YMCA Green Ambassador

YMCA Green Ambassador ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก YMCA Green Ambassador, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร, 103 Kor Klang Road , Nonghoi, Musng, Chiang Mai

“แม่น้ำ คู คลอง” สิ่งที่ทุกคนร่วมกันดูแลได้20 กันยายน วันอนุรักษ์และพัฒนา คู คลองแห่งชาติแม่น้ำและคูคลองไม่ได้เป็นเพียงแ...
21/09/2026

“แม่น้ำ คู คลอง” สิ่งที่ทุกคนร่วมกันดูแลได้
20 กันยายน วันอนุรักษ์และพัฒนา คู คลองแห่งชาติ

แม่น้ำและคูคลองไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ วิถีชีวิต และชุมชนในแต่ละท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงของเมืองและวิถีชีวิตในปัจจุบันอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับแหล่งน้ำลดลง แต่แม่น้ำและคูคลองยังคงมีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน

วันที่ 20 กันยายนของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันอนุรักษ์และพัฒนา คู คลองแห่งชาติ” เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของแหล่งน้ำ และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

การอนุรักษ์แหล่งน้ำสามารถเริ่มต้นได้จากการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว และการมีส่วนร่วมของทุกคน โดยเฉพาะ เยาวชนและชุมชน ที่สามารถร่วมกันเรียนรู้ปัญหา วางแนวทาง และลงมือทำเพื่อดูแลทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ YMCA ที่มุ่งส่งเสริม การเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และการลงมือทำเพื่อสร้างชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้จากเรื่องง่าย ๆ เช่น
- ไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำและคูคลอง
- ลดการปล่อยน้ำเสียและจัดการน้ำทิ้งอย่างเหมาะสม
- ร่วมกิจกรรมเก็บขยะและฟื้นฟูแหล่งน้ำในชุมชน
- ดูแลพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศบริเวณริมแหล่งน้ำ
- เรียนรู้และแบ่งปันความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ

ร่วมเรียนรู้ ร่วมลงมือทำ และร่วมดูแลแหล่งน้ำของเรา
เพราะการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เริ่มต้นได้จากการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมฃน

“Rivers” — Our Shared Responsibility to Protect and Care for Them
20 September | National River Conservation Day

Rivers are more than sources of water that sustain our lives. They are an important part of local ecosystems, communities, and ways of life. Although urban development and changing lifestyles have reduced people’s connection with rivers in some areas, rivers continue to play an important role in the environment and the well-being of communities.

20 September is observed each year as National River Conservation Day, encouraging people to recognize the importance of rivers and take part in protecting, restoring, and caring for these valuable natural resources.

Caring for rivers can begin with learning about the environment around us and taking action together. Young people and communities can learn about local environmental challenges, share ideas, and work together to protect the natural resources in their communities. This reflects the YMCA’s approach to learning, participation, and action for sustainable communities and a healthier environment.

Everyone can contribute through simple actions, such as:

- Avoiding litter and the disposal of waste into rivers
- Reducing wastewater and managing it properly before it reaches natural waterways
- Taking part in community river clean-up and restoration activities
- Protecting green spaces and ecosystems along rivers
- Learning about and sharing knowledge on river conservation

- Learn together. Take action together. Care for our rivers together.
Because protecting our rivers begins with the participation and shared responsibility of everyone in the community.

#วันอนุรักษ์แม่น้ำคูคลอง

16 กันยายนของทุกปี เป็นวันโอโซนโลก (World Ozone Day) เพื่อรำลึกถึงการลงนามใน พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) เมื่อว...
16/09/2026

16 กันยายนของทุกปี เป็นวันโอโซนโลก (World Ozone Day) เพื่อรำลึกถึงการลงนามใน พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในการควบคุมและลดการใช้สารที่ทำลายชั้นโอโซน

ในอดีต การใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFCs (Chlorofluorocarbons) อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น การผลิตโฟม และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ส่งผลให้สารเหล่านี้สะสมในชั้นบรรยากาศและทำปฏิกิริยาที่นำไปสู่การทำลายโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ เมื่อชั้นโอโซนบางลง รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตย์จึงสามารถผ่านมายังพื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดทำ อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการคุ้มครองชั้นโอโซน (Vienna Convention) ในปี พ.ศ. 2528 และต่อมาได้จัดทำ พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารที่ทำลายชั้นโอโซน ในปี พ.ศ. 2530 โดยมีเป้าหมายในการควบคุมและยุติการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซน

ประเทศไทยกับพิธีสารมอนทรีออล
ประเทศไทยเข้าร่วมพิธีสารมอนทรีออลเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2531 ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 และพิธีสารมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2532

ความสำเร็จของการฟื้นฟูชั้นโอโซน
การลดลงของโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratospheric Ozone Depletion) เป็นหนึ่งใน 9 ขอบเขตของระบบโลก (Planetary Boundaries) ที่ใช้ประเมินแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อระบบโลก

ในอดีต การเพิ่มขึ้นของสารทำลายชั้นโอโซน เช่น CFCs ทำให้ชั้นโอโซนบางลงและทำให้ขอบเขตดังกล่าวถูกผลักออกนอกพื้นที่ปลอดภัย (Safe Operating Space)

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ พิธีสารมอนทรีออลสามารถลดการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การสูญเสียโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์กลับเข้าสู่ พื้นที่ปลอดภัยอีกครั้ง

ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศและการดำเนินการร่วมกันของมนุษย์สามารถลดแรงกดดันต่อระบบโลกและช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของสิ่งแวดล้อมได้

อย่างไรก็ตาม ชั้นโอโซนยังคงอยู่ในกระบวนการฟื้นตัว และยังไม่กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดปัญหาอย่างสมบูรณ์ โดยหากการดำเนินงานตามพิธีสารมอนทรีออลยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คาดว่าชั้นโอโซนจะกลับคืนสู่ระดับใกล้เคียงกับปี ค.ศ. 1980 ได้ในช่วงกลางศตวรรษนี้

วันโอโซนโลกจึงไม่เพียงเป็นวันแห่งการตระหนักถึงความสำคัญของชั้นโอโซน แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความร่วมมือของประชาคมโลกสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

September 16 is World Ozone Day, commemorating the signing of the Montreal Protocol on September 16, 1987. The protocol represents a global commitment to controlling and reducing the use of substances that deplete the ozone layer.

In the past, chlorofluorocarbons (CFCs) were widely used in refrigeration, foam production, and other industries. These substances accumulated in the atmosphere and contributed to the destruction of ozone in the stratosphere. As the ozone layer became thinner, more ultraviolet (UV) radiation from the sun could reach the Earth’s surface, increasing risks to human health and ecosystems.

To address this problem, countries around the world adopted the Vienna Convention for the Protection of the Ozone Layer in 1985, followed by the Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer in 1987. The protocol aims to control and phase out the production and use of ozone-depleting substances.

Thailand and the Montreal Protocol
Thailand joined the Montreal Protocol on September 15, 1988, ratified it on July 7, 1989, and the protocol entered into force for Thailand on October 2, 1989.

The Recovery of the Ozone Layer
Stratospheric Ozone Depletion is one of the nine Planetary Boundaries used to assess human pressures on the Earth’s systems.
In the past, increasing levels of ozone-depleting substances such as CFCs caused the ozone layer to thin, pushing this planetary boundary beyond the Safe Operating Space.

However, international cooperation under the Montreal Protocol has successfully reduced the production and use of ozone-depleting substances. As a result, stratospheric ozone depletion has returned to the safe operating space.

This achievement demonstrates that international cooperation and collective action can reduce human pressure on the Earth’s systems and support environmental recovery.

However, the ozone layer is still recovering and has not yet fully returned to its pre-depletion levels. If the implementation of the Montreal Protocol continues, the ozone layer is expected to return to levels close to those of 1980 by around the middle of this century.

World Ozone Day is not only an opportunity to recognize the importance of the ozone layer, but also a reminder that global cooperation can lead to meaningful solutions to environmental challenges.

13 กันยายน วันประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ ลำดับที่ 110อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรือ อนุสัญญาว่าด...
14/09/2026

13 กันยายน วันประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ ลำดับที่ 110

อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรือ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ เป็นความตกลงระหว่างรัฐบาลที่จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน โดยมุ่งป้องกันการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำและรักษาระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตและมนุษย์

อนุสัญญานี้ได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ณ เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน จึงเป็นที่มาของชื่อ “อนุสัญญาแรมซาร์”

ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 และอนุสัญญามีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2541 ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นภาคีลำดับที่ 110 ของอนุสัญญาแรมซาร์

ประเทศไทยมีการเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับประเทศเพื่อขึ้นทะเบียนเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หรือ “แรมซาร์ไซต์” (Ramsar Site) ปัจจุบันประเทศไทยมีแรมซาร์ไซต์จำนวน 15 แห่ง โดย พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง ได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นแรมซาร์ไซต์ลำดับที่ 15 ของประเทศไทย และลำดับที่ 2,420 ของโลก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจัดทำและนำเสนอ รายงานแห่งชาติ (National Report) ต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาแรมซาร์ เพื่อรายงานผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์และกำหนดแนวทางและเป้าหมายการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ

ร่วมตระหนักถึงคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำ เพราะการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ คือการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศและอนาคตของเรา

เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.ymcagreenambassadors.com/

#พื้นที่ชุ่มน้ำ #อนุสัญญาแรมซาร์

ข้อกังวลสารพิษตกค้างในผักนำเข้า ปัญหาผักและของสดนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวั...
08/09/2026

ข้อกังวลสารพิษตกค้างในผักนำเข้า ปัญหาผักและของสดนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง หลังเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ตรวจยึดผักนำเข้า เนื้อสัตว์แช่แข็ง และของสดอื่น ๆ น้ำหนักรวมกว่า 5,000 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยพบว่าสินค้านำเข้าจากประเทศจีนสำแดงในใบขนส่งว่าเป็นผักสด ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พรบ.ศุลกากร พรบ.อาหาร พรบ.โรคระบาดสัตว์ และ พรบ.กักพืช

ปัญหาสินค้าของสดที่ผ่านท่าเรือเชียงแสนเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สุ่มตรวจผักและผลไม้นำเข้า พบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 177 ตัวอย่าง จาก 506 ตัวอย่าง ขณะที่ในปี 2569 มีการสุ่มตรวจ 10 ตัวอย่าง และพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานถึง 7 ตัวอย่าง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผักและผลไม้จากจีนเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือการขยายตัวของสังคมเมืองและความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตภายในประเทศอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้าผักและผลไม้จากจีนมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ประกอบกับราคาที่ต่ำกว่า ทำให้สามารถแข่งขันและกดราคาผักเมืองหนาวของไทยได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กับเรื่องราคา คือ ความปลอดภัยของผู้บริโภคและสารเคมีตกค้างในอาหาร โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้สารเพื่อช่วยคงสภาพให้ผักดูสดและสวยงามระหว่างการขนส่ง

ขณะเดียวกัน เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและจังหวัดเชียงใหม่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐาน โดยจังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 3.45 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพียงประมาณ ร้อยละ 2.95 และพื้นที่เกษตรอินทรีย์มีไม่ถึง ร้อยละ 0.01

ศ. พวงรัตน์ แก้วล้อม รองคณบดีวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อกังวลว่า หากผักที่ไม่มีการควบคุมและตรวจสอบสารเคมีตกค้างสามารถเข้าสู่ตลาดได้ ไม่เพียงแต่จะกระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้บริโภคในจังหวัดเชียงใหม่จะได้รับสารเคมีตกค้างจากผักมากขึ้นด้วย

ด้าน อาคม สุวรรณกันทา ประธานสมาพันธ์ SME ภาคเหนือ เสนอแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน โดยให้มีการ ติดป้ายแสดงแหล่งที่มาของผักสดในตลาดอย่างชัดเจน ทั้งผักที่ผลิตในจังหวัดเชียงใหม่และผักนำเข้า เพื่อสร้างทางเลือกและช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมีข้อมูล พร้อมสนับสนุนการขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่น

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมได้สุ่มตรวจผักกาดขาว คะน้า มะเขือเทศ และผักชนิดอื่นจากหลายแหล่งที่นำเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน พบสารตกค้างทั้ง ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าเชื้อรา จึงมีการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มการกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างจริงจัง

สำหรับกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ ฟอร์มาลีนกับผักกาดขาว ศ. พวงรัตน์ ระบุว่า หากมีการใช้วิธีจุ่มผักในสารดังกล่าว อาจทำให้เกิดความเข้มข้นของสารตกค้างในผักในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อมีการบรรจุถุงและซีลเพื่อขนส่ง ทั้งนี้ ระดับสารตกค้างอาจขึ้นอยู่กับเงื่อนไขด้านการขนส่งและการเก็บรักษา จึงจำเป็นต้องมีระบบ ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาและเส้นทางของสินค้า

ด้านภาครัฐ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผักนำเข้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน

ขณะที่ ภกญ. สุภัชรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. ระบุว่า อย. ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผักนำเข้า และเร่งสุ่มตรวจผักกาดขาวที่จำหน่ายในประเทศ โดยผลการตรวจเบื้องต้น ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากด่านอาหารและยา 3 แห่ง ได้แก่ เชียงของ เชียงแสน และท่าเรือกรุงเทพ รวมถึงตลาดค้าส่ง 2 แห่ง รวมทั้งสิ้น 42 ตัวอย่าง ยังไม่พบการปนเปื้อนฟอร์มาลีน

การตรวจดังกล่าวครอบคลุมผักหลายชนิด 22 ตัวอย่างจากด่านอาหารและยา และผักกาดขาวจากตลาดค้าส่ง 20 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผักนำเข้า 11 ตัวอย่าง และผักที่ผลิตในประเทศ 9 ตัวอย่าง โดยหากพบสินค้าต้องสงสัย จะส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการและดำเนินการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องทันที

ความปลอดภัยของอาหารไม่ควรเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องเสี่ยงด้วยตนเอง การแสดงแหล่งที่มา การตรวจสอบสารตกค้าง และระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยที่ผลิตสินค้าอย่างปลอดภัยและได้มาตรฐาน

YMCA ขอเผยแพร่คำแนะนำจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับวิธีการล้างผักและผลไม้ให้สะอาดและปลอดภัยก่อนบริโภค เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้างและการปนเปื้อนของเชื้อโรค

1) ล้างด้วยน้ำไหล โดยแช่ในน้ำนาน 15 นาที จากนั้นเปิดน้ำไหลผ่านและคลี่ใบผักถูไปมานาน 2 นาที (เหมาะสำหรับการล้างผักจำนวนน้อย) ลดสารตกค้างได้ 25 - 63 %

2) แช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 5 เปอร์เซ็นต์ ในอัตราส่วนน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 15 นาที จากนั้น ล้างด้วยน้ำสะอาด ลดสารตกค้างได้ 60 - 84 %

3) แช่ในโซเดียมไบคาร์บอเนต (เบคกิ้งโซดา) ในอัตราส่วนครึ่งช้อนโต๊ะผสมน้ำ 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้น ล้างด้วยน้ำสะอาด (เหมาะสำหรับการล้างผักจำนวนมาก) ลดสารตกค้างได้ 90 - 95 %

ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ที่จะขับเคลื่อนสภาพอากาศทั่วโลก  เอลนีโญ คือ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวน้ำทะ...
07/09/2026

ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ที่จะขับเคลื่อนสภาพอากาศทั่วโลก

เอลนีโญ คือ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเป็นระยะๆ เกิดจากลมสินค้าที่อ่อนกำลังลม ( ลม สินค้า คือ กระแสลมประจำปีที่พัดอย่างสม่ำเสมอในบริเวณเขตร้อนรอบเส้นศูนย์สูตรของโลก เกิดขึ้นทุก 2-7 ปี )

นักวิทยาศาสตร์และองค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนถึงการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ระดับ "Supersized" ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ซึ่งคาดว่าอาจรุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา การอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติของมหาสมุทร เกิดแนวอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นกว้างในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก ซึ่งการขยายตัวด้วยอัตราเร็วขนาดนี้สร้างความประหลาดใจและวิตกกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเป็นอย่างมากผลกระทบระดับโลกและระยะเวลา ความรุนแรงของเอลนีโญรอบนี้คาดว่าจะทวีคูณยิ่งขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึง กุมภาพันธุ์ ปี 2027 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ทั่วโลก

⚠️ ผลกระทบที่อาจส่งถึงประเทศไทย
ภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนตกสะสมจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดตลอดทั้งปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำสำคัญทั่วประเทศลดลง เสี่ยงต่อวิกฤตการขาดแคลนน้ำทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค และอุตสาหกรรม

ความร้อนอบอ้าวและคลื่นความร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศจะสูงขึ้นกว่าปกติอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่จะเผชิญกับคลื่นความร้อน (Heatwaves) รุนแรงและยาวนานขึ้น สถิติอุณหภูมิสูงสุดมีโอกาสโดนทำลาย

ภาคการเกษตรได้รับความเสียหาย พืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว, อ้อย, มันสำปะหลัง และข้าวโพด จะได้รับผลกระทบจากสภาวะฝนทิ้งช่วง ความแห้งแล้งอาจลดผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรและราคาอาหารในประเทศ

ฝุ่น PM2.5 และไฟป่าทวีความรุนแรง สภาพอากาศที่แห้งแล้ง ฝนน้อย และลมสงบ จะส่งผลให้ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สะสมในอากาศได้ยาวนานขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วิกฤตร้อนชื้นและการใช้พลังงาน อากาศที่ร้อนจัดจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับการทำความเย็นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศ

ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ ราคาอาหารและพืชผลที่ปรับตัวสูงขึ้น (Agri-flation) อาจซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและการส่งออก

*** รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอังกฤษ Angela Eagle แนะนำให้มีอาหารสำรองที่เก็บไว้ได้นานและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตต่อช่วงเวลาหนึ่งหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จนกระทั่งหน่วยบริการฉุกเฉินไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทันที

A Record-Breaking Severe El Niño Event That Could Drive Global Weather Patterns

El Niño is the periodic warming of sea surface temperatures in the eastern Pacific Ocean, caused by the weakening of the trade winds. (Trade winds are prevailing winds that blow consistently across tropical regions near the Earth's equator and typically occur in cycles of 2–7 years.)

Scientists and the World Meteorological Organization (WMO) have warned of the development of a “supersized” El Niño in the equatorial Pacific, which could potentially become one of the strongest events ever recorded.

The unusual warming of the ocean has caused sea surface temperatures to rise rapidly and extensively across the central and eastern Pacific Ocean. The speed and scale of this expansion have surprised and greatly concerned climate experts.

Global Impacts and Duration

The global impacts and intensity of this El Niño event are expected to increase significantly and could continue until February 2027, increasing the risk of extreme weather around the world.

⚠️ Potential Impacts on Thailand

Drought and Water Shortages
Annual cumulative rainfall could decline significantly, reducing water levels in major dams and reservoirs across the country. This could increase the risk of water shortages for household consumption, drinking water, and industrial use.

Hot and Humid Conditions and Heatwaves
Thailand's average temperatures could rise significantly above normal. In particular, the summer season could bring more severe and prolonged heatwaves, with a possibility of record-high temperatures being broken.

Agricultural Damage
Major cash crops such as rice, sugarcane, cassava, and corn could be affected by prolonged dry spells. Drought conditions could significantly reduce agricultural yields, affecting farmers' incomes and domestic food prices.

Worsening PM2.5 Pollution and Wildfires
Dry conditions, low rainfall, and weak winds could cause fine particulate matter (PM2.5) to remain in the atmosphere for longer periods. These conditions could also increase the risk of wildfires in many areas, particularly in Northern and Northeastern Thailand.

Heat and Energy Demand Crisis
Extremely hot weather could rapidly increase electricity demand for cooling, putting pressure on household electricity bills and the stability of the country's power system.

Economic Threats
Rising food and agricultural commodity prices, or “agri-flation,” could further intensify inflation and increase production costs in the food-processing and export industries.

UK Environment Minister Angela Eagle has recommended keeping an adequate supply of long-lasting food at home to sustain people for a period of time in the event of an emergency, particularly if emergency services are unable to reach people immediately.

ความสำเร็จของการฟื้นฟูชั้นโอโซน การลดลงของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (Stratospheric Ozone Depletion) เป็นหนึ่งใน 9...
02/09/2026

ความสำเร็จของการฟื้นฟูชั้นโอโซน การลดลงของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (Stratospheric Ozone Depletion) เป็นหนึ่งใน 9 ขอบเขตของระบบโลก หรือ Planetary Boundaries ในอดีต กิจกรรมของมนุษย์ทำให้สารทำลายชั้นโอโซน เช่น CFCs เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ชั้นโอโซนบางลงและทำให้ขอบเขตนี้ถูกผลักออกนอก พื้นที่ปลอดภัย (Safe Operating Space)

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ซึ่งควบคุมและลดการใช้สารทำลายชั้นโอโซน ได้ช่วยลดการปล่อยสารเหล่านี้ลงอย่างมาก

จากการประเมิน Planetary Boundaries ในปัจจุบัน Stratospheric Ozone Depletion ได้กลับเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยอีกครั้ง นับเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการร่วมกันของมนุษย์สามารถช่วยลดแรงกดดันต่อระบบโลกและสนับสนุนการฟื้นตัวของสิ่งแวดล้อมได้
อย่างไรก็ตาม ชั้นโอโซนยังอยู่ในกระบวนการฟื้นตัว และยังไม่กลับคืนสู่ระดับก่อนการเกิดปัญหาอย่างสมบูรณ์ โดยคาดว่าชั้นโอโซนจะกลับสู่ระดับใกล้เคียงปี 1980 ในช่วงประมาณกลางศตวรรษนี้ หากการดำเนินงานตาม Montreal Protocol ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

The Success of Ozone Layer Recovery
Stratospheric Ozone Depletion is one of the nine Planetary Boundaries that define the safe operating space for humanity.

In the past, human activities increased the use and release of ozone-depleting substances, such as CFCs, causing the ozone layer to thin and pushing this planetary boundary beyond the Safe Operating Space.

However, international cooperation, particularly through the Montreal Protocol, which regulates and reduces the use of ozone-depleting substances, has significantly reduced their emissions.

According to current Planetary Boundaries assessments, Stratospheric Ozone Depletion has returned to the Safe Operating Space. This is an important example of how collective human action can reduce pressure on the Earth system and support environmental recovery.

However, the ozone layer is still recovering and has not yet fully returned to its pre-depletion levels. It is expected to recover to levels close to those of 1980 around the middle of this century, provided that the implementation of the Montreal Protocol continues.

จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 เกิดจากการพังทลายของน้ำแข็ง และหินขนาดใหญ่ (Glacier and Rock Collaps...
01/09/2026

จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 เกิดจากการพังทลายของน้ำแข็ง และหินขนาดใหญ่ (Glacier and Rock Collapse) บนเทือกเขาหิมาลัยฝั่งทิเบต ตามรายงานระบุว่า แผ่นน้ำแข็งที่มีความกว้างถึง 600 เมตร ได้แตกตัวออก และร่วงหล่นลงมาเป็นระยะทางกว่า 1.2 กิโลเมตร สู่หุบเขาเบื้องล่าง แรงกระแทกจากการตกตะกอนอันมหาศาลนี้ทำให้เกิดความร้อนจนละลายน้ำแข็งโดยรอบ และก่อตัวเป็นมวลน้ำผสมเศษซากหินโคลน และตะกอนเลนที่มีปริมาตรมากกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลบ่าลงสู่ลำน้ำเลนเดโคลา (Lhende Khola) อย่างรวดเร็ว

เมื่อตะกอนโคลน และหินมหาศาลไหลถึงก้นหุบเขา มันได้ปิดกั้นเส้นทางเดินน้ำของแม่น้ำ และกลายเป็นเขื่อนธรรมชาติชั่วคราว น้ำเริ่มสะสมอยู่หลังสิ่งกีดขวางดังกล่าวจนกระทั่งความดันพุ่งสูงเกินกว่าที่เขื่อนธรรมชาติจะรับไหว ส่งผลให้เขื่อนแตก และปลดปล่อยมวลน้ำป่าพัดทะลักลงสู่พื้นที่ตอนใต้ด้วยพลังทำลายล้างที่รุนแรง ในแถบโตรกเขา ระดับน้ำป่า และโคลนถล่มพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัวตั้งแต่ 70 ถึง 134 เมตร กวาดเอาบ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างในเขตราสุวา (Rasuwa District) ของเนปาล รวมถึงท่าเรือกีรุง (Gyirong Port) ในฝั่งทิเบตของจีนจนพังทลายอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากการพังทลายของระบบนิเวศครั้งนี้ทำให้เมืองชายแดนสำคัญอย่างติมูเร (Timure) และชาพรูเบซี (Syabrubesi) ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก สะพานมิตรภาพเนปาล-จีน ถูกพัดหายไป พร้อมทั้งสร้างความเสียหายแก่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวลำน้ำอีกกว่า 14 แห่ง ตอนนี้ยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วพุ่งสูงทะลุกว่า 800 คน และยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 2,700 ถึง 3,000 คน ซึ่งรวมถึงประชากรท้องถิ่น แรงงานในโครงการอุโมงค์ และเขื่อนไฟฟ้า ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก

นอกจากนี้ ทางการยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำสองจากการก่อตัวของทะเลสาบธรรมชาติชั่วคราวที่เกิดจากเศษซากโคลน และหินไปอุดกั้นลำน้ำต้นน้ำ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงอันตรายในรูปแบบภัยพิบัติแบบลูกโซ่ในเขตภูเขาสูง (Cascading Mountain Hazards)

“แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงาน และประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด”

"ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า จุดสำคัญไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า

เครื่องมือดังกล่าวจะถูกนำไปเผยแพร่ผ่าน ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC) เพื่อให้หน่วยงานระดับปฏิบัติสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการทำแผนเผชิญเหตุได้ทันที

ระบบลุ่มน้ำจากภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัยเป็นทั้งแหล่งชีวิต และแหล่งความเสี่ยงเชิงโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่ค้ำจุนประเทศไทยไว้ร่วมกัน ความสูญเสียในเนปาลย้ำเตือนว่า ความมั่นคงของประเทศไม่สามารถมองแยกส่วนตามเส้นพรมแดนได้อีกต่อไป การเร่งสร้างระบบภูมิคุ้มกันข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต้นน้ำ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในการปกป้องชีวิต และเศรษฐกิจของประเทศไทยให้รอดพ้นจากภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21

อ้างอิง: Bangkokbiznews, Stimson, Money Control, Geopera, Nepal News


28/08/2026
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการ Regional Gender Justice Program ซึ่งจัดโดย Asia & Pacific...
28/08/2026

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการ Regional Gender Justice Program ซึ่งจัดโดย Asia & Pacific Alliance of YMCAs ร่วมกับ Climate Defenders Project ได้เดินทางมาเยี่ยมชมและเรียนรู้ด้าน สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม (YMCA เสาหิน) จังหวัดเชียงใหม่

ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการทรัพยากรและขยะ ตลอดจนแนวทางการลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่าง สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางการทำงานของ YMCA ในการส่งเสริมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของเยาวชนและชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มูลนิธิ วาย.เอ็ม.ซี.เอ. เพื่อการพัฒนาภาคเหนือ ณ สถานีจัดการวัสดุใช้แล้ว สวนหลวงล้านนา ร.๙ ร่...
27/08/2026

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มูลนิธิ วาย.เอ็ม.ซี.เอ. เพื่อการพัฒนาภาคเหนือ ณ สถานีจัดการวัสดุใช้แล้ว สวนหลวงล้านนา ร.๙ ร่วมกับฝ่ายจัดการสภาพแวดล้อม เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ขยะแปลงร่าง สร้างงาน สร้างรายได้” ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้การจัดการวัสดุใช้แล้ว โดยมีเยาวชนจากโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 100 คน

กิจกรรมมุ่งส่งเสริมความรู้และทักษะในการนำวัสดุใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ ผ่านการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง โดยได้รับคำแนะนำและการดูแลด้านความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิ วาย.เอ็ม.ซี.เอ. เพื่อการพัฒนาภาคเหนือ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการสภาพแวดล้อมด้านวัสดุใช้แล้ว เทศบาลนครเชียงใหม่

เยาวชนได้เรียนรู้การแปลงร่างวัสดุใช้แล้วหลากหลายประเภท ได้แก่ การนำเศษผ้ามาประดิษฐ์เป็นพวงกุญแจ การนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน และการนำยางรถยนต์ใช้แล้วมาประยุกต์เป็นกระถางต้นไม้และอ่างล้างมือ ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การลดปริมาณขยะ และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้ว

ในช่วงท้ายของกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมและแนวทางการจัดการวัสดุใช้แล้ว นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับปุ๋ยหมักอินทรีย์และกล้าผักสวนครัว เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และส่งเสริมการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

On August 25, 2026, the YMCA Foundation for Northern Development, at the Used Materials Management Station, Suan Luang Lanna Rama 9, in collaboration with the Environmental Management Division of Chiang Mai Municipality, organized a practical training workshop titled “Transforming Waste into Opportunities: Creating Jobs and Income” under the Used Materials Management Learning Center Development Project. The activity was attended by 100 students from schools under the Chiang Mai Municipality.

The activity aimed to promote knowledge and practical skills in creatively reusing used materials through hands-on learning. The students received guidance and safety supervision from staff of the YMCA Foundation for Northern Development and officers from the Environmental Management Division responsible for used materials management.

The students learned how to transform various types of used materials, including turning fabric scraps into keychains, repurposing plastic into everyday household items, and transforming used tires into plant pots and wash basins. These activities helped the students understand the importance of making efficient use of resources, reducing waste, and adding value to used materials.

At the end of the activity, participants exchanged ideas and suggestions regarding the workshop and approaches to used materials management. Participants also received organic compost and vegetable seedlings to take home and use, promoting sustainable resource management in their daily lives.

ที่อยู่

103 Kor Klang Road , Nonghoi, Musng
Chiang Mai
50000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ YMCA Green Ambassador โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง YMCA Green Ambassador:

ทางลัด

แชร์