28/08/2026
🔥พีมูฟ หารือร่วมรัฐมนตรียุติธรรม เสนอชะลอคดี หยุดยึดทรัพย์ ยุติบังคับคดี ปรับกองทุนยุติธรรม ดันนิรโทษกรรมคดีป่าไม้-ที่ดิน เปิดทางคนจนเข้าถึงความยุติธรรม
ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐในพื้นที่ป่า หาได้จบลงเพียงการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน หากแต่ลากยาวไปถึงการถูกจับกุม ดำเนินคดี การบังคับคดี ส่งผลต่อการสูญเสียที่ดินทำกินของชุมชน ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมโดยมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นำเข้าสู่โต๊ะหารือกับกระทรวงยุติธรรม โดยพยายามผลักประเด็นไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง ทั้งการทบทวนการบังคับใช้กฎหมาย การนิรโทษกรรมคดีป่าไม้–ที่ดิน และปรับปรุงกลไกกองทุนยุติธรรม
พีมูฟเปิดปม ร่วมโต๊ะประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดทางคนจนเข้าถึงความยุติธรรม แก่นสำคัญของการหารือ คือการผลักให้รัฐพิจารณาปัญหาของประชาชนทั้งระบบ ตั้งแต่สิทธิในที่ดิน การประกาศเขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์ ทั้งการดำเนินคดี รวมถึการบังคับคดี ไปจนถึงการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย
โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม พีมูฟเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย คดีความ และกระบวนการยุติธรรม ร่วมกับ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ พร้อมผู้แทนกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายในการติดตามปัญหาคดีความของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่ดิน ป่าไม้ ซึ่งพีมูฟนำข้อเท็จจริงจากพื้นที่และข้อเสนอของประชาชนเข้าสู่การพิจารณา
💥“12,706 รายชื่อ กับเดิมพันกฎหมายนิรโทษกรรมคดีป่าไม้–ที่ดิน ฉบับประชาชน”
หนึ่งในประเด็นที่ยื่นข้อเสนอผลักดัน คือ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและล้างมลทินแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามกฎหมายและนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีป่าไม้–ที่ดิน ฉบับประชาชน ก่อนหน้านี้ เมื่อ 26 พฤษภาคม 2569 พีมูฟพร้อมตัวแทนภาคประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านป่าไม้และที่ดิน นำรายชื่อประชาชนจำนวน 12,706 ราย ยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อผลักดันร่างกฎหมายภาคประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการคลี่คลายผลกระทบจากนโยบายด้านป่าไม้และที่ดินที่สะสมมายาวนาน
ตรงจุดนี้ เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตาว่า จากข้อเสนอของประชาชน จะสามารถขยับเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด โดยการประชุมล่าสุด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นั้น ประธานคณะอนุกรรมการฯ รับทราบประเด็นดังกล่าว และมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพดำเนินการประสานและเร่งรัดร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต่อไป
💥บนโต๊ะประชุมมีการติดตามปัญหาเดิม 4 กรณี ที่สะท้อนความซับซ้อนของข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับรัฐอย่างชัดเจน และเสนอปัญหาใหม่อีก 5 กรณี รวม 9 กรณี ที่ต้องเร่งคลี่คลาย ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือประชาชนต้องเผชิญข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ป่าไม้ และกระบวนการยุติธรรม ทั้ง 4 กรณี มีดังนี้
⚡️กรณีชาวกะเหรี่ยงบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี มีประชาชนและเยาวชนรวม 28 ราย ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่าและอุทยานแห่งชาติ ภายหลังชาวบ้านบางส่วนเดินทางกลับขึ้นไปยังบางกลอยบนและใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนยืนยันว่าเป็นถิ่นฐานดั้งเดิม
ส่วนเยาวชน 2 ราย ล่าสุดสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี มีคำสั่งฟ้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัวเยาวชนทั้งสองเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย พีมูฟเสนอให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณายุติหรือชะลอการดำเนินคดีในชั้นอัยการและการส่งฟ้องไว้ก่อน เนื่องจากยังมีการแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงที่ผ่านมาได้มีการลงรังวัดขอบเขตในการตรวจสอบพื้นที่ร่วมกัน
พร้อมกันนี้ เสนอให้สำนักงานกองทุนยุติธรรมพิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่
⚡️กรณีชุมชนตำบลบุ่งหวาย–ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยมีข้อร้องเรียนว่ามีบุคคลภายนอกนำรถขุดเข้าทำลายพืชผลและสร้างถนนผ่านพื้นที่ รวมถึงมีการข่มขู่คุกคาม
พีมูฟเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายสถานีตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้มีมาตรการคุ้มครองประชาชนจากการคุกคามหรือทำลายทรัพย์สินระหว่างที่กระบวนการแก้ไขปัญหายังไม่ยุติ
⚡️ส่วนกรณีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง จังหวัดเพชรบูรณ์ ชาวบ้านกว่า 16 ราย ต้องเผชิญผลกระทบจากคดีมานับแต่ปี 2548 จากกรณีเข้าไปรับจ้างหักข้าวโพดในพื้นที่ ก่อนถูกกล่าวหาว่าบุกรุกและถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ต้องเผชิญภาระหนี้จากคำพิพากษา และมีการบังคับคดี ยึดทรัพย์ และขายทอดตลาดผ่านกรมบังคับคดี
พีมูฟตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการเรียกค่าเสียหายและภาระที่ตกอยู่กับเกษตรกรรายได้น้อย พร้อมเสนอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พิจารณาถอนการบังคับคดีและชะลอการยึดทรัพย์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั่งนี้ พีมูฟเสนอให้ทบทวนมาตรการและพิจารณาถอนหรือชะลอการบังคับคดี เพื่อบรรเทาภาระของเกษตรกรรายได้น้อย
⚡️ขณะที่กรณีสี่แยกบายพาสกุดลาด จังหวัดอุบลราชธานี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องและคดีสิ้นสุดแล้ว จึงเสนอให้ยุติการติดตามในส่วนคดี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลผลกระทบจากกระบวนการบังคับคดี
💥“เปิด 5 กรณี ตั้งแต่เชียงใหม่ถึงเกาะหลีเป๊ะ”
นอกจากนี้ พีมูฟยังเสนอปัญหาอีก 5 กรณีเข้าสู่การพิจารณา เป็นสิ่งสะท้อนว่าความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทรัพยากรยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่
⚡️กรณีแรกคือ บ้านแม่อ้อ และบ้านหนองเขียว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง ส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาติพันธุ์ลีซูและลาหู่ ที่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดีอาญาแล้ว 5 ราย และมีผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่สามารถเข้าไปทำกินในพื้นที่ได้อีกกว่า 60 ราย
ข้อเสนอคือให้รัฐตรวจสอบประวัติการอยู่อาศัย การใช้ประโยชน์ที่ดิน และวิถีชีวิตของชุมชนก่อนบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย รวมถึงชะลอคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และเปิดทางให้ประชาชนกลับเข้าอยู่อาศัยและทำกินระหว่างรอการตรวจสอบ
⚡️กรณีที่สอง ชุมชนบ้านปางทอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าสองยาง เป็นชุมชนปกาเกอะญอ ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่หมุนเวียน พีมูฟเสนอให้ทบทวนแนวทางการบังคับใช้กฎหมายและเร่งแก้ไขปัญหาการตรวจยึดพื้นที่ทำกิน
⚡️กรณีที่สาม ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ในพื้นที่เกี่ยวข้องกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ส่วนมากเป็นชุมชนกะเหรี่ยงโปว์ มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ปี 2502 แต่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ปัจจุบันมีชาวบ้านถูกดำเนินคดีรวม 209 คดี
ข้อเสนอสำคัญคือ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเปิดทางให้ประชาชนกลับเข้าอยู่อาศัยและประกอบอาชีพในพื้นที่เดิมได้ จนกว่าการตรวจสอบและการแก้ไขปัญหาจะแล้วเสร็จ
⚡️กรณีที่สี่ ชุมชนในพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูดและอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเกี่ยวข้องกับวนอุทยานห้วยคต ชาวบ้านระบุว่า ได้ตั้งถิ่นฐานและทำเกษตรกรรมมาตั้งรุ่นบรรพบุรุษ ก่อนพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตวนอุทยาน และต่อมามีการจับกุมดำเนินคดีข้อหาบุกรุก
ข้อเสนอคือให้ยุติการจับกุมและดำเนินคดี รวมถึงเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเปิดทางให้ประชาชนกลับเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ระหว่างการแก้ไขปัญหา
⚡️กรณีที่ห้า คือข้อพิพาทที่ดินและที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการถือครองและการออกเอกสารสิทธิ์ การปิดกั้นเส้นทางสาธารณะ รวมถึงการดำเนินคดีและการขับไล่ชาวเลออกจากพื้นที่ที่ชุมชนยืนยันว่าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์มาแต่ดั้งเดิม
พีมูฟเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมบังคับคดี และกรมที่ดิน ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ พร้อมเสนอให้กรมอุทยานฯ เร่งสำรวจพื้นที่ พิจารณาทบทวนคำสั่งทางปกครอง และชะลอคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม โดยพีมูฟเสนอแนวทางแก้ไขจำนวน 10 ข้อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย และผู้ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทกับรัฐ เข้าถึงความช่วยเหลือด้านกฎหมายได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อประชาชนต้องเผชิญคดีที่มีความซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน ต้นทุนในการต่อสู้คดีอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงความยุติธรรม
การปรับกองทุนยุติธรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนกับรัฐในกระบวนการยุติธรรม
💥“ตั้งกลไกติดตามทุก 2 เดือน หวังเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลจริง”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุในการประชุม ด้วยว่า ป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการฯ และยอมรับว่าในหลายประเด็นอาจยังมีข้อมูลหรือเอกสารไม่ครบถ้วน จึงกำหนดให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ อย่างน้อยทุก 2 เดือน พร้อมมอบหมายฝ่ายเลขานุการประสานกับพีมูฟจัดตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหา เพื่อร่วมกันจัดทำระเบียบวาระการประชุม และมอบหมายให้เลขานุการ รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับทราบ ในทุกวันจันทร์ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแต่ละกรณีจะได้ข้อยุติ
การประชุมครั้งนี้ ถือมีนัยสำคัญในการติดตามและเร่งรัดผลักดันมาตรการทางกฎหมายเพื่อการแก้ไขผลกระทบจากนโยบายป่าไม้และที่ดิน สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อสั่งการของประธาน จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในแต่ละกรณี อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด
⚡️เรื่องและภาพ โดย : ศรายุทธ ฤทธิพิณ