกลายเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งใน "องคาพยพเผด็จการอนุรักษ์นิยม" ที่ช่วยหล่อเลี้ยงโครงสร้างอำนาจเดิมให้ยืนยง
[🧱พรรคการเมืองที่ "ลอยตัว" ช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างสภากับท้องถนน]
หลังการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน เราเห็นความพยายามในการใช้กลไกสภาเพื่อความก้าวหน้า แต่สิ่งที่น่ากังวลใจคือ พรรคการเมืองเหล่านี้กำลังเผชิญกับสภาวะ “ลอยตัว” ออกจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนชั้นล่างและขบวนการภาคประชาชน
เมื่อพรรคการเมืองขาดการเชื่อมโยงกับ "ขบวนการ" ที่มีการจัดตั้งจริง และเลือกเล่นตามกติกาในสภาเพียงอย่างเดียว พวกเขาจะถูกบีบให้ "ลดความก้าวหน้า" และความเข้มข้นของหลักการลงเรื่อย ๆ เพื่อให้อยู่รอดในเกมอำนาจนี้ ท้ายที่สุดพรรคจะกลายเป็นเพียงส่วนขยายของโครงสร้างเดิมที่ทำงานภายใต้เพดานที่ผู้มีอำนาจกำหนดไว้ โดยทิ้งประเด็นแหลมคมอย่างเรื่องที่ดิน ทรัพยากร หรือสิทธิของชนชั้นแรงงานไว้เบื้องหลัง เพราะไม่มีขบวนการภาคประชาชนคอยส่งเสียงกดดันและดึงรั้งให้อยู่กับร่องกับรอย
[🕰️“ม็อบ” ไม่ใช่ “ขบวนการ” : บทเรียนจากปี 63-65 ที่ต้องยอมรับ]
ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2562-2565 แม้จะมีพลังมหาศาลและสร้างแรงกระเพื่อมได้กว้างขวาง แต่ในเชิงโครงสร้าง มันยังเป็นเพียงการเมืองแบบ "ม็อบ" ที่กระจัดกระจาย (Sporadic Energy) มากกว่าจะเป็น "ขบวนการ" (Movement) ที่มีโครงสร้างจัดตั้งถาวร
แม้ในม็อบจะมี "ผู้ปฏิบัติงาน" จากกลุ่มต่าง ๆ เข้าร่วม แต่ความล้มเหลวในการหลอมรวมเป็นขบวนการที่มีเอกภาพ ทำให้พลังเหล่านั้นถูกดึงเข้าสู่ระบบสภาอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การตกผลึกที่คลาดเคลื่อนว่า “พรรคการเมืองคือคำตอบเดียวและคำตอบสุดท้าย” การขาดหายไปของการจัดตั้งในพื้นที่จริงและการเชื่อมโยงมวลชนอย่างเป็นระบบ ทำให้เมื่อพรรคการเมืองในสภาเพลี่ยงพล้ำ ประชาชนจึงรู้สึกเหมือนพ่ายแพ้ไปทั้งหมด เพราะไม่มี "ขบวนการ" ภายนอกสภาที่ยังคงทำหน้าที่ขับเคลื่อนอุดมการณ์ต่อไปได้
[✊ทำไมเรายังต้องการ "สังคมนิยม" เพื่อรักษา "เสรีนิยม"]
ในปัจจุบัน แนวคิด "สังคมนิยม" มักถูกมองว่าล้าสมัยหรือถูกหวาดกลัวแม้แต่ในหมู่ผู้รักประชาธิปไตยด้วยกันเอง แต่ข้อเสนอของ รศ.ดร.เก่งกิจ คือการชี้ให้เห็นว่า หากปราศจากแรงดึงจากอุดมการณ์ฝั่งสังคมนิยม แกนกลางทางการเมืองของไทยจะเอียงไปทางขวาหรืออนุรักษ์นิยมเสมอ ขบวนการประชาชนที่เข้มแข็งจำเป็นต้องมี "มรดกทางความคิดสังคมนิยม" เพื่อคอยฉุดดึงให้ "เสรีนิยม" ยังคงอยู่ตรงจุดสมดุลของความก้าวหน้า
ตัวอย่างที่จับต้องได้คือความสำเร็จของ “ขบวนการแรงงานหญิง” ในอดีตที่ต่อสู้จนได้ "วันลาคลอด" ซึ่งไม่ได้มาจากความเมตตาของรัฐหรือทุน แต่มาจากพลังการจัดตั้งที่เข้มแข็ง หรือการต่อสู้ของ “สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ” ที่ยืนหยัดค้านระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเพื่อปกป้องที่ดินทำกินของชุมชน สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงที่กินได้จริงเกิดจากพลังประชาชนที่จัดตั้งขึ้นมา
[🔴3 องค์ประกอบหลักที่ขบวนการประชาชนยุคใหม่ต้องมี]
◼️พรรคมวลชน: พรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มนักวิชาการหรือนักเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นเนื้อเดียวกับการจัดตั้งของขบวนการประชาชน (เปรียบได้กับรูปแบบพรรคที่เคยมีในอดีตอย่างพรรคสังคมนิยม)
◼️การต่อต้านระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล: การปกป้องทรัพยากรและที่ดินจากการถูกรัฐและกลุ่มทุนแย่งยึดผ่านกลไกกฎหมาย
◼️รัฐสวัสดิการ ข้อเรียกร้องที่ต้องเกิดจากพลังการกดดันของประชาชน เพื่อเป็นฐานรากของคุณภาพชีวิตที่ไม่ต้องรอการสงเคราะห์จากชนชั้นนำ
[❓บทสรุปของการเมืองที่ไม่มีขบวนการประชาชน จะนำไปสู่สิ่งใด]
บทเรียนจากประวัติศาสตร์สอนเราว่า พรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะก้าวหน้าเพียงใดก็ตาม ไม่อาจสามารถทุบทำลายโครงสร้าง “องคาพยพเผด็จการอนุรักษ์นิยม” ที่หยั่งรากลึกได้ หากไม่มีขบวนการภาคประชาชนที่เข้มแข็งคอยส่งเสียงและกดดันจากท้องถนน พรรคการเมืองเหล่านั้นจะค่อย ๆ สูญเสียอุดมคติและกลายเป็นเพียงเครื่องมือประดับระบอบเดิมให้ดูเป็นสากลขึ้นเท่านั้น
ถึงเวลาที่เราต้องกลับมาขบคิดว่า "หน้าตา" ของขบวนการประชาชนในอนาคตที่ไม่ได้จบลงแค่การหย่อนบัตรเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร? เราจะสร้าง "การจัดตั้ง" ที่ยึดโยงคนตัวเล็กตัวน้อยเข้าด้วยกันเพื่อกำหนดอนาคตของทรัพยากรและสวัสดิการในชีวิตเราเองได้อย่างไร? เพราะหากเรายังฝากความหวังไว้ที่ระบบสภาเพียงอย่างเดียว เราอาจกำลังเดินย่ำซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่ความพ่ายแพ้ถูกดักรอไว้ที่ปลายทางมาโดยตลอด
แหล่งข้อมูล : รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
เรียบเรียง : กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

📌
11/05/2026

📌

[การประชุมหารือเพื่อจัดทำแนวทางการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ในรูปแบบโฉนดชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ตามมาตรา 10 (4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562]

ตามที่ได้มีการหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารสำนักงาน กพ. (เดิม) เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จำนวน 2 ประเด็น

(1) ขอให้รัฐบาลทบทวนและยุติการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 โดยเร่งด่วน

(2) ขอให้รัฐบาลเดินหน้าหรือยกระดับการจัดการที่ดินในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” ตามมาตรา 10 (4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562 รวมทั้งให้มีมาตรการดำเนินการคุ้มครองพื้นที่และสิทธิชุมชนในพื้นที่โฉนดชุมชน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565

ผลการหารือได้ข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

(1) เห็นชอบหลักการแก้ไขปัญหาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน โดยให้ยกระดับการจัดการที่ดินในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” ตามมาตรา 10 (4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562

(2) เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษากำหนดแนวทาง มาตรการ และกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาและกำหนดแนวทางการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน และให้นำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ในคราวการประชุม ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เพื่อพิจารณาเห็นชอบและลงนามในคำสั่งต่อไป

(3) เห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เร่งจัดการประชุมหารือเพื่อจัดทำแนวทางการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษากำหนดแนวทาง มาตรการ หลักเกณฑ์ และกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป

จึงลงนามร่วมกัน ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569

#ปกป้องโฉนดชุมชน

📌
11/05/2026

📌

[แถลงผลการหารือพีมูฟกับรัฐบาล เรายืนยันเดินหน้าโฉนดชุมชน]

จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เสนอยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2553 และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ซึ่งนับเป็นการปิดฉากโฉนดชุมชนในฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ แต่ไม่เคยปิดฉากในฐานะอุดมการณ์การต่อสู้ของคนยากคนจนเพื่อความมั่นคงในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ

ทันทีที่เกิดมติคณะรัฐมนตรีที่ยกเลิกโฉนดชุมชน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาผลกระทบจากการดำเนินงานของรัฐบาลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแถลงการณ์ประณามรัฐบาล ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและศาลากลาง 18 จังหวัด เนื่องจากการยกเลิกโฉนดชุมชนสร้างกระทบต่อชุมชนจำนวนมากที่กำลังดำเนินการในแนวทางโฉนดชุมชนในการจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัยร่วมกัน โดยขณะนี้มีพื้นที่ที่ได้รับมอบโฉนดชุมชนอย่างเป็นทางการแล้ว 4 พื้นที่ ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไร้หลักประกันในด้านความมั่นคงในที่ดิน รวมถึงทำให้พื้นที่ที่ได้ยื่นขอดำเนินการโฉนดชุมชนเดิมตั้งแต่ปี 2553 จำนวน 486 ชุมชน และที่ยื่นขอเพิ่มเติม 169 ชุมชนต้องได้รับผลกระทบไปด้วย

ที่ผ่านมาพีมูฟพยายามผลักดันให้โฉนดชุมชนมีสถานะทางกฎหมายโดยการยกระดับเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการที่ดินภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 10 (4) ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนเกิดเป็นมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 แล้ว แต่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐไม่ดำเนินการ แต่ผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นหลังการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนี้

รัฐบาลอ้างว่าขณะนี้มีการดำเนินการจัดที่ดินโดยโครงการจัดที่ดินของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) อยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัตินั้นชุมชนที่ประสงค์ให้จัดที่ดินในแนวทางโฉนดชุมชนล้วนปฏิเสธแนวทางการจัดการที่ดินของ คทช. เนื่องจากติดข้อจำกัดในเงื่อนไขหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินที่ขัดต่อวิถีชีวิตของชุมชน สอดแทรกมาตรการที่ทำให้ที่ดินหลุดจากมือประชาชน อาทิ การห้ามทำไร่หมุนเวียน การบีบบังคับให้ต้องปลูกป่าในที่ทำกินของตนเอง การต้องขออนุญาตอยู่อาศัยคราวละ 5 ปี ไม่เกิน 30 ปี การต้องยอมรับว่าตนเองเป็นผู้บุกรุกที่ดินของรัฐแม้จะอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน รวมถึงการรวมศูนย์อำนาจการจัดการที่ดินอยู่ในมือรัฐที่ถือเป็นการยึดสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชน การยกเลิกโฉนดชุมชนแล้วบีบให้ประชาชนต้องเข้าสู่เงื่อนไขการจัดการที่ดินเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ทั้งเรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์

วันนี้ (11 พฤษภาคม 2569) ได้มีการเปิดเจรจาระหว่างพีมูฟและรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี มีผลการหารือ ดังนี้

1. พีมูฟยังคงยืนยันให้ผลักดันโฉนดชุมชนต่อไปแม้จะยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับโฉนดชุมชนเป็นหนึ่งในแนวทางการจัดการที่ดินตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 10 (4)

2. แนวทางการยกระดับโฉนดชุมชนนั้นเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งแม้จะมีมติคณะรัฐมนตรียกเลิกโฉนดชุมชน แต่มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ยังคงอยู่ นั่นหมายความว่าพื้นที่ที่ยังยืนยันแนวทางโฉนดชุมชนจะต้องได้รับการคุ้มครองต่อไป

3. รองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงต่อเรื่องการยกระดับชุมชน ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเปิดประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เพื่อแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษากำหนดแนวทาง มาตรการ และกระบวนการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชนภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งจะเร่งดำเนินการกำหนดแนวทางจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ออกเป็นแนวทางการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชนโดยเร็วที่สุด

4. หลังการประชุมหารือกันวันนี้มีการจัดทำบันทึกการประชุมเพื่อสรุปผลการหารือ และจะเผยแพร่ให้พี่น้องผู้ยังยืนหยัดต่อสู้ในแนวทางโฉนดชุมชนได้รับทราบร่วมกันต่อไป

เรายังยืนยันต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติต่อไป และขอขอบคุณพี่น้องที่ยังยืนหยัดในแนวทางของภาคประชาชน นอกจากนั้นเราขอเชิญชวนพี่น้องจับตาการทำงานของรัฐบาลนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับ ติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยแท้จริง

11 พฤษภาคม 2569
#ปกป้องโฉนดชุมชน

ที่อยู่

77/1 หมู่5 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง
Chiang Mai
50200

เบอร์โทรศัพท์

+6653810780

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ:

แชร์