มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ปฏิรูปโครงสร้างกฏหมาย กระจายที่ดินให้เป็นธรรม

📌
20/09/2026

📌

แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.)

เรื่อง ‘ปกรณ์’ ต้องเดินหน้าปลดพันธนาการคนอยู่กับป่าจาก พ.ร.บ.ป่าอนุรักษ์ มรดกเผด็จการ คสช.

ในสถานการณ์การเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557 รัฐบาลเผด็จการได้ผ่านกฎหมายและนโยบายจำนวนมากที่สร้างผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน โดยเฉพาะในด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีนโยบายทวงคืนผืนป่า และการแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ทำให้ชะตากรรมของประชาชนในเขตป่าอนุรักษ์อย่างน้อย 4,042 ชุมชน จำนวนกว่า 3 แสนราย บนที่ดินทำกินกว่า 4 ล้านไร่ ต้องตกอยู่ในสถานะบุกรุกที่ดินของตัวเอง และมีความเสี่ยงถูกแย่งยึดที่ดินตลอดเวลา

สถานการณ์การละเมิดสิทธิคนอยู่กับป่ารุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปไล่รื้อ ตัดฟันพืชผลอาสิน แย่งยึดที่ดินอย่างเป็นธรรม และจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตป่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) จึงได้รวมตัวเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ปรับแก้กฎหมายดังกล่าวให้เคารพสิทธิของชุมชน โดยเกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม ถึง 1 เมษายน 2568 จนเกิดมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เมษายน 2568 ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นประธาน นับตั้งแต่ชูศักดิ์ ศิรินิลและบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นต้นมา จนถึงในรัฐบาลนี้ที่มอบหมายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน

ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการภาคประชาชนได้ร่วมกับรัฐบาลก่อนหน้ากำหนดกรอบการดำเนินงานศึกษาและปรับปรุงกฎหมาย โดยการจัดให้มีเวทีรับฟังความเห็น 4 ภูมิภาค ซึ่งพี่น้องต่างสะท้อนว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับละเมิดสิทธิชุมชนอย่างร้ายแรง ตั้งแต่กระบวนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ที่ขาดการมีส่วนร่วมและไม่เคารพประวัติศาสตร์การก่อตั้งชุมชน การให้อำนาจเจ้าหน้าที่เกินสมควรจนเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนนับครั้งไม่ถ้วน การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วน ตลอดจนแนวทางการจัดการที่ดินที่ยังอยู่ในกรอบของการอนุญาต มิได้ให้สิทธิในที่ดินทำกิน ขัดแย้งกับวิถีชีวิตของประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมือง

ในวันที่ 21 กันยายน 2569 จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ในเวลา 10.00 น. ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเรามีขอแสดงความห่วงกังวลต่อการประชุมดังกล่าว 2 ประเด็น ได้แก่

1. การดำเนินการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับตามกลไกที่เราเรียกร้องล่าช้าอย่างมากเนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลแล้วถึง 3 รัฐบาล ขณะที่ปัญหาของพี่น้องในพื้นที่ก็รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงเกรงว่าการประชุมครั้งนี้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ซึ่งจะนำไปสู่การเตะถ่วงการแก้ไขปัญหาประชาชน หรือหากรัฐบาลรวบรัดการดำเนินการเกินไปจนขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้เดือดร้อนและรับฟังแต่เสียงของหน่วยงานรัฐ ก็จะขัดต่อเจตนารมณ์ของเราตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เมษายน 2568

2. ท่าทีของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ปกรณ์ นิลประพันธ์ ที่มีต่อประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติมีปัญหาเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนทุกครั้ง ตั้งแต่เรื่องการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และการยืนยันจะยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) จึงน่าห่วงกังวลว่าประเด็นที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์นั้นปกรณ์ก็จะแสดงท่าทีเช่นเดียวกัน และอาจไม่ได้เข้าร่วมการประชุม เพราะที่ผ่านมาปกรณ์ไม่เคยแสดงความกล้าหาญหรือความรับผิดชอบใดๆ โดยการร่วมวงเจรจากับภาคประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว

เราจึงมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล โดยเฉพาะปกรณ์ นิลประพันธ์ ดังนี้

1. ปกรณ์ นิลประพันธ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ต้องเข้าร่วมการประชุมและเป็นประธานในที่ประชุมในวันที่ 21 กันยายน 2569 ด้วยตนเอง

2.ปกรณ์ นิลประพันธ์ ต้องดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เดือดร้อนตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เมษายน 2568 โดยหลังการรับฟังความคิดเห็น 4 ภูมิภาคต้องมีการสังเคราะห์ข้อมูลและจัดทำข้อเสนอการแก้ไขพระราชบัญญัติทั้งฉบับ แล้วจึงเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติรับรองและเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ เรายืนยันว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องล้มล้างมรดกรัฐบาลเผด็จการ คสช. และปลดพันธนาการให้พี่น้องประชาชนที่ถูกเขตป่าประกาศทับอย่างไม่เป็นธรรม และจะจับตาการประชุมคณะอนุกรรมการอย่างใกล้ชิด หากไม่มีความคืบหน้าตามเจตนารมณ์ของภาคประชาชน เราจะยกระดับการเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวสู่นายกรัฐมนตรีต่อไป

เชื่อมั่นและศรัทธาในพลังประชาชน
20 กันยายน 2569

ขอคนละชื่อไม่เอาอำนาจสว.ไม่เอาระบอบสีน้ำเงิน📌 https://conforall.com
17/09/2026

ขอคนละชื่อไม่เอาอำนาจสว.
ไม่เอาระบอบสีน้ำเงิน
📌 https://conforall.com

🛑 อัพเดตจำนวนรายชื่อขณะนี้ 176,004 รายชื่อ ที่ร่วมยืนยัน ีน้ำเงิน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ผู้ร่างฉบับใหม่มาจากการหยิบเลือกของ สว.สีน้ำเงิน
ร่วมยืนยันว่าสว.ที่เราไม่ได้เลือกต้องไม่มีอำนาจตัดสินอนาคต เราต้องการ #สสรเลือกตั้ง เท่านั้น มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นทางออกเดียวที่จะออกจากรัฐธรรมนูญ 60
ร่วมรณรงค์และลงชื่อได้ทาง conforall.com
และติดแฮชแท็ก #ไม่เอาอำนาจสว ีน้ำเงิน

📌
16/09/2026

📌

แถลงการณ์มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)เรื่อง กกต.ต้อง  #สั่งฟ้องสว.  หยุดฮั้ว หยุดปิดประต...
13/09/2026

แถลงการณ์มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)
เรื่อง กกต.ต้อง #สั่งฟ้องสว. หยุดฮั้ว หยุดปิดประตูความจริง
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมกันผลักดันประเด็นสิทธิในที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากร เห็นมาโดยตลอดว่า การใช้อำนาจรัฐมีผลโดยตรงต่อสิทธิและชีวิตของประชาชน การทำให้ผู้ใช้อำนาจสาธารณะอยู่ภายใต้กฎหมาย การตรวจสอบ และความรับผิดรับชอบต่อสังคม จึงเป็นหลักสำคัญของสังคมประชาธิปไตย
กรณีข้อกล่าวหาการฮั้วในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย จึงไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นประเด็นที่กระทบต่อความชอบธรรมของกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจของวุฒิสภามีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางของประเทศและนโยบายสาธารณะ ซึ่งย่อมส่งผลต่อสิทธิและชีวิตของประชาชน รวมถึงประเด็นที่ดิน ป่าไม้ ทรัพยากร และสิทธิชุมชนที่ประชาชนในภาคเหนือกำลังต่อสู้อยู่
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เคารพหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่หลักการดังกล่าวต้องเดินควบคู่ไปกับการทำให้กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงดำเนินไปอย่างเต็มที่ มิใช่นำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อยุติการตรวจสอบก่อนที่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจะได้รับการวินิจฉัยโดยกระบวนการยุติธรรม
การส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ไม่ใช่การตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายมีความผิด หากแต่เป็นการเปิดทางให้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกล่าวหาได้รับการตรวจสอบผ่านกระบวนการที่กฎหมายกำหนด และให้ศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ในช่วงเวลาสำคัญที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการและส่งเรื่องต่อศาลฎีกาหรือไม่
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือเห็นว่า กกต. ต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมายเป็นสำคัญ พร้อมเปิดเผยเหตุผลและหลักเกณฑ์ในการมีมติอย่างชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะมติของ กกต. ครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 รายเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. และต่อความเชื่อมั่นของประชาชนว่ากระบวนการตรวจสอบอำนาจทางการเมืองยังสามารถดำเนินไปอย่างเป็นอิสระ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จึงขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมายเป็นสำคัญ พร้อมทั้งต้องเปิดเผยเหตุผลและหลักเกณฑ์ในการมีมติอย่างชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะมติครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้ถูกกล่าวหา 229 คน หากยังเป็นบททดสอบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระอย่าง กกต. และความชอบธรรมของกระบวนการทางการเมืองทั้งระบบ
13 กันยายน 2569

#กกตต้องสั่งฟ้องสว #สั่งฟ้องสว
#หยุดฮั้วหยุดปิดประตูความจริง

📌
30/08/2026

📌

🌳 พิธีสืบชะตา บวชป่าชุมชน 🟠บ้านแม่ปูนน้อยเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กของหมู่ที่ 11 ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงรายซ...
19/08/2026

🌳 พิธีสืบชะตา บวชป่าชุมชน 🟠
บ้านแม่ปูนน้อยเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กของหมู่ที่ 11 ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
ซึ่งประกอบไปด้วย บ้านแม่ปูนน้อย บ้านห้วยไร่ บ้านห้วยงู และบ้านป่าคา บ้านแม่ปูนน้อยมีอาณาเขตทางทิศเหนือติดกับอำเภอแม่สรวย ทิศใต้ติดต่อกับบ้านแม่ปูนล่าง ทิศตะวันออกติดกับบ้านโป่งนก และทิศตะวันตกติดกับน้ำตกแม่โท การเดินทางเข้าสู่บ้านแม่ปูนน้อยใช้ทางหลวงหมายเลข 118 เข้าสู่อำเภอเวียงป่าเป้า เลี้ยวซ้ายเข้าถนนโป่งนกก่อนที่จะเข้าสู่ถนนท้องถิ่นซึ่งเป็นทางลาดชันพาดผ่านภูมิประเทศภูเขาสูง ผิวจราจรเป็นทางดิน
ชื่อบ้านแม่ปูนน้อยเป็นชื่อที่เรียกตามลำห้วยหลักที่ไหลผ่านชุมชนลงไปสู่แม่น้ำลาว บ้านแม่ปูนน้อย
เป็นหมู่บ้านของพี่น้องปกาเกอะญอ ซึ่งได้เข้ามาอาศัยบริเวณนี้เป็นเวลาหลายร้อยปี และได้ตั้งหลักชุมชนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยมีนายหน้อย เวเหว่ เป็นผู้นำชุมชน โดยอพยพมาจากบ้านห้วยไร่ ห่างจากบ้านแม่ปูนน้อยไป 10 กิโลเมตร มีจำนวน 3 ครอบครัว ประชากร 15 คน จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสกล่าวว่าก่อนที่จะมาอยู่บ้านแม่ปูนน้อยปัจจุบันเคยตั้งถิ่นฐานอยู่หลายที่ ที่เรียกว่า(แดลอ)หรือบ้านร้าง ปัจจุบันบ้านแม่ปูนน้อยมีประชากรราว 44 ครัวเรือน 50 ครอบครัว
บ้านแม่ปูนน้อยเป็นชุมชนหนึ่งที่ประสบปัญหาการประกาศพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับที่ดิน
ทำกิน ต่อเนื่องมาถึงนโยบายอพยพคนออกจากป่า เพื่อจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในเขตป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ ในสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ชุมชนจึงเข้าร่วมกับเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) ในปี 2537 เพื่อต่อต้านนโยบายดังกล่าวและผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับประชาชน อย่างไรก็ดีในปี 2553 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนโดยมีพื้นที่นำร่อง486 ชุมชน รวมถึงบ้านแม่ปูนน้อย และยังมีมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง กระทั่งในปี 2557 รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกนโยบายทวงคืนผืนป่า แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐ ต่อเนื่องถึงการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โทในปี 2560 และแผนผนวกพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยหลายพันไร่ อีกทั้ง
นโยบายการจัดการที่ดินที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางของชาวบ้านในพื้นที่ ชุมชนจึงร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เพื่อร่วมเจรจากับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โท รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง กระทั่งปี 2565 บ้านแม่ปูนน้อย บ้านห้วยไร่ ห้วยงู พร้อมด้วยสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) อบต.สันสลี ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนตามวิถีวัฒนธรรมสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยทุนทางวัฒนธรรมและเสริมสร้างการสืบทอดวิถีวัฒนธรรมและความมั่นคงของที่อยู่อาศัย ที่ดิน และพื้นที่จิตวิญญาณ หลังต้อง
เผชิญปัญหาการจัดการที่ดินที่ไม่เป็นธรรมมากว่า 30 ปี
เดือนพฤษภาคม 2569 ผู้เขียนได้เข้าไปในหมู่บ้านแห่งนี้ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือในฐานะ
นักศึกษาฝึกประสบการณ์เพื่อติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน และแผนการจัดกิจกรรมบวชป่าในครั้งนี้จึงเห็นถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้องทุกเพศทุกวัยในการช่วยกันเตรียมงานจนแล้วเสร็จ ตั้งแต่การจัดเตรียมสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในวันงาน การเข้าป่าเพื่อหาวัตถุดิบมาประกอบอาหารเลี้ยงแขกในวันงาน ซึ่งจัดขึ้นที่ลานวัฒนธรรมชุมชนบ้านแม่ปูนน้อย ราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงวันงาน
พิธีสืบชะตา บวชป่าชุมชน บ้านแม่ปูนน้อย หมู่ที่ 11 จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่
เวลา 9.30 น. ในกิจกรรมมีการประกอบพิธีตามความเชื่อของชาวปกาเกอะญอ พิธีตามศาสนาพุทธ คริสต์ทั้งโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ รวมถึงเวทีเสวนาสืบชะตาบวชป่า พื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมบ้านแม่ปูนน้อยโดยผู้ร่วมกิจกรรมจากหมู่บ้านใกล้เคียง อาทิ บ้านห้วยไร่ ห้วยงู ส่วนราชการทั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสันสลี เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โท และนายอำเภอเวียงป่าเป้าร่วมพิธีนี้ด้วย ขั้นตอนเริ่มด้วยการเซ่นสรวงบอกกล่าวผีเจ้าที่บรรพบุรุษตามความเชื่อดั้งเดิมโดยผู้อาวุโสของหมู่บ้าน แล้วจึงเป็นการเทศนาและอ่านพระวจนะตามขั้นตอนของศาสนาคริสต์ทั้งโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ต่อด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ตามแบบศาสนาพุทธก่อนการแสดงรำดาบ หรือฟ้อนเจิง โดยตัวแทนชาวบ้าน และท้ายที่สุดคือทุกคนร่วมกันผูกผ้าเหลืองให้กับต้นไม้บริเวณพิธี เสมือนว่าต้นไม้นั้นได้บวชพระเป็นที่เรียบร้อย สัญลักษณ์ความ
ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนานี่เองจะเป็นสิ่งที่สร้างความเกรงกลัวต่อผู้ที่ตัดไม้ทำลายป่า และช่วยยืนยันถึงการให้ความสำคัญต่อป่าของชาวบ้านผู้ทำพิธี
พิธีบวชป่าชุมชนนั้นเป็นพิธีกรรมที่ใช้ความเชื่อทางจิตวิญญาณและศาสนาที่ยึดโยงกับแนวคิดการ
บริหารจัดการป่าและทรัพยากรโดยชุมชน ซึ่งชาวบ้านมีส่วนร่วมคือการจัดเตรียมงาน สถานที่ต่าง ๆ โดยมีหน่วยงาน องค์กร หรือผู้นำชุมชน เป็นผู้ประสานงานดำเนินขั้นตอนพิธีการ ตลอดจนให้คำแนะนำในการจัดพิธีบวชป่า
การประกอบพิธีจากทั้ง 3 ศาสนา นั้นอาจดูเป็นไปไม่ได้ที่หลากหลายความเชื่อจะสามารถบรรจบใน
พิธีเดียวกัน และขั้นตอนที่อาจดูไม่ต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอนเช่นรัฐพิธีใหญ่ ๆ แต่นั่นก็ด้วยเหตุที่พี่น้องให้ความสำคัญกับทุกความเชื่อและต้องการจะให้ความเชื่อนั้นสื่อสารเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนการอนุรักษ์ป่าตามแนวทางคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างจริงจัง เมื่อพิจารณาดูแล้วเจตนาของกิจกรรมอาจไม่ได้สะท้อนผ่านพิธีทางศาสนาที่เคร่งครัดเสมอไป แต่อยู่ที่ความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในพื้นที่
นิตยา ดิแฮ กล่าวว่าพี่น้องปกาเกอะญอบ้านแม่ปูนน้อยมีสัดส่วนของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ และคริสต์คาทอลิกรองลงมา ขณะที่ยังคงมีผู้นับถือศาสนาผีแบบดั้งเดิมอยู่ 2 ครัวเรือน และคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์อยู่ 1-2 ครัวเรือนเท่านั้น อย่างไรก็ดีปัจจุบันชุมชนยังคงประกอบพิธีตามความเชื่อดั้งเดิมอยู่อย่างเข้มแข็ง รวมถึงประเพณีวันสำคัญตามศาสนาต่าง ๆ เป็นต้นว่า วัน
คริสต์มาสชาวบ้านที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ไปช่วยกันจัดกิจกรรม หรือวันสำคัญในทางศาสนาพุทธเหล่าคริสตชนก็มาลงแรงช่วยงานต่าง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามพิธีบวชป่าเคยจัดขึ้นในหมู่บ้านนี้แล้วครั้งล่าสุดเมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงที่ชุมชนร่วม
ต่อสู้กับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) พระสีมา (ไม่ทราบฉายา) พระสงฆ์ชาวปกาเกอะญอซึ่ง
จำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์บ้านแม่ปูนน้อย กล่าวถึงการจัดพิธีบวชป่าครั้งล่าสุดว่าจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547สาเหตุคือความพยายามที่จะสื่อสารว่าพวกเขาชาวปกาเกอะญอนั้นดูแลรักษาป่าที่พวกเขาอยู่อาศัยไว้อย่างดี
ต้นปี 2569 นี้ กรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดทำโครงการปลูกป่าในเขตพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ชาวบ้านจึง
ตกลงกันติดต่อประสานงานมายังมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) เพื่อปรึกษาแนวทางการรับมือกับโครงการปลูกป่าล้ำที่ทำกินดังกล่าว นำมาสู่การจัดพิธีสืบชะตาบวชป่าชุมชนในครั้งนี้ การบวชป่าของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าศาสนายังคงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและยังมีบทบาทในการช่วยสังคมแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจกันอยู่เสมอ ทั้งนี้การนำศาสนามาช่วยการันตีเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ครั้งนี้อาจช่วยยืนยันแนวทางการดูแลป่าแบบคนอยู่กับป่าได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีจะเห็นว่าข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินทับซ้อนกับพื้นที่อนุรักษ์ และความเข้าใจต่อแนวทางคนอยู่กับป่าเป็นเรื่องที่ยังต้องต่อสู้กับโครงสร้างทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและทำความเข้าใจกับสังคมต่อไป การจัดพิธีบวชป่าเพียงครั้งเดียวจึงไม่อาจทำให้ปัญหาดังกล่าวสิ้นสุดไปได้ ชุมชนจึงจำเป็นต้องออกมาร่วมผลักดันกับชุมชนอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันเพื่อสื่อสารและขับเคลื่อนแนวทางคนอยู่กับป่าที่ยั่งยืนต่อไป
เรื่อง : ปฏิหารย์ จิตร์ลักษณ์, ภาคกลาง ทองวิลา และพีรดนย์ คงปกษ์
ภาพ : ปฏิหารย์ จิตร์ลักษณ์ และ พีรดนย์ คงปักษ์

🔥'สะเอียบ' เดือด ถกสิทธิที่ดิน ปม 'อส.12' รัฐย้ำ เป็นกลไกแก้ปัญหาที่ทำกิน ชุมชนชี้ไม่ใช่การรับรองสิทธิ ยื่นหนังสือขอเพิก...
19/08/2026

🔥'สะเอียบ' เดือด ถกสิทธิที่ดิน ปม 'อส.12' รัฐย้ำ เป็นกลไกแก้ปัญหาที่ทำกิน ชุมชนชี้ไม่ใช่การรับรองสิทธิ ยื่นหนังสือขอเพิกถอนแนวเขตอุทยานฯ-ยุติ อส.12🌳
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ วัดดอนชัย ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการสัมมนาการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและข้อเสนอจากประชาชนและหน่วยงานรัฐ กรณีการดำเนินการตามมาตรา 64 และ 65 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะกรณีการออกหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินชั่วคราว หรือ “อส.12” โดยมีนายชัยสิทธิ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมที่ดิน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม
นางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขต 3 โฆษกคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ต้องการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสะท้อนปัญหา ความต้องการ และผลกระทบจากข้อจำกัดของกฎหมายและนโยบายด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับพื้นที่
❓ชุมชนถามซัด อส.12 รับรองสิทธิที่ดินจริงหรือไม่
ณัฐปคัลภ์ ศรีคำภา ตัวแทนชุมชนตำบลสะเอียบ กล่าวว่า สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ คือ การได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและชัดเจนว่า หากเข้าสู่กระบวนการจัดระเบียบที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์หรือ “อส.12” แล้วจะมีประโยชน์และข้อจำกัดอย่างไร ทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน การพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการประกอบกิจการ ชุมชนยืนยันว่าเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมาได้ร่วมกับอุทยานแห่งชาติแม่ยมดูแลผืนป่าสักทองกว่า 50,000 ไร่ มาอย่างต่อเนื่อง แต่กังวลว่าการนำชุมชนเข้าสู่กระบวนการอส.12 อาจทำให้สิทธิที่ดินที่มีอยู่แต่เดิมถูกเปลี่ยนเป็นเพียงการขออนุญาตใช้ประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขของรัฐ
“แต่เดิมเป็นป่า ตอนนี้ก็เป็นป่า” เป็นข้อยืนยันของชุมชนว่า การอยู่อาศัยและทำกินของประชาชนไม่ได้หมายความว่าจะต้องแลกกับการสูญเสียทรัพยากร พร้อมเรียกร้องว่าไม่ควรใช้เงื่อนไขด้านการอนุรักษ์มาสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน
🏡กมธ.ที่ดิน ชี้ “อนุญาตใช้ประโยชน์” ไม่เท่ากับ “สิทธิในที่ดิน”
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดว่า การดำเนินการของอส.12 ไม่ใช่การรับรองสิทธิของชาวบ้านที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ แต่เป็นเพียงการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขที่หน่วยงานรัฐกำหนด ขณะที่การอนุญาตมีระยะเวลา 20 ปี และมีข้อกังวลเกี่ยวกับอำนาจในการเพิกถอนหากมีการผิดเงื่อนไข ซึ่งกรณีพื้นที่ตำบลสะเอียบ หากเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามอส.12 จะนำมาสู่ข้อจำกัดในการพัฒนาพื้นที่และประกอบกิจการหลายประเภท ดังนั้น หน่วยงานรัฐไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจผิดไปว่า อส.12 คือ การมอบเอกสารสิทธิในที่ดิน
“ยิ่งพอดูกระบวนการพิสูจน์สิทธิยิ่งเห็นปัญหาชัดว่า ไม่มีการคัดแยกคนที่อยู่มาก่อน ในเมื่อชาวบ้านใช้ประโยชน์มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ ก็ต้องมีการพิสูจน์สิทธิและพิจารณาสถานะของพื้นที่ให้ชัดเจนก่อน ไม่ใช่เร่งนำชาวบ้านเข้าสู่กระบวนการขออนุญาต” หาญณรงค์กล่าว
🟢กรมอุทยานฯ ยังยืนยัน อส.12 จะแก้ปัญหาที่ทำกิน-เปิดทางพัฒนา
ด้านตัวแทนสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 แพร่ ซึ่งเป็นตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยืนยันว่า การดำเนินการอส.12 มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไม่ได้มีเจตนาเอารัดเอาเปรียบชุมชน ทั้งยังระบุว่า การสำรวจข้อมูลรายแปลงเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560–2561 และดำเนินการร่วมกับชุมชน โดย อส.12 เป็นกลไกที่เปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยมีระยะเวลา 20 ปี และสามารถพิจารณาต่อได้ตามที่แนวทางกำหนดไว้ และหากประชาชนเข้าสู่กระบวนการจะช่วยให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการใช้งบประมาณของรัฐในพื้นที่สามารถดำเนินการได้ จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ
🟠ภาคประชาชน-กมธ.เห็นพ้อง ต้องแก้ที่ต้นตอกฎหมายอุทยานฯ ยุติ อส.12 ตามข้อเสนอชุมชน
วิศรุต ศรีจันทร์ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมกล่าวว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่ต้องการอนุรักษ์หรือไม่ต้องการพัฒนา แต่เกิดจากกฎหมายและนโยบายที่กำหนดจากส่วนกลางโดยประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ การแก้ปัญหาจึงควรแก้ที่ต้นตอ ไม่ใช่ให้ชุมชนรับแนวนโยบายของรัฐไปก่อนแล้วค่อยรับผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาภายหลัง
วิศรุตเห็นว่าควรนำข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อพิจารณาทบทวนหรือเพิกถอนแนวเขตอุทยานฯ ออกจากพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชุมชน พร้อมเสนอให้พิจารณาขอบเขตชุมชนในภาพรวมแปลงใหญ่ก่อนการสำรวจรายแปลง เพื่อป้องกันการตกสำรวจและสะท้อนการใช้ประโยชน์ที่มีอยู่เดิม
ช่วงท้าย นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างจังหวัด หน่วยงานรัฐ กรรมาธิการ และตัวแทนชุมชน เพื่อร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหาสะเอียบ แต่คงไม่สามารถยุติการดำเนินการอส.12 ตามชุมชนเรียกร้องได้ เพราะกฎหมายบังคับใช้เช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม ทางธิวัชร์ ดำแก้ว ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ให้ข้อมูลว่า อส.12 เป็นแนวนโยบายรัฐที่ไม่ได้มีการระบุว่า หากไม่เข้ากระบวนการดังกล่าวจะผิดกฎหมาย และไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ต้องดำเนินการโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การดำเนินการจึงควรพิจารณาความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน และหน่วยงานสามารถพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอของชุมชนได้
ข้อสรุปในที่ประชุมครั้งนี้ได้มีข้อเสนอให้คณะกรรมาธิการดำเนินการจัดทำข้อเสนอแนะและประสานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยนำข้อคิดเห็นของคณะกรรมาธิการฯ ประกอบกับข้อเรียกร้องของชุมชน เพื่อให้กระทรวงทรัพยากรฯ ชี้แจงรายละเอียดกรณีอส.12 และขอความชัดเจนเกี่ยวกับการประกอบกิจการในพื้นที่ อส.12 โดยเฉพาะการประกอบการสุราชุมชนที่เป็นวิสาหกิจหลักของชุมชนในพื้นที่ตำบลสะเอียบ
ภายหลังเสร็จสิ้นเวทีสัมมนา ตัวแทนชุมชนตำบลสะเอียบได้ยื่นหนังสือถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการการที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ และอุทยานแห่งชาติแม่ยม เพื่อยืนยันข้อเรียกร้องของชุมชนต่อการจัดการพื้นที่และการดำเนินการตาม อส.12
ข้อเรียกร้องหลักของชุมชน คือ ให้เพิกถอนแนวเขตอุทยานแห่งชาติแม่ยมออกจากพื้นที่ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ ทั้งพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน และ ให้ยุติการดำเนินการตาม อส.12 ในพื้นที่ตำบลสะเอียบ เนื่องจากชุมชนเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวกระทบต่อสิทธิที่ชุมชนมีอยู่เดิม และไม่ใช่แนวทางการรับรองสิทธิในที่ดินของประชาชน
ชุมชนยืนยันว่า การเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นการเสนอให้รัฐทบทวนสถานะและแนวเขตพื้นที่ให้สอดคล้องกับประวัติการอยู่อาศัย การใช้ประโยชน์ และการจัดการทรัพยากรของชุมชนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
เรื่อง-ภาพ : กัญญ์วรา หมื่นแก้ว
#สะเอียบ #อส12

📌
17/08/2026

📌

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 กองเลขานุการ สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) ได้เผยแพร่สารรายงานความคืบหน้า ภายหลังการเข้าร่วมปักหลักชุมนุมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ณ บริเวณสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 3-11 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกิน ป่าไม้ และสิทธิสถานะบุคคล ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองโดยตรง

จากการเจรจาระหว่างตัวแทนผู้ชุมนุมร่วมกับ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และตัวแทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำไปสู่การรายงานประเด็นปัญหาเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยปรากฏผลสัมฤทธิ์และข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมหลายประการ

ได้แก่ การขีดเส้นระยะเวลา 1 เดือนเพื่อ ยกระดับ "โฉนดชุมชน" ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุม ครม. ให้เร่งดำเนินการยกระดับโฉนดชุมชนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติการคุกคาม ดำเนินคดี หรือบีบบังคับให้ชุมชนต้องยอมรับโครงการจัดที่ดินของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมทั้งเปิดทางให้ชุมชนสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ในระหว่างดำเนินการ
ขณะเดียวกันยังสั่งชะลอการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) แม้ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี จะยืนยันกรอบเวลาการยุบเลิก บจธ. ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 แต่ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ ซึ่งมีนายทรงศักดิ์เป็นประธาน ได้มีมติให้ขยายระยะเวลาการยุบเลิกออกไปก่อน พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินตามแนวทางของ บจธ. และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ
นอกจากนั้น รองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เพื่อเดินหน้ารวบรวมความเห็นและจัดทำเป็นข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติและ ครม. ต่อไป

ทั้งนี้ มีการลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานเพิ่มเติมรวม 13 ชุด ภายใน 30 วัน เพื่อเข้ามารับผิดชอบการแก้ไขปัญหาในแต่ละมิติ ซึ่งมีกลไกที่เกี่ยวข้องกับ สชป. โดยตรง ได้แก่

• คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน-ป่าไม้ (มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน)
• คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย คดีความ และกระบวนการยุติธรรม (มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน)
• คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล (มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน)

ในช่วงท้ายของประกาศ กองเลขานุการ สชป. ได้กล่าวแสดงความขอบคุณสมาชิกที่ออกมาร่วมชุมนุมจนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความคืบหน้าในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการหาทางออกช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังถูกคุกคามและดำเนินคดีอย่างหนัก พร้อมย้ำจุดยืนสำคัญว่า การเชื่อมร้อยเครือข่ายและการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน คือปัจจัยหลักที่จะผลักดันให้สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 สามารถเกิดขึ้นได้จริง

คลิกอ่าน สารจากกองเลขานุการ ถึงสมัชชาคนอยู่กับป่า (สชป.) ได้ที่: https://drive.google.com/file/d/1J-E3yneMMWGQEatznaZz_BIYZJ7E1ys2/view?usp=sharing

____
IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าฯ
:สื่อสารประเด็นชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์
| วิถีชีวิต | ภาษา | วัฒนธรรม | สิ่งแวดล้อม |

#คนอยู่กับป่า #สชป #คัดค้านยุบธนาคารที่ดิน #คัดค้านยุบโฉนดชุมชน ี่ดิน ุมชน #พีมูฟ #สิทธิที่ดินกินได้ #ความมั่นคงทางที่ดิน #ที่ดินคือชีวิต

📌
15/08/2026

📌

15/08/2026

📌

ที่อยู่

77/1 หมู่5 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง
Chiang Mai
50200

เบอร์โทรศัพท์

+6653810780

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ:

ทางลัด

แชร์