19/07/2026
[ปักตระกร้า ลงลิฟต์ และ Eating Disorder]
คำเตือนเนื้อหา: โรคการกินผิดปกติ (Eating Disorder), พฤติกรรมล้วงคออาเจียน (Purging), มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย (Mention of Su***de)
เพียงไถโซเชียลมีเดียก็อาจพบคำอย่าง "ปักตะกร้า" หรือ "ลงลิฟต์" ซึ่งเป็นคำเลี่ยงบาลีที่ใช้แทนการ "ลดน้ำหนัก" อยู่บ่อยครั้ง ท่ามกลางกระแสที่ผู้คนพูดถึงการลดน้ำหนักอย่างกว้างขวาง ยังมีอีกคำหนึ่งที่ควรได้รับความสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ โรคการกินผิดปกติ (Eating Disorder)
แม้คำนี้จะไม่ใช่ศัพท์ที่ติดหูหรือถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่การทำความเข้าใจโรคนี้สำคัญยิ่งกว่าการจดจำคำที่กำลังเป็นกระแส
โรคการกินผิดปกติ (Eating Disorder) เป็นกลุ่มโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่อ ความคิด และการรับรู้เกี่ยวกับรูปร่างและน้ำหนักของตนเอง จนไปถึงส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ป่วยเอง โดยมีหลายรูปแบบ เช่น โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) โรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) และโรคกินไม่หยุด (Binge Eating Disorder)
ข้อมูลเหล่านี้หาอ่านได้ไม่ยากบนอินเทอร์เน็ต แต่คำอธิบายทางการแพทย์มักบอกเราได้เพียงว่าโรคนี้ "คืออะไรอย่างง่าย ๆ" มากกว่าจะทำให้เข้าใจว่า โรคนี้ "เป็นอย่างไร"
เพราะสำหรับผู้ป่วยแล้ว โรคการกินผิดปกติไม่ได้เป็นเพียงคำจำกัดความหรือรายชื่อโรค หากแต่เป็นประสบการณ์ที่ยากจะอธิบายด้วยตำราทางการแพทย์ กระทั่งชื่อแปลภาษาไทยของโรคเองก็ยังชวนให้ผู้คนเข้าใจการเจ็บป่วยอย่างผิวเผิน ราวกับเมื่อเห็นคนกินน้อย ก็คิดว่าตนเข้าใจโรคนี้แล้ว ทั้งที่สิ่งที่มองเห็นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดทั้งหมด
บทความนี้จึงไม่ใช่คำอธิบายทางการแพทย์ หากเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ของผู้ป่วยคนหนึ่งที่เคยเข้ารับการบำบัดโรคการกินผิดปกติ
หากต้องนิยามโรคนี้ในฐานะผู้ป่วย เราคงเรียกมันว่า “โรคที่บังคับให้เราอยู่ในวงจรพิสูจน์ตัวเอง ล้มเหลว และการเกลียดตัวเองซ้ำ ๆ ไม่ว่าเราจะรูปร่างแบบใด ผอม สมส่วน น้ำหนักเกินก็อยู่ในวงจรนี้ได้ทั้งนั้น”
สำหรับผู้ป่วย อาหารไม่ใช่แค่อาหาร แต่มันเชื่อมโยงกับการถูกตัดสิน ความรู้สึกว่าเราไม่ดีพอ และความเชื่อว่าคุณค่าของเราขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก ความคิดเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ค่อย ๆ ถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ การเลี้ยงดู คำพูดของผู้คน และสิ่งสังคมส่งต่อมาตั้งแต่วัยเด็ก (แม้ในเชิงการแพทย์จะระบุว่ามีปัจจัยจากพันธุกรรมร่วมด้วยก็ตาม) จนกลายเป็นเสียงในหัวที่ดังเสียยิ่งกว่าเสียงของตัวเราเอง ทั้งหมดนำมาสู่พฤติกรรมที่เป็นพิษต่อผู้ป่วยเอง อย่าง การล้วงคออ้วก การกินยาถ่ายเกินความจำเป็น การออกกำลังกายเพื่อลงโทษตัวเอง หรือแม้แต่ การตัดสินปลิดชีวิตตัวเอง
เมื่อโรคถูกอธิบายด้วยคำว่า 'กลัวอ้วน' ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้คนจึงมองว่าผู้ป่วยเป็นเพียงคนที่หมกมุ่นกับความผอม ทั้งที่สำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย ความทุกข์ที่แท้จริงอยู่ลึกกว่านั้น ข้อเท็จจริงของโรค คือ ผู้ป่วยไม่ได้กลัวอ้วน แต่ สิ่งที่เรากลัวก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง คือ การไม่เป็นที่ยอมรับจากสังคม การไม่อยากโดนเลือกปฏิบัติ
จากการแพร่หลายของกระแส "ปักตะกร้า" และ "ลงลิฟต์" บนสื่อออนไลน์ ผู้เขียนกังวลว่ากระแสเหล่านี้อาจยิ่งส่งเสริมให้โรคการกินผิดปกติพบได้มากขึ้น ขณะที่สังคมกลับยังขาดความตระหนักรู้ต่อความร้ายแรงของโรค และยังคงยึดโยงอยู่กับชุดความคิดที่บิดเบี้ยวเกี่ยวกับรูปร่าง น้ำหนัก และคุณค่าของร่างกาย
ในฐานะผู้ป่วยคนหนึ่ง ขอเลือกใช้พื้นที่เล็ก ๆ นี้เพื่อส่งเสียงและชวนให้ทุกคนตั้งคำถามกับค่านิยมที่เราคุ้นชิน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เสพสื่อ ผู้ผลิตสื่อ หรือผู้ที่มีส่วนร่วมในการส่งต่อเนื้อหาบนโลกออนไลน์ เพราะทุกคำพูด ทุกภาพ และทุกคอนเทนต์ ล้วนมีอิทธิพลต่อใครบางคนเสมอ
บทเรียนสำคัญที่สุดจากการเข้ารับการบำบัดมากกว่า 50 ครั้ง คือการได้เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวตนอะไรเลย เพื่อใช้ชีวิต หรือเพื่อใครก็ตาม เพียงแค่เราใช้ชีวิตนั้นก็มีคุณค่าในตัวมากพอแล้ว
หากเนื้อหาในบทความนี้ทำให้คุณตระหนักว่ากำลังเผชิญกับภาวะเหล่านี้อยู่โปรดรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่ลำพัง การหันหน้าไปปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง คือก้าวแรกที่กล้าหาญและปลอดภัยสำหรับคุณ
สายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง)
สายด่วน สปสช. โทร. 1330
หรือศูนย์ให้คำปรึกษาของสถานศึกษาของคุณ
เขียนและภาพโดย Saya.
#ปักตะกร้า