ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move เครือข่ายประชาชน

ชุมชนคนอยู่กับป่า/พีมูฟ เปิดเวทีทวงสิทธิ! กฎหมายอุทยานฯ 2562 มรดก คสช.บีบชุมชนดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก อยู่ได้แค่ “ตามเ...
14/02/2026

ชุมชนคนอยู่กับป่า/พีมูฟ เปิดเวทีทวงสิทธิ! กฎหมายอุทยานฯ 2562 มรดก คสช.บีบชุมชนดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก อยู่ได้แค่ “ตามเงื่อนไขรัฐ”

เวทีอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานฯ สะท้อนเสียงจากคนอยู่กับป่า ชี้กฎหมายอุทยานฯ และสัตว์ป่า ปี 2562 คือผลพวงยุครัฐประหาร ผลักผ่านกลไกโดยไร้ตัวแทนภาคประชาชน ชุมชนที่อยู่มาก่อนกลับถูกจำกัดสิทธิ ทำกินไม่ได้ ถูกตีตราผู้บุกรุก เรียกร้องแก้กฎหมายทั้งฉบับ คืนสิทธิชุมชน จัดการที่ดินและทรัพยากรอย่างเป็นธรรม

การบังคับใช้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าเป็น “มรดกทางกฎหมาย” จากยุคของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกผลักดันผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีกลไกหลักจาก กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่กระบวนการดังกล่าวกลับไม่มีพื้นที่ให้ผู้แทนชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้กำหนดชะตากรรมของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นคือ ชุมชนดั้งเดิมจำนวนมากที่ตั้งถิ่นฐานและทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ต้องเผชิญข้อจำกัดเข้มงวดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน การทำเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และการเก็บหาของป่า วิถีชีวิตที่สืบทอดจากบรรพบุรุษถูกลดทอนเหลือเพียงสิทธิ “อยู่อาศัยชั่วคราว” ภายใต้เงื่อนไขของรัฐ รวมทั้งชุมชนดั้งเดิมกลายเป็น “ผู้บุกรุก” บนแผ่นดินที่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคน

ภาคประชาชน ได้มีการผลักดัน คัดค้าน กระทั่งได้เกิดคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงเป็นที่มาการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ

วานนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ในพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคกลาง เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น โดยมีตัวแทนจากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ สมัชขาประชาชนคนอยู่กับป่า (สปช.) รวมทั้งตัวแทนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย ชุมชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี และอุทัยธานี ชุมชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (บางกลอย) จังหวัดเพชรบุรี และชุมชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมเวทีกับหน่วยงานภาครัฐ

การจัดเวทีดังกล่าว เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ทั้งในด้านข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ด้านอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งในด้านบทลงโทษ และการมีส่วนร่วม ซึ่งหลักการสำคัญของกฎหมายคือการสร้างความเป็นธรรมและความปกติสุขโดยรวม อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฉบับ ในหลายพื้นที่ ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า

สมบัติ ชูมา ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงตะวันตกเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และในฐานะที่ปรึกษาพีมูฟ ระบุว่า กฎหมายต้องสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่ผลักประชาชนที่อยู่มาก่อนให้กลายเป็นผู้กระทำผิด พร้อมย้ำว่า ชุมชนต้องมีสิทธิร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การกำหนดหลักเกณฑ์พิสูจน์สิทธิ การกำหนดแนวเขต ไปจนถึงการบริหารจัดการ โดยเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์

ผลกระทบต่อชุมชนที่ถูกการประกาศอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ของชุมชนดั้งเดิม และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จึงจำเป็นไปอย่างยิ่ง ที่ต้องแก้ไขใหม่ ทั้งฉบับ โดยกระบวนการการมีส่วนร่วม ของประชาชน ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วน เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามข้อเสนอเชิงนโยบายภาคประชาชนด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นสำคัญคือ เพื่อแก้ไขปัญหาการทับซ้อนที่ดินป่าไม้ รับรองสิทธิชุมชน, และส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อการยังชีพ ให้สอดคล้องกับการอยู่อาศัย การทำกิน และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างชอบธรรมของชุมชน

ที่ปรึกษาพีมูฟ ระบุด้วยว่า ข้อเสนอจากเวที มีทิศทางชัดเจนและหนักแน่นในแนวทางเดียวกัน คือ ให้เพิกถอนหรือปรับแนวเขตอุทยานที่ทับซ้อนกับพื้นที่ชุมชน,รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร,ให้แก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ทั้งฉบับ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อการยังชีพ ควบคู่กับการอนุรักษ์ ทั้งนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ขุดนี้ จะมีกำหนดการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่เขตป่าฯ ทั่วทุกภูมิภาค

ภาพ: สมบัติ ชูมา
เรื่อง: ศรายุทธ ฤทธิพิณ

🔥 “พีมูฟ ร่วม 'ปล่อยท่าไม้ตาย "จากอนุสาวรีย์ฯ ถึงหอศิลป์ ประกาศชัด 8 กุมภา กาเห็นชอบ รื้อรัฐธรรมนูญ 60 คืนอำนาจให้ประชาช...
06/02/2026

🔥 “พีมูฟ ร่วม 'ปล่อยท่าไม้ตาย "จากอนุสาวรีย์ฯ ถึงหอศิลป์ ประกาศชัด 8 กุมภา กาเห็นชอบ รื้อรัฐธรรมนูญ 60 คืนอำนาจให้ประชาชน”

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ เดินหน้า ปล่อยท่าไม้ตาย ลงถนน เปิดหน้าชก โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งและประชามติ

เดินเท้าจากอนุสาวรียฺประชาธิปไตยสู่หอศิลป์กรุงเทพฯ ปลุกสังคมตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ย้ำรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นเครื่องมือชนชั้นนำ แต่ต้องเขียนใหม่ทั้งฉบับโดยประชาชน

บนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงประเทศ และการกำหนดอนาคตของสังคมไทย เสียงจากภาคประชาชน ดังขึ้นอย่างเข้มข้นในห้วงเวลานับถอยสู่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันที่ประชาชนจะใช้สิทธิทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบ เห็นชอบ–ไม่เห็นชอบ

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศได้ขับเคลื่อนการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ผ่านเวทีสาธารณะ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการลงพื้นที่ เพื่อสื่อสารเหตุผลสำคัญว่า ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ที่เขียนโดยประชาชน ไม่ใช่ถูกกำหนดจากอำนาจเหนือประชาชน

✊เช่นเดียวกีน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ “พีมูฟ” ซึ่งเป็นการรวมตัวของประชาชนผู้เดือดร้อนจากทั่วประเทศกว่า 10 เครือข่าย โดยสมาชิกได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค เช่น ที่ภาคใต้ ในพื้นที่ของสหพันธ์เกษตรดรภาคใต้ (สกต.) ที่ภาคเหนือ ในพื้นที่ของสหพ้นธ์เกษตรกรภาคเหนิอ (สกน.) และที่ภาคอีสาน ในพื้นที่ของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) เครือข่ายอพื่อการปฎิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) และเครือข่ายฮักน้ำของ รวมทั้งในพื้นที่ของสมาชิกเครือข่ายสลัมสี่ภาค

ในการจัดกิจกรรมรณรงค์ “8 กุมภา กาเห็นชอบ” เพื่อเชิญชวนประชาชนสนับสนุนการทำประชามติการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน โดยผ่านเวทีสาธารณะ การลงพื้นที่ และการเดินรณรงค์ เพื่อย้ำความจริงว่า รัฐธรรมนูญ 2560 คือรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำ การรวมศูนย์อำนาจ และการปิดกั้นเสียงประชาชน และประเทศไทยไม่อาจเดินหน้าต่อได้ หากยังถูกพันธนาการด้วยกติกาที่ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เขียน

✊🏼ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 พีมูฟ ได้เข้าร่วมกิจกรรม “ขบวนสุดท้าย ปล่อยท่าไม้ตายประชาชน”

การเดินเท้าปลุกกระแสครั้งใหญ่ภายใต้แคมเปญ #8กุมภากาเห็นชอบ รื้อรัฐธรรมนูญ 60 โดยมีองค์กรภาคประชาชนหลากหลายเครือข่าย ประชาชนทั่วไป และพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนสนับสนุนการ “เห็นชอบ” ประชามติ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ขบวนเริ่มเคลื่อนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลาประมาณ 17.00 น.ระหว่างทางมีการสื่อสารกับประชาชนที่สัญจรผ่านไปมา เพื่อเชิญชวนสนับสนุนการทำประชามติการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันของประชาชน ตั้งแต่ปัญหาปากท้อง สิทธิในที่ดินทำกิน คุณภาพชีวิต ไปจนถึงการเข้าถึงทรัพยากร และรัฐสวัสดิการ โดยรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน จะเป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในระยะยาว ไม่ใช่เพียงนโยบายชั่วคราวของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

ทุกขบวนมาบรรจบพบกันที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 18.30 น. เพื่อจัดเวทีปราศรัยและแสดงจุดยืนร่วมกันอย่างชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นกฎหมายของชนชั้นนำ ไม่ใช่เครื่องมือสืบทอดอำนาจ และไม่ใช่กรอบที่ใช้กดทับชีวิตของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

🔥 การรวมพลังครานั้น คือคำประกาศจากถนนว่า การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน เป็นการสะท้อนจุดยืนชัดเจนว่า การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน คือการคืนอำนาจอธิปไตยให้เจ้าของประเทศอย่างแท้จริง และเป็นก้าวสำคัญของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ จึงไม่ใช่เพียงการ ลงคะแนน แต่คือการเลือกว่าจะยอมอยู่ใต้กติกาเดิม หรือเดินหน้ารื้อสร้างอนาคตใหม่ด้วยมือประชาชน

โดย ศรายุทธ ฤทธิพิณ

📌เวทีสัญญาประชาคม "ประชาชนพบพรรคการเมือง" พีมูฟชูธง 3 ชุดนโยบาย  10 ข้อเสนอ จากปัญหาจริงสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง✊เมื่อว...
31/01/2026

📌เวทีสัญญาประชาคม "ประชาชนพบพรรคการเมือง" พีมูฟชูธง 3 ชุดนโยบาย 10 ข้อเสนอ จากปัญหาจริงสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง✊

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมได้มีการจัดเวทีสัญญาประชาคมประชาชนพบพรรคการเมือง ภายใต้หัวข้อ "ยกระดับคุณภาพชีวิต รับรองสิทธิชุมชน สร้างสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมและยั่งยืน" ณ ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองร่วมเวที ได้แก่ พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคประชาชาติ และพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรับฟังและแสดงจุดยืนต่อนโยบาย 10 ด้านที่ร่วมพัฒนาจากข้อเสนอของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
รศ.ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร รองคณะบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้กล่าวต้อนรับและเปิดงานโดยเน้นย้ำว่า ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลคือ "การรับฟังเสียงของประชาชน" พร้อมชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่านโยบายรายด้าน คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับประชาชน โดยขอให้พรรคการเมืองรับปากและร่วมกันผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
🔴‘พีมูฟ’ ชูธง 3 ชุดนโยบาย 10 ด้านจากปัญหาจริงสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
ในการนำเสนอต่อพรรคการเมือง พีมูฟได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 10 ด้าน โดยมีมุ่งเน้นการคืนอำนาจ คืนสิทธิ และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
🕊️ชุดข้อเสนอที่ 1 เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง คืนสิทธิ เสรีภาพ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม มุ่งเน้นและยืนยันว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน" และความยุติธรรมต้องเข้าถึงได้จริง
ด้านที่ 1 สิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย: มุ่งเน้นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับที่ยึดโยงกับประชาชน ยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารและ คสช. ทุกฉบับที่ลิดรอนสิทธิ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพื่อยืนยันว่าการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครอง ไม่ใช่การก่ออาชญากรรม
ด้านที่ 2 การกระจายอำนาจ: เสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงเพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจ ยกเลิกโครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาค แล้วถ่ายโอนอำนาจและงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นโครงสร้างหลักในการบริหารจัดการพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง
ด้านที่ 3 การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม: เรียกร้องการนิรโทษกรรมราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐภายใน 100 วัน พร้อมเสนอให้ใช้ "ระบบไต่สวน" แทนระบบกล่าวหาในคดีสิทธิมนุษยชนและที่ดิน โดยต้องนำหลักฐานทางมานุษยวิทยาและวิถีวัฒนธรรมมาพิจารณาร่วมด้วย ไม่ใช่ยึดถือเพียงหลักฐานจากทางราชการเท่านั้น
✨ชุดข้อเสนอที่ 2 การจัดการที่ดิน ทรัพยากร และภัยพิบัติ เปลี่ยนวิธีคิดจาก "รัฐเป็นเจ้าของ" สู่ "ประชาชนเป็นผู้กำหนดและออกแบบร่วม" เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตความเหลื่อมล้ำ
ด้านที่ 4-5 ด้านที่ดินและทรัพยากร: เปลี่ยนสถานะประชาชนจาก "ผู้บุกรุก" เป็น "ผู้ดูแลรักษา" ผ่านการรับรองสิทธิชุมชนและโฉนดชุมชน จัดตั้งธนาคารที่ดินและใช้ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าเพื่อกระจายการถือครอง พร้อมข้อเสนอเร่งด่วนให้ยกเลิกมติ ครม. ที่ทับซ้อนกับที่ทำกินของชาวบ้านและหยุดการไล่รื้อดำเนินคดีในพื้นที่ข้อพิพาททันที
ด้านที่ 6 นโยบายภัยพิบัติ: เสนอปฏิรูปการจัดการภัยพิบัติโดยให้ชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ผ่านการทบทวน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 จัดตั้งกองทุนและแผนแม่บทภัยพิบัติระดับท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
✊ชุดข้อเสนอที่ 3 ความเท่าเทียมทางสังคม กลุ่มชาติพันธุ์ รัฐสวัสดิการ และคุณภาพชีวิต สร้างหลักประกันทางสังคมที่เป็น "สิทธิถ้วนหน้า" ไม่ใช่การจัดสวัสดิการด้วยทัศนคติการสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้
ด้านที่ 7 การคุ้มครองชาติพันธุ์: เรียกร้องความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ พ.ศ. 2568 โดยให้ยุติการจับกุมในพื้นที่วัฒนธรรม รับรองสิทธิในที่ดินแบบไร่หมุนเวียน เร่งรัดการพิสูจน์สัญชาติด้วยหลักสังคมวิทยา และส่งเสริมการศึกษาด้วยภาษาแม่เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ
ด้านที่ 8 ผู้มีปัญหาสิทธิและสถานะทางทะเบียน: เสนอ Roadmap แก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี ผ่านกลไกบูรณาการร่วมระหว่างรัฐและภาคประชาสังคม จัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต และให้สิทธิผู้ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขและสวัสดิการรัฐ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุและเด็กแรกเกิดได้ทันที
ด้านที่ 9 นโยบายรัฐสวัสดิการ: มุ่งเป้าเปลี่ยน "รัฐสงเคราะห์" เป็น "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ตั้งแต่เกิดจนตาย (จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน) อาทิ เงินอุดหนุนเด็ก, เรียนฟรีถึง ป.ตรี, บำนาญพื้นฐาน 3,000 บาท และการปฏิรูปภาษีความมั่งคั่งเพื่อนำงบประมาณมาจัดสรรเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน
ด้านที่ 10 นโยบายที่อยู่อาศัย: ยืนยันว่าที่อยู่อาศัยคือสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ใช่สินค้า โดยเสนอให้บรรจุในรัฐธรรมนูญ ควบคุมดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านไม่เกิน 2% อุดหนุนค่าเช่าตามรายได้ และรับรองสิทธิให้ทุกคนสามารถเข้าถึงไฟฟ้า ประปา และทะเบียนบ้านได้แม้จะอยู่ในที่ดินที่ยังเป็นข้อพิพาท เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับผู้มีรายได้น้อย
📌‘พรรคการเมือง’ ปักธงหนุน 10 นโยบายพีมูฟ ย้ำเป็น “ทางออกประเทศ” พร้อมผลักดันสู่รูปธรรม
ในงานมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ให้ทางตัวแทนพรรคการเมืองปักธงสีประจำพรรคการเมืองลงในกระถางต้นกล้านโยบาย 10 ด้าน โดยตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคประชาชน, พรรคประชาชาติ, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ร่วมแสดงจุดยืนเคียงข้างข้อเสนอของภาคประชาชน พร้อมให้คำมั่นสัญญาในการเปลี่ยนจาก "ข้อเรียกร้อง" ให้กลายเป็น "นโยบายรัฐ" ที่ทำได้จริง
💛พรรคประชาชาติ: ยก “ธงเขียว” ทุกนโยบาย ชูการนิรโทษกรรมราษฎร
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยืนยันว่านโยบายทั้ง 10 ด้านของ P-move คือ “ทางออกของประเทศ” โดยพรรคพร้อมสนับสนุนเต็มที่ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มองว่าขาดการแบ่งปันทรัพยากรและความเสมอภาค พรรคประชาชาติประกาศจุดยืนชัดเจนเรื่องการ “นิรโทษกรรมให้ประชาชน” ทั้งในคดีป่าไม้ที่ดินและคดีการเมือง รวมถึงการล้างหนี้ กยศ. และการใช้หลักฐานประวัติศาสตร์ชุมชนมาพิสูจน์สิทธิที่ดิน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง
🩵พรรคประชาธิปัตย์: พร้อมนับหนึ่งทันทีหากเป็นรัฐบาล ต่อยอด “โฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน”
นายสาธิต วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าข้อเสนอของประชาชนตรงกับหลักการของพรรคที่เคยผลักดันมาแล้วในอดีต เช่น โฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน โดยให้คำมั่นว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะ “เดินหน้านับหนึ่งได้ทันที” แต่หากเป็นฝ่ายค้านก็จะขับเคลื่อนผ่านกลไกรัฐสภาและกรรมาธิการ พรรคเห็นพ้องในการยกเลิกคำสั่ง คสช., ปรับปรุงกฎหมายชุมนุมสาธารณะ และเปลี่ยนที่ดินรัฐที่ไม่ใช้ประโยชน์ (เช่น ที่ดินทหาร) มาจัดสรรให้ประชาชน พร้อมย้ำหลักการว่า “ที่ดินไม่ควรเป็นสินค้า” เพื่อป้องกันการตกอยู่ในมือนายทุน
🧡พรรคประชาชน: ชู DNA เดียวกัน มองประชาชนเท่ากัน สั่งรื้อ One Map แก้ทับซ้อน
นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน มองว่านโยบายของพรรคและ P-move มีทิศทางเดียวกันกว่า 80% เพราะตั้งอยู่บนฐานคิดที่มองว่า “ประชาชนต้องเท่ากัน” พรรคพร้อมผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยตรง และการแก้ไขกฎหมายผ่านระบบ One Map เพื่อสกัดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชนทีละชั้น นอกจากนี้ยังชูนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เรียนฟรี บำนาญ และการปรับเปลี่ยนนโยบายที่อยู่อาศัยจาก “ซื้อเป็นเช่า” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง
💚พรรคกล้าธรรม: เน้นกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สกัดกั้นกลุ่มทุนฮุบทรัพยากร
นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม ย้ำความสำคัญของการแก้ปัญหาสิทธิสถานะบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องได้รับสัญชาติและพื้นที่ตลาดรองรับสินค้า พรรคให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรของตนเอง โดยยืนยันว่าการจัดสรรทรัพยากรต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชุมชน “ไม่ใช่การจัดสรรให้กลุ่มทุน” พร้อมฝากประเด็นการตรวจสอบคอร์รัปชันในกระบวนการรัฐที่ขัดขวางการเข้าถึงสิทธิของประชาชน
ช่วงท้ายของงาน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมได้แถลงการณ์เรื่อง สัญญาประชาคม ประชาชนพบพรรคการเมือง: ยกระดับคุณภาพชีวิต รับรองสิทธิชุมชน สร้างสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยมีเนื้อหาแถลงการณ์ดังนี้

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ เป็นขบวนการภาคประชาชน
ที่รวมตัวของชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และผู้ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง
ขาดการรับรองและการคุ้มครอง “สิทธิชุมชน” ทั้งในมิติที่ดิน ที่อยู่อาศัย ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศยังดำเนินไปภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐและระบบการเมืองที่รวมศูนย์อำนาจ และการมองทรัพยากรเป็นของรัฐมากกว่าการเป็นฐานการดำรงชีวิตของชุมชน ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากสูญเสียสิทธิในการจัดการอนาคตของตนเอง ไม่มีอำนาจในการจัดการที่ดินและทรัพยากร และไม่สามารถใช้สิทธิชุมชนตามวิถีของตนได้อย่างแท้จริง แม้รัฐธรรมนูญหลายฉบับจะบัญญัติหลักสิทธิชุมชน แต่ในทางปฏิบัติกลับขาดกลไกทางกฎหมายและนโยบายมารับรอง ทำให้สิทธิชุมชนไม่มีผลอย่างเป็นรูปธรรม
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นของประชาชนชาวไทยในการกำหนดอนาคตของตนเอง นำมาสู่การจัดเวทีสัญญาประชาคม ประชาชนพบพรรคการเมือง ในวันนี้ ซึ่งเราได้นำเสนอนโยบายของเราทั้ง 10 ด้านที่ครอบคลุมทั้งด้านสิทธิและเสรีภาพ, การกระจายอำนาจ, การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ที่ดินและพื้นที่เกษตรกรรม, การจัดการทรัพยากร, การจัดการภัยพิบัติ, สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์, สิทธิและสถานะบุคคล, รัฐสวัสดิการ และที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองก็ได้แสดงวิสัยทัศน์และตอบรับข้อเรียกร้องของเราบางประเด็น อย่างไรก็ตาม เราจะติดตามกำกับการดำเนินงานของพรรคการเมืองต่อไป ไม่ว่าหลังจากนี้ท่านจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ท่านต้องทำเพื่อประชาชน
และเราขอประกาศเจตนารมณ์ ว่าพีมูฟเป็นหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นมรดกจากรัฐบาลเผด็จการทหาร และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง เราจะเดินหน้ากาเห็นการทำประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และนำข้อเรียกร้องของพวกเราทั้งหมดกลับไปใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น แม้เส้นทางของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยังต้องเผชิญอีกหลายอุปสรรค แต่เราจะรณรงค์ต่อสู้อย่างถึงที่สุดเพื่อให้กฎหมายสูงสุดของประเทศนั้นช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต รับรองสิทธิชุมชน สร้างสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมและยั่งยืน

พีมูฟทวงสิทธิ สร้างอำนาจกำหนดชีวิตประชาชน
30 มกราคม 2569
ณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เรื่อง : อิสระดอกไม้บาน
ภาพ : กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

30/01/2026

🔴 “สัญญาประชาคม” ประชาชนพบพรรคการเมือง
📌"ยกระดับคุณภาพชีวิต รับรองสิทธิชุมชน สร้างสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมและยั่งยืน"
#ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม #เลือกตั้ง69

🔴 ศาลดุสิตพิพากษาจำคุกและปรับ สองแกนนำพีมูฟ ปมคดีชุมนุมทวงสิทธิ สะท้อนความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำขอ...
28/01/2026

🔴 ศาลดุสิตพิพากษาจำคุกและปรับ สองแกนนำพีมูฟ ปมคดีชุมนุมทวงสิทธิ สะท้อนความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำของประชาชนผู้เดือดร้อน

ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาจำคุก สองแกนนำพีมูฟ 2 ปี (รอลงอาญา) จากการชุมนุมเรียกร้องสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย แม้เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างสงบ สะท้อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ที่กลายเป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพ และซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำของประชาชนผู้เดือดร้อน

แม้จะรอลงอาญา แต่ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ยังถูกใช้ปิดปากประชาชน การต่อสู้ของผู้เดือดร้อน ไม่ควรถูกทำให้เป็นอาชญากรรม ด้าน จำเลยทั้งสอง เตรียมการยื่นอุทธรณ์ตามกระบวนการ พร้อมร่วมผลักดันยกเลิก พรบ.ชุมนุมฯ ดังกล่าว

🔴วันนี้ (28 มกราคม 2569) ) ที่ห้องพิจารณา 401 เวลา 9.30 น.ธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) กับจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาพีมูฟ พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายสมาชิกพีมูฟ และทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เดินทางมายังศาลแขวงดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อให้กำลังใจ ติดตาม เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา คดีที่ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต แจ้งข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ฐานเป็นผู้จัดการชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล โดยมีทั้งหมด 2 คดี คือ คดีหมายเลขดำ 869/2568 และ 870/2568 ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาพร้อมกัน

🔴จำเลยในคดีประกอบด้วย
นายธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) และนายจำนงค์ หนูพันธ์ รองประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค และที่ปรึกษาพีมูฟ โดยศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 7 วรรคท้าย

ในคดีหมายเลขดำที่ อ.869/2568 นั้น ซึ่งเป็นคดีร่วมของจำเลยทั้งสอง โดยศาลมีคำพิพากษา จำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท ก่อนลดโทษเหลือจำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 7,500 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน

ขณะเดียวกัน ศาลมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.870/2568 ซึ่งเป็นคดีของนายจำนงค์ หนูพันธ์ เพียงผู้เดียว จากกรณีการชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 โดยมีคำพิพากษาในลักษณะเดียวกัน คือ จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท ลดโทษเหลือจำคุก 1 เดือน ปรับ 7,500 บาท และให้รอการลงโทษจำคุก 2 ปี

คดีทั้งสองเป็นผลสืบเนื่องจากการที่พีมูฟและเครือข่ายประชาชนผู้เดือดร้อนจากทั่วภูมิภาค เข้ามาปักหลักชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และผลกระทบจากนโยบายและโครงการของรัฐที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม

🔴 แม้จะรอลงอาญา แต่ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ยังถูกใช้ปิดปากประชาชน การต่อสู้ของผู้เดือดร้อน ไม่ควรถูกทำให้เป็นอาชญากรรม ซึ่งจำเลยทั้งสองเตรียมยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาตามกระบวนการยุติธรรมเต่อไป

พร้อมย้ำว่า จะเดินหน้ารณรงค์เพื่อ ยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ อย่างต่อเนื่อง ด้วยว่าไม่ยอมรับพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากเป็นกฎหมายมรดกจากยุค คสช.ที่ไม่ได้ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิของประชาชน แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือขัดขวาง จำกัดเสรีภาพในการชุมนุม และลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย อย่างเป็นระบบ

สู่อิสรภาพชั่วคราว หลังศาลปล่อยตัว "แกนนำพีมูฟ" วางงินประกัน 10,000  ฐานความผิดฝ่าฝืน พรบ.ชุมนุมฯ เป็นผู้จัดการชุมนุมทวง...
27/01/2026

สู่อิสรภาพชั่วคราว หลังศาลปล่อยตัว "แกนนำพีมูฟ" วางงินประกัน 10,000 ฐานความผิดฝ่าฝืน พรบ.ชุมนุมฯ เป็นผู้จัดการชุมนุมทวงสิทธิ

ศาลแขวงดุสิต ให้ปล่อยตัวชั่วคราว “จำนงค์ หนูพันธ์” แกนนำพีมูฟ หลังถูกฟ้องคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จากการชุมนุมติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินและสิทธิชุมชนใกล้ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกำหนดหลักประกัน 10,000 บาท

ขณะที่ ในวันพรุ่งนี้ (28 ม.ค.2569) ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดี “จำนงค์–ธีรเนตร” อีกคดีหนึ่งของการชุมนุมทวงสิทธิ์ แต่กลับถูกตอบโต้ด้วยการดำเนินคดี ภายใต้กรอบกฎหมายที่สืบทอดมาจากยุคเผด็จการ คสช.

📌 ขอเชิญชวนประชาชน สื่อมวลชน และผู้ยืนหยัดเคียงข้างประชาธิปไตย
ร่วมติดตาม และส่งกำลังใจให้ “จำนงค์–ธีรเนตร” เพราะคดีนี้ คือคดีของ สิทธิ เสรีภาพ และความเป็นธรรมของประชาชนทุกคน

🔴 วันนี้ (27 ม.ค.69) นายจำนงค์ หนูพันธ์ พร้อมด้วยทีมทนายความจากมูลนิธิข้อมูลชุมชน (CRC) ได้เดินทางมายังศาลศาลแขวงดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน หลังจากพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีศาลแขวง 3 ดุสิต ได้ส่งฟ้องจำเลยต่อศาล
แขวงดุสิต คดีหมายเลขดำที่ อ.89/2569 ฐานความผิดเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมฯ ในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบฯ

ต่อมา ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลย และให้วางหลักประกันเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมกำหนดให้จำเลย เดินทางมาศาลอีกครั้ง ซึ่งเป็นนัดสอบคำให้การ และตรวจพยาน ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 9:00 น.

โดยเงินประกันดังกล่าว จำเลยต้องขอความช่วยเหลือจาก กองทุนยุติธรรม เพื่อแลกกับอิสรภาพชั่วคราว

🔴 ขณะเดียวกัน ในวันพรุ่งนี้ 28 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงดุสิตได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ สองแกนนำพีมูฟ อีกคดี คือนายธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และนายจำนงค์ หนูพันธ์ ซึ่งถูกฟ้องในฐานะผู้จัดการชุมนุมจากการติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และสิทธิชุมชน บริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล

🔴 “แม้การชุมนุมของพีมูฟ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพโดยสงบ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐละเลยมาอย่างยาวนาน แต่กลับถูกตอบโต้ด้วยการดำเนินคดี ภายใต้กฎหมายที่สืบทอดมาจากยุคเผด็จการ คสช.”

คดีดังกล่าว มีต้นตอจากการชุมนุมช่วงระหว่างวันที่ 13 – 24 ตุลาคม 2567 บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ในยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นการรวมตัวของเครือข่ายประชาชนคนจนจากหลายภูมิภาค ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ที่อยู่อาศัย และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

โดยมีเป้าหมายเพื่อยื่นหนังสือและขอเจรจากับรัฐบาล ข้อเรียกร้องหลักของการชุมนุมคือ การเร่งรัดให้นายกรัฐมนตรีลงนามในร่างคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และเปิดประชุมคณะกรรมการฯ อย่างเร่งด่วน เพื่อผลักดันข้อเสนอของภาคประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

🔴 “เมื่อกฎหมาย ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปาก สิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็กลายเป็นจำเลยในศาล”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการยุติการชุมนุม แกนนำกลับได้รับหมายเรียกและถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นผู้จัดการชุมนุมและฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกวิพากษ์ว่าเป็น “มรดก คสช.” ซึ่งยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมและปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน

หากพิจารณาในส่วนของคดีดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องของ “จำนงค์–ธีรเนตร” หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งสังคม พร้อมเรียกร้องให้รัฐยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสกัดเสียงของผู้เรียกร้องความเป็นธรรม และเคารพสิทธิในการชุมนุมโดยสงบตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสากล

ซึ่ง แกนนำทั้งสอง ยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมประกาศเดินหน้าต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด และย้ำจุดยืนร่วมกันในการผลักดันให้ ยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อปิดปากประชาชน มากกว่าการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ

โดย: ศรายุทธ ฤทธิพิณ ทีมสื่อสารพีมูฟ

“พรุ่งนี้”ศาลนัดฟังคำพิพากษา “จำนงค์" แกนนำพีมูฟ ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯชวนติดตาม!! วันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.69) ศาลดุสิตนัดฟังค...
26/01/2026

“พรุ่งนี้”ศาลนัดฟังคำพิพากษา “จำนงค์" แกนนำพีมูฟ ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

ชวนติดตาม!! วันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.69) ศาลดุสิตนัดฟังคำพิพากษา “จำนงค์ ”
และ 28 ม.ค.69 ธีรเนตรกับจำนงค์ จะขึ้นฟังคำพิพากษาศาลพร้อมกัน ในคดี พรบ.ชุมนุม ฐานเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุม และไม่ควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบ ฝ่าฝืนคำสั่ง 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐ

ตามที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธานคณะกรรมการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) นายจำนงค์ หนูพันธ์ รองประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค และในฐานะที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ตกเป็นจำเลยในคดีข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 วรรคสี่ และมาตรา 37 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

ต่อมาเมื่อ 18 และ 19 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา ภายหลังศาลแขวงดุสิต นัดสืบพยานโจทก์และจำเลย เสร็จสิ้น ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 และวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น.รวม 3 คดี โดยในส่วนของ จำนงค์ หนูพันธ์ นอกจากได้รับข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุม ได้รับเพิ่มอีกข้อหาคือ ไม่ควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบ
“คดีชุมนุม เครื่องมือปิดปากประชาชน รัฐใช้กฎหมายสกัดสิทธพื้นฐาน ขัดหลักสิทธิมนุษยชน”

เหตุคดี สืบจากกรณีการชุมนุมของพีมูฟช่วงวันที่ 13 – 24 ตุลาคม 2567 บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ในยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดลงนามในร่างคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ และเปิดประชุมคณะกรรมการฯ โดยเร่งด่วน เพื่อนำข้อเสนอของภาคประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม หลังยุติการชุมนุม กลับได้รับหมายเรียกฐานความผิดในข้อหาเป็นผู้จัดการชุมนุม และฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล จากการเรียกร้อสิทธิ กลับกลายเป็นคดีอีกตัวอย่างของการใช้กฎหมายจาก มรดก คสช.ปิดปากเสียงประชาชน

📌จากเสียงสะท้อนที่ถูกละเลย สู่ “สัญญาประชาคม” ที่พรรคการเมืองต้องฟังเสียงประชาชนตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องส...
26/01/2026

📌จากเสียงสะท้อนที่ถูกละเลย สู่ “สัญญาประชาคม” ที่พรรคการเมืองต้องฟังเสียงประชาชน
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องสิทธิที่ดิน รัฐสวัสดิการ ความมั่นคงทางที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิตที่ถูกปิดกั้นการพัฒนาจากโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมทั่วประเทศพยายามผลักดันและต่อสู้มาโดยตลอด
วาระการเลือกตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นอีกครั้งที่เราจะไม่เพียงแค่สะท้อนปัญหา แต่เราจะยื่นทางออกด้วย 'ข้อเสนอเชิงนโยบาย' ที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงต่อ 'พรรคการเมือง' ในฐานะผู้ที่จะได้รับมอบหมายจากประชาชนให้เข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศผ่านการเลือกตั้ง เพื่อเปลี่ยนจากคำสัญญาลอย ๆ ช่วงหาเสียงเลือกตั้งให้กลายเป็นข้อตกลงที่จับต้องได้และมีพันธสัญญาต่อสาธารณะ
ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเวทีสัญญาประชาคมประชาชนพบพรรคการเมือง
"ยกระดับคุณภาพชีวิต รับรองสิทธิชุมชน สร้างสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมและยั่งยืน"
13.30 – 15.30 น. เวทีนำเสนอนโยบาย 3 ชุด 10 ด้านจาก P-move
กลั่นกรองจากปัญหาจริงสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย
1️⃣ชุดที่ 1 ปฏิรูปโครงสร้าง สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียม
2️⃣ชุดที่ 2 การจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงการรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
3️⃣ชุดที่ 3 รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า สิทธิความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และสิทธิในที่อยู่อาศัย-สาธารณูปโภค
ดำเนินรายการโดย พชร คำชำนาญ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
15.30 – 16.00 น. กิจกรรม "ปักหมุดสนับสนุนนโยบาย"
ร่วมจับตาดูความจริงใจของตัวแทนพรรคการเมือง ทั้งพรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชาติ, พรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ ว่าพรรคใดที่กล้าแสดงจุดยืนเคียงข้างข้อเสนอของประชาชน!
🗓 วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569
⏰ เวลา 13.30 – 17.00 น.
🏢 สถานที่: ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
#ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม #เลือกตั้ง69

26/01/2026

#แถลงพีมูฟ2026 พีมูฟเลือกกรรมการชุดใหม่2569 #แถลงการณ์เดินหน้าสู่สังคมที่เป็นธรรมและพร้อมแก้รัฐธรรมนูญ หลังสมัชชาพีมูฟมีมติเห็นพ้อง

พีมูฟผนึกกำลัง 5 ภูมิภาค เปิดมหกรรม “โฉนดชุมชน” เผย รัฐรวมศูนย์ ทวงคืนสิทธิที่ดินให้ประชาชน พร้อมเชิญชวน 8 กุมภา กาเห็นช...
23/01/2026

พีมูฟผนึกกำลัง 5 ภูมิภาค เปิดมหกรรม “โฉนดชุมชน” เผย รัฐรวมศูนย์ ทวงคืนสิทธิที่ดินให้ประชาชน พร้อมเชิญชวน 8 กุมภา กาเห็นชอบ

พีมูฟรวมพลังเครือข่ายอีสาน ใต้ เหนือ ตะวันตก และ กทม. จัดเวทีมหกรรมโฉนดชุมชน ชูการจัดการที่ดินโดยชุมชนเป็นทางออกความเหลื่อมล้ำ ท่ามกลางวิกฤตการผูกขาดทรัพยากรโดยรัฐและทุนขนาดใหญ่ พร้อมเชิญชวน 8 กุมภา กาเห็นชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญปัจจุบัน คือเครื่องมือที่ทำให้ความอยุติธรรมดำรงอยู่ การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน จะไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังอยู่ภายใต้กรอบกติกาที่ปิดกั้นเสียงของประชาชน และไม่รับรองสิทธิชุมชนอย่างแท้จริง การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรื้อโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม

วันนี้ 23 มกราคม 2569 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) จัดเวที “มหกรรมโฉนดชุมชน” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนบทเรียนการต่อสู้และประสบการณ์การบริหารจัดการที่ดินตามแนวทางโฉนดชุมชนของเครือข่ายสมาชิกพีมูฟจากทั่วประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งด้านที่ดินและทรัพยากรที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เวทีดังกล่าวจัดขึ้น ณ ป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำ ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี บนพื้นที่ของ เครือข่ายกะเหรี่ยงตะวันตกเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หนึ่งในสมาชิกพีมูฟ ซึ่งเป็นตัวอย่างรูปธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ที่ยืนหยัดปกป้องผืนป่า ทรัพยากร และวิถีชีวิตของตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายรัฐและการขยายตัวของทุน

ภายในงานมีการเสวนาแลกเปลี่ยนจากเครือข่ายประชาชนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินจาก ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร (เครือข่ายสลัมสี่ภาค) เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพร่วมกันว่า “โฉนดชุมชน” คือกลไกการกระจายอำนาจการจัดการที่ดินจากรัฐส่วนกลาง คืนสู่มือประชาชน เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน สร้างความมั่นคงทางอาหาร คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และธำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนในสังคม

ผู้เข้าร่วมเวทีย้ำตรงกันว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายการจัดการที่ดินแบบรวมศูนย์ของรัฐ ได้เปิดช่องให้ทุนขนาดใหญ่เข้าครอบครองทรัพยากร ขณะที่ประชาชนผู้ยากไร้และชุมชนดั้งเดิมกลับถูกผลักให้กลายเป็น “ผู้บุกรุก” บนผืนแผ่นดินที่ตนเองอาศัย ทำกิน และดูแลสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

เวทีมหกรรมโฉนดชุมชนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีวิชาการ หากแต่เป็น การประกาศจุดยืนทางการเมืองของขบวนการประชาชน ว่าการจัดการที่ดินโดยชุมชนคือทางออกของสังคมที่เป็นธรรม และเป็นหลักประกันว่าทรัพยากรจะไม่ถูกผูกขาดโดยรัฐหรือทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไทยถูกออกแบบและบังคับใช้ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ เปิดทางให้ทุนขนาดใหญ่และกลุ่มอิทธิพลเข้าครอบครองผืนดิน ป่าไม้ และทรัพยากรของประเทศ ขณะที่ประชาชนผู้ยากไร้ ชุมชนดั้งเดิม รวมทั้งคนจนเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ กลับถูกทำให้กลายเป็น “ผู้บุกรุก” บนแผ่นดินที่ตนเองอยู่อาศัย ทำกิน และดูแลรักษามาอย่างยาวนาน

พีมูฟจึงยืนยันจะเดินหน้าผลักดัน โฉนดชุมชนให้เป็นนโยบายที่มีผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในเอกสารหรือคำสัญญาทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักภาระความล้มเหลวของการปฏิรูปที่ดินมาที่ประชาชน และหันมายอมรับ รับรอง และคุ้มครองสิทธิชุมชนอย่างจริงจัง

โดย ศรายุทธ ฤทธิพิณ ทีมสื่อพีมูฟ

ที่อยู่

Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

027186472

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-moveผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move:

แชร์