19/09/2025
แม้รัฐธรรมนูญไทยฉบับที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัยและเรียกร้องให้มีการ “เขียนใหม่” จะระบุไว้ชัดเจนเรื่องการห้าม ”เลือกปฏิบัติ“ จากเหตุความแตกต่างหลากหลายของบุคคล …แต่การประกาศใช้กฎหมายชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อ 18 กันยายน 2568 กลับกลายเป็นเพียงกฎหมายลำดับ 3 ถัดจาก ด้านคนพิการ และเรื่องเพศที่ระบุชัดถึงการไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ ด้วยเหตุเฉพาะเจาะจง
ภายใต้เจตนารมณ์ของกฎหมายที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่รัฐซึ่งต้อง “ปกป้อง เคารพ และเติมเต็ม” (Protect, Respect, Fulfill) ด้านสิทธิมนุษยชน ให้แก่คนทุกคน รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองทุกหมู่เหล่า โดยหมายถึงการมีกฎหมายเชิงบวก เพื่อเติมเต็มสิ่งพึงมีพึงได้ ให้ประชาชนใช้สอยสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มภาคภูมิ
การประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงกลายเป็นมาตรการสำคัญเพื่อใช้บังคับกับ “คนทุกคน” ภายใต้การปกครองราชอาณาจักรไทย โดยสาระสำคัญ คือการรับรองและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ 7 ประการ ได้แก่
- สิทธิขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกับผู้อื่น
- สิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- สิทธิในทางวัฒนธรรม ที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของตนเองไม่ให้สูญหาย
- สิทธิด้านการศึกษา ที่จะสามารถร่วมจัดการศึกษาซึ่งส่งเสริมการใช้ภาษาถิ่นควบคู่/อยู่ร่วมในหลักสูตรรัฐ
- สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ
- สิทธิในดำเนินวิถีชีวิต ที่สามารถมีส่วนร่วมตัดสินใจในโครงการที่อาจสร้างผลกระทบต่อชุมชน โดยรัฐต้องถามความยินยอมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ก่อนจะดำเนินการ
- สิทธิในข้อมูลข่าวสาร และด้านสาธารณูปโภค
ซึ่งระบุชัดในมาตรา 12 ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ มีสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การบริการของรัฐ และ “สวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพ“ ทั่วถึง เป็นธรรม โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็มีบรรทัดฐานที่สามัญชนพึงสังวรณ์ทั่วไปว่า การกระทำใดในลักษณะดูถูก เหยียดหยาม สร้างความเสื่อมเสีย เพิ่มความเกลียดชัง ทั้งจากตัวบุคคลหรือผ่านสื่อมวลชนจะกระทำมิได้กำกับไว้
นอกจากประชาชนทั่วไป ที่จำเป็นต้องเริ่มปรับตัวโดยให้การเคารพอย่างไม่กีดกัน ตัดสิน และมีพฤติการณ์เลือกปฏิบัติแล้ว หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญภายใต้กฎหมายฉบับนี้ คือ การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงด้านป่าไม้ ที่ดิน จำเป็นต้องคำนึงถึง “การมีสิทธิในที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามความจำเป็นต่อการดำรงชีพ“ หรือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน โดยเฉพาะสิทธิ “จัดการอนุรักษ์ฟื้นฟูบำรุงรักษาและ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญา“ (ที่ครอบคลุมทั้ง ดิน น้ำ ป่า ตามมาตรา 9)
จึงเห็นได้ชัดเจนจนกฎหมายรองรับว่า อนาคตการดำเนินมาตรการใด ของทั้งปัจเจกบุคคล และการใช้กฎหมายเข้าทำร้ายทำลายกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะกระทำมิได้โดยง่ายอีกต่อไปแล้ว หากมิได้เป็นไปเพื่อการ “ส่งเสริม หรือคุ้มครอง” วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
ท้ายสุด กฎหมายเป็นเพียงกรอบกำหนด คล้ายเส้นขีดเขตแดนพฤติกรรมไม่ถึงประสงค์ห้ามข้าม แต่กับเจตนารมณ์ของกฎหมายชนเผ่าพื้นเมืองฉบับนี้ ที่มีความเป็นกฎหมายเชิงบวก* ด้วยการมีกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐ - ประชาชนหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ในการเป็นพื้นที่สื่อสารสร้างความเข้าใจร่วมกันพอกับ พื้นที่ปักปันทางกายภาพ
แม้วันนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการเรียนรู้ - ปรับตัว แต่เมื่อมนุษย์ล้วนดำรงอยู่ได้ด้วยพื้นฐานการแยกแยะและรู้ “ผิดชอบชั่วดี” การมีกฎหมายเพื่อสร้างกรอบมาตรการทางสังคม จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อเปิดรับความแตกต่างหลากหลายในมิติชาติพันธุ์ได้มากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต
เพราะการมีกฎหมายไม่ใช่เส้นชัย แต่ปลายทางสำคัญคือการนำมาปรับใช้ในทางปฏิบัติที่ไม่ขัดต่อเจตจำนงค์ ยังคงเป็นเรื่องต้องเฝ้าติดตามร่วมกันจับตาต่อไป … ถ้าไม่เช่นนั้น ตราสัญลักษณ์ใดบนกระดาษก็จะกลายเป็นไร้ค่า สำหรับบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองเอง จำเป็นต้องเร่งสื่อสารทั้งกับคนใกล้ชิด และหน่วยงานที่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์ด้วย เพื่อเริ่มต้นบทสนทนาแห่ง “การให้ความเคารพต่อกัน” โดยทันที
และหากข้อความข้างต้นนี้สร้างความงุนงง จนยากจะเข้าใจแล้ว เราขอเชิญทุกท่านมาร่วมเฉลิมฉลองวันชนเผ่าพื้นเมืองสากล (ซึ่งเลื่อนมาจากวันที่ 9 ส.ค.) เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้ไปด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ (19) ถึง 21 กันยายน 2568 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพ
*ให้คุณ - ไม่ให้โทษ พิสูจน์ได้จากการมีกลไกรับเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียน เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้มีบทกำหนดโทษ แม้กระทั่งขั้นต่ำในทางปกครอง เช่น การปรับเป็นพินัยเอาไว้
#กฎหมาย #ชาติพันธุ์ #สื่ออาสาประชาชน #สื่อชนเผ่า #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ชนเผ่า