เครือข่ายเยาวชนนักศึกษาชาติพันธุ์ม้ง

เครือข่ายเยาวชนนักศึกษาชาติพันธุ์ม้ง สังคมม้งที่มีสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม มีส่วนร่วมเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นคน

03/05/2026
06/02/2026

เครือข่ายสหวิชาชีพม้ง–ชนเผ่าพื้นเมือง ออกแถลงการณ์คัดค้านสื่อพาดหัวโยงคดีอาชญากรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569 เครือข่ายสหวิชาชีพม้ง ร่วมกับเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวและบุคคลหลายแห่ง ที่พาดหัวและเผยแพร่ข่าวเชื่อมโยงเหตุอาชญากรรมกับ “ม้ง” ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง โดยระบุว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อน ละเมิดจริยธรรมสื่อ และสร้างอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์

แถลงการณ์ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นมา มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์หลายสำนัก โดยพาดหัวหรือระบุในเนื้อหาว่าผู้ก่อเหตุร้ายเป็น “ม้ง” ก่อนที่ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนยันว่าผู้ก่อเหตุไม่ใช่บุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ขณะเดียวกันชาวม้งในพื้นที่ก็ยืนยันตรงกันว่าผู้ก่อเหตุไม่ใช่คนม้งตามที่ถูกกล่าวอ้าง

เครือข่ายสหวิชาชีพม้ง ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย นักวิชาการ วิศวกร นักธุรกิจ นักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักศึกษา และภาคประชาชนชาวม้ง ร่วมกับเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เห็นว่าการนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. 2564 ของสภาสื่อมวลชนแห่งชาติ อย่างร้ายแรง รวมถึงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

แถลงการณ์ชี้ว่า การก่อเหตุอาชญากรรมเป็นการกระทำส่วนบุคคล มิได้เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์หรือเชื้อชาติ การนำอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์มาเป็นพาดหัวข่าวหรือเนื้อหาจึงไม่สมควรอย่างยิ่ง และส่งผลให้เกิดการเหมารวม ตีตรา และสร้างความเกลียดชังต่อคนม้งทั้งกลุ่ม นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ รวมถึงการไม่ออกมาแก้ไขหรือแสดงความรับผิดชอบภายหลังข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าไม่เป็นความจริง ถือเป็นการซ้ำเติมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในวงกว้าง

เครือข่ายฯ ระบุว่า การนำเสนอข่าวในลักษณะดังกล่าวส่อไปในทางเจตนานำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณะ และก่อให้เกิดการตีตรา (Stigmatization) ต่อกลุ่มชาติพันธุ์ม้งว่าเป็นผู้ก่ออาชญากรรม ซึ่งกระทบต่อศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และความรู้สึกทางจิตใจของสมาชิกในชุมชน

ทั้งนี้ เครือข่ายสหวิชาชีพม้งและเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้สำนักข่าวและบุคคลที่เกี่ยวข้องดำเนินการ 4 ประการ ได้แก่

1.แก้ไขและลบเนื้อหาข่าวที่ระบุคำว่า “ม้ง” ทั้งในพาดหัวและเนื้อหาในทุกแพลตฟอร์มโดยทันที
2.ออกประกาศขอโทษต่อกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ผ่านช่องทางหลักของสื่อ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 วัน
3.นำเสนอเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม เพื่อเยียวยาความเสียหายด้านชื่อเสียง
4.จัดให้มีมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มงวด ก่อนการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวด้านชาติพันธุ์และอัตลักษณ์บุคคล

เครือข่ายฯ ย้ำว่า การเรียกร้องครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งเท่านั้น แต่เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของกลุ่มเปราะบางในสังคมไทย พร้อมระบุว่า หากไม่มีการดำเนินการตามข้อเรียกร้องภายใน 7 วัน นับจากวันที่ออกแถลงการณ์ เครือข่ายจะยกระดับการเรียกร้องและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไป

แถลงการณ์ฉบับนี้ออก ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีองค์กรเครือข่ายชาติพันธุ์หลายกลุ่มร่วมลงนาม อาทิ เครือข่ายสหวิชาชีพม้ง เครือข่ายสตรีม้งแห่งประเทศไทย เครือข่ายอ่าข่าเพื่อสันติภาพลุ่มน้ำโขง เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) เครือข่ายวัฒนธรรมลาหู่แห่งประเทศไทย เครือข่ายคะฉิ่นแห่งประเทศไทย และเครือข่ายลีซูแห่งประเทศไทย

ดาวน์โหลดแถลงการณ์: https://drive.google.com/file/d/1fDqLq_ZbYMngGPZ3ynQpZ41QH7S8l20W/view?usp=sharing

#หยุดตีตรา #หยุดเหมารวม #ชนเผ่าพื้นเมือง #ชาติพันธุ์ #เครือข่ายสหวิชาชีพม้ง #ม้ง #หนุ่มม้ง #คดีอาชญากรรม #ชาติพันธุ์ไม่ใช่อาชญากรรม #สื่อกับความรับผิดชอบ #จริยธรรมสื่อ #สิทธิมนุษยชน #คนม้ง #ข่าวกับอคติ #พาดหัวข่าวก็ทำร้ายคนได้ #ความเท่าเทียม #ไม่เหมารวม #เสียงที่ไม่เงียบ #สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง

05/02/2026

Hnub tim 8 lub 2 hlis ntuj no
Thov caw txhua tus mus kos "Pom Zoo" sau cov cai lij choj tshiab.

Peb yuav tsum muaj feem pauv txoj cai loj kom hais txog peb thiab tiv thaiv peb
Kom peb lub neej Hmoob yuas hla dhau txoj tsis ncaj ncees.

ร่วมยืนยันว่าเรา คือ ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ส่วนต่าง ในประเทศนี้ #8กุมภากาเห็นชอบ

19/09/2025
19/09/2025

แม้รัฐธรรมนูญไทยฉบับที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัยและเรียกร้องให้มีการ “เขียนใหม่” จะระบุไว้ชัดเจนเรื่องการห้าม ”เลือกปฏิบัติ“ จากเหตุความแตกต่างหลากหลายของบุคคล …แต่การประกาศใช้กฎหมายชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อ 18 กันยายน 2568 กลับกลายเป็นเพียงกฎหมายลำดับ 3 ถัดจาก ด้านคนพิการ และเรื่องเพศที่ระบุชัดถึงการไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ ด้วยเหตุเฉพาะเจาะจง

ภายใต้เจตนารมณ์ของกฎหมายที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่รัฐซึ่งต้อง “ปกป้อง เคารพ และเติมเต็ม” (Protect, Respect, Fulfill) ด้านสิทธิมนุษยชน ให้แก่คนทุกคน รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองทุกหมู่เหล่า โดยหมายถึงการมีกฎหมายเชิงบวก เพื่อเติมเต็มสิ่งพึงมีพึงได้ ให้ประชาชนใช้สอยสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มภาคภูมิ

การประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงกลายเป็นมาตรการสำคัญเพื่อใช้บังคับกับ “คนทุกคน” ภายใต้การปกครองราชอาณาจักรไทย โดยสาระสำคัญ คือการรับรองและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ 7 ประการ ได้แก่

- สิทธิขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกับผู้อื่น
- สิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- สิทธิในทางวัฒนธรรม ที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของตนเองไม่ให้สูญหาย
- สิทธิด้านการศึกษา ที่จะสามารถร่วมจัดการศึกษาซึ่งส่งเสริมการใช้ภาษาถิ่นควบคู่/อยู่ร่วมในหลักสูตรรัฐ
- สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ
- สิทธิในดำเนินวิถีชีวิต ที่สามารถมีส่วนร่วมตัดสินใจในโครงการที่อาจสร้างผลกระทบต่อชุมชน โดยรัฐต้องถามความยินยอมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ก่อนจะดำเนินการ
- สิทธิในข้อมูลข่าวสาร และด้านสาธารณูปโภค

ซึ่งระบุชัดในมาตรา 12 ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ มีสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การบริการของรัฐ และ “สวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพ“ ทั่วถึง เป็นธรรม โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็มีบรรทัดฐานที่สามัญชนพึงสังวรณ์ทั่วไปว่า การกระทำใดในลักษณะดูถูก เหยียดหยาม สร้างความเสื่อมเสีย เพิ่มความเกลียดชัง ทั้งจากตัวบุคคลหรือผ่านสื่อมวลชนจะกระทำมิได้กำกับไว้

นอกจากประชาชนทั่วไป ที่จำเป็นต้องเริ่มปรับตัวโดยให้การเคารพอย่างไม่กีดกัน ตัดสิน และมีพฤติการณ์เลือกปฏิบัติแล้ว หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญภายใต้กฎหมายฉบับนี้ คือ การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงด้านป่าไม้ ที่ดิน จำเป็นต้องคำนึงถึง “การมีสิทธิในที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามความจำเป็นต่อการดำรงชีพ“ หรือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน โดยเฉพาะสิทธิ “จัดการอนุรักษ์ฟื้นฟูบำรุงรักษาและ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญา“ (ที่ครอบคลุมทั้ง ดิน น้ำ ป่า ตามมาตรา 9)

จึงเห็นได้ชัดเจนจนกฎหมายรองรับว่า อนาคตการดำเนินมาตรการใด ของทั้งปัจเจกบุคคล และการใช้กฎหมายเข้าทำร้ายทำลายกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะกระทำมิได้โดยง่ายอีกต่อไปแล้ว หากมิได้เป็นไปเพื่อการ “ส่งเสริม หรือคุ้มครอง” วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ท้ายสุด กฎหมายเป็นเพียงกรอบกำหนด คล้ายเส้นขีดเขตแดนพฤติกรรมไม่ถึงประสงค์ห้ามข้าม แต่กับเจตนารมณ์ของกฎหมายชนเผ่าพื้นเมืองฉบับนี้ ที่มีความเป็นกฎหมายเชิงบวก* ด้วยการมีกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐ - ประชาชนหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ในการเป็นพื้นที่สื่อสารสร้างความเข้าใจร่วมกันพอกับ พื้นที่ปักปันทางกายภาพ

แม้วันนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการเรียนรู้ - ปรับตัว แต่เมื่อมนุษย์ล้วนดำรงอยู่ได้ด้วยพื้นฐานการแยกแยะและรู้ “ผิดชอบชั่วดี” การมีกฎหมายเพื่อสร้างกรอบมาตรการทางสังคม จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อเปิดรับความแตกต่างหลากหลายในมิติชาติพันธุ์ได้มากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

เพราะการมีกฎหมายไม่ใช่เส้นชัย แต่ปลายทางสำคัญคือการนำมาปรับใช้ในทางปฏิบัติที่ไม่ขัดต่อเจตจำนงค์ ยังคงเป็นเรื่องต้องเฝ้าติดตามร่วมกันจับตาต่อไป … ถ้าไม่เช่นนั้น ตราสัญลักษณ์ใดบนกระดาษก็จะกลายเป็นไร้ค่า สำหรับบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองเอง จำเป็นต้องเร่งสื่อสารทั้งกับคนใกล้ชิด และหน่วยงานที่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์ด้วย เพื่อเริ่มต้นบทสนทนาแห่ง “การให้ความเคารพต่อกัน” โดยทันที

และหากข้อความข้างต้นนี้สร้างความงุนงง จนยากจะเข้าใจแล้ว เราขอเชิญทุกท่านมาร่วมเฉลิมฉลองวันชนเผ่าพื้นเมืองสากล (ซึ่งเลื่อนมาจากวันที่ 9 ส.ค.) เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้ไปด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ (19) ถึง 21 กันยายน 2568 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพ


*ให้คุณ - ไม่ให้โทษ พิสูจน์ได้จากการมีกลไกรับเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียน เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้มีบทกำหนดโทษ แม้กระทั่งขั้นต่ำในทางปกครอง เช่น การปรับเป็นพินัยเอาไว้

#กฎหมาย #ชาติพันธุ์ #สื่ออาสาประชาชน #สื่อชนเผ่า #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ชนเผ่า

19/09/2025

ขอเชิญร่วมงาน “ภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ สร้างสรรค์สังคมไทย”
✨ เต็มอิ่มกับกิจกรรมที่ห้ามพลาด ✨
เวทีสาธารณะ 🗣️
วงเสนา หัวข้อ : “เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองและปัญญาประดิษฐ์ ร่วมปกป้องสิทธิและกำหนดอนาคตที่สดใส”
ร่วมเสวนาโดย
มาริสา ยาแปงกู่ : แกนนำเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ภาคเหนือ
ธนากร บุญแปง : แกนนำเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองภาคกลาง ออก ตก
สุประดิษฐ์ สงณรินทร์ : แกนนำเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ภาคใต้
รสิตา เชิดโฉม : แกนนำเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ภาคอีสาน
ดำเนินรายการโดย
คำอิ่ง ลุงแสง : กรรมการบริหารกิจการสภา ( สชพ. ) สัดส่วนเยาวชน
🗓 วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568
🕡 เวลา : 13.00 - 14.30 น.
ณ หอประชุมชั้น 4 อาคารศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลื่งชัน
สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางเข้าร่วมงาน เรามีถ่ายทอดสดให้ท่านได้ติดตาม สามารถรับชมได้ที่
👉 Facebook Fanpage : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธ-SAC
👉 Facebook Fanpage : IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมคู่ขนานตลอดทั้งงาน อย่าลืมมาพบกัน ในงาน “ภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ สร้างสรรค์สังคมไทย”
วันที่ 19–21 กันยายน 2568
ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กรุงเทพฯ
#วันชนเผ่าพื้นเมือง #ชาติพันธุ์ #ชนเผ่าพื้นเมือง #ภูมิปัญญาชนเผ่า #พรบคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส #สสส #สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ที่อยู่

252 ซอยสหไท หมู่2 ต. สันทรายน้อย อ. สันทราย
Chiang Mai
52010

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66624753520

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เครือข่ายเยาวชนนักศึกษาชาติพันธุ์ม้งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เครือข่ายเยาวชนนักศึกษาชาติพันธุ์ม้ง:

แชร์