ANR Raks Thai Foundation

ANR Raks Thai Foundation ฝ่ายงานเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และส?

ผนึกพลังภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน ฟื้นป่าต้นน้ำ ขับเคลื่อน PES สู่ Nature Positiveร่วมสร้างต้นแบบการลงทุนเพื่อธรรมชาติ เ...
01/07/2026

ผนึกพลังภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน ฟื้นป่าต้นน้ำ ขับเคลื่อน PES สู่ Nature Positive
ร่วมสร้างต้นแบบการลงทุนเพื่อธรรมชาติ เสริมพลังชุมชนผู้พิทักษ์ป่า "Forest Guardians" ฟื้นฟูป่าต้นน้ำแม่แตง

บ้านหัวเลา เชียงใหม่ : 30 มิถุนายน 2569 – สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ร่วมกับ มูลนิธิรักษ์ไทยและภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม "PES เสริมพลังชุมชนต้นน้ำ ปลูกป่า สร้างฝาย ฟื้นป่าต้นน้ำแม่แตง" ภายใต้แนวคิด "Nature Positive : ฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อความยั่งยืนของคนและระบบนิเวศ" ณ บ้านหัวเลา ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างต้นแบบความร่วมมือในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติผ่านกลไก Payment for Ecosystem Services (PES) เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน ร่วมลงทุนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กิจกรรมได้รับเกียรติจาก นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), คุณพักตร์พิมล โชคดีปรีชากุล ผู้อำนวยการสำนักเผยแพร่และส่งเสริมการมีส่วนร่วม BEDO, คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด, คุณพร้อมบุญ ภาพิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย คุณจักรพันธุ์ ทองอ่ำ นายอำเภอแม่แตง คุณพรนรินทร์ คุ้มทอง ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลป่าแป๋ และหน่ายงานภาครัฐในพื้นที่ ประชาชน ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ รวม 221 คน ร่วมลงมือฟื้นฟูป่าต้นน้ำแม่แตง รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภายในงานมีการจัดเวที "Voices for Nature : เสียงจากภาคีเพื่อธรรมชาติ" ถ่ายทอดมุมมองจากผู้แทนของ BEDO ตัวแทนชุมชน และมูลนิธิรักษ์ไทย ในประเด็นการขับเคลื่อน PES การลงทุนเพื่อธรรมชาติ (Nature Investment) การขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน และการเสริมพลัง Forest Guardians หรือชุมชนผู้พิทักษ์ป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ป่าไม้และการพัฒนาระบบเกษตรอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง Regenerative Agriculture

นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า
"การฟื้นฟูป่าต้นน้ำไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน การขับเคลื่อนผ่านกลไก PES ถือเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อชุมชนและสังคม อีกทั้งการพัฒนาการเกษตรยังต้องมุ่งสู่ระบบเกษตรยั่งยืน"

กิจกรรมในครั้งนี้ที่ผู้เข้าร่วม ร่วมกันปลูกไม้ถิ่นกว่า 1,000 กล้า ได้แก่ ขนุนป่า มะขามป้อม และมะไฟป่า พร้อมร่วมสร้าง ฝายชะลอน้ำ 15 ฝาย ทั้งฝายภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝายกึ่งถาวร เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูลำห้วย ลดความเสี่ยงไฟป่า ชะลอการพังทลายของดิน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ต้นน้ำแม่แตง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือ พิธี "ส่งต่อพลังจากภาคีสู่ชุมชน" โดยองค์กรภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมร่วมประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนชุมชนตามหลักการ PES พร้อมรับประกาศเกียรติคุณในฐานะองค์กรผู้หนุนเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ บริษัท IBM ประเทศไทย จำกัด บริษัท บุญถาวร รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด บริษัท แอกซ่า ประกันภัย จำกัด โรงแรมอะเมเนอร์ เชียงใหม่ โรงแรมสบาย สบาย เชียงใหม่ หน่วยบริการและพัฒนาสังคม สภาคริสตจักรในประเทศไทย มูลนิธิ YMCA เพื่อการพัฒนาภาคเหนือ

คุณอารีย์ เงินหน่อหล้า แกนนำสตรีบ้านหัวเลา กล่าวว่า
"รู้สึกดีใจมากที่ทุกหน่วยงานมาช่วยชาวบ้านปลูกป่า สร้างฝาย และให้กำลังใจพวกเรา และไม่เคยคิดว่าท่านรองผู้ว่าราชาการจังหวัดจะมาช่วยเราสร้างฝาย พวกเราจะช่วยกันดูแลป่า ป้องกันไฟป่า และรักษาต้นน้ำแห่งนี้ไว้ให้ลูกหลานต่อไป"

โครงการนี้สะท้อนแนวคิดว่า "การอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของชุมชนเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน" โดยกลไก PES เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้ได้รับประโยชน์จากบริการของระบบนิเวศ กับผู้ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดการแบ่งปันความรับผิดชอบและการลงทุนเพื่อธรรมชาติอย่างเป็นธรรม นำไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว และกิจกรรมครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและการแสวงหาภาคีในการ “"ส่งต่อพลังจากภาคีสู่ชุมชนผู้พิทักษ์ป่า" ผู้เป็นด่านหน้าในการปกป้องรักษาผืนป่าและความหลากหลายทางชีวภาพของพวกเราทุกคน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
มูลนิธิรักษ์ไทย ฝ่ายงานสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคเหนือ โทรศัพท์. 053-247-695
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO)

ผู้พิทักษ์ป่า - พลังของชุมชนในการจัดการไฟป่า เพื่ออากาศที่เราทุกคนหายใจร่วมกันตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วิกฤตฝุ...
20/06/2026

ผู้พิทักษ์ป่า - พลังของชุมชนในการจัดการไฟป่า เพื่ออากาศที่เราทุกคนหายใจร่วมกัน

ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วิกฤตฝุ่น PM 2.5 เริ่มเป็นปัญหาใหญ่ของภาคเหนือ แนวทางและมาตรการจัดการไฟป่าได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและนโยบายของภาครัฐ แต่จนถึงวันนี้ ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ยังคงเป็นความท้าทายที่เราต้องเผชิญร่วมกัน

ท่ามกลางแรงกดดัน คำวิจารณ์ การกล่าวโทษ ความไม่พร้อมทั้งด้านอุปกรณ์และเสบียง และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชุมชนต้องแบกรับ ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนหยัดทำหน้าที่ปกป้องผืนป่าอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ "ชุมชนผู้พิทักษ์ป่า (Forest Guardians)"

เสียงจากผู้นำชุมชน ตัวแทนชาวบ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจาก 20 หมู่บ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันว่า พวกเขาพร้อมทำหน้าที่ดูแลทรัพยากรของส่วนรวม ทั้งการป้องกันไฟป่า การลาดตระเวน การดับไฟ การฟื้นฟูพื้นที่ป่า และการสร้างความร่วมมือเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

จากการทำงานวิจัยและพัฒนาแผนการจัดการไฟป่าร่วมกันระหว่างชุมชน อาจารย์ไพสิฐ พานิชกุล ผศ.ดร.พลภัทร เหมวรร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และทีมงานมูลนิธิรักษ์ไทย ได้สะท้อนให้เห็นว่า สาเหตุของไฟป่าในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน บางแห่งเกี่ยวข้องกับการเก็บหาของป่า การเตรียมพื้นที่เกษตร การล่าสัตว์ หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อน

ดังนั้น การแก้ปัญหาไฟป่าจึงไม่อาจใช้วิธีเดียวกับทุกพื้นที่ได้ สิ่งสำคัญคือ "ต้องเข้าใจคนจุดไฟ เข้าใจว่าทำไมเขาจึงจุด และร่วมกันหาทางออกที่ตรงกับสาเหตุของปัญหา" ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ข้อเสนอเหล่านี้ถูกถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนโดยผู้แทนจาก 20 ชุมชน จำนวนกว่า 130 คน ในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

"เข้าถึง เข้าใจคนจุด เข้าใจว่าทำไมเขาถึงจุด และทำงานร่วมกันเพื่อหาทางแก้ไข" คือหัวใจสำคัญที่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและให้ข้อเสนอแนะต่อการจัดการไฟป่าในครั้งนี้

วันนี้...ผู้พิทักษ์ป่ายังคงทำหน้าที่ของตนเองอย่างเข้มแข็ง
คำถามสำคัญคือ พวกเราทุกคนจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการสนับสนุนคนทำงานด่านหน้าเหล่านี้

เพราะการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่ภาระของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมทั้งระบบ

"1 คน 1 วัน 1 ฝาย หลายต้น เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำแม่แตง"เชิญครับ มาร่วมดูแลป่าต้นน้ำแม่แตง บ้านหัวเลา ต.ป่าแป๋  อ.แม่แต่ง จ...
16/06/2026

"1 คน 1 วัน 1 ฝาย หลายต้น เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำแม่แตง"

เชิญครับ มาร่วมดูแลป่าต้นน้ำแม่แตง บ้านหัวเลา ต.ป่าแป๋ อ.แม่แต่ง จ.เชียงใหม่ ร่วมกัน กับกิจกรรม

ไม่สะดวกไป สามารถร่วมสมทบทุนตั้งกองทุนอนุรักษ์ป่าบ้านหัวเลาได้ครับ

ไฟป่า ป้าหล้า ไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีค่าจ้าง แต่ทำเพื่อ ........ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย ชุมชน “บ้านดอยปุ๋ย” ชุม...
30/04/2026

ไฟป่า ป้าหล้า ไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีค่าจ้าง แต่ทำเพื่อ ........

ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย ชุมชน “บ้านดอยปุ๋ย” ชุมชนม้งที่หลายคนรู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยว แต่เบื้องหลังความสวยงาม คือการต่อสู้กับ “ไฟป่า” ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกปี

ในเวทีพูดคุยที่จัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) มูลนิธิรักษ์ไทย ที่มีทั้งกำนัน สมาชิกเทศบาล หัวหน้าทีมไฟป่าชุมชน 13 ทีม และชาวบ้านเข้าร่วมกันแลกเปลี่ยน ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น มีผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งนั่งฟังอย่างตั้งใจ ยิ้มแย้ม และมีแววตาที่มุ่งมั่น กำนัน แนะนำให้เรารู้จัก “ป้าหล้า” วัยกว่า 60 ปี ที่รุกขึันมาดับไฟ

เริ่มต้นปีใหม่ในทุกๆปี สำหรับที่นี่ นั่นไม่ใช่แค่การเริ่มต้นปี แต่คือ “การเริ่มต้นฤดูไฟป่า”

ชุมชนบ้านดอยปุย มีข้อตกลงร่วมกันว่า ทุกครัวเรือนต้องเป็นส่วนหนึ่งของทีมไฟป่า ดับไฟป่า โดยแบ่งเป็น 13 ชุด ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ก่อนฤดูไฟ ทีมเตรียมการจะออกไปสำรวจเส้นทาง ทีมเตรียมความพร้อมอุปกรณ์ ทั้งเครื่องเป่าลม เลื่อย และเครื่องตัดหญ้าให้พร้อมใช้งาน เมื่อถึงกำหนดนัดหมาย 13 ทีมไฟป่าจะเข้าทำแนวกันไฟในจุดเสี่ยง เพื่อสร้างแนวกันไฟ ซึ่งในปี 2569 นี้ ต้องใช้เวลาทำต่อเนื่องถึง 3 วันเต็ม ขณะเดียวกัน ทีมโดรนและกล้องวงจรปิดจะทำหน้าที่เฝ้าระวังควันไฟตลอดเวลาในฤดูแล้ง

“เสือ” เจ้าของร้านอาหารตามสั่งในหมู่บ้าน คือคนที่นั่งเฝ้าจอมือถือ คอยดูสัญญาณควัน และบินโดรนตรวจสอบทันทีที่พบความผิดปกติ ก่อนแจ้งกำนันและทีมไฟป่าเข้าควบคุมสถานการณ์ "บางครั้งต้องทิ้งอาหารในกระทะที่กำลังทำ ไปสู้ไฟ"

ตลอด 3 เดือนของช่วงเสี่ยงไฟป่า ทีมทั้ง 13 ชุดจะหมุนเวียนกันออกลาดตระเวน โดยต้องตระเตรียมอาหารการกิน น้ำดื่มไปเอง

แต่ปีนี้…ไฟเกิดขึ้นแล้วถึง 6 ครั้ง มากกว่าปีก่อนที่มีเพียงครั้งเดียว งบประมาณที่ใช้ในการจัดการไฟป่า — มากกว่า 200,000 บาท
โดย ไม่รวมค่าแรงแม้แต่บาทเดียว

“เงินมาจากไหน?”
กำนันตอบสั้นๆ ว่า
“ผมควักเงินตัวเองก่อน รอเงินหลวงช้าไม่พอ”
ที่เหลือคือเงินสมทบจากชุมชน

เมื่อถามว่า “เวลาไฟไหม้ ใครไปดับ?”
คำตอบคือ “ทีมไฟป่าชุมชน ผู้นำ และใครก็ตามที่พร้อม”

สายตาทุกคนหันไปมอง “ป้าหล้า”
ป้ายิ้ม…แล้วเล่าว่า
“ไม่อยากให้มีไฟป่า อยากช่วย ป้าเข้าไปดับไฟไม่ได้มันอันตราย แต่ป้าช่วยแบกถังน้ำได้ ก็ไปช่วยกัน”
เส้นทางขึ้นเขาลาดชัน ลื่นง่าย รองเท้าแตะที่ใส่…ไม่เหมาะกับการเดินป่า
แมลงในป่า ทั้งแมงหวี่ ไร และสารพัดแมลง รุมตอมทั้งกลางวันและกลางคืน
ไฟฉายก็ไม่สว่างพอ แต่ป้าหล้ายังยืนยันว่า “ถ้ามีไฟป่า ป้าก็จะไปช่วย”

จากบทสรุปของชาวบ้าน และข้อมูลจุดความร้อน ไฟทั้ง 6 จุด ในปีนี้ ไม่ได้เกิดจากคนในชุมชน แต่ลุกลามมาจากพื้นที่ข้างเคียงเข้าสู่พื้นที่ที่ชุมชนดูแลมาแต่บรรพบุรุษ นี่คือความจริงอีกด้านของไฟป่า ที่คนอย่างเราอาจไม่เคยเห็น และตกอยู่ในความคิดว่า "ชาวบ้านในชุมชนเผาป่า"

ป้าหล้าไม่ต้องการอะไรมากสำหรับการไปช่วยดับไฟ แต่เราตระหนักว่าไฟฉายที่สว่างพอ หมวกตาข่ายกันแมลงตอมหน้าตา เข้าหูเข้าจมูก รองเท้าผ้าใบที่ยึดเกาะดี และถุงมือสักคู่

สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ อาจช่วยให้ ป้าหล้า ปลอดภัยขึ้นอีก ในภารกิจที่ป้าหล้า “ไม่จำเป็นต้องทำเลย” แต่เธอ “เลือกที่จะทำ” เพื่อปกป้องป่า เพื่อปกป้องบ้านเกิดและเพื่อให้พวกเราทุกคน ได้หายใจในอากาศที่สะอาดขึ้น

ก่อนที่เราจะบ่นเรื่อง PM2.5
บางที…เราควรถามตัวเองว่า
“เราทำอะไรแล้วบ้าง
เพื่อคนที่กำลังสู้กับไฟ…แทนเราอยู่บนดอย?”

26/04/2026

4 เดือนในทุกๆปี ทั้งหมู่บ้านร่วมทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน ดับไฟป่า ในงบ 3 หมื่น
ปีแล้วไม่มีไฟ ทำดีมาก ปีนี้ทำต่อไปนะ แต่ไม่มีงบให้ละ

ที่อยู่

225/112 Moo 4, Sanpranet Sub-district
Changwat Chiang Mai
50210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6653247695

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ANR Raks Thai Foundation โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ANR Raks Thai Foundation:

ทางลัด

แชร์