13/01/2026
จากยุคเกษม สู่ยุคสุรเกียรติ์: กลไกสภามหา'ลัยแบบไทย ๆ ที่ถูกสงสัยว่าใช้ "ล็อกสเปก" อธิการบดีในมช.
___
** คำถามว่าด้วยการเป็นนายกสภาควบ 2 มหาวิทยาลัยของสุรเกียรติ์ เสถียรไทย.. เกี่ยวข้องอะไรกับที่มาของอธิการบดีในปัจจุบัน ? **
___
หากใครยังจำบรรยากาศของมช. ในช่วงปลายปี 2564 - ต้นปี 2565 ได้ ก็อาจจะสามารถจำภาพแห่งความขัดแย้งในประเด็นที่แหลมคมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้ได้
ช่วงปลายปี 2564 ซึ่งใกล้หมดวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีคนเดิม (นิเวศน์ นันทจิต) อันนำมาซึ่งกระบวนการสรรหาอธิการบดีคนต่อไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ซึ่งกำหนดให้ใช้กระบวนการสรรหาอย่างลับ ขณะนั้นภายในประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ์ในการ "เลือกอธิการบดี" ของตนเอง
แม้การเคลื่อนไหวครั้งนั้นจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่น่าแปลกใจสำหรับทุกคน คือการที่ "พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล" (รองอธิการบดีในขณะนั้น) ได้รับการเลือกทูลเกล้าให้เป็นอธิการบดีจนถึงปัจจุบันอย่างน่ากังขา แต่เราจะพาทุกคนไปย้อนความทรงจำ เพื่ออภิปรายว่าคำถามต่อประเด็นการดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย 2 แห่งของ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" นั้นสำคัญกับชีวิตของชาวมช. ยังไง โดยชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์จากการสรรหาผู้นำที่แทบไม่ได้มาจากส่วนร่วมของสมาชิกประชาคมมหาวิทยาลัยอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรืออุบัติเหตุทางการบริหาร แต่เป็นผลผลิตของกลไกที่อาจถูกวางไว้อย่างรัดกุม ผ่านตัวละครและกติกาที่ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
___
>> กลไกการเลือกอธิการบดีอย่างลับ: ที่มาของการลุกขึ้น "ขอเลือกอธิการบดี" ของประชาคมมช. เมื่อช่วงปลายปี 2564 - ต้นปี 2565
ในการพิจารณาถึงกลไก (อุบาทว์?) ในการเลือกอธิการบดีในบริบทของมช. เมื่อช่วงปลายปี 2564 - ต้นปี 2565 (ซึ่งนำมาซึ่งการมีอธิการบดีคนปัจจุบัน) เราต้องกลับไปเริ่มต้นพิจารณาที่ "กติกา" ซึ่งถูกวางรากฐานไว้อย่างแข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน ผ่านสภามหาวิทยาลัยภายใต้การคุมบังเหียนของ "เกษม วัฒนชัย" นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในขณะนั้น (ผู้เป็นนายกสภามช. มายาวนานกว่า 18 ปี, และยังเคยดำรงตำแหน่งนายก/กรรมการสภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 แห่ง)
กลไกการเลือกอธิการบดีในขณะนั้น ถูกกำหนดให้เริ่มจากการที่บุคลากรมช. ผู้ที่จบปริญญาตรี + ทำงานมาแล้วเกินกว่า 1 ปีเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนต่อไป ไปยังส่วนงานของตนเอง จากนั้นผู้บริหารส่วนงานต่าง ๆ ในมช. ก็จะเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนต่อไปด้วยวิธีการ "ปรึกษาหารือ" ก่อนที่กรรมการสรรหาอธิการบดีจะกลั่นกรองคุณสมบัติ+ลงมติเลือกผู้สมควรเป็นอธิการบดี และให้สภามหาวิทยาลัยรับรองเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีต่อไป
ทว่า เนื้อหาสำคัญที่ถูกตั้งคำถาม ว่าเป็นเครื่องมือจำกัดการมีส่วนร่วมในการเลือกอธิการบดีโดยชาวประชาคมมช. ในขณะนั้น ก็คือ "ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ. 2554" ในข้อ 8.4.2 ที่ระบุข้อห้ามไว้อย่างชัดเจนว่า "ในการเสนอรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีทุกขั้นตอนให้ใช้วิธีปรึกษาหารือและมิให้ดำเนินการโดยวิธีเลือกตั้งหรือหยั่งเสียง" สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าข้อห้าม ก็คือเนื้อหาที่ถูกเขียนต่อท้ายไว้ว่า.. หากผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยคนใดสนับสนุนวิธีการเลือกตั้งหรือหยั่งเสียง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม "ให้ถือว่ามีความผิดทางวินัย" นอกจากนี้ กระบวนการกลั่นกรองยังถูกล็อกกุญแจชั้นที่สองตามข้อ 8.4.3 ที่ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการโดย "วิธีลับ" ซึ่งถือเป็นการตัดโอกาสการตรวจสอบจากภายนอกอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย
(อ่านข้อบังคับดังกล่าว ฉบับเต็ม: https://council.cmu.ac.th/th/cmu-president/ )
จากสภาวะดังกล่าว ในขณะนั้น.. ได้เกิดกระแสเรียกร้องของนักศึกษาและบุคลากรมช. ที่ต้องการให้สภามหาวิทยาลัยดำเนินไปสู่การมีส่วนร่วมในการสรรหาอธิการบดี (ผ่านการลงชื่อสนับสนุนให้เกิดการหยั่งเสียงเลือกอธิการบดี, การยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง, การเชิญแคนดิเดตอธิการบดีมาแสดงวิสัยทัศน์ต่อหน้าสาธารณชน/การจัดการหยั่งเสียงเลือกอธิการบดี [แบบเถื่อน, โดยสโมสรนักศึกษามช. ปีการศึกษา 2564], ตลอดจนการจัดเวทีเสวนาพูดถึงกระบวนการสรรหาอธิการบดีอย่างแหลมคม) อย่างไรก็ตาม สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เลือกที่จะตอบโต้ด้วยการงัดข้อบังคับมหาวิทยาลัย (ซึ่งออกโดยสภามหาวิทยาลัยเอง) มาอ้าง (นักศึกษาและอาจารย์หลายคนอาจรู้สึกได้ว่าเป็นการข่มขู่) มีการออกประกาศย้ำเตือนเรื่องความผิดวินัยหากใครเข้าร่วมการหยั่งเสียง และถึงแม้ว่าในเวลาถัดมาจะเกิดการออก "ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564" ในวันที่ 30 ธ.ค. 2564 ซึ่งได้ยกเลิกเนื้อหาที่กำหนดให้บุคลากรที่สนับสนุนวิธีการเลือกตั้งหรือหยั่งเสียงมีความผิด แต่การดำเนินการสรรหาอธิการบดีอย่างลับก็ยังคงดำเนินต่อไปจนจบ
แน่นอน ท้ายที่สุด ในวันที่ 23 เมษายน 2565 เฟซบุ๊กเพจของมช. ก็ได้เผยแพร่ชื่อ "พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล" ในฐานะผู้ได้รับการพิจารณาจากกรรมการสรรหาฯ และสภามหาวิทยาลัย เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนที่ 16 ต่อไป (แม้พงษ์รักษ์จะเป็นแคนดิเดตคนเดียวที่ไม่ตอบรับร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณะดังเช่นแคนดิเดตอีก 3 คน, และยังได้คะแนนจากการหยั่งเสียงต่ำที่สุด [2.76 %] จากผลการหยั่งเสียง[เถื่อน]) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในระดับที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถึงกับต้องตั้งค่าโพสต์เอาไว้ไม่ให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้เลยทีเดียว
___
>> กระบวนการสรรหาอธิการฯ ไม่ใช่แค่เป็นความลับ.. แต่ยังอาจ "ล็อกสเปก" อีกด้วย
นอกจากประเด็นข้อบังคับที่กำหนดกระบวนการสรรหาอธิการบดีอย่างลับในขณะนั้น ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงการกีดกันสมาชิกประชาคมไม่ให้รับรู้ + มีส่วนร่วมแล้ว อีกประเด็นที่น่าพิจารณาก็คือลักษณะที่อาจบ่งบอกถึงการ "ล็อกสเปก" ของกระบวนการสรรหาอธิการบดี
เพราะเมื่อพิจารณาข้อบังคับมช. ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ. 2554 ในข้อ 8.1/ 8.2/และ 8.4.3 จะพบว่าข้อบังคับดังกล่าว (ย้ำอีกครั้ง.. ว่าออกโดยสภามหาวิทยาลัยเอง) ได้กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาอธิการบดี "รับข้อคิดเห็นและคำแนะนำจากสภามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ พันธกิจ และเป้าหมาย ที่จะให้ผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีดำเนินการในระยะเวลาสี่ปีข้างหน้า" นำมาใช้ประกอบการกลั่นกรองร่วมกับการแสดงวิสัยทัศน์ (ผ่านการสัมภาษณ์โดยกรรมการสรรหาฯ) (กล่าวโดยง่ายก็คือ.. นอกจากจะสรรหาแบบลับแล้ว, โจทย์การสอบสัมภาษณ์ก็ถูกกำหนดมาแล้วโดยสภามหาวิทยาลัยเอง, แคนดิเดตที่เข้าไปสอบสัมภาษณ์ก็ต้องแสดงวิสัยทัศน์ตามแผนที่วางมาแล้วเท่านั้น)
เมื่อพิจารณาตามนี้ แล้วกลับไปดู "ประกาศคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง รับสมัครผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่" ที่ประกาศไว้เมื่อ 22 พ.ย. 2564 (ซึ่งออกโดยคณะกรรมการที่มี "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" เป็นประธานในขณะนั้น) ก็จะพบว่าในข้อ ข. ของประกาศดังกล่าว ที่มีการประกาศทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในระยะ 4 ปีข้างหน้าที่ถูกกำหนดโดยสภามหาวิทยาลัย ก็จะพบว่า.. มีการกำหนดมาแล้วทุกอย่าง ตั้งแต่วิสัยทัศน์, พันธกิจ 4 ด้าน, เป้าหมายวิสัยทัศน์ปี 2570 (ซึ่งมีข้อกำหนดถึงกระทั่งว่าจะมุ่งไปเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 50 ของโลก, มี Socio-economic Impact ที่วัดคุณค่าด้วยตัวเงินกว่า 60,000 ล้านบาท), วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์, กลยุทธ์, และที่สำคัญ คือการกำหนดว่าจะต้องดำเนินอยู่บน "เป้าหมายการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยอย่างอ้างอิงตามแผนพัฒนาการศึกษาฯ ระยะที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570)" (ชาวมช. มักจะเรียกสิ่งนี้ว่า "แผน 13") สิ่งที่ถูกกำหนดโดยสภามหาวิทยาลัยมาแล้วนี่เอง ที่เปรียบเสมือนคำถามสอบสัมภาษณ์ล็อกสเปกโดยกรรมการสรรหาอธิการบดี
(อ่านประกาศของกรรมการสรรหาฯฉบับเต็ม:https://council.cmu.ac.th/co-static/president/2565/nomination.pdf )
(อ่านแผน 13 ฉบับเต็ม: https://planning.oou.cmu.ac.th/?p=3570 )
__
>> ที่มาอันน่ากังขาของอธิการบดีมช. คนปัจจุบัน
ที่น่าสนใจก็คือ "แผน 13" ที่ถูกร่างขึ้นมาอย่าง "รับลูก" จากนโยบายส่วนกลาง โดยมีการเชิญวิทยากรระดับมันสมองของคสช. มาบรรยาย (และ/หรือใช้ข้อมูลของพวกเขา) เพื่อกระบวนการวางกรอบแผนดังกล่าว (เช่น อดีตรัฐมนตรีผู้วางยุทธศาสตร์ "Thailand 4.0" และ "BCG Model", เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ (สศช.) ผู้กุมบังเหียนแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี) และสอดแทรกนโยบายรัฐเข้าสู่ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เช่น Biopolis platform ที่รับลูกนโยบาย BCG Economy, การกำหนดปัจจัยภายนอกอย่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี/แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13/แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ให้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาวางกรอบยุทธศาสตร์มช.ตาม ฯลฯ) นี้เอง มีข้อสังเกตที่เราควรให้สำคัญดังนี้...
1) ในแผนดังกล่าว "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" ซึ่งเป็นกรรมการสภามช. ผู้ทรงคุณวุฒิในขณะนั้น ก็เป็นหนึ่งในวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกเชิญเข้ามาบรรยายเพื่อวางกรอบแผนดังกล่าว
2) "พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล" ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นอธิการบดีมช. ก็น่าจะมีส่วนร่วมในการให้กำเนิดแผน 13 นี้ด้วยตนเอง (ไม่มากก็น้อย) อย่างแน่นอน
(เพราะในเล่มเอกสารแผน 13 ได้ระบุไทม์ไลน์การจัดทำแผนอย่างชัดเจนว่ามีการจัดทำร่างแผนเพื่อนำเสนอใน "เวทีสัมมนาผู้บริหารมหาวิทยาลัย ปี 2564" ในเดือนกรกฎาคม 2564 ซึ่งสอดคล้องกับข่าวสาธารณะที่ระบุว่าในวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 พงษ์รักษ์ [ในฐานะรองอธิการบดีในขณะนั้น] เป็นผู้ขึ้นเวทีนำเสนอร่างกรอบแผนฯ นี้ด้วยตนเอง ในเวทีดังกล่าว)
(ที่มา: https://www.chiangmainews.co.th/social/1736551/ )
และ 3) ถึงแม้ในแผนฯ จะระบุว่ามีการดึงบุคลากรสายวิชาการจากกลุ่มสาขาวิชาต่าง ๆ จํานวน 46 คน และบุคลากรสายสนับสนุน จํานวน 50 คน (ฟังดูเป็นการทำงานอย่างเทคโนแครต?) เข้ามาเป็นกลุ่มผู้รับผิดชอบหลักในการรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็น แต่การจะใช้กระบวนการดังกล่าวมาเคลมว่าประชาคมมช.มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุดนั้น เหมาะสมแล้วหรือไม่ ? มีชาวประชาคมมช. สักกี่คนที่รู้สึกว่าถูกรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงยุทธศาสตร์อย่างจริง ๆ จัง ๆ ?
คำถามที่ต้องตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ.. การที่พงษ์รักษ์ได้รับเลือกเป็นอธิการบดี จากการสอบสัมภาษณ์โดยกรรมการสรรหาอธิการบดี (ที่มีสุรเกียรติ์เป็นประธาน) ที่กำหนดให้แคนดิเดตอธิการบดีต้องแสดงวิสัยทัศน์ด้วยเป้าหมายการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยอ้างอิงตามแผนพัฒนาการศึกษาฯ ระยะที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) (แผน 13) ที่ตัวพงษ์รักษ์เองก็มีส่วนร่วมในการให้กำเนิดไม่มากก็น้อย บนข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีอย่างลับและการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ใช้เป็นข้อสอบสัมภาษณ์จากการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยภายใต้การเป็นนายก "ของเกษม วัฒนชัย" ในห้วงเวลาเกือบ 20 ปีนี้ เป็นเรื่องบังเอิญ หรือถูกออกแบบมาอย่างน่ากังขาถึงการรักษาไว้ซึ่งสภาพของอำนาจในการบริหารมช. โดยผู้คนกลุ่มเดิม ๆ ? แล้วมช. ของเราถูกกำหนดโดยผู้บริหารที่มาจากกระบวนการในลักษณะดังกล่าวมานานเท่าไรแล้ว ?
และที่สำคัญ กลไกในลักษณะนี้ใช่หรือไม่.. ที่กีดกันผู้คนที่มีความคิดในการบริหารมหาวิทยาลัยแบบอื่น ๆ ไม่ให้สามารถย่างกรายเข้าไปสู่อำนาจในการบริหารที่เข้าถึงได้โดยคนบางกลุ่มเท่านั้น?
___
จากที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวล หากเรามองกลับมายังคำถามต่อการกลับมาดำรงตำแหน่งนายกสภาพร้อมกันถึง 2 มหาวิทยาลัยของ "สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" (ซึ่งเป็นการรับไม้ต่อจาก "เกษม วัฒนชัย") เราพึงจะต้องกลับมาทบทวนและสอดส่องกันให้ดี ว่าอันที่จริงมีใครอีกบ้าง นอกจากสุรเกียรติ์ และเกษมแห่งมช. ที่รับตำแหน่งนายก/กรรมการสภามหาวิทยาลัยมากมายหลายแห่ง ประหนึ่ง "อาชีพกรรมการสภามหาวิทยาลัย" ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งคำครหาถึงการเป็น "ราชวงศ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัย" ในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ (ผู้เขียนเชื่อว่ามีกรณีของคนอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมาก)
และที่สำคัญ เราในฐานะประชาคมมช. พึงจะต้องจับตามองการตอบสนองของสภามหาวิทยาลัยในยุคของคุณสุรเกียรติ์ต่อคำถามเหล่านี้ให้ดี เพราะในการสรรหาอธิการบดีมช. ในวาระต่อไปที่กำลังมาถึงเร็ว ๆ นี้ ก็จะยังคงดำเนินไปภายใต้ข้อบังคับ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ. 2567 ที่เพิ่งออกมาโดยสภามช. ในปลายยุคของ "เกษม วัฒนชัย" อีกเช่นกัน... . หรือระบอบเดิมนั้นไม่เคยหายไป เพียงแต่ถูกออกแบบมาให้ปรับตัวเพื่อที่จะอยู่รอดตลอดไป
(อ่านข้อบังคับเรื่องการสรรหาอธิการฯ ฉบับใหม่ ปี พ.ศ. 2567: https://cmulaw.cmu.ac.th/Download?fid=76745a85-ae54-493c-944a-b7170cdbaa8e )
ทั้งนี้ ผู้เขียนจะมาเจาะลึกประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับสภามหาวิทยาลัยต่อไปอีกในโอกาสหน้า
___
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในมช. ต่อกระบวนการสรรหาอธิการบดี ช่วงปลายปี 2564 - ต้นปี 2565
https://www.facebook.com/share/p/1BxsRfP93C/
https://www.facebook.com/share/p/1CEgtQQYh8/
https://www.facebook.com/share/p/1DLwZqeC3X/
https://www.facebook.com/share/p/1CNwYhwJEk/
https://www.facebook.com/share/p/1Br951r9q9/
https://www.facebook.com/share/p/17wjB3ezex/
https://www.facebook.com/share/v/1CYPEhWFyw/
https://www.facebook.com/share/p/1AQy9HPgzz/
https://www.facebook.com/share/p/1Bmvm6ZVKf/
https://www.facebook.com/share/p/1A8UBC6x6R/
https://www.facebook.com/share/p/1PW1gN72eA/
https://www.facebook.com/share/p/1ASfT8YpoH/
https://www.facebook.com/share/p/1BhqWeKukT/
https://www.facebook.com/share/p/1DZETsBvto/
https://www.facebook.com/share/p/15VWdPW9M36/
https://www.facebook.com/share/p/1DJMGpzjCW/
https://www.facebook.com/share/p/17zbyF9oB1/
https://www.facebook.com/share/p/1Fn9rMDGyD/
https://prachatai.com/journal/2022/02/97162
https://www.facebook.com/share/p/1CqrjNsjob/
https://www.facebook.com/share/p/1aFP6aGXkz/
___
#สนับสนุนวัยรุ่ยวันค่ำคืนฮุ่ง