สภาลมหายใจเชียงใหม่

สภาลมหายใจเชียงใหม่ "​เพราะ​เรา​มี​ลมหาย​ใจเดียวกัน"
(1)

16/09/2026

LIVE 🔴 เวทีสำคัญ ถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ฝุ่นควันภาคเหนือปี 2569: จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง
🌲 💨 จบยุคการแก้ปัญหาฝุ่นควันแบบแยกส่วน!
🔥 😶‍🌫️ วิกฤตภับพิบัติ ฝุ่นควัน และไฟป่าภาคเหนือ ไม่ได้แก้ได้ด้วยคำสั่งเดียว หรือการ “ต่างคนต่างทำ” ถึงเวลาข้ามผ่านการโทษกัน แล้วมาคุยกันด้วยข้อมูลจริง (Fact-based Dialogue) เตรียมพบกับเวทีสำคัญ “ถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ฝุ่นควันภาคเหนือปี 2569: จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง”
🤝 เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของภาครัฐ วิชาการ ท้องถิ่น ประชาสังคม เอกชน และด่านหน้าดับไฟป่า ร่วมกันหาจุดบาลานซ์ระหว่าง "สิทธิมนุษยชนด้านอากาศสะอาด" และ "ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติงานจริง"
พร้อมยื่นร่างข้อเสนอเชิงนโยบายตรงถึงรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
🗓️ 15 - 16 กันยายน 2569
🏢 สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ือ
#ฝุ่นควันภาคเหนือ #อากาศสะอาด #สิทธิมนุษยชน #สสส #กสม #วช #มช #บพท

ถ้า “คอร์รัปชัน” คือโรคเรื้อรังของสังคมไทย วันนี้ประเทศไทยกำลังป่วยอยู่ในขั้นไหน?​สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ...
12/09/2026

ถ้า “คอร์รัปชัน” คือโรคเรื้อรังของสังคมไทย วันนี้ประเทศไทยกำลังป่วยอยู่ในขั้นไหน?
​
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงาน “CORRUPTOPIA มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum” เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมสำรวจ ตั้งคำถาม และพูดคุยเรื่องคอร์รัปชัน ผ่านทั้ง นิทรรศการ Interactive ที่จำลองสถานการณ์คอร์รัปชันใกล้ตัว และ เวทีเสวนา ที่ชวนมองปัญหาจากประสบการณ์จริงของคนทำงาน คนเปิดโปงการทุจริต และภาคประชาชน
​
16 กันยายนนี้ ชวนมาร่วมฟัง Panel Discussion | Corruption Syndrome พบกับ Special Keynote และ 2 Sessions พิเศษ ชวนถอดรหัส “คอร์รัปชันซินโดรม” สำรวจอาการป่วยของประเทศไทย ราคาที่คนพูดความจริงต้องจ่าย และจุดเริ่มต้นของพลังประชาชนที่ไม่ยอมชินกับคอร์รัปชัน
​
🔹 Keynote Address : “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน ?
โดย คุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหาร องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
​
🔹 Session 1 : เปิดโปงแล้วใครปกป้อง ? เมื่อคนพูดความจริงมีราคาที่ต้องเจ็บ-ต้องจ่าย
โดย
1.คุณพัสนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานและเปิดโปงขบวนการทุจริตยา โรงพยาบาลทหารผ่านศึก
2.คุณพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์
3.คุณปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ผู้สื่อข่าวอิสระสายข่าวสิ่งแวดล้อม
4.คุณฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หัวหน้าทีมสุดซอย)
​
ดำเนินการสนทนาโดย คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย
​
🔹 Session 2 : ​ เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับการทุจริตคอร์รัปชัน อีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน?
โดย
1.ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
2.คุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง ​
การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค
3.คุณปดิพัทธ์ สันติภาดา (หมออ๋อง) อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และที่ปรึกษา มูลนิธิคณะก้าวหน้า
4.คุณปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่
5.คุณจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
​
ดำเนินสนทนาโดย คุณสมภพ รัตนวลี (บก.ติ่ง)
​
📅 16 กันยายน 2569
⏰ 13.00-17.00 น.
📍 ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
​
ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะรับของที่ระลึก "ไม้บรรทัดวัดใจ" ที่จะชวนทุกคนมาเปลี่ยนบรรทัดฐานของสังคม เลิกเป็นประชาชิน และกลับมาเป็นประชาชน
​
เพราะการเปลี่ยน อาจจะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่สำคัญ นั่นคือเมื่อทุกคนเลิกชินกับการทุจริตที่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติ
​
#ประชาชิน #คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ #กสม #คอร์รัปชัน #สิทธิมนุษยชน #ทุจริต #ประชาชินเป็นประชาชน #นิทรรศการ

แผนไฟป่า-ฝุ่นควันเชียงใหม่’70-71 : โจทย์ท้าทายเปลี่ยน Zero Burning เป็นการควบคุมไฟให้อยู่ในขอบเขต วันที่ 7 กันยายน 2569 ...
10/09/2026

แผนไฟป่า-ฝุ่นควันเชียงใหม่’70-71 : โจทย์ท้าทายเปลี่ยน Zero Burning เป็นการควบคุมไฟให้อยู่ในขอบเขต
วันที่ 7 กันยายน 2569 ณ เฮือนคุ้ม โรงแรมคุ้มภูคำ เชียงใหม่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ School of Public Policy มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการวิจัย CLEAR (การพัฒนาและขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการอากาศสะอาดระดับพื้นที่อย่างบูรณาการ) สภาลมหายใจเชียงใหม่ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการกำหนดมาตรการ แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน มีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากทั้ง 25 อำเภอ หรือกว่า 200 คนเข้าร่วม แบ่งเป็น 5 กลุ่มย่อยตามโซนพื้นที่
เป็นกิจกรรมที่ขยับต่อเนื่องหลังการสรุปบทเรียนปัญหาไฟป่าฝุ่นควัน PM2.5 ปี 2569 ของจังหวัดเชียงใหม่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนตลอดทั้งปี โดยการจัดทำแผนระดับพื้นที่และระดับจังหวัดนี้มีมาตรการระดับนโยบายหลายเรื่องรองรับ ทั้งการถ่ายโอนภารกิจการจัดการไฟป่าให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และการประกาศเขตควบคุมมลพิษโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งต้องจัดทำแผนควบคุมมลพิษระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม ผลจากการระดมความเห็นวันนี้จะถูกใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบแผนปฏิบัติการปี 2570 พร้อมกำหนดทิศทาง มาตรการ ตัวชี้วัด และเป้าหมายของปี 2571 ต่อไป
อ่านต่อบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/10092569
เป้าหมายของแผน: จาก Zero Burning สู่จัดการไฟให้อยู่ในขอบเขต
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ฝ่ายวิชาการนำเสนอในเวทีนี้ คือการเลิกใช้แนวคิด zero burning ที่พิสูจน์แล้วตลอด 10 ปีที่ผ่านมาว่าไม่ได้ผล เพราะการประกาศห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จแล้วมี “ข้อยกเว้น” พ่วงท้ายจำนวนมาก สุดท้ายก็ควบคุมพื้นที่จริงไม่ได้ ทางเลือกใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่กำลังผลักดันคือแนวคิด prescribed burning หรือการให้ใช้ไฟอย่างมีกติกา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเหมือนกับการจัดโซนสูบบุหรี่แทนการห้ามสูบเด็ดขาดทุกที่ สิ่งที่ต้องทำคือให้แต่ละพื้นที่ช่วยกันระบุว่าตรงไหนและช่วงเวลาไหนที่ยังจำเป็นต้องใช้ไฟ แล้วบริหารจัดการให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนน้อยที่สุด แทนที่จะบังคับให้ทุกพื้นที่ทำเหมือนกันหมดซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล
ในทางปฏิบัติ แผนของจังหวัดเชียงใหม่วางกรอบบริหารจัดการพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) ไว้ที่ 400,000-700,000 ไร่ต่อปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปี (ปีลานีญาที่ความชื้นสูงอยู่ที่ราว 400,000 ไร่ ปีแล้งเอลนีโญราว 700,000 ไร่) โดยตั้งเป้าบริหารจัดการให้ได้อย่างน้อย 600,000 ไร่ทุกปี แบ่งเป็นไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตดั้งเดิม 120,000 ไร่ พื้นที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงที่ต้องทยอยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตอีกราว 180,000 ไร่ (โดยเฉพาะอำเภอแม่แจ่มและเชียงดาว) และพื้นที่บริหารเชื้อเพลิงในเขตป่าอนุรักษ์-ป่าสงวนแห่งชาติโดยกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้อีกราว 300,000 ไร่ ทั้งหมดวางอยู่บนสูตร “8-3-1” คือ 8 เดือนสำหรับงานป้องกัน 3 เดือนสำหรับการเผชิญเหตุ และ 1 เดือนสำหรับถอดบทเรียน ซึ่งวิทยากรย้ำว่าไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ละพื้นที่ปรับสัดส่วนได้ตามสถานการณ์จริงของตนเอง
จุดที่น่าสนใจคือทิศทางนี้สอดคล้องกับ ร่างพ.ร.บ .อากาศสะอาดฉบับใหม่ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฉบับที่วุฒิสภาแก้ไข และต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาเพื่อพิจารณาเนื้อหาให้ตรงกัน ซึ่งกำหนดให้ไฟจำเป็นที่ได้รับการยกเว้นมี 3 ประเภท คือ ไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตชุมชน การเผาเกษตรในช่วงปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต และการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในภาคป่าไม้ ตรงกับกรอบที่เชียงใหม่วางไว้เกือบทั้งหมด
อีกโจทย์ที่เวทีเน้นย้ำคือเรื่องงบประมาณ ข้อมูลจากแผนท้องถิ่นปีที่ผ่านมาของ 55 อปท. ในจังหวัด ชี้ว่างบประมาณรวม 24.28 ล้านบาท ยังกระจุกอยู่ที่มาตรการเผชิญเหตุ (ลาดตระเวน ดับไฟ ดูแลสุขภาพประชาชน) ถึง 60.7% ขณะที่มาตรการระยะยาว เช่น ปลูกป่า ฟื้นฟูแหล่งน้ำ บริหารจัดการเชื้อเพลิง มีสัดส่วนเพียง 35.7% ทีมวิจัยจึงเชิญชวนให้ท้องถิ่นในปีนี้เขียนแผนที่ลงทุนกับการแก้ปัญหาระยะยาวมากขึ้น เพื่อไม่ให้ติดอยู่ในวังวนของการดับไฟทุกปีโดยไม่หลุดออกจากวิกฤต พร้อมผลักดันให้ทุกพื้นที่ใช้ระบบดิจิทัลอย่าง FireD, Hazefree.com และ warroom.pro บันทึกและวางแผนการใช้ไฟล่วงหน้าอย่างโปร่งใส แทนการแอบเผาหลบดาวเทียมเหมือนที่ผ่านมา
เสียงสะท้อนจากคนทำแผนในพื้นที่
หลังจากฟังทิศทางจากส่วนกลาง ช่วงระดมความเห็นกลุ่มย่อยและวงพูดคุยตลอดวันสะท้อนความซับซ้อนของการนำนโยบายไปปฏิบัติจริงในหลายมิติ
จักรกฤษณ์ ยานะพันธ์ ปลัดอำเภอแม่วาง เล่าให้เห็นภาพว่า พื้นที่เสี่ยงไฟในเขต อ.แม่วาง ครอบคลุมกว่า 30,000 ไร่ กระจายอยู่ในเขตอุทยานฯ และป่าสงวนแห่งชาติที่ทับซ้อนกับพื้นที่ชาวบ้าน ทำให้ไฟมักลุกลามข้ามอำเภอและยากต่อการหาเจ้าภาพรับผิดชอบชัดเจน ในจำนวนนี้ประเมินว่ามีเพียงราว 1 ใน 3 เท่านั้นที่พอจะบริหารจัดการหรือลดพื้นที่เผาไหม้ลงได้จริงในปีหน้า ที่เหลือเป็นพื้นที่ที่ยังผูกติดกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ทั้งการใช้ไฟเปิดทางเข้าไปหาของป่า-เห็ดตามฤดูกาล และวิถีใช้ไฟเพื่อช่วยให้หญ้าแตกใบใหม่สำหรับเลี้ยงสัตว์ ตัวแทนกลุ่มนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าบางพื้นที่ต้องเดินเท้าครึ่งวันถึงจะเข้าถึงพื้นที่เกิดไฟ ทำให้การลาดตระเวนหรือดับไฟทำได้ยากกว่าที่แผนบนกระดาษระบุไว้มาก
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกซ้ำหลายครั้งในวงพูดคุยคือความไม่สอดคล้องกันของปฏิทินห้ามเผา ระหว่างประกาศของจังหวัดกับช่วงเวลาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดเงื่อนไขการช่วยเหลือเกษตรกร เมื่อสองหน่วยงานกำหนดช่วงเวลาไม่ตรงกัน ชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นก็เกิดความสับสนว่าตกลงแล้วเผาได้หรือไม่ได้กันแน่ ผู้เข้าร่วมบางส่วนสะท้อนว่าเรื่องนี้เคยทำหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ มาแล้วเมื่อปีก่อน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงกัน กลายเป็นช่องว่างที่ทำให้มาตรการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ขาดความชัดเจนไปด้วย
ในอีกวงหนึ่ง มีเสียงกังวลเรื่องงบประมาณและกำลังคนสำหรับปีงบประมาณถัดไป ผู้แทนท้องถิ่นบางรายตั้งคำถามว่า หากงบสนับสนุนที่ได้มามีแต่การแจกจ่ายอุปกรณ์ แต่หน่วยงานที่ต้องลงพื้นที่เฝ้าระวังและลาดตระเวนจริงกลับไม่มีงบดำเนินการต่อเนื่อง ปัญหาก็จะย้อนกลับมาที่เดิม เพราะการมีอุปกรณ์ครบมือไม่ได้แปลว่าจะมีคนและงบพอสำหรับเฝ้าระวังตลอดฤดูไฟ
จะบูรณาการแผนระดับพื้นที่ให้เป็นจริงได้อย่างไร และการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ให้เป็นแค่เสือกระดาษ
นอกจากเสียงจากภาคปฏิบัติในพื้นที่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ในฐานะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นนี้มาต่อเนื่อง ยังตั้งข้อสังเกตและคำถามสำคัญที่อยากชวนช่วยกันคิดต่อ
ประเด็นแรกคือแผนปฏิบัติการที่กำลังจัดทำจะสัมพันธ์กับแผนของท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม หรือที่หลายพื้นที่เคยจัดทำไปแล้วก่อนหน้านี้อย่างไร ไม่ให้ซ้ำซ้อนหรือแยกส่วนกันทำงาน และจะเป็นแผนที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานป่าไม้ในพื้นที่ ทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จริงแค่ไหน เพราะพื้นที่เสี่ยงไฟจำนวนมากอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานเหล่านี้โดยตรง หากแผนระดับท้องถิ่นกับแผนของหน่วยป่าไม้ไม่เชื่อมกัน ปัญหาก็จะวนกลับไปที่เดิมคือต่างคนต่างทำ โจทย์สำคัญของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) และจังหวัด คือการพิจารณาว่าจะใช้กลไกใดในการติดตาม สนับสนุน และขับเคลื่อนแผนในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการแผนงานร่วมกันระหว่างหมู่บ้าน ท้องถิ่น และหน่วยงานป่าไม้ จนสามารถนำไปสู่การปฏิบัติงานได้จริง ไม่ใช่แค่มีแผนอยู่บนกระดาษของแต่ละหน่วยงาน
อีกคำถามที่ยังรอคำตอบคือเมื่อมีการจัดทำแผนบูรณาการเรียบร้อยแล้วงบประมาณจะมาจากไหนเพิ่มเติมนอกเหนือจากงบของท้องถิ่นเองและงบถ่ายโอนภารกิจที่มาเพียงน้อยนิดจังหวัดและภาคีที่เกี่ยวข้องต้องหาทางให้ท้องถิ่นเข้าถึงแหล่งงบประมาณที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ งบพัฒนาจังหวัดซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเป็นหน่วยรับงบประมาณได้ จะต้องพิจารณาว่าจะเปิดช่องทางให้ท้องถิ่นเข้าถึงงบประมาณส่วนนี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังรวมถึงงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเสนอโครงการสำหรับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรการและนโยบายเรื่องเขตควบคุมมลพิษ อันเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่จะช่วยให้ท้องถิ่นสามารถจัดทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนต่อไป คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจากเวทีวันนี้ และน่าจะเป็นโจทย์ที่ต้องติดตามต่อในการจัดทำแผนปฏิบัติการปีงบประมาณ 2570
หลังเวทีระดมความเห็น แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะนำข้อมูลกลับไประบุโควตาพื้นที่บริหารเชื้อเพลิงและเขียนโครงการของตนเองให้แล้วเสร็จ ก่อนส่งกลับผ่านอำเภอมายังจังหวัดภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อรวบรวมเป็นแผนปฏิบัติการร่วมกันจากระดับพื้นที่และระดับจังหวัดในปี 2570 รวมทั้งส่งต่อ แผนต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและรายงานความคืบหน้าต่อศาลปกครองต่อไป ท่ามกลางความท้าทายใหม่จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะทำให้ฤดูแล้งปีหน้ารุนแรงกว่าเดิม โจทย์ของเชียงใหม่จึงไม่ใช่แค่จะห้ามเผาได้จริงหรือไม่ แต่คือจะบริหารไฟที่จำเป็นให้ปลอดภัยต่อสุขภาพคนเชียงใหม่ได้อย่างไร และคำตอบนั้นอาจต้องเริ่มจากเสียงของคนในพื้นที่หน้างาน ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษจากส่วนกลาง.
#แผนชุมชนจัดการไฟ
#ป่าใกล้เราให้เราดูแล
#ฝุ่นไฟdialogue
#สภาลมหายใจเชียงใหม่
#แผนไฟป่าฝุ่นควันเชียงใหม่

ไร่หมุนเวียนกำลังเลือนหายไปอย่างเงียบ ๆ ทุกครั้งที่มีมาตรการและนโยบายถูกประกาศขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการประกาศ...
07/09/2026

ไร่หมุนเวียนกำลังเลือนหายไปอย่างเงียบ ๆ ทุกครั้งที่มีมาตรการและนโยบายถูกประกาศขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการประกาศกฎหมายห้ามเผาอย่างเหมารวม การประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับบนถิ่นฐานและพื้นที่ทำกินของชุมชน
การส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม ตลอดจนกระแสสังคมกล่าวโทษชุมชนที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับป่าว่าเป็นผู้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่ไร่หมุนเวียนและวิถีชนพื้นเมืองชาติพันธุ์นั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นรูปแบบเกษตรกรรมที่มีภูมิปัญญาในการดูแลป่าและการจัดการไฟ ส่งผลให้ป่าที่ยังคงมีชนพื้นเมืองและไร่หมุนเวียนในไทยคือป่าที่ยังสมบูรณ์ในปัจจุบัน
​.
การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “แนวทางการส่งเสริมและรักษาการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 สิงหาคม 2569 ได้เสนอแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์และยกระดับคุณค่าของไร่หมุนเวียน ด้วยการผลักดันให้ได้รับการขึ้นทะเบียนภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ของยูเนสโก ในฐานะมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรม โดยมุ่งยกระดับสถานะจากที่ขณะนี้ “คึ-ฉึ่ย” หรือไร่หมุนเวียนในภาษาปกาเกอญอสกอว์ เป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ไปสู่การยอมรับในระดับสากล
​.
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังอยู่ในกระบวนการทำข้อเสนอและพิจารณาขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนให้ไร่หมุนเวียนเป็นมรดกโลก แต่คำถามสำคัญก่อนเข้ากระบวนการเหล่านี้คือ การได้ยอมรับในฐานะมรดกโลกจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการยอมรับในบริบททางสังคม กฎหมาย และนโยบายของประเทศไทยมากน้อยเพียงใด สถานะดังกล่าวจะสามารถคุ้มครองพื้นที่ วิถีชีวิต และสิทธิของชุมชนรวมถึงสิทธิการใช้ไฟที่สืบทอดภูมิปัญญาไร่หมุนเวียนมาได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ และเหนือสิ่งอื่นใด กระบวนการขึ้นทะเบียนนั้นเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือไม่ ทั้งการรับรู้ข้อมูลรอบด้านรวมถึงความเสี่ยง แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีส่วนในการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้ไร่หมุนเวียนและสิทธิการใช้ไฟกลายเป็นเพียง “มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” จริงๆในเชิงสิทธิและกฎหมาย
​.
สภาลมหายใจเชียงใหม่มีความเห็นถึงความท้าทายกระบวนการพิจารณาก่อนขึ้นทะเบียนในฐานะมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมระดับโลก ซึ่งได้รวมข้อสังเกตจาก ศ.ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายได้แสดงข้อสังเกตฝากถึงชุมชนไว้ด้วย ดังต่อไปนี้
​.
- ขณะนี้สถานะมรดกชาติก็ยังไม่สามารถคุ้มครองพื้นที่และวิถีไร่หมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม สถานะมรดกโลกจะสามารถช่วยยกระดับการคุ้มครองเชิงกฎหมายและสังคมได้อย่างไร
- หลายกรณีที่เกิดขึ้นกับพื้นที่มรดกโลกของต่างประเทศคือ พื้นที่นั้นกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจนวัฒนธรรมกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นเข้ามาชมมากกว่าการสืบสานเพื่อชุมชนเอง ไร่หมุนเวียนจึงอาจเสี่ยงต้องเปิดเป็นพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยวและการพาณิชย์หรือไม่ มากกว่าการทำเกษตรเพื่อเลี้ยงปากท้องครัวเรือน หากเป็นเช่นนั้น จะยังตอบโจทย์วิถีชีวิตและเจตนารมย์เดิมของไร่หมุนเวียนหรือไม่
- จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการขึ้นบัญชีกับยูเนสโกมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า ใครคือเจ้าของพื้นที่มรดกโลก รัฐหรือชุมชน
- การขึ้นทะเบียนที่ระบุข้อกำหนดต่างๆของไร่หมุนเวียน อาจเกิดความขัดแย้งว่าใครเป็นเจ้าของหรือมีวัฒนธรรมที่ “แท้กว่า” และอาจทำให้วัฒนธรรมถูกแช่แข็งจนปรับเปลี่ยนตามวิถีชีวิตจริงไม่ได้
- ต้องระบุให้ชัดว่ามรดกนี้มีความสำคัญต่อจิตวิญญาณและความเป็นปกาเกอะญออย่างไร และหากไม่มีมรดกนี้แล้ว ความเป็นปกาเกอะญอจะสูญหายไปหรือไม่ ดังเช่นหลายพื้นที่ที่ขณะนี้ไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนได้อีกต่อไป เนื่องจากการถูกกดดันด้านต่างๆดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
- ชนเผ่าอื่นที่มีการทำไร่หมุนเวียนเหมือนกันจะได้รับการรวมกลุ่มด้วยไหม หากใช้คำว่า “คึ-ฉึ่ย” หรือไร่หมุนเวียนในภาษาปกาเกอะญอสกอว์ ในการขึ้นทะเบียนเท่านั้น
- ชุมชนได้รับรู้ข้อดี-ข้อเสียมากพอในการตัดสินใจหรือยัง และขอบเขตในการขึ้นทะเบียนคือครอบคลุมไร่หมุนเวียนและไร่เหล่าทั้งหมดหรืออย่างไร
- มีอำนาจอย่างไรบ้างในการต่อรองกับนโยบายรัฐ เช่น การห้ามเผา นโยบายเกษตรอุตสาหกรรม และสิทธิที่ดิน และชุมชนมีสิทธิในการบริหารจัดการตนเอง รวมถึงทางเลือกทางเศรษฐกิจในแบบที่ชุมชนต้องการอย่างไรบ้าง
- การใช้ไฟจะถูกรวมอยู่ในไร่หมุนเวียนในฐานะมรดกโลกด้วยไหม ถ้าหากขณะนี้ที่เป็นมรดกของชาติยังเจอปัญหากับนโยบายห้ามเผา และความไม่เข้าใจจากรัฐและสังคม รวมถึงการใช้ไฟสำหรับชุมชนชาติพันธุ์ในบริเวณและภายนอกไร่หมุนเวียนจะได้รับการคุ้มครองด้วยไหม เช่นในพื้นที่ป่าชุมชน ป่าใช้สอย หรือไฟจะได้รับการอนุญาตให้ใช้เฉพาะพื้นที่ไร่หมุนเวียนหรือไม่
​.
ข้อกังวลเหล่านี้ชุมชนควรมีสิทธิได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน ร่วมถกเถียง และมีอำนาจในการตัดสินใจ ว่าจะนำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นทั้งปากท้องและวิถีชีวิตของชุมชน ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือไม่ ทางสภาลมหายใจเชียงใหม่มีข้อเสนอเพื่อยกระดับการปกป้องไร่หมุนเวียนในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ดังที่มีตามกรอบมาตรการทางกฎหมายปัจจุบันให้ครอบคลุมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
​.
1) ดำเนินการตามพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา ส่งเสริมกลไกคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของคน ป่า และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 9 ที่ระบุถึงสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกพรากจากพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยดั้งเดิมอย่างไม่เป็นธรรม และมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรผ่านเขตคุ้มครองวิถีชีวิตบนพื้นฐานภูมิปัญญาชุมชน
​.
2) ยกเลิกการห้ามเผาแบบเหมารวม และดำเนินการตามกรอบร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำหนดให้ไร่หมุนเวียนอยู่ในเงื่อนไขข้อละเว้นการใช้ไฟ ในมาตรา 117 ของภาคเกษตร และไม่ถูกจัดอยู่ในนิยามการ “เผาป่าทำให้เสื่อมสภาพ” ของมาตรา 4 รวมถึงหันมาสนับสนุนแผนจัดการไฟเชิงพื้นที่แบบบูรณาการจากชุมชน เพื่อเอื้อให้กับชุมชนที่ใช้ไฟจำเป็นทำไร่หมุนเวียนภายใต้การป้องกันและบริหารจัดการเชื้อเพลิง ตามความจําเป็นของป่าแต่ละชนิดในมาตรา 107(1) ซึ่งสอดคล้องกับการคำนึงถึงสิทธิการใช้ไฟของวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า
​.
3) ยึดหลักความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้อคติต่อชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ ซึ่งรวมถึงการมองที่มาของมลพิษทางอากาศมากกว่าจุดความร้อนและการใช้เทคโยโลยีจับตาการใช้ไฟของคนอยู่กับป่า อันส่งผลให้เกิดการดำเนินการทางกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมต่อชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ ขณะที่ผู้ก่อมลพิษระดับอุตสาหกรรมไม่ได้รับโทษในระดับเดียวกัน
อ่านบนเว็บไซต์
https://www.prachatham.com/posts/07092569
#ไร่หมุนเวียน
#ฝุ่นไฟdialogue
#มรดกโลก

03/09/2026

ตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการไฟเชิงพื้นที่ ณ ผืนป่าชุมชน ที่บ้านป่างิ้ว ตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน

🌱🌳

🌿 สภาลมหายใจเชียงใหม่ ขอขอบคุณพลังจากศิลปินและคนดนตรี 🎶เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ ขอขอบคุณกลุ่มศิลป...
19/08/2026

🌿 สภาลมหายใจเชียงใหม่ ขอขอบคุณพลังจากศิลปินและคนดนตรี 🎶

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ ขอขอบคุณกลุ่มศิลปินนักดนตรี โครงการ “ฮาบะดัง” ที่ร่วมระดมทุนจากการแสดงดนตรี ณ ร้านสีชา ถนนวัวลาย เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการป้องกันและควบคุมไฟป่าในชุมชน

🔥 อุปกรณ์ที่ส่งมอบ
1) บ้านห้วยส้มสุก ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
มอบเครื่องเป่าลม Kasei รุ่น EB-800E จำนวน 1 เครื่อง
2) บ้านภูดิน ต.แม่หอพระ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
มอบเครื่องเป่าลม Kasei รุ่น EB-800E จำนวน 1 เครื่อง

🌳 บ้านภูดิน กับการดูแลผืนป่ากว่า 6,000 ไร่
พื้นที่ดูแลประกอบด้วยป่าชุมชนกว่า 1,000 ไร่ และพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนากว่า 5,000 ไร่
ในปี 2569 เกิดไฟป่าในพื้นที่แล้ว 22 ครั้ง โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุทยานฯ และบริเวณรอยต่อบ้านโป่ง อ.พร้าว ใกล้เขื่อนแม่งัด ซึ่งเป็นพื้นที่ผาสูงชันและเข้าถึงเพื่อดับไฟได้ยาก และเป็นผืนป่ารอยต่อระหว่าง อ.แม่แตง และ อ.พร้าว

ชุมชนร่วมกันจัดทำแนวกันไฟรวม 11 กิโลเมตร
- เส้นที่ 1 รอยต่อหมู่ 1 ระยะทาง 4 กิโลเมตร
- เส้นที่2 แนวป่ารอยต่อเขตที่อยู่อาศัย ระยะทาง 7 กิโลเมตร

💚 ทุกแรงสนับสนุน คือพลังสำคัญของชุมชนในการปกป้องผืนป่า ลดความเสี่ยงไฟป่า และร่วมสร้างอากาศที่ดีให้เชียงใหม่
ขอบคุณทุกพลังที่ร่วมกันดูแลผืนป่าและลมหายใจของเรา 🌿

#สภาลมหายใจเชียงใหม่
#เพราะเรามีลมหายใจเดียวกัน
#ฮาบะดัง

🎶 ฮา บะ ดัง  #2 x สภาลมหายใจเชียงใหม่ 🌿📍 วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569🕓 เวลา 16.00 – 00.00 น.📍 ร้านสีชา ซอยวัวลาย จังหวัด...
27/07/2026

🎶 ฮา บะ ดัง #2 x สภาลมหายใจเชียงใหม่ 🌿

📍 วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569
🕓 เวลา 16.00 – 00.00 น.
📍 ร้านสีชา ซอยวัวลาย จังหวัดเชียงใหม่

เสียงดนตรี ศิลปะ และพลังของทุกคน
สามารถเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันไฟป่าให้ชุมชนด่านหน้าที่ต้องดูแลผืนป่า

💚 รายได้จากกิจกรรมภายในงานจะนำไปสนับสนุนการจัดซื้อ
🍃 เครื่องเป่าลมสำหรับทำแนวกันไฟ
📻 วิทยุสื่อสารสำหรับทีมลาดตระเวน
🦺 อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการป้องกันและควบคุมไฟป่า
เพื่อส่งมอบให้กับชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ภายในงานพบกับ
🎵 การแสดงดนตรีจากศิลปินที่มาร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้
🎨 การประมูลงานศิลปะจากศิลปินผู้ร่วมโครงการ
👕 เสื้อยืด “ฮา บะ ดัง” รุ่นพิเศษ รายได้สมทบกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟป่า

ทุกการร่วมงาน ทุกการบริจาค และทุกการสนับสนุน
คืออีกหนึ่งแรงที่ช่วยให้ชุมชนมีเครื่องมือพร้อมดูแลป่า และร่วมลดปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน

🤝 แล้วพบกันในงาน ฮา บะ ดัง #2
มาร่วมเปลี่ยน “เสียงดนตรี” ให้เป็น “พลังปกป้องผืนป่า” ไปด้วยกัน 🌳💚

🔥 ทีมหน้าจอ ก็ช่วยทีมหน้าแนวไฟได้ 💚
คลิกเลย 👉 https://www.communityfire.fund/

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569  ณ เทศบาลตำบลบ้านปง สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอ...
24/07/2026

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ เทศบาลตำบลบ้านปง สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นำคณะผู้บริหารและข้าราชการจากหลายกระทรวงลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ ตำบลบ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานของท้องที่ ท้องถิ่นในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 สิงหาคมต่อไป

👉โดยมีประเด็นสำคัญคือ
- การเปลี่ยนจาก Zero Burning เป็น Fire Management การห้ามเผาเด็ดขาดมักไม่ได้ผลและนำไปสู่การแอบเผา แต่เชียงใหม่มีการใช้แอปพลิเคชัน FireD (ไฟดี) เพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการและสภาพอากาศ
- ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาฝุ่นควันไม่ใช่แค่เรื่องไฟป่า แต่เชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำ ที่ดินทำกิน และพืชเชิงเดี่ยว (ข้าวโพด) ซึ่งต้องแก้ด้วยกฎหมายเชิงรุก เช่น พรบ.อากาศสะอาด
- งบประมาณไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เทศบาลตำบลบ้านปงสนับสนุนหมู่บ้านละประมาณ 25,000 บาทต่อปี ซึ่งต้องใช้ทั้งงานสายตรวจ ทำแนวกันไฟ เฝ้าระวังไฟและดับไฟป่า ขณะที่ค่าตอบแทนอาสาสมัครเพียง 240 บาทต่อวันนั้นต่ำกว่าค่าแรงพื้นฐานเกินไปจนหาคนทำงานยาก ที่ผ่านมาส่วนมากมีแต่ผู้สูงอายุ ซึ่งเวลาเกิดไฟป่าไม่สามารถไปปฎิบัติงานได้
- ระเบียบภาครัฐที่เป็นอุปสรรค กฎหมายปัจจุบันมักเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจาก พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำให้การเบิกจ่ายงบเพื่อการ "ป้องกัน" ทำได้ยาก
- ความขัดแย้งในนโยบาย บ่อยครั้งที่แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงของชุมชนถูกระงับโดยคำสั่งด่วนจากส่วนกลางเนื่องจากกระแสสังคม ทำให้ชาวบ้านขาดความเชื่อมั่นในระบบ

👉ข้อเสนอแนะเพื่อความยั่งยืน จากการหารือมีข้อเสนอสำคัญเพื่อยกระดับการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น ได้แก่
1. การกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นและจังหวัดมีอำนาจตัดสินใจตามบริบทของพื้นที่ เพราะแต่ละตำบลมีสภาพภูมิประเทศและความชื้นของป่าที่ต่างกัน
2. ความมั่นคงในที่ดินทำกิน ชาวบ้านกว่า 1,170 หมู่บ้านในเชียงใหม่ยังอยู่ในพื้นที่ป่าทับซ้อน ทำให้ขาดสิทธิพื้นฐานและงบประมาณพัฒนาไม่สามารถเข้าถึงได้
3. การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม: สนับสนุนอุปกรณ์สนับสนุน เช่น โดรน เครื่องเป่าลม และกล้องวงจรปิดโซล่าเซลล์ในจุดเสี่ยงริมทาง รวมถึงการวิจัยหาสารเร่งการย่อยสลายใบไม้เพื่อลดเชื้อเพลิง

#สภาลมหายใจเชียงใหม่
#เพราะเรามีลมหายใจเดียวกัน

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และความท้าทายหลังวุฒิสภาลงมติวาระ 3 เห็นชอบกฎหมายอากาศสะอาดที่เกิดจากการผลักดันของภาคประชาชนกำลังเ...
17/07/2026

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และความท้าทายหลังวุฒิสภาลงมติวาระ 3 เห็นชอบ
กฎหมายอากาศสะอาดที่เกิดจากการผลักดันของภาคประชาชนกำลังเข้าใกล้ความเป็นจริง ล่าสุดวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดในวาระที่ 3 แล้ว จากนี้ร่างกฎหมายจะถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการพิจารณา เนื้อหาหลายส่วนที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความรับผิดชอบและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมได้ถูกปรับลดหรือถูกตัดออกไป จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ประชาชนจะต้องร่วมติดตามอย่างใกล้ชิดว่า กฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้จะยังสามารถทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิในการมีอากาศสะอาดของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
นี่คือทั้งความหวังและความท้าทายที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ชวนทุกคนร่วมพิจารณาและจับตาไปพร้อมกัน
อ่านบนเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/17072569
เรื่อง: รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์
#ความหวัง
1. ป่าไม้ ไฟจำเป็น และไร่หมุนเวียน: ความหวังในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ยังคงอยู่คือ ไร่หมุนเวียนยังคงอยู่ในเงื่อนไขข้อละเว้นการใช้ไฟ โดยถูกกำหนดไว้ในมาตรา 117 ของภาคเกษตร ไม่ถูกจัดอยู่ในนิยามการ “เผาป่าทำให้เสื่อมสภาพ” ของมาตรา 4 นอกจากนี้ยังระบุการป้องกันและบริหารจัดการเชื้อเพลิง ตามความจําเป็นของป่าแต่ละชนิดไว้ในมาตรา 107(1) ซึ่งสอดคล้องกับการคำนึงถึงสิทธิการใช้ไฟของวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า และการบริหารจัดการไฟที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เอื้อต่อแผนการจัดการไฟในท้องถิ่น
2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (มาตรา 113) ซึ่งหากนำมาใช้อย่างโปร่งใส ควบคู่ไปกับการได้รับการกำกับดูแลจากภาครัฐและผู้ตรวจสอบ third party อาจช่วยลดปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงกับการขยายพื้นที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของอุตสาหกรรมเกษตรไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ ซึ่งแม้จะเป็นความหวังแต่เรายังคงต้องจับตาต่อไปถึงการบังคับใช้และดำเนินการ
3. กองทุนอากาศสะอาด แต่เพิ่มภาคธุรกิจเข้ามาเป็นกรรมการภาคเอกชน: กองทุนอากาศสะอาดยังคงได้รับการคงไว้ในร่างกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีตัวแทนภาคธุรกิจในกองทุนอากาศสะอาด ประชาชนยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า บทบาทและอิทธิพลของตัวแทนภาคธุรกิจในชั้นคณะกรรมการต่างๆ จะส่งผลอย่างไรต่อทิศทางการบริหารกองทุน และการตัดสินใจด้านต่าง ๆ ของกองทุนอากาศสะอาด อย่างไรก็ตาม กองทุนอากาศสะอาดจะบังคับใช้อีก 1 ปี หลังจากการประกาศใช้กฎหมาย ไม่ใช่กรอบ 60 วันตามร่างเดิม
4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมอากาศสะอาด (มาตรา 99) โดยรายได้จากค่าธรรมเนียมดังกล่าวสามารถนำมาใช้ภายในจังหวัด ถือเป็นรายได้ของท้องถิ่นเพื่อใช้ในการจัดการมลพิษตามแผนระดับจังหวัด (มาตรา 121)
5. Anti-Slapp: ข้อความสำคัญในร่างฉบับนี้คือ การป้องกันการฟ้องคดีปิดปากและระงับการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ผู้แจ้งหรือร้องเรียนโดยสุจริตไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง (มาตรา 71) ซึ่งเป็นการระบุอย่างชัดเจนว่าประชาชนมีสิทธิแจ้งข้อมูลของผู้ก่อมลพิษโดยปลอดภัยจากการถูกฟ้องปิดปาก
#ข้อท้าทาย
1. ตัดทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ(PRTR) คงไว้เพียงฐานข้อมูลระดับประเทศ
ทุกมาตราที่เกี่ยวข้องกับ PRTR ถูกตัดออกไป เหลือไว้เพียงมาตรา 66 ที่กำหนดให้มีการจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศด้านมลพิษทางอากาศ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดแต่ละแห่งต่อสาธารณะ โดยพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในมาตรา 35 ก็ไม่ได้กำหนดให้เปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษรายแหล่ง ในทางปฏิบัติ หน่วยงานรัฐอาจมีการตรวจวัดการปล่อยมลพิษของสถานประกอบการเป็นระยะ เช่น ปีละครั้งหรือทุกสองเดือน และให้ผู้ประกอบการจัดทำรายงานส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ข้อมูลเหล่านี้มักถูกจัดเก็บไว้ในหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง ผลที่ตามมาคือ หากประชาชนต้องการตรวจสอบข้อมูล จะต้องยื่นคำขอเป็นรายกรณี ซึ่งมีทั้งต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่าย ต่างจากระบบที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องร้องขอ การไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลอย่าง PRTR จึงจำกัดโอกาสในการติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังปัญหามลพิษทางอากาศ
2. เปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด (มาตรา 40) จากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด: จุดนี้คือความเสี่ยงสำคัญของจังหวัดเนื่องจากนอกจากกทม.แล้ว จังหวัดอื่นไม่มีผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน 4 ปี มีการโยกย้ายตำแหน่งเป็นระยะ ส่งผลให้การดำเนินงานด้านนโยบายและการแก้ไขปัญหาขาดความต่อเนื่อง และการกระจายอำนาจ อาจไม่เข้าใจปัญหาและบริบทท้องถิ่นของแต่ละจังหวัด
ข้อห่วงกังวลสำคัญของภาคเหนือคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีอิสระจากอำนาจหรือคำสั่งของส่วนกลางที่อาจไม่เข้าใจและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่เพียงใด และจะสามารถกำหนดแนวทางและมาตรการในระดับจังหวัดได้อย่างแท้จริงในฐานะประธานคณะกรรมการอากาศระดับจังหวัดหรือไม่
3. เพิ่มตัวแทนผู้ก่อมลพิษในหลายคณะกรรมการ
วุฒิสภาได้แก้ไขให้มีผู้แทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด และคณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาด แม้จะตัดออกจากคณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด และคณะกรรมการกองทุนอากาศสะอาดแล้ว จึงเป็นประเด็นที่ควรติดตามว่า การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในกลไกกำหนดนโยบายและการตัดสินใจจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนมาตรการด้านอากาศสะอาดและการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะอย่างไร
4. ตัดระบบ “ฝากไว้ได้คืน” ทำให้ไม่สามารถเก็บเงินประกันล่วงหน้าจากอุตสาหกรรม เมื่อปราศจากกลไกนี้จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินประกันล่วงหน้าจากบริษัทหรือผู้ประกอบการเพื่อเป็นหลักประกันในการป้องกันหรือเยียวยาความเสียหายจากมลพิษได้ หากเกิดผลกระทบในภายหลัง การจัดหาเงินเพื่อฟื้นฟูหรือชดเชยความเสียหายอาจต้องพึ่งพากลไกอื่นแทน
5. ตัดบทบัญญัติเรื่องคำสั่งคุ้มครองจากศาลและสิทธิการดำเนินคดีแบบกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม แม้จะตัดความชัดเจนที่เอื้อต่อผู้ได้รับผลกระทบออกไป แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าสิทธิเหล่านี้หายไป ผู้ได้รับผลกระทบจึงต้องอาศัยบทบัญญัติจากกฎหมายฉบับอื่นแทน เช่น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งยังคงเปิดช่องให้ขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและใช้สิทธิในการดำเนินคดีได้ รวมถึงการดำเนินคดีแบบกลุ่ม กล่าวคือ สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมยังคงมีอยู่ แต่ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ทำให้ผู้ใช้สิทธิต้องอ้างอิงกฎหมายฉบับอื่นเป็นฐานในการดำเนินคดีและขอความคุ้มครองจากศาล
6. ความรับผิดชอบของสถาบันการเงินถูกถอดออกไป
ประเด็นความรับผิดของสถาบันการเงินต่อการสนับสนุนแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศในประเทศและนอกประเทศ (มาตรา 211 และมาตรา 215) ถูกตัดออกไป ซึ่งบทบาทของสถาบันการเงินมีความสำคัญมากในการกำกับทิศทางการลงทุนและลดการสนับสนุนกิจกรรมของภาคอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการก่อมลพิษทางอากาศ ทั้งในประเทศและในกรณีมลพิษข้ามพรมแดน
#พรบอากาศสะอาด
#สภาลมหายใจเชียงใหม่
#ฝุ่นไฟdialogue
#ประชาธรรม

⚠️ Final Call - Dream Con with People สู่รัฐธรรมนูญในฝันสัญจร (ภาคเหนือ)  💭  วันนี้! ลงทะเบียนวันสุดท้ายแล้วนะ ชวนเพื่อน...
13/07/2026

⚠️ Final Call - Dream Con with People สู่รัฐธรรมนูญในฝันสัญจร (ภาคเหนือ) 💭
วันนี้! ลงทะเบียนวันสุดท้ายแล้วนะ ชวนเพื่อนมาลงทะเบียนด่วน 👀
ขอชวนพี่น้องผู้อาศัยอยู่ในภาคเหนือ มาร่วมจินตนาการ พูดคุย และส่งเสียงถึงรัฐสภาเพื่อแสดงเจตจำนงของคนในพื้นที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในฝันที่เราอยากเห็นร่วมกันในวงสนทนา ‘Dream Con with People สู่รัฐธรรมนูญในฝันสัญจร (ภาคเหนือ)’ 💭
[วันเวลาและสถานที่]
🗓️ พฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 🕥 10.30 – 15.30 นาฬิกา
📍ห้องประชุมฝ้ายคำ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (UNISERV CMU)
[ร่วมวงกับเรา จะได้ทำอะไรบ้าง?]
🤔 มาค้นพบไปด้วยกันว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
🤳 เรียนรู้เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านกิจกรรมและเครื่องมือสนุก ๆ
💬 แชร์ประสบการณ์จริง ตั้งคำถาม และส่งเสียงจากประชาชนถึงรัฐสภา
✨ ร่วมจินตนาการและออกแบบ ‘รัฐธรรมนูญในฝัน’ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเราทุกคน
💁 งานนี้เข้าร่วมฟรี ทุกเพศทุกวัย ขอแค่มีใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย
🔗 ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://link.wevis.info/dreamconcnx
แล้วมาเจอกันนะ 🤗 #รัฐธรรมนูญในฝัน

⚠️ Final Call - Dream Con with People สู่รัฐธรรมนูญในฝันสัญจร (ภาคเหนือ) 💭
วันนี้! ลงทะเบียนวันสุดท้ายแล้วนะ ชวนเพื่อนมาลงทะเบียนด่วน 👀
ขอชวนพี่น้องผู้อาศัยอยู่ในภาคเหนือ มาร่วมจินตนาการ พูดคุย และส่งเสียงถึงรัฐสภาเพื่อแสดงเจตจำนงของคนในพื้นที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในฝันที่เราอยากเห็นร่วมกันในวงสนทนา ‘Dream Con with People สู่รัฐธรรมนูญในฝันสัญจร (ภาคเหนือ)’ 💭
[วันเวลาและสถานที่]
🗓️ พฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 🕥 10.30 – 15.30 นาฬิกา
📍ห้องประชุมฝ้ายคำ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (UNISERV CMU)
[ร่วมวงกับเรา จะได้ทำอะไรบ้าง?]
🤔 มาค้นพบไปด้วยกันว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
🤳 เรียนรู้เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านกิจกรรมและเครื่องมือสนุก ๆ
💬 แชร์ประสบการณ์จริง ตั้งคำถาม และส่งเสียงจากประชาชนถึงรัฐสภา
✨ ร่วมจินตนาการและออกแบบ ‘รัฐธรรมนูญในฝัน’ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเราทุกคน
💁 งานนี้เข้าร่วมฟรี ทุกเพศทุกวัย ขอแค่มีใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย
ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ 🔗 link.wevis.info/dreamconcnx_
แล้วมาเจอกันนะ 🤗 #รัฐธรรมนูญในฝัน

ที่อยู่

35 ถนนรัตนโกสินทร์ ต. วัดเกต อ. เมือง
Chiang Mai
50000

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 17:00
อังคาร 10:00 - 17:00
พุธ 10:00 - 17:00
พฤหัสบดี 10:00 - 17:00
ศุกร์ 10:00 - 17:00

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สภาลมหายใจเชียงใหม่ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สภาลมหายใจเชียงใหม่:

ทางลัด

แชร์