ZOMA HAUS Welcome to ZoMA-HAUS!

Knowledge Hub, Innovation & ESG Advisory 😎🎉 International Partnerships & More!

A hidden spot! Fantastic Korean Food 😎
06/06/2026

A hidden spot! Fantastic Korean Food 😎

29/05/2026

14/05/2026

Let's gooooo! 😉😘

14/05/2026

Wowwwww! 💕

14/05/2026

หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า: โอกาสทางธุรกิจท่ามกลางแรงกดดัน 🔌🚗⚡

Key Takeaways

• ราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเร่งให้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
• ไทยมีรถ BEV + PHEV รวมกันกว่า 520,000 คัน (ณ มี.ค. 2026)
• ขณะที่หัวชาร์จสาธารณะมีราว 14,000 หัว →เท่ากับ ~37 คันต่อ 1 หัวชาร์จ
• โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ทันต่อการเติบโต และกระจุกตัวในบางพื้นที่
• ตลาดยังเปิดสำหรับ SME แต่ต้องเลือกทำเลและโมเดลธุรกิจอย่างรอบคอบ
• การสร้างรายได้ควรมาจาก Ecosystem ไม่ใช่ค่าชาร์จเพียงอย่างเดียว

🚗จากน้ำมันแพง…สู่ EV boom

ข้อมูลล่าสุด ณ มีนาคม 2026 สะท้อนว่า EV ในไทยไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างชัดเจน โดยรถ BEV ในระบบมีจำนวน 434,968 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ PHEV มีอีก 85,443 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถที่ต้องพึ่งพาการชาร์จไฟรวมกันมากกว่า 520,000 คัน
ตัวเลขนี้คือ ความต้องการที่แท้จริงและเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในระยะถัดไป

⚠️คอขวดใหม่: รถโตเร็วกว่าหัวชาร์จ

แม้จำนวนหัวชาร์จสาธารณะในไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนอยู่ที่ประมาณ 14,000 หัว แต่เมื่อเทียบกับจำนวนรถที่ต้องใช้จริง จะพบว่าหัวชาร์จ 1 หัวต้องรองรับรถประมาณ 37 คัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนรถกลุ่มนี้เติบโตเร็วกว่าหัวชาร์จอย่างมีนัยสำคัญสะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานเริ่มตึงตัว โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองและช่วงเวลาเร่งด่วน ในโลกจริง ผู้ใช้ยังต้องเผชิญกับการรอคิว หัวชาร์จที่ไม่พร้อมใช้งาน หรือสถานีที่กระจุกตัว ทำให้ความสามารถในการใช้งานจริงต่ำกว่าที่ตัวเลขบอก และนี่คือช่องว่างที่ธุรกิจสามารถเข้าไปเติมเต็มได้

💼โอกาสของ SME: ไม่ใช่แค่ติดตั้ง แต่ต้องเลือกให้ถูก

แม้ตลาดหัวชาร์จในไทยจะมีผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองสัดส่วนสูง แต่ยังไม่ถึงขั้นอิ่มตัว ทำให้ยังมีพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะในทำเลที่ผู้เล่นรายใหญ่ยังเข้าไม่ถึง
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้ดูน่าสนใจคือ “การลงทุนเริ่มต้นไม่สูง” แต่ในทางปฏิบัติ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การติดตั้ง แต่อยู่ที่การเลือกทำเล และการประเมินดีมานด์ หากอยู่ในพื้นที่ที่การใช้งานยังไม่ถึงระดับคุ้มทุน ธุรกิจอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้ ในทางกลับกัน พื้นที่ที่มี Traffic สูง เช่น Community Mall อาคารสำนักงาน หรือเส้นทางหลัก อาจสร้างรายได้และโอกาสเติบโตได้เร็วกว่า
ดังนั้นสำหรับ SME สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ทำได้หรือไม่ แต่คือ ควรทำที่ไหน

🔋 เลือกให้ถูก: AC หรือ DC ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค

หัวชาร์จแต่ละประเภทไม่ได้ตอบโจทย์เหมือนกัน หัวชาร์จแบบ AC ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า เหมาะกับสถานที่ที่ลูกค้าใช้เวลาอยู่นาน เช่น ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ขณะที่หัวชาร์จแบบ DC แม้ใช้เงินลงทุนสูงกว่า แต่เหมาะกับทำเลที่ต้องการ Turnover สูง เช่น ปั๊มน้ำมัน หรือเส้นทางหลักระหว่างจังหวัด
การเลือกประเภทหัวชาร์จจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือการกำหนดรูปแบบรายได้ของธุรกิจตั้งแต่ต้น

🧩โมเดลธุรกิจที่เริ่มชัด: หัวชาร์จคือ Traffic ไม่ใช่แค่รายได้

ผู้ประกอบการเริ่มมองหัวชาร์จเป็นมากกว่าแหล่งรายได้จากค่าไฟ แต่เป็นเครื่องมือดึงลูกค้าเข้ามาในพื้นที่ เพราะระหว่างที่ลูกค้ารอชาร์จ 20–40 นาที คือโอกาสในการสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นได้ เช่น ร้านสะดวกซื้อ คาเฟ่ หรือศูนย์อาหาร สำหรับ SME แนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะการพึ่งพารายได้จากค่าชาร์จเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในระยะเริ่มต้น การผสานหัวชาร์จเข้ากับธุรกิจเดิมเป็นการเชื่อมโยงจึงเป็นการสร้าง Ecosystem ที่ทำให้โมเดลธุรกิจยั่งยืนมากขึ้น และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

🔄มองไปข้างหน้า: แข่งกันที่ประสบการณ์

ในระยะต่อไป การแข่งขันในธุรกิจนี้จะไม่ได้วัดกันที่จำนวนหัวชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่ประสบการณ์ผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมใช้งาน ความสะดวกของระบบชำระเงิน หรือความสามารถในการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ
ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ง่ายและเชื่อถือได้ จะมีโอกาสสร้างฐานลูกค้าและรายได้ในระยะยาวได้มากกว่าผู้ที่เน้นขยายจำนวนอย่างเดียว

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และสร้างดีมานด์ใหม่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในขณะเดียวกัน ระบบยังไม่พร้อมรองรับทั้งหมด นี่จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับ SME
สุดท้ายแล้ว โอกาสนี้จะกลายเป็นกำไรหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าตลาดโตแค่ไหน
แต่อยู่ที่ว่า เราเข้าไปอยู่ในจุดที่มีความต้องการเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า
เรื่องและภาพ: สิทธิศักดิ์ ชุณหรุ่งโรจน์ Economist, Bnomics
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#ธนาคารกรุงเทพ

14/05/2026

🏙️ตลาดคอนโดมิเนียมป่วยหนัก
ปี 2568 จุดต่ำสุด หรือ แค่พักหายใจ?

🔑 Key Takeaways

• ตลาดคอนโดปี 2568 ลงลึกจริง ทั้งยอดโอน มูลค่าโอน สินเชื่อ และการเปิดโครงการใหม่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
• ปัญหาไม่ได้มาจากดีมานด์หายไปทั้งหมด แต่กำลังซื้อถูกกดทับจากหนี้ครัวเรือนและสินเชื่อที่เข้มงวด
• ตลาดบนชะลอแรง ขณะที่คอนโดระดับล่าง–กลางยังพอประคองตัวได้ สะท้อนว่าความต้องการซื้อจริงยังมี แต่เข้าถึงสินเชื่อยาก
• Oversupply ยังกดดันตลาด สต็อกเหลือขายสูงและอัตราดูดซับต่ำ ทำให้ตลาดกลายเป็น “ตลาดของผู้ซื้อ”
• ต่างชาติยังเป็นแรงพยุงสำคัญ แต่พฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนจากซื้อเพื่อการลงทุน ไปสู่การอยู่อาศัยจริงมากขึ้น
• ปี 2569 = ปีแห่งความไม่แน่นอนสูง แม้มีแรงหนุนจากมาตรการรัฐและดอกเบี้ยขาลง แต่เศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้การฟื้นตัว “สะดุด” หรือยืดเยื้อกว่าที่คาด

📉 ตลาดคอนโดปี 2568: การชะลอตัวที่มากกว่าวัฏจักรปกติ

ปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดคอนโดมิเนียมไทยเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยตัวเลขสำคัญหลายด้านปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ทั้งยอดโอนกรรมสิทธิ์ มูลค่าการโอน สินเชื่อปล่อยใหม่ และจำนวนโครงการเปิดขายใหม่

ภาพดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงเศรษฐกิจชะลอระยะสั้น แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดที่อยู่อาศัยไทย ทั้งกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั่วประเทศในปี 2568 อยู่ที่ 101,103 หน่วย ลดลง 13.2% ขณะที่มูลค่าการโอนลดลง 17.8% เหลือ 244,135 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี สะท้อนว่าตลาดยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดได้อย่างแท้จริง

🏡 ฝั่งผู้ซื้อ: Real Demand ยังมี แต่เข้าถึงยากขึ้น

แม้ความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงจะยังคงมีอยู่ในตลาด แต่ปัจจัยด้านรายได้ ภาระหนี้ และเงื่อนไขสินเชื่อ กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเป็นหลัก

ยอดโอนหดตัวเกือบทุกระดับราคา โดยเฉพาะคอนโดราคาสูงกว่า 7.5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งลดลงเกือบ 30% ทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า ในทางกลับกัน คอนโดระดับราคา 1.01–1.50 ล้านบาทยังสามารถเติบโตได้ สะท้อนว่าตลาดระดับล่าง–กลางยังมีความต้องการอยู่พอสมควร แต่กำลังซื้อถูกจำกัดด้วยความสามารถในการกู้และรายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ด้านสินเชื่อปล่อยใหม่สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 มูลค่าสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ซื้อคอนโด ลดลง 21.6% เหลือ 58,121 ล้านบาท ส่วนจำนวนบัญชี ลดลง 23.8% เหลือ 20,686 บัญชี ต่ำสุดในรอบ 13 ปี ระดับการหดตัวใกล้เคียงกับช่วงโควิดระบาดหนักในปี 2564 ซึ่งสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนแอและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ที่ยังอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งหลังของปีเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในไตรมาส 4 หลังมาตรการกระตุ้นภาครัฐเริ่มส่งผล เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ที่เปิดทางให้กู้ได้ 100% ในทุกระดับราคา ครอบคลุมบ้านทุกหลัง

🏗️ ฝั่งผู้ประกอบการ: เบรกแรง เน้นเคลียร์ของเก่า

สำหรับผู้ประกอบการ ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการ “ตั้งรับ” มากกว่าการขยายตัว หลายบริษัทชะลอการเปิดโครงการใหม่ และหันมาให้ความสำคัญกับการระบายสต็อกคงค้างแทน

จำนวนคอนโดเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล อยู่ที่เพียง 18,997 หน่วย ลดลง 36.3% และต่ำสุดในรอบ 9 ปี ขณะเดียวกัน หน่วยสร้างเสร็จเหลือขายยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราการดูดซับของตลาด (Absorption Rate) ลดลงเหลือเพียง 20.3% จากค่าเฉลี่ยราว 45.5% ในช่วงปี 2560–2562

ภาวะดังกล่าวสะท้อนว่า Oversupply ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่ออุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงต้องแข่งขันกันด้วยราคา โปรโมชั่น และเงื่อนไขการขายมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดในช่วงนี้เริ่มเปลี่ยนสถานะจาก “ตลาดของผู้ขาย” ไปสู่ “ตลาดของผู้ซื้อ” อย่างชัดเจน

🌍 ต่างชาติ: แรงพยุงสำคัญ ในวันที่คนไทยลังเล

ในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ ผู้ซื้อชาวต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในการประคองตลาดคอนโดไทย โดยในปี 2568 ต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์คอนโดจำนวน 14,899 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.2% แต่ในด้านมูลค่ากลับลดลง 10.7% เหลือ 60,921 ล้านบาท

ข้อมูลนี้สะท้อนว่าโครงสร้างอุปสงค์จากต่างชาติเริ่มเปลี่ยนไป ผู้ซื้อจำนวนมากหันไปเลือกห้องชุดขนาดเล็กลงและราคาต่อหน่วยต่ำลง ขณะที่แรงจูงใจในการซื้อเริ่มเปลี่ยนจากการลงทุนและเก็งกำไร ไปสู่การอยู่อาศัยจริงมากขึ้น โดยพื้นที่เฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 41.3 ตารางเมตร และมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 4.1 ล้านบาท

แม้ต่างชาติจะคิดเป็นเพียง 15% ของจำนวนหน่วยโอนทั้งหมด แต่มีสัดส่วนสูงถึง 25% ของมูลค่าการโอนทั้งหมด สะท้อนว่าผู้ซื้อกลุ่มนี้ยังคงกระจุกตัวในทำเลและระดับราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต

ขณะเดียวกัน โครงสร้างสัญชาติผู้ซื้อก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน จีนยังคงเป็นผู้ซื้ออันดับ 1 แต่สัดส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เมียนมา อินเดีย รัสเซีย และไต้หวัน เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มครอบครัว

🔮 ปี 2569: ฟื้นจริง หรือแค่ “เด้งชั่วคราว”?

เดิมทีตลาดมองว่าปี 2568 อาจเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักรอสังหาริมทรัพย์ หลังเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งจากมาตรการรัฐ อัตราดอกเบี้ยขาลง และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนก่อสร้าง และความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน

ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า อาจทำให้การฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

🎯 โอกาสของผู้ซื้อ และบททดสอบของผู้ขาย

ในระยะสั้น ตลาดคอนโดไทยอาจยังไม่เข้าสู่ภาวะฟื้นตัวเต็มรูปแบบ แต่กำลังอยู่ในช่วงปรับฐาน และตั้งหลักครั้งสำคัญ

สำหรับผู้ซื้อที่มีความพร้อมทางการเงิน ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุดในรอบหลายปี ทั้งในด้านราคา โปรโมชั่น และทางเลือกของโครงการ

ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่ขับเคลื่อนตลาดด้วยการเปิดโครงการจำนวนมาก ไปสู่การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากขึ้น รวมถึงการพึ่งพากำลังซื้อจากต่างชาติในบางทำเล

ท้ายที่สุด การฟื้นตัวของตลาดคอนโดไทยอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นกำลังซื้อจริงของครัวเรือนได้เร็วแค่ไหน

เพราะหากรายได้ยังโตไม่ทันค่าครองชีพ และสินเชื่อยังเข้าถึงยาก ตลาดคอนโดอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดกว่าจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
เรื่องและภาพ: สราลี วงษ์เงิน Economist, Bnomics
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#คอนโดมิเนียม #อสังหาริมทรัพย์ #เศรษฐกิจไทย
#ธนาคารกรุงเทพ

😘
06/05/2026

😘

ZoMA Vibes be like.... 🧡💛💚🩵💙💜❤️😘 ✨

💚
06/05/2026

💚

🌱 Protecting biodiversity starts with a simple question: what species are we trying to save?
The EU-funded TETTRIs project is strengthening Europe’s taxonomic capacity by training new experts, developing modern tools and creating a unique online marketplace connecting scientists, policymakers and biodiversity services.

The result? Faster species identification, better data for decision-making and stronger foundations for conservation.

👉 https://link.europa.eu/Rv7wcy

ที่อยู่

89/8 Huay Sai Nuea
Cha-Am
76120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ZOMA HAUS โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่