17/06/2026
✊คดีจากการทวงสัญญารัฐบาล 7 นักปกป้องสิทธิฯ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ยืนยันสู้คดีพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ศาลนัดสืบพยาน ก.ย. นี้📌
วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น.ศาลแขวงดุสิตนัดสอบคำให้การและตรวจพยานในคดีหมายเลขดำที่ อ.385/2569 ฐานความผิดร่วมกันชุมนุมสาธารณะในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมซึ่งอยู่ในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล ตามความผิดมาตรา 7 วรรคท้าย ในพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีศาลแขวง 3 ดุสิตได้ส่งฟ้องนักปกป้องสิทธิ์ กลุ่มคนทำงาน และนักกิจกรรมทางการเมืองรวม 7 ราย ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) 2 ราย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
จำเลยทั้ง 7 คน ประกอบด้วย จำนงค์ หนูพันธ์, พชร คำชำนาญ และกัญญ์วรา หมื่นแก้ว จากมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, เกรียงไกร ชีช่วง และสมพร หารพรม โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันต่อศาลว่า การรวมตัวดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย และสิทธิในทรัพยากร ซึ่งเคยมีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างเครือข่าย สชป. และ สกน. กับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
การชุมนุมในวันดังกล่าวเป็นไปโดยสันติและมีการแจ้งการชุมนุมตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีโดยอาศัยพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยอ้างคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล ตามมาตรา 7 วรรคท้าย เป็นเหตุในการกล่าวหา แม้ตลอดระยะเวลาของการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจำกัดพื้นที่การแสดงออก ทั้งการสั่งให้ย้ายพื้นที่ การกดดันให้ยุติการชุมนุม และการตีความกฎหมายที่ขยายขอบเขต “พื้นที่ห้ามชุมนุม” โดยไม่มีการชี้แจงถึงพฤติการณ์ในการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบแม้แต่ครั้งเดียว ข้อเท็จจริงตามกฎหมายระบุว่า พื้นที่ตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่ต้องห้ามชุมนุมตลอดเวลา หากแต่การประกาศห้ามชุมนุมต้องมีเหตุผลรองรับ และตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าการชุมนุมนั้นก่อให้เกิดความไม่สงบอย่างมีนัยสำคัญ
เวลา 10:00 น. ศาลเริ่มกระบวนการพิจารณาคดี โดยผู้พิพากษาศาลแขวงดุสิตได้สอบถามแนวคำให้การของจำเลยทั้งเจ็ด โดยจำเลยทั้งเจ็ดยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และยืนยันว่าเป็นการใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ทั้งพฤติการณ์และจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มิได้เข้าองค์ประกอบในการพิจารณาออกคำสั่งห้ามชุมนุมแต่อย่างใด จึงยืนยันขอสู้คดีจนถึงที่สุด
ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี ได้มีประชาชนทั่วไปมาร่วมฟังการพิจารณาคดีและมาร่วมให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่าสามสิบคน แต่ไม่สามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้ โดยศาลได้อนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์เพียงสองคนที่สามารถเข้าห้องพิจารณาคดีได้ โดยศาลให้เหตุผลว่า เป็นคำสั่งในส่วนการบริหารจัดการคดี เนื่องจากตลอดทั้งวันนี้มีคดีที่รอการพิจารณาอยู่จำนวนมาก หากให้ประชาชนทั่วไปเข้าห้องพิจารณาคดีได้ทั้งหมด เกรงว่าจะเป็นการรบกวนการพิจารณาคดีที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เข้าสังเกตการณ์ จึงอนุญาตให้เข้าได้อย่างจำกัดจำนวน จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หนึ่งในจำเลยจึงยกมือถามผู้พิพากษาถึงกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวว่า เป็นการพิจารณาแบบลับหรือไม่ หากมิใช่ ควรมีการเปิดให้ผู้ที่ต้องการพิจารณาคดีเข้าสังเกตการณ์ได้อย่างอิสระ ซึ่งผู้พิพากษาได้ชี้แจงตามเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น จตุภัทร์จึงขอให้ศาลบันทึกเหตุผลดังกล่าวของผู้พิพากษาไว้ในบันทึกการพิจารณาคดี
โดยคดีนี้จำเลยที่ 1 ถึง ที่ 3 และที่ 5 ถึง ที่ 7 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในวงเงินประกัน คนละ 5,000 บาท ยกเว้นจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ‘ไผ่ ดาวดิน’ หนึ่งในจำเลยในคดีนี้ ซึ่งยังคงถูกคุมขังในคดีอาญามาตรา 112 จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง ต่อมาทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว และให้วางหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท แต่จตุภัทร์ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากมีหมายขังของคดีอื่นอยู่
โดยจำเลยทั้งเจ็ดมีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 18 กันยายน 2569 และนัดสืบพยานจำเลย ในวันที่ 24-25 กันยายน 2569 นี้
รายงาน : กัญญ์วรา หมื่นแก้ว
#พรบชุมนุม #ยกเลิกพรบชุมนุม #มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ #มพน