ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move เครือข่ายประชาชน

พีมูฟ ร่วมอาลัย “แม่ถาวร ธนสิงห์”นักสู้เพื่อผืนดินและความเป็นธรรม ผู้ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมขบวนการประชาชนเพื่อสังคมท...
11/09/2026

พีมูฟ ร่วมอาลัย “แม่ถาวร ธนสิงห์”
นักสู้เพื่อผืนดินและความเป็นธรรม ผู้ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของแม่ถาวร ธนสิงห์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินและความเป็นธรรมทางสังคม จากอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ซึ่งได้จากพวกเราไปอย่างสงบในช่วงเช้าวันที่ 11 กันยายน 2569 หลังจากเจ็บป่วยมาเป็นเวลานาน

ข่าวการจากไปของแม่ ไม่เพียงนำมาซึ่งความสูญเสียของครอบครัว หากยังเป็นความสูญเสียของพี่น้องประชาชนและขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินและความเป็นธรรมทางสังคม

แม่ถาวร คือหนึ่งในนักต่อสู้จากอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ผู้ยืนหยัดปกป้องผืนดินทำกินของตนเองมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2526 ที่ดินกว่า 29 ไร่ของแม่ ถูกหน่วยงานรัฐขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์โคกภูพระ ทับซ้อนที่ดินทำกิน ทั้งที่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเวลาต่อมาระบุว่า พื้นที่ที่มีการประกาศเป็นที่สาธารณประโยชน์นั้นอยู่ห่างออกไปกว่า 2 กิโลเมตร

จากข้อพิพาทเรื่องที่ดินของครอบครัวหนึ่ง จึงกลายเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ แม่ถาวรไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อผืนดินของตัวเอง หากยังได้ร่วมเดินทางกับขบวนการประชาชนในการเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรม ตั้งแต่ สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกย.อ.) ต่อมาเข้าร่วมกับ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) ในปี 2552 และร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา แม่ต้องเผชิญทั้งกระบวนการของรัฐ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินทำกินของตนเอง แม้การตรวจสอบข้อเท็จจริงจะพบว่าการประกาศเขตที่สาธารณประโยชน์โคกภูพระ มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน เป็นการประกาศผิดที่ ผิดแปลง และพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว แต่ปัญหากลับยังไม่สามารถยุติลงได้ กระบวนการทางกฎหมายในเวลาต่อมา ทำให้ที่ดินพิพาทมีสถานะเป็นที่สาธารณะตามคำพิพากษา และมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามมา

แม่ถาวรต่อสู้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต โดยไม่ได้รับคำตอบที่เป็นธรรมในแบบที่แม่เฝ้ารอ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครพรากไปจากแม่ได้ คือ ศักดิ์ศรีของนักสู้ และร่องรอยแห่งการยืนหยัดเพื่อสิทธิของประชาชน

สำหรับพวกเรา แม่ถาวรไม่ใช่เพียงผู้ประสบปัญหาที่ดินคนหนึ่ง หากแต่เป็น “นักสู้” คนหนึ่งของขบวนการประชาชน เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นเพื่อนร่วมทาง ที่ผ่านทั้งความทุกข์ ความเหนื่อยยาก ความผิดหวัง และความหวังร่วมกันมาตลอดเส้นทางการต่อสู้

ตลอดเส้นทางจากนี้ แม่อาจไม่ได้อยู่ร่วมเดินทางกับพวกเราอีกแล้ว แต่เรื่องราวของแม่จะยังอยู่กับพวกเรา

อยู่ในความทรงจำ
อยู่ในผืนดินที่แม่รัก
อยู่ในเส้นทางการต่อสู้ของพี่น้องประชาชน
อยู่ในเส้นทางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมต่อไป

ขอคารวะต่อชีวิตและการต่อสู้ของแม่ถาวร ธนสิงห์ ขอให้แม่เดินทางสู่ดินแดนแห่งความสงบ จากผืนดินที่แม่รักและต่อสู้เพื่อมันมาตลอดชีวิต

ด้วยความอาลัยรักและเคารพยิ่ง
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)
11 กันยายน 2569

🏡ก่อนจะมีเส้นเขตในแผนที่ ที่นี่มีผู้คนอยู่มาก่อน📝เรื่องราวของบ้านสันกลาง จ.แพร่ เริ่มต้นขึ้นมาอย่างยาวนาน ผู้คนตั้งถิ่นฐ...
02/09/2026

🏡ก่อนจะมีเส้นเขตในแผนที่ ที่นี่มีผู้คนอยู่มาก่อน📝
เรื่องราวของบ้านสันกลาง จ.แพร่ เริ่มต้นขึ้นมาอย่างยาวนาน ผู้คนตั้งถิ่นฐาน ทำไร่ ทำนา ใช้ป่า ใช้น้ำ และดูแลพื้นที่ร่วมกัน สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
มีฝาย มีเหมือง มีที่ทำกิน มีต้นไม้ที่คนทั้งหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน และมีประเพณีความเชื่อที่ผูกพันกับผืนดินและสายน้ำ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว หากแต่ค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นจากการอยู่ร่วมกันของผู้คนกับพื้นที่มาเป็นเวลานาน
แต่เมื่อมีเส้นเขตของรัฐเข้ามากำหนดสถานะของพื้นที่ เรื่องราวของชุมชนกับที่ดินจึงกลายเป็นปัญหาที่ต้องต่อสู้และพิสูจน์สิทธิเรื่อยมาจนถึงวันนี้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประวัติศาสตร์ของบ้านสันกลางไม่ได้บอกเพียงว่า ชุมชนมีปัญหาเรื่องที่ดิน หากยังบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชุมชนมีความสามารถในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของตนเอง
จากการทำกินร่วมกัน การจัดการน้ำ การดูแลพื้นที่ และกติกาที่สืบทอดกันมา ล้วนเป็นรูปธรรมของการจัดการที่ดินโดยชุมชน
บ้านสันกลางเป็นอีกส่วนหนึ่งในการช่วยยืนยันว่า โฉนดชุมชนเป็นรูปแบบการจัดการที่ดินที่จะช่วยทำให้สิทธิของผู้คนและการจัดการที่ดินของชุมชนได้รับการรับรองอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร
#บ้านสันกลาง #สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ #สกน #โฉนดชุมชน

ภาพและเนือหา สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ

🔥เปิดเวที We Fair 102 เขย่าคำถามใหญ่ถึงรัฐไทย  เมื่อประชาชนไม่ต้องการความสงสาร แต่ต้องการหลักประกันชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี...
31/08/2026

🔥เปิดเวที We Fair 102 เขย่าคำถามใหญ่ถึงรัฐไทย เมื่อประชาชนไม่ต้องการความสงสาร แต่ต้องการหลักประกันชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

เวที “รัฐสวัสดิการ We Fair 102” เปิดพื้นที่ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม แรงงาน นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และคนรุ่นใหม่ ร่วมเรียนรู้และถกเถียงเรื่องรัฐสวัสดิการในฐานะ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ไม่ใช่ความสงสารหรือการสงเคราะห์ พร้อมเชื่อมโยงปัญหาปากท้อง ที่ดิน ทรัพยากร สุขภาพ แรงงาน และคุณภาพชีวิต เข้าสู่โจทย์ใหญ่ของการสร้างรัฐสวัสดิการที่ดูแลประชาชนอย่างมีศักดิ์ศรี “ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

เมื่อ “สวัสดิการ” ถูกทำให้กลายเป็นความสงสาร ในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึก คำว่า “สวัสดิการ” มักถูกพูดถึงในฐานะสิ่งที่รัฐมอบให้คนที่เดือดร้อน ใครลำบากก็ได้รับการช่วยเหลือ ใครจนก็ได้รับการสงเคราะห์
ใครเข้าไม่ถึงโอกาสก็รอให้รัฐเข้ามาเยียวยา แต่กรอบคิดเช่นนี้กำลังถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะหากสวัสดิการคือความช่วยเหลือ ผู้ได้รับก็อาจมีสถานะเป็นเพียงผู้รอรับ แต่หากสวัสดิการคือ “สิทธิ” ประชาชนย่อมมีสถานะเป็นเจ้าของสิทธิ และรัฐมีหน้าที่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงสิทธินั้นอย่างเสมอหน้า

และนี่คือแก่นสำคัญของเวที Workshop รัฐสวัสดิการ We Fair 102 การเรียนรู้รัฐสวัสดิการและนโยบายการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมทีเค พาเลซ จัดโดยเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม หรือ วีแฟร์

💥““รัฐสวัสดิการ” ไม่ใช่ความสงสาร หรือการสงเคราะห์ช่วยเหลือ แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้อย่างเสมอหน้า

⚡️นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันพื้นที่การเรียนรู้ดังกล่าว โดยมีแนวคิดสำคัญว่า รัฐสวัสดิการไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของ “ความสงสาร” หรือ “การช่วยเหลือ” แต่ต้องถูกมองในฐานะ สิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงได้อย่างเสมอหน้า

เพราะเมื่อสวัสดิการถูกมองเป็นเพียงการสงเคราะห์ ผู้คนอาจกลายเป็นผู้รอรับ ขณะที่อำนาจในการกำหนดว่าใครควรได้รับอะไร ยังคงอยู่ในมือของรัฐ แต่เมื่อสวัสดิการถูกมองว่าเป็น สิทธิ ประชาชนย่อมมีสถานะเป็นเจ้าของสิทธิ และสามารถตั้งคำถามต่อรัฐได้ว่า ระบบการคุ้มครองทางสังคมที่มีอยู่เพียงพอ เป็นธรรม และครอบคลุมชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริงหรือไม่

💥”32 คน ต่างที่มา แต่มีคำถามเดียวกัน”

⚡️ทางด้าน ธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์ เจ้าหน้าที่ประสานงานปฏิบัติการเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม บอกด้วยว่า ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 32 คน โดยมีสมาชิกขบวนการประชาชนที่สังคมเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เข้าร่วม Workshop ดังกล่าว จำนวนทั้งหมด 4 คน โดยมาจาก สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เครือข่ายกะเหรี่ยงตะวันตกเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นกับผู้เข้าร่วมที่มาจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในส่วนของประเด็นรัฐสวัสดิการ และความมั่นคงด้านที่ดินทรัพยากรของพี่น้องชาวบ้าน

เวทีดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงห้องเรียนที่ผู้เข้าร่วมมานั่งรับฟังข้อมูล แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามา ตั้งคำถาม วิเคราะห์ แลกเปลี่ยน และมองเห็นปัญหาร่วมกัน ว่ารัฐสวัสดิการแบบใดที่จะทำให้ประชาชนมีหลักประกันชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยผู้เข้าร่วมได้สะท้อนภาพของความหลากหลายอย่างชัดเจน ทั้งภาคประชาสังคม เครือข่ายประชาชน นักวิชาการ นักศึกษา หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชน ตลอดจนแรงงานและประชาชนทั่วไป มีทั้งคนทำงานด้านที่ดินและทรัพยากร เครือข่ายด้านสุขภาพ กลุ่มผู้สูงอายุ สหภาพแรงงาน แรงงานนอกระบบ ไรเดอร์ นักสังคมสงเคราะห์ ทนายความ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย นักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวมถึงบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

💥”รัฐสวัสดิการ จากห้อง Workshop สู่การรวมพลังเปลี่ยนโครงสร้างความเหลื่อมล้ำ”

⚡️เจ้าหน้าที่ประสานงานปฏิบัติการเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม ระบุทิ้งท้ายว่า เวทีครั้งนี้ต้องการให้เกิดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาชนทั่วไป เพื่อเชื่อมร้อยผู้คนที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายเข้ากับผู้ที่ต้องการเข้ามาหนุนเสริมการสร้างรัฐสวัสดิการ เป้าหมายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การจบ Workshop แต่คือการสร้าง ภาคีการขับเคลื่อนที่กว้างขึ้น เพราะการผลักดันรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นจริง ไม่สามารถพึ่งพาองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือภาคประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงลำพัง หากต้องอาศัยการรวมพลังจากคนหลายกลุ่ม ทั้งแรงงาน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักศึกษา คนทำงานในภาครัฐ ภาคการเมือง สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป

“การแลกเปลี่ยนระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนจากภูมิภาคต่าง ๆ กับผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนอื่น จึงทำให้ภาพของรัฐสวัสดิการขยายออกจากคำว่าสวัสดิการ ในความหมายแคบ ๆ ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือเราจะออกแบบสังคมอย่างไรให้คนทุกกลุ่มสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี ซึ่งสิ่งที่ปรากฏขึ้นจึงไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องนโยบายสวัสดิการ แต่คือการมองเห็นว่าความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเกิดจากกติกา โครงสร้าง อำนาจ และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ส่งผลต่อชีวิตของคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจึงเริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจร่วมกันก่อนพัฒนาไปสู่การสร้างข้อเสนอ และท้ายที่สุดคือการสร้างพลังต่อรองทางสังคม” รัตม์ บอกทิ้งท้าย

💥จากห้องเรียนสู่การเปลี่ยนแปลง
Workshop รัฐสวัสดิการ We Fair 102 อาจเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในภาพใหญ่ของการต่อสู้เรื่องความเหลื่อมล้ำ
แต่ความสำคัญของพื้นที่เช่นนี้อยู่ที่การทำให้คนจากหลากหลายภูมิหลังได้มาพบกัน แม้แต่ละคนจะมีปัญหาคนละเรื่อง แต่รากของปัญหาหลายอย่างกลับเชื่อมโยงกันอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน ซึ่งเวทีดังกล่าวอาจไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงห้องเรียนที่ผู้เข้าร่วมมานั่งรับฟังข้อมูล แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาตั้งคำถาม วิเคราะห์ แลกเปลี่ยน และมองเห็นปัญหาร่วมกัน ว่ารัฐสวัสดิการแบบใดที่จะทำให้ประชาชนมีหลักประกันชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

ดังนั้น เราจะสร้างรัฐที่ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้เพียงลำพังกับความเสี่ยงของชีวิตได้อย่างไร และหากรัฐสวัสดิการคือสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์ การเดินทางต่อจากนี้จึงไม่ใช่ควรจบลงที่ห้อง Workshop แต่ต้องเดินต่อไปสู่การสร้างข้อเสนอ การรวมเครือข่าย และการผลักดันนโยบายสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง

⚡️เรื่องโดย : ศรายุทธ ฤทธิพิณ
ภาพโดย : we fair

🔥พีมูฟ หารือร่วมรัฐมนตรียุติธรรม เสนอชะลอคดี หยุดยึดทรัพย์ ยุติบังคับคดี ปรับกองทุนยุติธรรม ดันนิรโทษกรรมคดีป่าไม้-ที่ดิ...
28/08/2026

🔥พีมูฟ หารือร่วมรัฐมนตรียุติธรรม เสนอชะลอคดี หยุดยึดทรัพย์ ยุติบังคับคดี ปรับกองทุนยุติธรรม ดันนิรโทษกรรมคดีป่าไม้-ที่ดิน เปิดทางคนจนเข้าถึงความยุติธรรม

ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐในพื้นที่ป่า หาได้จบลงเพียงการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน หากแต่ลากยาวไปถึงการถูกจับกุม ดำเนินคดี การบังคับคดี ส่งผลต่อการสูญเสียที่ดินทำกินของชุมชน ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมโดยมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นำเข้าสู่โต๊ะหารือกับกระทรวงยุติธรรม โดยพยายามผลักประเด็นไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง ทั้งการทบทวนการบังคับใช้กฎหมาย การนิรโทษกรรมคดีป่าไม้–ที่ดิน และปรับปรุงกลไกกองทุนยุติธรรม

พีมูฟเปิดปม ร่วมโต๊ะประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดทางคนจนเข้าถึงความยุติธรรม แก่นสำคัญของการหารือ คือการผลักให้รัฐพิจารณาปัญหาของประชาชนทั้งระบบ ตั้งแต่สิทธิในที่ดิน การประกาศเขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์ ทั้งการดำเนินคดี รวมถึการบังคับคดี ไปจนถึงการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย

โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม พีมูฟเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย คดีความ และกระบวนการยุติธรรม ร่วมกับ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ พร้อมผู้แทนกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายในการติดตามปัญหาคดีความของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่ดิน ป่าไม้ ซึ่งพีมูฟนำข้อเท็จจริงจากพื้นที่และข้อเสนอของประชาชนเข้าสู่การพิจารณา

💥“12,706 รายชื่อ กับเดิมพันกฎหมายนิรโทษกรรมคดีป่าไม้–ที่ดิน ฉบับประชาชน”

หนึ่งในประเด็นที่ยื่นข้อเสนอผลักดัน คือ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและล้างมลทินแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามกฎหมายและนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีป่าไม้–ที่ดิน ฉบับประชาชน ก่อนหน้านี้ เมื่อ 26 พฤษภาคม 2569 พีมูฟพร้อมตัวแทนภาคประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านป่าไม้และที่ดิน นำรายชื่อประชาชนจำนวน 12,706 ราย ยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อผลักดันร่างกฎหมายภาคประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการคลี่คลายผลกระทบจากนโยบายด้านป่าไม้และที่ดินที่สะสมมายาวนาน

ตรงจุดนี้ เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตาว่า จากข้อเสนอของประชาชน จะสามารถขยับเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด โดยการประชุมล่าสุด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นั้น ประธานคณะอนุกรรมการฯ รับทราบประเด็นดังกล่าว และมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพดำเนินการประสานและเร่งรัดร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต่อไป

💥บนโต๊ะประชุมมีการติดตามปัญหาเดิม 4 กรณี ที่สะท้อนความซับซ้อนของข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับรัฐอย่างชัดเจน และเสนอปัญหาใหม่อีก 5 กรณี รวม 9 กรณี ที่ต้องเร่งคลี่คลาย ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือประชาชนต้องเผชิญข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ป่าไม้ และกระบวนการยุติธรรม ทั้ง 4 กรณี มีดังนี้

⚡️กรณีชาวกะเหรี่ยงบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี มีประชาชนและเยาวชนรวม 28 ราย ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่าและอุทยานแห่งชาติ ภายหลังชาวบ้านบางส่วนเดินทางกลับขึ้นไปยังบางกลอยบนและใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนยืนยันว่าเป็นถิ่นฐานดั้งเดิม

ส่วนเยาวชน 2 ราย ล่าสุดสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี มีคำสั่งฟ้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัวเยาวชนทั้งสองเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย พีมูฟเสนอให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณายุติหรือชะลอการดำเนินคดีในชั้นอัยการและการส่งฟ้องไว้ก่อน เนื่องจากยังมีการแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงที่ผ่านมาได้มีการลงรังวัดขอบเขตในการตรวจสอบพื้นที่ร่วมกัน

พร้อมกันนี้ เสนอให้สำนักงานกองทุนยุติธรรมพิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่

⚡️กรณีชุมชนตำบลบุ่งหวาย–ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยมีข้อร้องเรียนว่ามีบุคคลภายนอกนำรถขุดเข้าทำลายพืชผลและสร้างถนนผ่านพื้นที่ รวมถึงมีการข่มขู่คุกคาม

พีมูฟเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายสถานีตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้มีมาตรการคุ้มครองประชาชนจากการคุกคามหรือทำลายทรัพย์สินระหว่างที่กระบวนการแก้ไขปัญหายังไม่ยุติ

⚡️ส่วนกรณีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง จังหวัดเพชรบูรณ์ ชาวบ้านกว่า 16 ราย ต้องเผชิญผลกระทบจากคดีมานับแต่ปี 2548 จากกรณีเข้าไปรับจ้างหักข้าวโพดในพื้นที่ ก่อนถูกกล่าวหาว่าบุกรุกและถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ต้องเผชิญภาระหนี้จากคำพิพากษา และมีการบังคับคดี ยึดทรัพย์ และขายทอดตลาดผ่านกรมบังคับคดี

พีมูฟตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการเรียกค่าเสียหายและภาระที่ตกอยู่กับเกษตรกรรายได้น้อย พร้อมเสนอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พิจารณาถอนการบังคับคดีและชะลอการยึดทรัพย์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั่งนี้ พีมูฟเสนอให้ทบทวนมาตรการและพิจารณาถอนหรือชะลอการบังคับคดี เพื่อบรรเทาภาระของเกษตรกรรายได้น้อย

⚡️ขณะที่กรณีสี่แยกบายพาสกุดลาด จังหวัดอุบลราชธานี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องและคดีสิ้นสุดแล้ว จึงเสนอให้ยุติการติดตามในส่วนคดี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลผลกระทบจากกระบวนการบังคับคดี

💥“เปิด 5 กรณี ตั้งแต่เชียงใหม่ถึงเกาะหลีเป๊ะ”

นอกจากนี้ พีมูฟยังเสนอปัญหาอีก 5 กรณีเข้าสู่การพิจารณา เป็นสิ่งสะท้อนว่าความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทรัพยากรยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่

⚡️กรณีแรกคือ บ้านแม่อ้อ และบ้านหนองเขียว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง ส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาติพันธุ์ลีซูและลาหู่ ที่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดีอาญาแล้ว 5 ราย และมีผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่สามารถเข้าไปทำกินในพื้นที่ได้อีกกว่า 60 ราย

ข้อเสนอคือให้รัฐตรวจสอบประวัติการอยู่อาศัย การใช้ประโยชน์ที่ดิน และวิถีชีวิตของชุมชนก่อนบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย รวมถึงชะลอคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และเปิดทางให้ประชาชนกลับเข้าอยู่อาศัยและทำกินระหว่างรอการตรวจสอบ

⚡️กรณีที่สอง ชุมชนบ้านปางทอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าสองยาง เป็นชุมชนปกาเกอะญอ ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่หมุนเวียน พีมูฟเสนอให้ทบทวนแนวทางการบังคับใช้กฎหมายและเร่งแก้ไขปัญหาการตรวจยึดพื้นที่ทำกิน

⚡️กรณีที่สาม ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ในพื้นที่เกี่ยวข้องกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ส่วนมากเป็นชุมชนกะเหรี่ยงโปว์ มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ปี 2502 แต่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ปัจจุบันมีชาวบ้านถูกดำเนินคดีรวม 209 คดี

ข้อเสนอสำคัญคือ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเปิดทางให้ประชาชนกลับเข้าอยู่อาศัยและประกอบอาชีพในพื้นที่เดิมได้ จนกว่าการตรวจสอบและการแก้ไขปัญหาจะแล้วเสร็จ

⚡️กรณีที่สี่ ชุมชนในพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูดและอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเกี่ยวข้องกับวนอุทยานห้วยคต ชาวบ้านระบุว่า ได้ตั้งถิ่นฐานและทำเกษตรกรรมมาตั้งรุ่นบรรพบุรุษ ก่อนพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตวนอุทยาน และต่อมามีการจับกุมดำเนินคดีข้อหาบุกรุก

ข้อเสนอคือให้ยุติการจับกุมและดำเนินคดี รวมถึงเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเปิดทางให้ประชาชนกลับเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ระหว่างการแก้ไขปัญหา

⚡️กรณีที่ห้า คือข้อพิพาทที่ดินและที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการถือครองและการออกเอกสารสิทธิ์ การปิดกั้นเส้นทางสาธารณะ รวมถึงการดำเนินคดีและการขับไล่ชาวเลออกจากพื้นที่ที่ชุมชนยืนยันว่าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์มาแต่ดั้งเดิม

พีมูฟเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมบังคับคดี และกรมที่ดิน ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ พร้อมเสนอให้กรมอุทยานฯ เร่งสำรวจพื้นที่ พิจารณาทบทวนคำสั่งทางปกครอง และชะลอคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม โดยพีมูฟเสนอแนวทางแก้ไขจำนวน 10 ข้อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย และผู้ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทกับรัฐ เข้าถึงความช่วยเหลือด้านกฎหมายได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อประชาชนต้องเผชิญคดีที่มีความซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน ต้นทุนในการต่อสู้คดีอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงความยุติธรรม

การปรับกองทุนยุติธรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนกับรัฐในกระบวนการยุติธรรม

💥“ตั้งกลไกติดตามทุก 2 เดือน หวังเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลจริง”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุในการประชุม ด้วยว่า ป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการฯ และยอมรับว่าในหลายประเด็นอาจยังมีข้อมูลหรือเอกสารไม่ครบถ้วน จึงกำหนดให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ อย่างน้อยทุก 2 เดือน พร้อมมอบหมายฝ่ายเลขานุการประสานกับพีมูฟจัดตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหา เพื่อร่วมกันจัดทำระเบียบวาระการประชุม และมอบหมายให้เลขานุการ รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับทราบ ในทุกวันจันทร์ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแต่ละกรณีจะได้ข้อยุติ

การประชุมครั้งนี้ ถือมีนัยสำคัญในการติดตามและเร่งรัดผลักดันมาตรการทางกฎหมายเพื่อการแก้ไขผลกระทบจากนโยบายป่าไม้และที่ดิน สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อสั่งการของประธาน จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในแต่ละกรณี อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด

⚡️เรื่องและภาพ โดย : ศรายุทธ ฤทธิพิณ

โฉนดชุมชน คืบหน้าอีกก้าวรัฐรับข้อเสนอพีมูฟ เร่งลงพื้นที่ 4 ภาค 18 ชุมชน ปลดล็อกหลักเกณฑ์ ยกระดับสิทธิชุมชนตาม ม.10 (4)อี...
17/08/2026

โฉนดชุมชน คืบหน้าอีกก้าว
รัฐรับข้อเสนอพีมูฟ เร่งลงพื้นที่ 4 ภาค 18 ชุมชน ปลดล็อกหลักเกณฑ์ ยกระดับสิทธิชุมชนตาม ม.10 (4)

อีกก้าวสำคัญของโฉนดชุมชน หลัง “พีมูฟ” เดินหน้าผลักดันปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิชุมชนเข้าสู่การแก้ไขในระดับนโยบาย เพราะหลายพื้นที่กำลังเผชิญวิกฤต ทั้งการถูกคุกคาม การดำเนินคดี การถูกผลักเข้าสู่โครงการจัดที่ดินของรัฐ และข้อจำกัดในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ขณะที่การรอเพียงกระบวนการศึกษาของคณะอนุกรรมการอาจไม่ทันต่อสถานการณ์จริงในพื้นที่

💥ล่าสุด เมื่อวันนี้ (17 สิงหาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร กพร. การประชุมร่วมระหว่างขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและทรัพยากร มีความคืบหน้าที่สำคัญ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าลงพื้นที่ 4 ภาค 18 ชุมชน เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงและข้อจำกัดของชุมชนที่กำลังขับเคลื่อนรูปแบบโฉนดชุมชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้อยู่ภายใต้คำสั่งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษากำหนดแนวทาง มาตรการ และกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่ 1/2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการศึกษาปัญหาในระดับพื้นที่ ทั้งข้อจำกัดด้านนโยบาย กฎหมาย และหลักเกณฑ์ที่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน ก่อนนำข้อมูลไปสู่การพัฒนา หลักเกณฑ์และวิธีการจัดที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน ให้สามารถดำเนินการได้จริง

สาระสำคัญอาจไม่ได้อยู่เพียงการลงพื้นที่สำรวจ แต่คือการนำข้อเท็จจริงจากชุมชนเข้าสู่การออกแบบกติกาใหม่ เพื่อยกระดับโฉนดชุมชนให้สอดคล้องกับ มาตรา 10 (4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการกระจายการถือครองที่ดินและรับรองสิทธิของชุมชน

💥”จากข้อเสนอ สู่มาตรการคุ้มครอง”

ก่อนหน้านี้ พีมูฟได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การออกมาตรการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชนโดยทันที การเร่งแต่งตั้งคณะทำงานลงพื้นที่ทั้ง 4 ภาค และการเร่งรัดการทำงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ด้วยเหตุผลสำคัญคือสถานการณ์ของชุมชนไม่สามารถหยุดรอได้
ในหลายพื้นที่ ประชาชนยังต้องเผชิญกับการดำเนินคดีและการคุกคาม ขณะที่บางชุมชนถูกผลักเข้าสู่โครงการจัดที่ดินของรัฐซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการที่ดินโดยชุมชน และอีกหลายพื้นที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน

พีมูฟ จึงยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาต้องเดินไปพร้อมกันทั้งการคุ้มครองในปัจจุบัน และการออกแบบระบบในอนาคต ไม่ใช่รอให้การศึกษาทางนโยบายเสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่

💥”206 + 4 ชุมชน ต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมาก คือพื้นที่โฉนดชุมชนที่ประกาศแล้ว 4 พื้นที่ และอีก 206 + 4 ชุมชน ที่อยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่ระบบการรับรอง ภายหลังการเจรจา ที่ประชุมมีมติให้ สคทช.รับข้อเสนอของพีมูฟไปดำเนินการ พร้อมมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีนำข้อเสนอทั้ง 3 ประเด็น เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เพื่อพิจารณามาตรการคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่การทำให้กลไกทางนโยบายสามารถลงไปถึงพื้นที่ได้จริง เพราะการรับรองสิทธิชุมชนไม่ได้หมายถึงเพียงการมีเอกสารหรือหลักเกณฑ์ หากแต่ต้องทำให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิต ทำกิน และจัดการทรัพยากรของตนเองได้โดยไม่ถูกผลักเข้าสู่ความขัดแย้งหรือกระบวนการทางคดีอย่างต่อเนื่อง

💥”1 เดือนเดิมพันการเปลี่ยนผ่าน”

การประชุมวันที่ 17 สิงหาคมครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีมติให้ลงพื้นที่ 4 ภาค 18 ชุมชน เพื่อเก็บข้อมูลจริงและนำข้อจำกัดที่พบมาปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการจัดที่ดินรูปแบบโฉนดชุมชน ซึ่งภารกิจครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการเก็บข้อมูล แต่เป็นบททดสอบว่า รัฐจะสามารถเปลี่ยนเสียงจากพื้นที่ให้กลายเป็นนโยบายที่ใช้ได้จริงหรือไม่ ภายใต้กรอบที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้เร่งดำเนินการเรื่องโฉนดชุมชนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

เพราะต่อแต่นี้ นับจากวันนี้ การลงพื้นที่โฉนดชุมชน จะถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่าจะถูกทำให้เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจริง หรือจะยังคงติดอยู่ในข้อจำกัดของระบบราชการและกฎหมายต่อไป เพราะสำหรับชุมชนที่กำลังเผชิญวิกฤต เวลาไม่ใช่เพียงตัวเลขในปฏิทิน แต่คือเส้นแบ่งระหว่างการได้สิทธิในการจัดการที่ดินกับการสูญเสียพื้นที่ทำกินและสิทธิของชุมชน

เรื่องและภาพ โดย : ศรายุทธ ฤทธิพิณ

แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ฉบับที่ 10เรื่อง ประกาศยุติการชุมนุม พร้อมเดินหน้าผลักดันโฉนดชุมชน-...
11/08/2026

แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ฉบับที่ 10
เรื่อง ประกาศยุติการชุมนุม พร้อมเดินหน้าผลักดันโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน
เป็นอีกครั้งที่พวกเราขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ได้ออกเดินทางจากถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อปักหลักทวงสิทธิ ส่งเสียงเรียกร้องของเราถึงรัฐบาลให้เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา การผลักดันโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินนั้นคือเดิมพันสำคัญเพื่อความมั่นคงในชีวิตของเราและลูกหลาน และเป็นหัวใจของการก่อเกิดพีมูฟที่เราไม่อาจปล่อยให้รัฐบาลหรือใครหน้าไหนทำลายลงได้
ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ปกรณ์ นิลประพันธ์ ได้ยกเลิกโฉนดชุมชนและยังแถลงเดินหน้ายุบธนาคารที่ดิน โดยที่ไม่เคยมีหน้ามีรับฟังเสียงของประชาชนที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่ ก.พ.ร. มา 9 วันแม้แต่ครั้งเดียว เรายังยืนยันเช่นเดิมว่ารองนายกรัฐมนตรีไม่มีคุณสมบัติที่จะมานั่งอยู่ในกลไกการแก้ไขปัญหาใดๆ เราภาคประชาชนได้อีก ฉะนั้นเราจึงขอให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และรองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี ได้พิจารณาปลดปกรณ์ออกจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟและคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เนื่องจากชัดเจนแล้วว่าคนคนนี้จะเป็นอุปสรรคขัดขวางทุกสิ่ง และจะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไม่จบสิ้น
อย่างไรก็ตามการปักหลักชุมนุมของเราในครั้งนี้ก็ยังสามารถต่ออายุโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินให้ยังมีผลคุ้มครองพี่น้องได้ กล่าวคือ มีการนำผลการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบแล้วในวันนี้ ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือการเดินหน้าโฉนดชุมชนภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ มาตรา 10 (4) ภายใน 1 เดือน และคุ้มครองพื้นที่ให้ปราศจากการคุกคาม ส่วนกรณีธนาคารที่ดินก็ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา 1 ชุดเพื่อศึกษาแนวทางการเดินหน้าธนาคารที่ดินต่อ ซึ่งมีกำหนดนัดหมายประชุมนัดแรกในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นประธาน ส่วนกลไกคณะอนุกรรมการอีก 12 ชุดที่มีการลงนามแต่งตั้งไปแล้วนั้นก็จะมีการจัดประชุมนัดแรกภายใน 30 วัน และรายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟรับทราบทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน
ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เราขอขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี ที่ผลักดันข้อเรียกร้องของประชาชนจนประสบความสำเร็จในครั้งนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ช่วยเอื้ออำนวยการเจรจา ขอบคุณเพื่อนมิตรที่แวะมาเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจเราอย่างสม่ำเสมอ ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยกันกระจายข่าวสารประเด็นปัญหาที่ดินที่พวกเราเผชิญ และที่สำคัญที่สุด ขอขอบคุณหัวจิตหัวใจอันเด็ดเดี่ยวของพี่น้องพีมูฟทุกคน ทุกเครือข่าย ที่ยังยืนหยัดเชื่อมั่นในแนวทางสิทธิชุมชนไม่เคยแปรเปลี่ยน แม้ต้องเผชิญอุปสรรคและความยากลำบากกี่ครั้งเราก็ยังรวมพลังกันต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ เป็นสิ่งยืนยันว่า “ประชาชนมีทางไปต่อเสมอ หากยังสู้ ไม่มีวันแพ้”
วันนี้เราจะกลับบ้านไปแจ้งข่าวดีให้พี่น้องของเรารับทราบ และเตรียมการสำหรับการต่อสู้ครั้งใหม่ เราจะกำกับติดตามรัฐบาลตามกลไกการแก้ไขปัญหาที่เรามีร่วมกันต่อไป เพื่อให้โฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน รวมถึงการแก้ไขปัญหาประเด็นอื่นๆ ได้เดินหน้าจนสำเร็จ ให้สิทธิชุมชนได้เบ่งบาน ลงหลักปักฐานมั่นคงอยู่ในสังคมไทยโดยไม่มีใครลบล้างได้อีก
ขอประกาศยุติการชุมนุม
เชื่อมั่นและศรัทธาในพลังประชาชน
11 สิงหาคม 2569
ณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กรุงเทพมหานคร

✊พีมูฟยกระดับประชิดทำเนียบฯ จุดไฟเผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน จี้ ครม. รับรองมติแก้ปัญหา ก่อนปักหลักรอ  รองนายกฯ “...
11/08/2026

✊พีมูฟยกระดับประชิดทำเนียบฯ จุดไฟเผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน จี้ ครม. รับรองมติแก้ปัญหา ก่อนปักหลักรอ รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” ลงพื้นที่ชี้แจง🔴
11 สิงหาคม 2569 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ยกระดับการเคลื่อนไหวในช่วงเช้าวันนี้ เคลื่อนขบวนประชิดทำเนียบรัฐบาล ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งถือเป็นการประชุม ครม. ครั้งที่ 2 นับตั้งแต่พีมูฟปักหลักชุมนุม เพื่อทวงถามความชัดเจนต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน โดยเฉพาะ โฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน ซึ่งพีมูฟยืนยันว่ารัฐบาลต้องเร่งคุ้มครองและเดินหน้าต่อ
เวลาประมาณ 09.00 น. พีมูฟเคลื่อนขบวนมายังบริเวณริมทางเท้าฝั่งตรงข้ามหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมอ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 9 ใจความเนื้อหาเน้นย้ำชัดเจนว่าจะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อหากการประชุมคณะรับมนตรีวันนี้ยังไม่มีมติรับรองแนวทางแก้ไขปัญหาของพีมูฟ พร้อมเปิดเวทีปราศรัยและติดตามผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตั้งรูปภาพของนยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมโลงศพและพวงหรีด เพื่อเตรียมการฌาปนกิจหากผลการประชุมคณะรัฐมนตรีไม่บรรลุตามเป้าหมาย
พีมูฟระบุว่า ข้อเสนอเรื่องโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินเป็นส่วนหนึ่งของผลการหารือและมติจากการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟร่วมกับ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ซึ่งรัฐบาลรับปากว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. แต่จนถึงขณะนี้ พีมูฟได้รับข้อมูลว่า มติดังกล่าวยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม ครม. ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาความไม่เป็นเอกภาพภายในรัฐบาล และความล้มเหลวในการนำข้อเสนอที่ผ่านกระบวนการเจรจากับประชาชนไปสู่การตัดสินใจของรัฐบาล
ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังคงออกมาให้สัมภาษณ์ในทิศทางที่ขัดแย้งกับข้อเสนอและข้อตกลงจากการเจรจา โดยเฉพาะกรณีการผลักดันให้ยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ภายในเดือนกันยายน 2569 นำมาสู่การตั้วคำถามว่า หากรัฐบาลไม่สามารถทำให้ผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับประชาชนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ แล้วกระบวนการเจรจาที่ผ่านมาจะมีความหมายอย่างไร พร้อมระบุว่า นายปกรณ์เป็นบุคคลที่พีมูฟตั้งข้อสงสัยว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเดินหน้ามติแก้ไขปัญหาของประชาชน
🔥"ฌาปนกิจปกรณ์" ส่งสัญญาณค้านฝังธนาคารที่ดิน🕯️
ท่ามกลางการรอผลประชุม ครม. เวลาประมาณ 12.10 น. พีมูฟจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ "ฌาปนกิจปกรณ์ นิลประพันธ์" เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านแนวทางการยุบธนาคารที่ดิน ผู้ชุมนุมจัดเตรียมโลงศพทาสีน้ำเงิน พร้อมดอกไม้จันทน์ กรงหนู และกาวดักหนู ก่อนจุดไฟเผาภาพนายปกรณ์ โดยพีมูฟระบุว่าเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงการต่อต้านแนวทางที่กำลังทำลายกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชน โดยธนาคารที่ดินไม่ใช่หน่วยงานที่ซ้ำซ้อน แต่เป็นกลไกที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของประชาชนและมีบทบาทในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ขณะที่โฉนดชุมชนเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ชุมชนใช้สร้างความมั่นคงและจัดการที่ดินร่วมกัน
พีมูฟประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง ทวงคำตอบรัฐบาล
จากสถานการณ์ดังกล่าว พีมูฟประกาศยกระดับการชุมนุมและเคลื่อนขบวนกดดันการประชุม ครม. พร้อมกำหนดข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่
1. มติคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ต้องเข้าสู่ ครม. โดยไม่มีตกหล่น เพื่อให้รัฐบาลรับทราบและรับรองแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ผ่านการเจรจาร่วมกัน
2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ต้องลงพื้นที่มาชี้แจงด้วยตนเองหลังการประชุม ครม. ถึงผลการประชุมและความคืบหน้าต่อข้อเสนอของพีมูฟ
3. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ต้องพ้นจากทุกกลไกการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ เนื่องจากพีมูฟเห็นว่าท่าทีและการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาและขัดแย้งกับข้อเสนอจากกระบวนการเจรจา

ขณะนี้ เวลา 13.00 น. พีมูฟยังคงปักหลักอยู่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามผลการประชุม ครม. และ รอการลงพื้นที่ชี้แจงของรองนายกฯ ทรงศักดิ์
เรื่อง : กัญญ์วรา หมื่นแก้ว
ภาพ : ทีมสื่อขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

🔴   รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ทักท้วงกรณีพีมูฟ โฉนดชุมชน ธนาคาร หลังที่ประชุมครม.บรรจุเข้าวาระเพื่อทราบ
11/08/2026

🔴 รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ทักท้วงกรณีพีมูฟ โฉนดชุมชน ธนาคาร หลังที่ประชุมครม.บรรจุเข้าวาระเพื่อทราบ

11/08/2026

พีมูฟ เริ่มเคลื่อนไหว ติดตามครม. จี้ รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน

11/08/2026

เช้านี้! เตรียมการ เตรียมพลัง เตรียมพร้อม ประชิดประตูทำเนียบรัฐบาล ติดตามการประชุม ครม เพื่อเป้าหมายสูงสุดพีมูฟ

ที่อยู่

Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

027186472

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่